ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สหภาพ ปตท.ออกโรงยื่นหนังสือร้องทุกข์รัฐบาลปมคืนท่อก๊าซ

สหภาพ ปตท.ฯ เตรียมยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อนายกฯ และครม. 18 พ.ค. นี้ กรณีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคทวงคืนท่อก๊าซทั้งๆที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเป็นที่สุดแล้วระบุเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท.และบั่นทอนกำลังใจพนักงาน 

 น.ส.อัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า สหภาพแรงงาน ปตท. เตรียมยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 18 พ.ค. 2559 ในเวลา 10.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ บริษัท ปตท. กรณีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคพยายามให้ข้อมูลสาธารณชนว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินให้รัฐไม่ครบถ้วน และฟ้องร้องต่อศาลปกครองหลายครั้ง แม้ศาลฯจะวินิฉัยว่า ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม

ซึ่งการฟ้องร้องดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการดำเนินงานของ ปตท.และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท. และเป็นการบั่นทอนกำลังใจของพนักงาน ปตท.เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ภายหลังจากยื่นหนังสือถึงนายกฯและครม.แล้ว สหภาพ ปตท.ฯจะจัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2559 ในเวลา 13.00 น. ที่อาคารปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ปตท.ด้วย

 สำหรับหนังสือที่สหภาพแรงงาน ปตท. เตรียมยื่นต่อนายกฯและครม.มีสาระสำคัญว่า

“นับตั้งแต่ 14 ธ.ค. 2550 ที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาและคำวินิจฉัยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ต้องคืนให้แก่รัฐ ซึ่งฟ้องร้องโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งต่อมาได้มีการดำเนินการจนกระทั่งได้มีการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนกระทรวงการคลังครบถ้วน และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2551 ว่า ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ฟ้องร้องยังคงฟ้องร้อง และพยายามให้ข้อมูลต่อสาธารณชนว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วย และฟ้องร้องต่อศาลฯอีกหลายครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายศาลฯได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา

และเมื่อวันที่ 4เม.ย. 2559 ประธานผู้ตรวจเงินแผ่นดินได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อกรณีดังกล่าวอีก โดยครั้งนี้มีประเด็นข้อสงสัย สหภาพแรงงานที่คัดค้านการแปรรูป แต่ถูกปิดปากด้วยหุ้นที่ให้กับฝ่ายบริหารและพนักงาน ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง เป็นการดูหมิ่นสหภาพแรงงานและพนักงาน ปตท.เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการให้สิทธิพนักงานจองหุ้น ปตท. นั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการให้พนักงานมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัท หรือ ESOP (Employee Stock Ownership Plan) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของบริษัทชั้นนำของโลก ซึ่งการดำเนินการเป็นไปด้วยความสุจริตตามหลักธรรมาภิบาล

อีกทั้งเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2559 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เห็นพ้องกับผลการตรวจสอบของ สตง.ที่ให้ไว้ก่อนมีคำสั่งศาลฯ 26 ธ.ค. 2551 ว่า ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินไม่เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และ มติ ครม.  ทั้งๆที่ เมื่อ 20 ก.พ. 2552 สตง.ได้มีหนังสือแจ้งต่อ ปตท.และเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองว่า ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินฯไม่ครบ แต่ถือคำวินิจฉัยของศาลฯเป็นที่ยุติ

 การดำเนินการครั้งแล้วครั้งเล่า ที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยในการดำเนินงานของ ปตท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ กรณีการปฏิบัติตามคำพิพากาของศาลปกครองสูงสุดว่ายังไม่ครบถ้วน ย่อมเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติของชาติ อีกทั้งเป็นการบั่นทอนกำลังใจของพนักงาน ปตท. เป็นอย่างมาก

 ทั้งนี้ สหภาพ ปตท.ฯเห็นว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2551 , หนังสือจาก สตง. ถึงศาลปกครองเมื่อ 20 ก.พ. 2552 , หนังสือจากศาลปกครองถึง สตง. เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2552 ซึ่งแจ้งไปยัง สตง.ว่า ผู้ถูกฟ้องดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว , มติครม.ที่รับทราบเรื่องการแบ่งแยกทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2553 รวมถึงล่าสุดคือ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 ยังคงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 21 พ.ค. 2558 ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลฯ วันที่ 26 ธ.ค. 2551 นั้น ล้วนเป็นข้อมูลที่ควรจะสร้างความมั่นใจว่า ปตท.ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และควรยุติการฟ้องร้องต่อศาลฯ ว่า ปตท.คืนทรัพย์สินไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลที่มีมาอย่างยาวนานเกือบทศวรรษได้แล้ว

 แต่ด้วยยังมีการเสนอให้มีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองอีก โดยครั้งนี้ผู้เสนอได้นำเรียนให้ ครม.ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลฯด้วย ดังนั้น สหภาพ ปตท.ฯจึงตัดสินใจนำเรื่องร้องทุกข์ต่อนายกฯและครม. เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของชาติ ที่จำเป็นต้องได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนเพื่อความมั่นคงขององค์กร ที่มีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติ สหภาพฯ ขอยืนยันว่า การดำเนินการแปรรูป ปตท.ให้เป็น บริษัท (มหาชน) นั้น สหภาพฯ และพนักงาน ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการแปรรูป ปตท. อย่างจริงจัง โดย ปตท.ยังคงสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจและปัจจุบัน ปตท.ยังคงปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้เช่นเดียวกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย”  

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด