ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดวิสัยทัศน์แคนดิเดทผู้ว่ากฟผ.คนที่13เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี เทพา

แคนดิเดทผู้ว่ากฟผ.คนที่13 ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์กับพนักงานกฟผ.ต่างพร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา สร้างกฟผ.ให้เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม

เมื่อวันที่17พ.ค.2559 ที่ห้องประชุมเกษม จาติกวณิช  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครทั้ง5คนที่เข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่ากฟผ.คนที่13 ต่อจากนายสุนชัย คำนูญเศรษฐ์ ผู้ว่ากฟผ.คนที่12ซึ่งจะเกษียณอายุในวันที่6 มิ.ย.2559 นี้ โดยได้รับความสนใจจากพนักงานกฟผ. มากพอสมควร  โดยในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ทางผู้สมัครทั้ง5คน ก็ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์และตอบข้อซักถามจากคณะกรรมการสรรหา ที่มีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธาน  ซึ่งหลังจากนี้ คณะกรรมการสรรหาก็จะเสนอรายชื่อให้คณะกรรมการกฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ให้ความเห็นชอบ และเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเป็นวาระเพื่อทราบต่อไป

การแสดงวิสัยทัศน์ดังกล่าว ให้เวลาผู้สมัครทั้ง5คนขึ้นพูดคนละ10นาที และได้มีการถ่ายทอดสดทางทีวีภายในให้พนักงานกฟผ.ในต่างจังหวัดได้ร่วมรับฟังด้วย 

นายถาวร งามกนกวรรณ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง ของกฟผ. ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์เป็นคนแรก  กล่าวว่า จะเข้ามาช่วยบริหารให้ กฟผ.เป็นองค์กรที่มีศักดิ์ศรี  โดยงานสำคัญที่จะต้องผลักดันให้สำเร็จคือการดำเนินการโครงการต่างๆให้เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีฉบับใหม่  โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งกระบีและเทพา  ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ  ถือเป็นโรงไฟฟ้าเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากภาคพลังงานของประเทศต้องลดสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง และเพิ่มสัดส่วนของถ่านหินให้มากขึ้น

นอกจากนี้ กฟผ.จะต้องหันมาทำธุรกิจเชื้อเพลิง ทั้งการนำเข้าแอลเอ็นจี และถ่านหิน  เนื่องจากเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตไฟฟ้ามากกว่า70-80%  โดยเชื่อว่าหากกฟผ.เป็นผู้นำเข้าเชื้อเพลิงเองโดยไม่ผ่านคนกลาง  จะทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงถูกลง 

นายถาวร กล่าวด้วยว่า ผู้สมัครทั้งหมด ต่างเป็นคนในกฟผ.ดังนั้น หากใครได้รับการสรรหาเป็นผู้ว่ากฟผ. รองผู้ว่าการทุกคนที่เป็นแคนดิเดทครั้งนี้ ก็พร้อมที่จะช่วยทำงาน

ด้านนายกรศิษฐ์  ภัคโชตานนท์  รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนที่สอง กล่าวว่า  บ้านต้องมีฐานรากที่แข็งแรง จึงจะมั่นคง กฟผ.ก็เช่นเดียวกัน  ฐานรากของกฟผ. ก็คือชุมชนและสังคม ที่จะต้องทำให้กฟผ.เป็นที่รักและยอมรับของสังคม  พร้อมที่จะออกมาปกป้องกฟผ. ซึ่งวิธีการที่จะทำให้กฟผ.เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็จะต้องสื่อสารซ้ำๆ เพื่อสร้างความเข้าใจ  ทำกฟผ. มีความน่าเชื่อถือในการทำงาน  เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล

“ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเรื่องสายส่ง  โรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี เทพา ต่างต้องมีมุมมองความเห็นที่มีทั้งบวกทั้งลบ หากกฟผ.ทำให้สังคมเห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ และทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศจริง  คนส่วนใหญ่ในสังคมก็จะอยู่ข้างเรา “ นายกรศิษฐ์กล่าว

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ  รองผู้ว่าการฝ่ายนโยบายและแผน กฟผ. กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนที่สาม ว่า ประเด็นที่มีความสำคัญคือจะทำอย่างไรให้กฟผ.สามารถที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าให้ได้50% ตามนโยบาย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้ามามาก ก็จำเป็นจะต้องมีโรงไฟฟ้าฐานโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาเพิ่มขึ้น  เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระบบ

ในส่วนของการดำเนินการตามแผนอาเซียนพาวเวอร์กริด นั้น หากการดำเนินการก่อสร้างสายส่งได้ตามแผน หลังจากปี2567 เราก็จะมีระบบโครงข่ายสายส่ง500เควีครอบคลุมทั้งประเทศ สามารถที่จะเชื่อมโยงสายส่งกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้

ในการขยายการลงทุนโครงการต่างๆในอนาคตเห็นว่าควรจะต้องเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจตั้งแต่ขั้นตอนของการวางแผน  ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากสังคม

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการฝ่ายกิจการสังคม กฟผ. ซึ่งแสดงวิสัยทัศน์เป็นคนที่สี่ กล่าวว่า  กฟผ.จะต้องเป็นองค์กรที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสังคม โดยแนวทางสร้างการเติบโตของกฟผ.สามารถดำเนินการได้ด้วยการ ขยายกำลังการผลิตให้มากขึ้นในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเดิม   ส่วนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ จะต้องให้ใจประชาชน ไม่ใช่ให้เงิน จึงจะอยู่แบบยั่งยืน    

กฟผ.จำเป็นจะต้องเติบโตด้วยพลังงานทดแทน ที่แนวโน้มในอนาคตจะมีต้นทุนที่ถูกลงและประสิทธิภาพสูงขึ้น  ส่วนการเติบโตในต่างประเทศ จะเสนอให้มีการแก้ไข กฏระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของบริษัทกฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนลหรือEGATi รวมทั้งต้องผนึกกำลังร่วมกับบริษัทลูกอย่างเอ็กโกกรุ๊ป และบริษทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง

“กฟผ.เติบโต ชุมชนก็จะต้องเติบโตไปด้วยกัน  ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องซีเอสอาร์ จะต้องเป็นมาเป็น ซีเอสวี หรือการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน “ นายสหรัฐ กล่าว

ด้านนายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์  รองผู้ว่าการบริหาร กฟผ.ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนสุดท้าย กล่าวว่า กฟผ.จะต้องทำงานเป็นทีม ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้ว่าการกฟผ. รองผู้ว่าการทุกคนจะต้องช่วยกันทำงานเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน  โดยการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลักจะต้องสมดุลกับไฟฟ้าที่มาจากพลังงานทดแทน 

ในระยะยาวกฟผ.จะต้องให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา การให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากร  สร้างผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อมารองรับภารกิจและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต คนของกฟผ.จะต้องเรียนรู้และติดตามเทคโนโลยีให้ทัน

ทั้งนี้เมื่อพนักงานทุ่มเทการทำงานให้กับองค์กร องค์กรก็จะต้องดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์  ให้ทัดเทียมกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด