ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พีคไฟฟ้าครั้งที่7ทะลุ28,351เมกะวัตต์สูงกว่าปี2558กว่า1,000เมกะวัตต์

พีคไฟฟ้าครั้งที่7ของปี2559ทำลายสถิติพีคปี2558กว่า1,000เมกะวัตต์  สนพ.รณรงค์ขอความร่วมมือประชาชนช่วยประหยัดไฟฟ้าช่วงหน้าร้อน  เกาะติดสถานการณ์พีคทะลุ28,500เมกะวัตต์หลังวันที่ 26 เม.ย นี้เป็นต้นไป ด้านกฟผ.ระบุพีคไฟฟ้าเฉพาะภาคใต้ทำลายสถิติเดิมแล้ว10ครั้งสงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชใช้ไฟสูงสด

 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือ Peak(พีค)ของปี2559เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเวลา 14.17น.ของวันที่19เม.ย.2559 ที่28,351.7 เมกะวัตต์ ณ อุณหภูมิ 36.6องศาเซนเซียส ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าพีค ของปี2558 ซึ่งเกิดเมื่อวันที่11มิถุนายน ที่  27,345.8 เมกะวัตต์ ถึง. 1,005.9 เมกะวัตต์  โดยหากประชาชนไม่ช่วยกันลดใช้ไฟฟ้าลงคาดว่าด้วยอุณหภูมิที่ยังอยู่ในระดับสูงช่วงหน้าร้อนนี้  ก็มีโอกาสที่จะเกิดพีคไฟฟ้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือประมาณ 28,500-29,000 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ 26 เม.ย เป็นต้นไป

 การเกิดพีคไฟฟ้าครั้งนี้ ถือว่าสูงกว่าและเร็วกว่าที่ สนพ.ประเมินเอาไว้ว่า พีคไฟฟ้าน่าจะเกิดในวันที่21เม.ย.ที่ความต้องการไฟฟ้าอยู่ที่27,600 เมกะวัตต์

สำหรับพีคไฟฟ้าสูงสุดของปี2559ซึ่งอยู่ที่ระดับ 28,351.7 เมกะวัตต์ นั้นถือเป็นการเกิดพีคครั้งที่7ของปี2559  โดยพีคไฟฟ้าครั้งที่6 เกิดขึ้นเมื่อวันที่6เมษายน เวลา20.21 น. อยู่ที่27,639เมกะวัตต์  ที่อุณหภูมิ31.1 องศาเซ็นเซียส  ส่วนพีคไฟฟ้าครั้งที่5 นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่23 มี.ค.2559เวลา14.40น. อยู่ที่ 27,279เมกะวัตต์  ส่วนพีคครั้งที่4 ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.47 น.ของวันที่22มี.ค.2559 อยู่ที่ 27,222.5 เมกะวัตต์  

ทั้งนี้การเกิดพีคไฟฟ้าจะไม่เป็นผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บกับประชาชนเพราะในการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้า กฟผ.จะสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดก่อน ส่วนโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงจะเก็บเป็นกำลังการผลิตสำรอง และจะสั่งเดินเครื่องเมื่อเกิดกรณีพีคไฟฟ้า เพื่อให้มีกำลังการผลิตเพียงพอกับความต้องการใช้  จึงทำให้้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นได้ 

นายทวารัฐกล่าวว่า สนพ.ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยประหยัดไฟฟ้าเพื่อลดพีคในช่วงหน้าร้อน ด้วยการปฏิบัติตามแนวทาง4ป. ดังนี้คือ 1. ปิด คือปิดไฟที่ไม่จำเป็น 2. ปรับ คือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาหรือปรับ Fan Mode 3. ปลด คือปลดปลั๊กอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ และ4.เปลี่ยน คือเปลี่ยนอุปกรณ์มาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ประหยัดพลังงาน โดยจะขอความร่วมมือประชาชนให้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงของทุกวัน 

ด้าน นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีค (Peak) มี สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 36.6 อาศาเซลเซียส และเป็นช่วงวันทำงานปกติหลังจากการหยุดเทศกาลสงกรานต์ จึงมีการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้เตรียมกำลังผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงเพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้า และขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้าตามมาตรการ “ปิด - ปรับ - ปลด - เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มีนาคม - 20 พฤษภาคม 2559 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 เวลา 21.00 น. พีคของภาคใต้ 14 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงมาอยู่ที่ 2,630 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 5 หรือ 125 เมกะวัตต์ เนื่องจากอากาศร้อนอบอ้าว มีการใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น และการใช้ไฟฟ้าใน 14 จังหวัดภาคใต้ ส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยทำลายสถิติเดิมมาแล้วถึง 10 ครั้ง โดยจังหวัดที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ได้แก่ สงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และกระบี่ ในส่วนของระบบผลิตไฟฟ้า ได้มีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในภาคใต้ จำนวน 2,225 เมกะวัตต์ และรับซื้อไฟฟ้าจากภาคกลาง อีกจำนวน 375 เมกะวัตต์ ซึ่งในขณะนี้ยังสามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าได้ แต่ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอีกในอนาคต ภาคใต้จึงจำเป็นต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่โดยใช้เชื้อเพลิงที่เหมาะสม โดยไม่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ หรือเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเป็นสำคัญ

 

 

 

 

 

กลับสู่ข่าวทั้งหมด