ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปตท.คาดราคาน้ำมันดิบคืนสมดุล60เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลใน2-3ปีนี้

  • Date : 23/05/2016, 17:13.
ปตท.ชี้ราคาน้ำมันผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เตรียมปรับคืนสู่สมดุล 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลใน 2-3 ปีจากนี้ เผยผลกำไรไตรมาสแรกปี 2559 เพิ่มขึ้น 1,085 ล้านบาท จาก 4 ธุรกิจ NGV น้ำมันคอนเดนเสท เทรดดิ้งและไฟฟ้า คาดปีนี้NGV เลิกขาดทุน
 
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ อยู่ระดับ 30 สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งคาดว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดของราคาน้ำมันไปแล้ว และราคาจะทยอยกลับมาสู่จุดสมดุลใหม่ที่ 50-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า  เพราะขณะนี้สหรัฐฯ เริ่มทยอยลดกำลังการผลิตน้ำมันชั้นหินดินดาน(เชลล์ออยส์)ลงตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากไม่คุ้มค่าการผลิต ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทยอยปรับขึ้น แต่จะไม่กลับมาสูงมาก เพราะยังมีน้ำมันจากประเทศอิหร่านที่เตรียมปล่อยออกมาจำหน่ายสู่ตลาดโลกอีก
 
อย่างไรก็ตามในปีนี้คาดว่าราคาน้ำมันจะเฉลี่ยอยู่ระดับ 35-40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่ง ปตท.จะดูว่าการลงทุนระยะสั้นจะคุ้มค่าหรือไม่ แต่คาดว่าจะไม่กระทบการลงทุน เพราะส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการลงทุนระยะยาวจะต้องพิจารณาอีกที เพราะมองว่าราคาน้ำมันน่าจะอยู่ระดับสมดุลที่ 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงคงต้องชะลอไปก่อน
 
สำหรับผลการดำเนินงาน ปตท.ไตรมาสแรกของปี 2559 นั้น ยังเติบโตได้ดีจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(NGV) ธุรกิจน้ำมันและคอนเดนเสท ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจเทรดดิ้ง ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันได้แก่ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจปิโตรเคมีจากการกลั่นน้ำมัน และธุรกิจถ่านหิน
 
โดย ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ จำนวน 23,669 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,085 ล้านบาท หรือ 4.8% จากไตรมาส 1 ปี 2558 ที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 22,584 ล้านบาท สาเหตุหลักจากต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดลงมากตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลงตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ทำให้ผลการดำเนินงานของ ปตท. ดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ในส่วนของการขายผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งNGVมีผลขาดทุนที่ลดลง
 
“ ปตท. ขาดทุนธุรกิจ NGV มาตั้งแต่เริ่มธุรกิจเมื่อ 10 ปีก่อน สะสมรวมแล้วกว่า 1.3 แสนล้านบาท แต่จากนโยบายกลไกราคาเสรี NGV ทำให้ไตรมาสแรกนี้ ปตท.ขาดทุนลดลงเหลือ 937 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนถึง 3,005 ล้านบาท แต่ภายในปีนี้ปตท.คาดว่าจะไม่ต้องแบกภาระขาดทุนอีกต่อไป” นายเทวินทร์ กล่าว
 
สำหรับผลการดำเนินงานบริษัทในเครือนั้น บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ยังอ่อนตัวลงตามราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบ ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลงเล็กน้อย โดยในส่วนของโรงกลั่นนั้น ค่าการกลั่นทางบัญชีปรับตัวลดลงจากกำไรขั้นต้นจากการกลั่นไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันที่ปรับลดลง ขณะที่ผลการดำเนินงานของโรงปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ปรับสูงขึ้นจากกำไรขั้นต้นต่อหน่วยผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น  นอกจากนั้น ในงวดนี้ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายก็ลดลงด้วย และจากค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ ที่แข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2558 ส่งผลให้บริษัทในกลุ่ม ปตท. มีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น
 
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2559 ปตท. และบริษัทย่อยมียอดขาย 386,940 ล้านบาท  ลดลง 24.9%  และมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ยและค่าเสื่อม( EBITDA) 71,343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8%  กำไรสุทธิต่อหุ้น 8.23 บาท เพิ่มขึ้น 4.3%
 
“แม้กำไรสุทธิไตรมาส 1 ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และทิศทางราคาน้ำมันที่ค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผลการดำเนินงานของ กลุ่ม ปตท. ในปีนี้ แต่นโยบายการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพนั้นยังเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสภาวะราคาน้ำมันปัจจุบันที่ได้รับแรงกดดันจากปริมาณล้นตลาด”นายเทวินทร์ กล่าว 
กลับสู่ข่าวทั้งหมด