ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ราชบุรีโฮลดิ้งปรับแผนธุรกิจและเป้าหมายใหม่

บริษัท ราชบุรีโฮลดิ้ง ประกาศปรับแผนธุรกิจและเป้าหมายใหม่ เสนอบอร์ดช่วงไตรมาส2ปีนี้ คาดขยายเป้ากำลังผลิตไฟฟ้า 5 ปีขึ้นสูงกว่า 9,700 เมกะวัตต์ มั่นใจกำไรปี 2559 โตมากกว่า 3,000 ล้านบาท เตรียมเสนอเรกูเลเตอร์ต่ออายุโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ก่อนหมดสัญญาในอีก 5 ปีนี้


นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯเตรียมทบทวนปรับแผนกลยุทธ์และเป้าหมายธุรกิจใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เนื่องจากแผนเดิมกำหนดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้นราคาน้ำมันลดต่ำมาก แต่ปัจจุบันราคากลับมาอยู่ระดับ 40-50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลแล้ว
สำหรับเป้าหมายเดิมนั้น บริษัท ฯ กำหนดให้เพิ่มปริมาณผลิตไฟฟ้าจากปี 2559 อยู่ที่ 6,416 เมกะวัตต์ เป็น 9,700 เมกะวัตต์ในปี 2566 ซึ่งจะมีการทบทวนเป้าหมายดังกล่าวใหม่ในที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) ช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเพิ่มหรือลดปริมาณผลิตไฟฟ้าจากเป้าหมายเดิม

“การทบทวน ปรับแผนและเป้าหมายของบริษัทฯใหม่ครั้งนี้ จะต้องพิจารณาสภาพเศรษฐกิจ โอกาสการลงทุนที่เปลี่ยนไป ต้องปรับให้สอดคล้องกับศักยภาพของบริษัทฯ ข้อได้เปรียบในการแข่งขัน และที่สำคัญต้องทำให้บริษัทรักษาระดับการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนลำดับต้นๆ ของเมืองไทยต่อไป ทั้งนี้จะสามารถสรุปแผนใหม่ได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้” นายรัมย์ กล่าว
นายภาสกร ดังสมัคร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนาธุรกิจ2 บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) กล่าวเสริมว่า บริษัทฯ จะทบทวนแผนและเป้าหมายธุรกิจใหม่ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2565) โดยแนวโน้มจะปรับแผนเพิ่มเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ 9,700 เมกะวัตต์ โดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ที่สร้างขึ้น แทนการซื้อกิจการมากกว่า
นายรัมย์ กล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทฯ มั่นใจว่ากำไรในปี 2559 นี้จะสูงกว่าปีที่แล้วที่มีกำไร 3,000 ล้านบาท เนื่องจากจะผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นประมาณ 300 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตได้รวม 6,416 เมกะวัตต์ โดยมากจากโรงไฟฟ้าหงสา ที่จะเข้าระบบครบ  3  ยูนิต ในปีนี้ รวมทั้งโครงการราชบุรีเวอลด์ โคเจนเนอเรชั่น ยูนิตที่ 2 กำลังผลิต 234 เมกะวัตต์ ที่เข้าระบบไปเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตไฟฟ้านวนคร กำลังผลิต 132 เมกะวัตต์ ที่จะเข้าระบบเดือนมิ.ย.2559 เป็นต้น
สำหรับไตรมาส1 ปีนี้ บริษัทฯ มีกำไร 1,259 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 13,796 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ลดลง 16% โดยเฉพาะต้นทุนค่าเชื้อเพลิง และรายได้จากส่วนแบ่งกำไรของกิจการร่วมทุนเพิ่มขึ้น 81%
ส่วนโครงการที่บริษัทฯ กำลังศึกษาล่าสุด ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้า RIAU ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในอินโดนีเซีย 250 เมกะวัตต์ ซึ่งกำหนดยื่นประมูลเดือนมิ.ย. 2559 นี้ และโครงการโรงไฟฟ้า SUMSEL 5 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อินโดนีเซีย ขนาด 900 เมกะวัตต์ โดยกำลังศึกษารายละเอียดและเทคนิค   
ขณะที่การลงทุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟังเชงกัน ระยะที่ 2 ในประเทศจีน ที่บริษัทฯ เข้าไปร่วมลงทุน 10% มีกำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบในประเทศจีนปี 2562 นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการลงนามระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนว่าจะไม่นำนิวเคลียร์ไปใช้ในทางอื่นนอกจากเพื่อสันติภาพเพียงอย่างเดียว จากนั้นจึงจะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ไทยเพื่ออนุมัติการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างกันได้ต่อไป
โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวมีกำลังการผลิตรวม 6,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นระยะที่ 1 ประกอบด้วยหน่วยผลิตที่ 1 และ 2 ซึ่งเดินเครื่องผลิตไปแล้ว ส่วนระยะที่ 2 ประกอบด้วย หน่วยผลิตที่ 3 และ 4 มีกำลังการผลิตหน่วยละ 1,180 เมกะวัตต์  เริ่มก่อสร้างหน่วยผลิตที่ 3 เมื่อธ.ค. 2558 ใช้เวลาประมาณ 5 ปี อย่างไรก็ตามในส่วนของระยะที่ 3  ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์นั้น บริษัทฯกำลังติดตามเพื่อขอร่วมทุนเป็นสัดส่วน 20-30%
นายรัมย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับโรงไฟฟ้าหลักปัจจุบันของบริษัท คือโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ จะหมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ในอีก 5 ปีข้างหน้า และโรงไฟฟ้าราชบุรี จะหมดสัญญาในอีก 10-12 ปีข้างหน้า ดังนั้นบริษัทฯเตรียมเสนอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือเรกูเลเตอร์เพื่อต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าเตรเอนเนอจี้ไปอีก 5 ปี เนื่องจากเครื่องผลิตไฟฟ้ายังมีศักยภาพดีอยู่ และหากปรับปรุงอาจจะดีกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งการตัดสินใจว่าจะให้ต่ออายุหรือไม่ก็ขึ้นกับเรกูเรเตอร์จะตัดสินใจต่อไป 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด