ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กฏหมายใหม่คุมเข้มปั๊มมุ่งเอาผิดเจ้าของไม่ใช่คนเติมน้ำมัน

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานสยบข่าวลือโลกออนไลน์ คนเติมน้ำมันไม่ต้องรับโทษ ชี้กฏหมายใหม่ที่จะเริ่มบังคับใช้29พ.ค.นี้ มุ่งเอาผิดเฉพาะเจ้าปั๊มน้ำมันกรณีไม่ส่งพนักงานเข้าฝึกอบรมด้านความปลอดภัย และแจ้งผู้ใช้บริการให้งดใช้โทรศัพท์หรือดับเครื่องยนต์ขณะจอดเติมน้ำมัน โดยให้ระยะเวลาปรับตัว2ปี  

จากกรณีที่มีการแชร์ข้อความผ่านทางโลกออนไลน์โดยเฉพาะ LINE และFacebook  กันมากว่า  ใครที่เข้าไปเติมน้ำมันและปั๊มแก๊สแล้วไม่ดับเครื่องยนต์  หรือนั่งคุยโทรศัพท์ จะมีโทษปรับ100,000 บาท หรือจำคุก 1ปี โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่29 พ.ค.นี้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง และตื่นตระหนกกันนั้น

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า  เรื่องดังกล่าว เป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 29 พ.ค.นี้ โดยบังคับให้สถานประกอบการปั๊มน้ำมัน ปั๊มก๊าซหุงต้ม(LPG) ปั๊มก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(NGV) คลังก๊าซ คลังน้ำมัน รถขนส่งน้ำมันและก๊าซ และร้านค้าจำหน่ายLPG จะต้องมีพนักงานคนไทยอย่างน้อย 1 คนที่ได้รับใบอนุญาตเป็นพนักงานปฏิบัติงานประจำในสถานประกอบดังกล่าว  ที่ต้องคอยดูแลความปลอดภัยในปั๊มน้ำมันและปั๊มแก๊ส  โดยแจ้งเตือนประชาชนผู้ใช้บริการ ให้ดับเครื่องยนต์ หรืองดคุยโทรศัพท์ขณะที่มีการจอดรถเพื่อเติมน้ำมัน   ซึ่งหากผู้ใช้น้ำมันไม่ปฏิบัติตาม  พนักงานก็จะต้องไม่เติมน้ำมันหรือแก๊สให้  

“กฏหมายดังกล่าว จะเอาผิดกับเจ้าของปั๊มที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว  ไม่ใช่เอาผิดกับประชาชนผู้เติมน้ำมัน อย่างที่มีการลือกัน  โดยกฏหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่29พ.ค.2559 นี้เป็นต้นไป แต่จะให้ระยะเวลาเจ้าของปั๊มน้ำมันและปั๊มแก๊ส ได้มีระยะเวลาเตรียมความพร้อม2ปี  ซึ่งหากพ้นจากระยะเวลาที่ผ่อนปรนให้แล้วยังไม่การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม  ทางกรมก็จะประสานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับเจ้าของปั๊ม “นายวิฑูรย์ กล่าว

โดยโทษตามกฎหมายมาตรา 66  จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับเงินไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ที่ผ่านมาจะพบว่า พนักงานปั๊มน้ำมันบางแห่งละเลยมาตรฐานความปลอดภัย บ้างก็ใช้โทรศัพท์มือถือ บ้างก็ปล่อยให้มีการเติมน้ำมันได้โดยลูกค้าไม่ดับเครื่องยนต์ หรือแม้กระทั่งมีการสูบบุรหรี่ใกล้จุดเติมน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อตัวพนักงานและลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งการฝึกอบรมให้ใบอนุญาตนี้จะกำหนดสิ่งที่ไม่ควรทำในการให้บริการลูกค้า เช่น ต่อไปจะเติมน้ำมันได้จะต้องดับเครื่องก่อนเท่านั้น หรือให้ลงจากรถในระหว่างการเติมน้ำมัน เป็นต้น หากไม่ปฏิบัติตามก็ไม่สามารถให้บริการเติมน้ำมันให้ได้ แต่หากพนักงานละเลยก็จะมีความผิดที่ตัวพนักงานเป็นหลัก ในส่วนของลูกค้าแม้จะไม่มีความผิดแต่ก็อยากจะขอความร่วมมือให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยด้วย”นายวิฑูรย์ กล่าวย้ำ

กรมธุรกิจพลังงานคาดว่ามีสถานประกอบการต่างๆ ประมาณ 38,000-39,000 แห่งที่จะต้องส่งพนักงานเข้าร่วมอบรมเพื่อรับใบอนุญาต โดยคาดว่าจะมีพนักงานที่มาอบรมทั้งสิ้น 1 แสนคน ส่วนสถานฝึกอบรมนั้น แต่เดิมมี 7 แห่ง แต่เมื่อกฎหมายใหม่ออกมา สถานฝึกอบรมจะต้องมาขอใบอนุญาตใหม่หมด ซึ่งสถานอบรมนั้นเป็นได้ทั้งนิติบุคคล ผู้ค้ามาตรา7 สถานศึกษา แต่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ของกรมฯ เท่านั้น

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด