ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้ประกอบการเอสพีพีเรียกร้องรัฐทบทวนเงื่อนไขราคารับซื้อใหม่

  • Date : 17/05/2016, 20:01.

สมาคมผู้ผลิตโรงไฟฟ้าเอกชนเรียกร้องให้ รัฐทบทวนเงื่อนไขการต่อสัญญากับ โรงไฟฟ้าเอสพีพี โดยระบุการ ปรับราคารับซื้อ โดยใช้เกณฑ์โรงไฟฟ้าไอพีพี ไม่สอดคล้องกับต้นทุนของโรงไฟฟ้าเอสพีพี ในขณะที่สนพ.เตรียมเสนอกพช.ตัดสิน ในการประชุม30พ.ค.นี้

 นางปรียนาถ สุนทรวาทะ นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยว่า จากการที่สมาคมฯ ได้ประชุมหาข้อสรุปร่วมกับหน่วยงานภาครัฐกรณีการต่อสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) กลุ่มที่ 1 จำนวน 25 ราย ซึ่งจะสิ้นสุดอายุสัญญาขายไฟฟ้าในปี พ.ศ. 2560 - 2568 นั้น ทางสมาคมฯ ได้ยื่นข้อเสนอยอมปรับลดปริมาณซื้อขายเหลือ 30 เมกะวัตต์ต่อแห่งซึ่งเป็นการปรับลดกำลังผลิตรวมของทั้ง 25 ราย ลง 70 % คือจาก 1,787 เมกะวัตต์ เหลือ 560 เมกะวัตต์  แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปในด้านราคาได้

 ทั้งนี้สมาคมเห็นว่า เงื่อนไขที่ทางภาครัฐกำหนดในเบื้องต้นคือการรับซื้อที่ราคา โดยใช้เกณฑ์ต่ำสุดของราคารับซื้อจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (ไอพีพี) นั้นมีกลไกและการบริหารขนาดใหญ่ต่างจากเอสพีพี เพราะไอพีพีเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ผลิตและขายกระแสไฟฟ้าทั้งหมดป้อนให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต ในขณะที่เอสพีพีจะเดินเครื่องตามช่วงเวลา และตามความต้องการของลูกค้าที่เป็นภาคอุตสาหกรรมจึง มีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่าโรงไฟฟ้ากลุ่มเอสพีพี

 ดังนั้น สมาคมฯ จึงอยากให้ภาครัฐทบทวนเงื่อนไขราคาที่กำหนดใหม่ เนื่องจากเป็นการการคำนวณบนโจทย์และ   ฐานกลไกที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสมาคมฯ คงต้องประชุมหารือเพื่อหาทางออกลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะต้องลงทุนในส่วนของการป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีไฟตก ไฟดับ ในระบบผลิต ทั้งต้องจัดหาพื้นที่จัดเก็บและติดตั้ง ระบบผลิตไอน้ำ พลังความร้อนเพิ่มเติม

 ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ได้พิจารณาเรื่องการต่อสัญญาซื้อไฟฟ้าจาก SPP แล้วในการประชุมวันที่ 17 พ.ค. แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้  โดยจะนำผลสรุปไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 30 พ.ค.นี้ต่อไป

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด