ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คปพ.เสนอตั้งองค์การก๊าซแห่งชาติ

คปพ.เสนอตั้งองค์การก๊าซแห่งชาติจัดการทั้งแหล่งสัมปทานและท่อก๊าซที่ถูกโอนคืนมาเป็นของรัฐ  พร้อมคัดค้านแนวทางการเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิม ในขณะที่กระทรวงพลังงานชง2แนวทางให้ กพช.ตัดสินใจ 30พ.ค.นี้ เน้นประเด็นความต่อเนื่องในการบริหารจัดการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่29พ.ค.2559 ที่อาคารทีเอสทีทาวเวอร์ชั้น22 เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ซึ่งนำโดยนาย ธีรชัย ภูวนารถนรานุบาล,นางสาวรสนา โตสิตระกูล ,นาย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์,ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี,ดร.นพ สัตยาศัย,พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ, นาย รุ่งชัย จันทะสิงห์ ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน  คัดค้านแนวทางที่พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  จะเลือกใช้แนวทางการเจรจากับผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมรายเดิมทั้งบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด ที่เป็นผู้รับสัมปทานในแปลงสำรวจ หมายเลขB10,B11,B12,B13 ครอบคลุมแหล่งเอราวัณและใกล้เคียง  และบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)หรือปตท.สผ. ที่เป็นผู้รับสัมปทาน ในแปลงสำรวจB15,B16,B17ครอบคลุมแหล่งบงกช  หลังจากที่สัมปทานของทั้งสองแหล่งใหญ่ หมดอายุในช่วงปี2565-2566 และไม่สามารถต่ออายุได้อีกตามกฏหมาย เพราะเคยผ่านการต่ออายุมาแล้ว เป็นระยะเวลา10ปี

โดยคปพ.เสนอให้มีการเปิดประมูลอย่างเสรีเช่นเดียวกับการประมูลคลื่นความถี่4 Gที่โปร่งใสเป็นธรรม  และให้มีการจัดตั้งองค์การก๊าซแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่ เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินต่างๆที่จะถูกโอนกลับมาเป็นของรัฐหลังสิ้นสุด อายุสัมปทาน รวมทั้งท่อก๊าซในทะเล  ที่ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.) กำลังฟ้องร้องคดี ให้ ปตท.โอนคืนท่อก๊าซส่วนดังกล่าวกลับมาเป็นของรัฐ   โดยหากรัฐสามารถที่จะบริหารจัดการทั้งแหล่งผลิตปิโตรเลียมและท่อก๊าซในทะเลที่ถูกโอนกลับมาเป็นของรัฐทั้ง100% ได้  จะทำให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดและประชาชนได้ใช้พลังงานในราคาที่เป็นธรรม

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงข้อเสนอของคปพ. ในส่วนของการจัดตั้งองค์การก๊าซแห่งชาติว่า  กระทรวงพลังงานมีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาขึ้นมาศึกษาดูความเป็นไปได้ และให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของการจัดตั้งเท่านั้น  โดยในการประชุม กพช. วันที่30 พ.ค. 2559 วาระการพิจารณาเรื่องแนวทางการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สัมปทานจะสิ้นสุดอายุในปี2565-2566 จะมีการนำเสนอแนวทางให้ กพช.พิจารณาใน2 แนวทาง คือ1.การเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิม และ2 การเปิดประมูลทั่วไปโดยมีเงื่อนไขที่รัฐต้องได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น  ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า กพช.จะเลือกแนวทางใด

ทั้งนี้ แหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งเอราวัณและบงช ถือเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญ เพราะมีการผลิตก๊าซธรรมชาติรวมกันมากถึง 2,214ล้านลบ.ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ทั้งหมด  โดยหลังจากที่สัมปทานหมดอายุ ในปี2565-2566 จะยังมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่สามารถจะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ประมาณ10ปี  แต่ต้องมีการลงทุนเจาะหลุมผลิตเพิ่มอย่างต่อเนื่องทุกๆปี  โดยหากมีการบริหารจัดการไม่ต่อเนื่อง  ก็จะส่งผลต่อปริมาณการผลิต  และกระทบกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี  และต้นทุนราคาพลังงานที่จะเพิ่มสูงขึ้น

 

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด