ข่าวที่เกี่ยวข้อง

IES ชูกระแสCOP21ผลักดันโรงไฟฟ้าพลังงานลม600เมกะวัตต์ในสปป.ลาว

IES ชู กระแสCOP21ผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในสปป.ลาว ขนาด600เมกะวัตต์ ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ขายไฟฟ้าให้ประเทศไทย ในราคาถูกกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซ ชี้สถาบันการเงินระหว่างประเทศพร้อมสนับสนุนเงินกู้ แล้วกว่า1พันล้านเหรียญสหรัฐ

โครงการ มอนสูน วินด์ พาวเวอร์  ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองดากจึง แขวงเซกอง และเมืองซานไซ  แขวงอัตตะบือ ทางตอนใต้ของประเทศลาว โดยอยู่ห่างจากเขตชายแดนจังหวัดอุบลราชธานีของไทย ประมาณ150 กิโลเมตร และห่างจากเขตชายแดนเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ประมาณ50 กิโลเมตร โดยมีบริษัทอิมแพค เอเนอยี่ กรุ๊ป ภายใต้บริษัทอิมแพค อิเล็คตรอนส์ สยาม จำกัด (IES) ซึ่งเป็นเอกชนไทยเป็นผู้พัฒนาโครงการ

ทั้งไทยและลาว ต่างเป็นส่วนหนึ่งใน146 ประเทศ ที่ร่วมลงนาม ในความตกลงที่จะร่วมลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ สมัยที่21 หรือ COP21 ที่ปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปี 2558 โดยประเทศที่ร่วมลงนามจะต้อง  จำกัดการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสนับสนุนการผิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เข้าสู่ระบบเพิ่มมากขึ้น  โดยโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลม ขนาด600เมกะวัตต์ หากดำเนินการได้สำเร็จตามแผน จะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 60.7 ล้านตันตลอดระยะเวลาโครงการ25ปี  เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน  จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลของสปป.ลาว สนับสนุนโครงการดังกล่าว

นายวรมน ขำขนิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ มอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ถือเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งแรกในลาว ที่บริษัทคนไทยเข้าไปพัฒนาโครงการ  โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาทโดยแบ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และสายส่งขนาด500KVอีกประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศผู้ซื้อไฟฟ้า โดยที่รัฐบาลสปป.ลาว ให้สิทธิ์ผู้พัฒนาโครงการในการขายกระแสไฟฟ้าให้กับใครก็ได้ ที่พร้อมรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับการขายกระแสไฟฟ้าให้กับประเทศไทยก่อนเป็นลำดับแรก เพราะจะทำให้ทั้งไทยและสปป.ลาวได้ผลประโยชน์ร่วมกัน

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการ ได้มีการลงนามความร่วมมมือด้านการดำเนินการก่อสร้าง(EPC) กับบริษัทเวสทัส(Vestas) ซึ่งเป็นผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของโลกจากยุโรป เพื่อให้การดำเนินการด้านวิศวกรรม ทางเทคนิคและการก่อสร้าง  โดยในส่วนของการสนับสนุนด้านเงินกู้นั้น ทาง International Finance Corporation หรือ IFC และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือADB ได้มีหนังสือแจ้งเจตจำนง(Letter of Intent)ในการสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการมูลค่ารวม10.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ70% ของค่าใช้จ่ายรวมของโครงการ

นายวรมน กล่าวว่า โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ มีจุดเด่นในเรื่องของค่าไฟฟ้า เฉลี่ยตลอดอายุโครงการที่สามารถขายกลับมาให้ประเทศไทยได้ในอัตราประมาณ3.80บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่า การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้LNG เป็นเชื้อเพลิง

อีกทั้งรัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องมีภาระในการอุดหนุนค่าไฟฟ้า ในรูปของFeed in Tariff –FiT ในอัตรา6.06 บาทต่อหน่วยเป็นระยะเวลา20ปี  เหมือนที่รัฐให้การส่งเสริมกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศ

อีกประเด็นที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านไฟฟ้าของไทยคือ โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์  ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ตั้งอยู่รอบโครงการ กำลังการผลิตมากกว่า1,500เมกะวัตต์  ที่จะสามารถจะจ่ายไฟฟ้าเข้ามาในระบบสายส่ง500KV ของโครงการเพื่อขายกระแสไฟฟ้าให้กับประเทศไทยได้อีกในอนาคต

สำหรับโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ นั้น บริษัทได้ทำบันทึกข้อตกลง(เอ็มโอยู) กับรัฐบาลสปป.ลาวตั้งแต่ปี 2554 ที่จะทำการศึกษาความเป็นไปได้ ทำการวัดข้อมูลความเร็วลมต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 3 ปีโดย มีค่าเฉลี่ยความเร็วลมที่ 6 เมตรต่อวินาที  ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้า จึงได้ลงนามในสัญญาการพัฒนาโครงการมาตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2558 เป็นต้นมา โดยจากการวิเคราะห์ปริมาณข้อมูลลมที่วัดได้  พบว่ามีค่าเฉลี่ยของการผลิตไฟฟ้าในและวันค่อนข้างสม่ำเสมอโดยในช่วงกลางวันมีค่าเฉลี่ย48%  และช่วงกลางคืนมีค่าเฉลี่ย52%  จึงค่อนข้างมั่นใจว่าจะสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าของไทยได้

กลับสู่ข่าวทั้งหมด