ข่าวทั้งหมด

Date : 08 / 06 / 2016

  • Date : 08 / 06 / 2016
    พลังงานประสานเสียงเร่งเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช ให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้

    กระทรวงพลังงานประสานเสียงเร่งเปิดประมูลเอราวัณ บงกช ควบเชิญชวนเอกชนยื่นสำรวจผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ เสร็จในปี2560หรือภายในรัฐบาลชุดนี้ ขณะที่ ปตท.สผ.เตรียมพร้อมเข้าร่วมประมูลในทุกรูปแบบที่รัฐออกประกาศ  

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานจะเร่งจัดทำเงื่อนไขการประมูล(TOR)สำหรับการประมูลหาผู้ดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุ ในปี2565-2566 ทั้งเอราวัณและบงกช  พร้อมเชิญชวนเอกชนยื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้  เพื่อพร้อมเปิดประมูลให้ได้ภายในปี2560   ในขณะเดียวกันก็อยู่ในระหว่างพิจารณาหาหน่วยงานที่เป็นกลางเพื่อศึกษาแนวทางการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติให้ดำเนินการเมื่อวันที่7 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมา

    ในขณะที่แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ส่งแผนงานและกรอบระยะเวลาสำหรับเตรียมการประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานพิจารณาไปเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2559 โดยตามแผนจะเร่งรัดให้เกิดการประมูลโดยเร็วให้เสร็จก่อนจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่  ส่วนการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาตินั้น จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นในต่างประเทศพบว่า ไม่ได้ช่วยให้รัฐหรือประเทศได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้ามยังเป็นการเพิ่มขั้นตอนการดำเนินงานการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้มีความยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้นไทยไม่จำเป็นต้องมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติก็สามารถที่จะดำเนินการประมูลเพื่อสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยเรื่องการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) และกรมฯ อยู่ระหว่างเจรจากับผู้รับสัมปทานในแหล่งเอราวัณ และบงกช ในการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมของทั้งสองแหล่งที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 โดยเฉพาะกรณีการตกลงเกี่ยวกับค่ารื้อถอนที่ผู้รับสัมปทานต้องรับผิดชอบ และการพิจารณาว่าแท่นผลิตใดควรจะเก็บไว้ใช้งานต่อ และต้องโอนเป็นของรัฐ เบื้องต้นคาดว่าแท่นผลิตกลางของแหล่งเอราวัณ จะเป็นแท่นที่มีศักยภาพและจะใช้งานต่อไปได้

    สำหรับการเตรียมรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ รวมถึงการรื้อถอนแท่นผลิตในแหล่งที่มีปิโตรเลียมที่เหลือปิโตรเลียมไม่ถึง  40% ของกำลังการผลิตที่มีอยู่นั้น เป็นการดำเนินงานไปพร้อมกับขั้นตอนการแก้ไขกฎกระทรวง 6 ฉบับ เพื่อรองรับการจัดทำ TOR การประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ และการเปิดให้เอกชนยื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ เพื่อให้ทันต่อการเปิดประมูลในปีหน้า    

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เตรียมความพร้อมเข้าร่วมประมูลผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในทุกรูปแบบ ทั้งระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) หรือระบบรับจ้างผลิต ซึ่งที่ผ่านมา ปตท.สผ.มีประสบการณ์การสำรวจปิโตรเลียมทั้งระบบสัมปทานและPSC มาแล้ว แต่ระบบรับจ้างผลิตนั้นยังไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่ปตท.ก็ต้องเตรียมความพร้อมไว้ทุกด้าน

    “ปตท อยู่ในธุรกิจด้านพลังงานมานาน แม้รัฐบาลจะออกนโยบายแบบไหนออกมาเราก็ต้องพร้อมให้ความร่วมมือ รวมทั้งมีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง  ซึ่งอาจไม่น่าฟังหรือฟังแล้วไม่สบายใจบ้าง แต่เป็นหน้าที่ที่ ต้องทำ เพราะปตท.เป็นบริษัทพลังงานของคนไทย”นายเทวินทร์ กล่าว

    นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ในช่วง 1-2 ปีนี้ กฟผ.ยังมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถจัดหาก๊าซธรรมชาติสำหรับผลิตไฟฟ้าได้ทั้งจากแหล่งก๊าซฯในอ่าวไทย ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และก๊าซฯจากเมียนมา แต่ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้ารัฐบาลต้องมีความชัดเจนโดยเฉพาะการประมูลผลิตปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ

    อย่างไรก็ตามโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเป็นโรงไฟฟ้าที่รองรับความเสี่ยงกรณีโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ได้รับผลกระทบจากการเปิดประมูลหาผู้ดำเนินการแหล่งสัมปทานที่หมดอายุ ล่าช้าออกไป  แต่หากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความล่าช้า ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงการผลิตไฟฟ้าของประเทศมากขึ้น

  • Date : 08 / 06 / 2016
    พพ.เตือนผู้ประกอบการระวังแก๊งค์สมาคมเครือข่ายโรงงานแอบอ้างชื่อเรียกเก็บเงินค่าที่ปรึกษา

    พพ. เตือนผู้ประกอบการอาคาร และโรงงานควบคุม อย่าหลงเชื่อสมาคมหรือองค์กรที่แอบอ้างงานของ พพ. ไปสร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจ หลังพบสมาคมมีพฤติกรรมในทางหลอกลวง แอบอ้าง พพ. และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการให้บริการวิชาการด้านพลังงานในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลางตอนล่าง  เตรียมให้ระงับดำเนินการ และดำเนินคดีตามกฎหมาย 
     

    นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ตามที่ ได้มีสมาคมหรือเครือข่ายแห่งหนึ่ง ภายใต้ชื่อ สมาคมเครือข่ายโรงงานควบคุมด้านพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ และภาคกลางตอนล่าง ซึ่งได้แอบอ้างว่าอยู่ภายใต้กำกับของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พพ. และจะทำหน้าที่ช่วยเหลือในการตรวจสอบการจัดทำรายการการจัดการพลังงาน รวมทั้งยังแอบอ้างชื่อของ พพ. ในการทำหน้าที่ให้บริการข้อมูลทางวิชาการ และมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการด้วยนั้น 
     โดยเบื้องต้น พพ. ขอชี้แจงว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสมาคมฯ ดังกล่าวในการจัดตั้ง และยืนยันว่าไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับของ พพ. แต่อย่างไร โดยได้ขอให้ทางสมาคมฯ ดังกล่าวยุติการดำเนินงานโดยทันที รวมทั้ง พพ. จะได้ทำหนังสือถึงผู้ประกอบการต่างๆ ว่าการดำเนินการในส่วนที่ไม่ได้รับอนุญาติจากพพ. ของสมาคมฯ ดังกล่าว เป็นผู้แอบอ้าง พพ. และไม่ให้หลงเชื่อ
     ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการอาคารและโรงงานควบคุม ต้องการขอรับคำปรึกษา และงานด้านวิชาการในการจัดทำรายงานการจัดการพลังงานนั้น ผู้ประกอบการที่สนใจจะสามารถขอรับคำปรึกษา และสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน (สกอ.) ของ พพ. ได้ที่ 02 223 0021 -9 ต่อ 1411 ได้ในวันและเวลาราชการ โดยการให้คำปรึกษาต่างๆ นั้น จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และหากผู้ประกอบการรายใด พบการกระทำเช่นนี้ให้แจ้งกลับมาที่ พพ. โดยด่วน เพื่อจะดำเนินคดีตามกฏหมาย
     

     

Date : 07 / 06 / 2016

  • Date : 07 / 06 / 2016
    คาดเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชได้เร็วสุดต้นปีหน้า

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติคาดพร้อมเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมแหล่งเอราวัณและบงกช ได้เร็วสุดต้นปีหน้า เตรียม เร่งออกกฎหมายลูกอีก 6 ฉบับ รองรับ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ฉบับแก้ไข

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ... ในวันที่7 มิ.ย.2559 ว่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะเร่งจัดทำกฎกระทรวงเพื่อรองรับการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ รวมถึงการประมูลหาผู้ดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566  ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช

    เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ดังกล่าวได้มีการบรรจุระบบสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เป็น 3 ระบบ ได้แก่ ระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต ( PSC) และระบบจ้างผลิต โดยกฎกระทรวงที่กรมฯเตรียมจัดทำจะมี 6 ฉบับ เพื่อให้สามารถกำหนดระบบสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างชัดเจนว่าแหล่งใดควรจะใช้ระบบใด พร้อมทั้งข้อดี ข้อเสีย ให้รัฐบาลพิจารณาเลือกอีกครั้ง

    โดยการจัดทำกฎกระทรวงดังกล่าว ถือเป็นการทำคู่ขนานไปพร้อมกับการรอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ต่อจาก ครม. ซึ่งปกติ สนช.จะใช้เวลาพิจารณาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ขณะที่การแก้ไขกฎกระทรวงจะใช้เวลาประมาณ 7-9 เดือน ดังนั้นระยะเวลาที่จะสามารถเปิดให้เอกชนยื่นขอสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งการเปิดสำรวจรอบใหม่ และการเปิดสำรวจผลิตแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ คาดว่าอย่างเร็วสุดน่าจะเป็นต้นปี 2560

    "ระหว่างที่รอ สนช.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ต่อจาก ครม.ที่เห็นชอบไปวันนี้แล้ว กรมฯก็จะเตรียมออกกฎหมายลูกเพื่อรองรับระบบสัมปทานทั้ง 3 ระบบ โดยกรมจะให้ความสำคัญกับการเปิดประมูลหาผู้ดำเนินการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้หมดอายุก่อนเป็นลำดับแรก เพราะเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วน" นายวีระศักดิ์ กล่าว

    ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ที่กำหนดให้มีระบบ PSC และรับจ้างผลิตนั้น ในวิธีปฏิบัติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกเป็นสัญญาระหว่างเอกชนผู้ผลิตและภาครัฐ เป็นรายกรณีไป เพราะ ครม.ยังไม่ได้อนุมัติให้จัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาดำเนินการ ตามข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) โดยเพียงแต่สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำการศึกษาผลดีผลเสียของการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเอาไว้เท่านั้น

    "ในกรณีที่หากมีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาจริง จะเป็นการรวมหลายหน่วยงานเข้ามาอยู่ในกำกับดูแล เช่น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นต้น โดยบรรษัทพลังงานจะทำหน้าที่ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หากเป็นเช่นนั้น ก็อาจจะต้องยุบกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติหรือกรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและให้มาอยู่ในบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นไปได้ยาก" แหล่งข่าว กล่าว

  • Date : 07 / 06 / 2016
    ครม.ผ่านร่างแก้ไขกม.ปิโตรเลียม 2 ฉบับแล้ว

    ครม.ผ่านร่างแก้ไขกม.ปิโตรเลียม 2 ฉบับแล้ว เพิ่มทางเลือกระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต นอกเหนือจากระบบสัมปทาน แต่ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำกับดูแล โดยไม่มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติตามข้อเสนอ คปพ.

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ภายหลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้นำไปปรับปรุงเพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ โดยมีการเพิ่มระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต และระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต เป็นทางเลือกในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปพลังงานของประเทศ

    ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... และร่างพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่... ) พ.ศ...  โดยเพิ่มทางเลือกให้รัฐบาลสามารถนำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC)  มาใช้นอกเหนือจากระบบสัมปทาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 และส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

    ต่อมาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม2558 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และได้มีมติเพิ่มเติมในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8ธันวาคม 2558 ให้คณะกรรมการกฤษฎีการับร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2ฉบับ ไปพิจารณาปรับเพิ่มระบบการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม คือระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต (Service Contract : SC) และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

    คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงได้ปรับปรุงแก้ไขตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐสามารถนำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต (SC) มาใช้ โดยระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ได้นำหลักการของระบบ PSC ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย    (Malaysia-Thailand Joint Development Area : MTJDA) มาปรับใช้ ซึ่งจะทำให้ระบบบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม มี 3 ระบบ คือ (1) ระบบสัมปทานปิโตรเลียม (2)ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต และ      (3) ระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต สำหรับในส่วนของพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนั้น เป็นการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับระบบบริหารจัดการที่เพิ่มเติมขึ้นมา

    นอกจากนั้น คณะรัฐมนตรี ยังเห็นควรให้การกำกับดูแลยังคงอยู่ภายใต้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และคณะกรรมการปิโตรเลียม เช่นเดิม

    ทั้งนี้ ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวจะเสนอต่อสภานิติ บัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) เสนอให้ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาดูแลกรรมสิทธิ์แหล่งปิโตรเลียมภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิตและจ้างผลิต  แต่จากมติ ครม. ที่ออกมาครั้งลาสุดนี้ ได้ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นผู้กำกับดูแล โดยไม่ได้ตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาแต่อย่างใด

Date : 06 / 06 / 2016

  • Date : 06 / 06 / 2016
    กกพ.ชี้แนวโน้มค่าไฟพุ่ง หากประมูลเอราวัณ บงกช ล่าช้า
    กกพ.ชี้แนวโน้มค่าไฟฟ้าปรับขึ้นแน่ในอนาคตหากการประมูลหาผู้ดำเนินการแหล่งเอราวัณ บงกช ล่าช้า เพราะต้องนำเข้าLNGราคาแพงกว่ามาทดแทน
     

    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าในอนาคตจะต้องปรับขึ้นอย่างแน่นอน เพราะได้รับผลกระทบจากนโยบายการประมูลเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ โดยในช่วง 4-5 ปีข้างหน้าอาจได้เห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากผู้ผลิตรายเดิมเริ่มลดกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติ รัฐจำเป็นต้องนำก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG )นำเข้าจากต่างประเทศมาใช้ ซึ่งมีราคาสูงกว่าก๊าซฯในอ่าวไทย รวมทั้งค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้นจากนโยบายด้านพลังงานทดแทนซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าค่าเชื้อเพลิงพื้นฐานทั่วไปด้วย 

     
    อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ชัดเจนจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งต้องรอผลการประมูลให้เรียบร้อยก่อน ทั้งนี้กกพ.สามารถให้ความคิดเห็นย้อนกลับไปที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้ หากเห็นว่ามีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้ารุนแรงหรือเห็นว่ามีแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีได้ 
     
    " กกพ. ต้องเป็นผู้รองรับสิ่งที่เป็นผลมาจากการตัดสินใจเชิงนโยบาย ดังนั้นจึงสามารถให้ความเห็นย้อนกลับไปที่ภาคนโยบายได้ เพื่อให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด แต่การตัดสินใจของ กพช.ที่ผ่านมา เชื่อว่าจะพิจารณามาก่อนแล้ว ว่าจะมีผลอย่างไรต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT) หากตัดสินใจโดยคิดถึงประชาชน และความมั่นคง ราคาค่าไฟฟ้าก็ต้องไปด้วยกันแบบนี้"นายพรเทพ กล่าว
     
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า กกพ.มีความกังวลต่อค่าไฟฟ้าที่อาจจะเพิ่มขึ้นจากนโยบายการประมูลผลิตและสำรวจแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ซึ่ง กกพ. ยังไม่ได้ประเมินผลกระทบที่ชัดเจน เพราะต้องรอดูผลการประมูลให้เสร็จก่อน 
     
    อย่างไรก็ตามภาครัฐมีแผนรองรับปัญหาโดยการอนุมัติให้สร้างคลัง LNG เพื่อนำมาใช้ในช่วงที่ก๊าซฯ อ่าวไทยอาจจะหายไปชั่วคราว ซึ่งสิ่งที่ กกพ.จะดำเนินการได้ คือ ตรวจสอบการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงาน เพื่อเตรียมพร้อมให้ทันหากก๊าซฯหายไป 

Date : 03 / 06 / 2016

  • Date : 03 / 06 / 2016
    พลเอกประยุทธ์โยนคปพ.ค้านสัมปทานทำก๊าซแพง

    นายกรัฐมนตรีโยนก๊าซแพงเพราะคปพ.ค้านสัมปทาน ชี้รัฐบาลมีเวลา1ปีประมูลหาผู้ดำเนินการแหล่งเอราวัณ บงกชให้แล้วเสร็จ

    รายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันที่3 มิ.ย.2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอนหนึ่งถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) อนุมัติแนวทางบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 คือแหล่งเอราวัณ และบงกช  ที่เลือกวิธีการประมูล แทนการเจรจาโดยตรงกับผู้รับสัมปทานรายเดิม  ว่า ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช เป็นแหล่งก๊าซที่สำคัญของประเทศ ถ้าไม่มีการทำดำเนินการต่อหลังจากหมดอายุสัมปทาน  ก๊าซอาจจะหมดในระยะต่อไป โดยถ้าปล่อยให้ก๊าซหายไปจากระบบ ก็ต้องนำเข้าก๊าซมาทดแทน   เราไม่สามารถที่จะไล่ผู้รับสัมปทานเดิมให้ออกไปได้  ไม่มีความพร้อมที่จะขุดเอง ใช้เอง กำหนดราคาเอง โดยไม่ต้องอิงราคาตลาดโลก  เพราะทุกประเทศก็ขุดเจาะมาแล้วมาขายในราคาตลาดโลก เพียงแต่ว่าที่ประชาชนได้ใช้ในราคาถูกเพราะประเทศเขาเอาเงินอุดหนุนใส่เข้าไป
      “วันนี้ต้องเข้าใจกัน บอกว่าเราจะไม่ให้เจรจา ไม่ต่อสัมปทาน แล้วไปประมูลเดี๋ยวก็หาว่าเอื้อประโยชน์อีก ทางเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) จะให้ทำอะไร วันหน้าประกาศไว้เลย ถ้าทำอะไรไม่ได้ แหล่งบงกช กับแหล่งเอราวัณ คปพ.กรุณามารับผิดชอบด้วย ประชาชนก็ไปเล่นงานเอาแล้วกัน เพราะเขาเป็นคนทำให้ท่านต้องซื้อก๊าซแพงขึ้น เพราะต้องไปซื้อต่างประเทศมาผลิตมากขึ้น คิดบ้างหรือเปล่า” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวช่วงหนึ่งในรายการ
      พร้อมระบุด้วยว่ารัฐบาลมีระยะ เวลา เพียง 1 ปีที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจนซึ่งจะรู้ว่าผู้รับสัมปทานรายเดิมจะลงทุนต่อหรือไม่ลงทุน   

    ในวันที่เดียวกัน กระทรวงพลังงาน จัดทำอินโฟกราฟฟิค  เพื่อเผยแพร่ในสื่อออนไลน์ ถึงมติกพช.ที่ให้มีการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใกล้สิ้นสุดอายุสัมปทาน ว่ากระทรวงพลังงานได้นำเสนอถึงข้อดี   ข้อเสียของแต่ละแนวทางให้ที่ประชุมพิจารณาแล้ว  ซึ่งกพช.ได้เลือกแนวทางการประมูล ด้วยเหตุผลที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม   โดยการประมูลถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะตามพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ไม่สามารถที่จะต่ออายุสัญญาสัมปทานได้อีก  โดยรัฐยังให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชน

    ทั้งนี้กระทรวงพลังงานมีการประเมินผลกระทบเบื้องต้น หากเกิดกรณีการผลิตก๊าซไม่ต่อเนื่องในแหล่งสัมปทานที่ใกล้จะสิ้นสุดอายุนั้น จะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบช่วงปี2561-2568 มากถึง3ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต   และจะต้องมีการนำเข้าLNG เข้ามาทดแทน ในช่วงดังกล่าวมากถึง40ล้านตัน  คิดเป็นเงินตราต่างประเทศที่ต้องสูญเสียออกไปประมาณ1.1 ล้านล้านบาท(กรณีLNGราคาอยู่ที่15เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู)  และมูลค่านำเข้าประมาณ6แสนล้านบาท (กรณีLNGราคาอยู่ที่8เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู) และกระทบต่อค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟที  ในปี2564 ประมาณ 58 สตางค์ต่อหน่วย

    นอกจากนี้ยัง คาดว่าจะต้องมีการนำเข้าLPG  เข้ามาทดแทน คิดเป็นมูลค่าประมาณ111,200 ล้านบาท  และนำเข้าวัตถุดิบสำหรับปิโตรเคมีคือก๊าซอีเทนอีกประมาณ71,500 ล้านบาท เนื่องจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เป็นก๊าซที่มีองค์ประกอบทางเคมีที่สามารถนำมาผ่านโรงแยกก๊าซเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบ สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้

    ในส่วนของภาครัฐคาดว่าจะได้รับผลกระทบ จากรายได้ภาษีปิโตรเลียมที่จัดเก็บ จะลดลงประมาณ102,000 ล้านบาท และค่าภาคหลวงที่จะลดลงประมาณ140,000ล้านบาท  ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ อีกประมาณ105,000ล้านบาท   รวมผลกระทบทั้งหมดคิดเป็นมูลค่ามากกว่า1ล้านล้านบาท

  • Date : 03 / 06 / 2016
    กกพ.เปิดให้ชุมชนยื่นขอใช้งบพัฒนากองทุนไฟฟ้าปี2560กว่า2,400ล้านบาทภายในเดือนกรกฎาคมนี้

    กกพ.เปิดให้ชุมชนยื่นเสนอโครงการขอใช้งบกองทุนพัฒนาไฟฟ้าปี  2560กว่า2,400 ล้านบาท ภายใน ก.ค. 2559 เน้นโครงการสร้างประโยชน์ต่อชุมชนในระยะยาว คาดพิจารณาเสร็จ ก.ย.นี้   พร้อมจัดประกวดกองทุนฯและโครงการดีเด่นเป็นตัวอย่างให้ชุมชนอื่นๆ

    น.ส.นฤภัทร  อมรโฆษิต เลขาธิการคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ เปิดเผยว่า เรกูเลเตอร์กำหนดให้กลุ่มชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าที่มีสิทธิ์ใช้เงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ยื่นเสนอโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนประจำปี  2560 มายังเรกูเลเตอร์ให้เสร็จภายในเดือน  ก.ค.นี้  โดยเรกูเลเตอร์จะเร่งพิจารณาให้เสร็จภายในเดือน ก.ย. 2559 

    อย่างไรก็ตามคาดว่าโครงการที่จะเสนอเพื่อขอใช้เงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้าประจำปี  2560  จะมีวงเงินไม่ต่ำกว่า  2,400  ล้านบาท  โดยเฉลี่ยแต่ละปีจะมีโครงการเสนอเข้ามาประมาณ  5,000 โครงการ  โดยงวดปี  2560 นั้น เรกูเลเตอร์กำหนดให้มุ่งเน้นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนระยะยาว  ได้แก่ โครงการเกี่ยวกับภัยแล้งและการพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โครงการด้านสาธารณสุข  และโครงการด้านการศึกษา เป็นต้น 

    นอกจากนี้เรกูเลเตอร์เตรียมจัดประกวดกองทุนพัฒนาไฟฟ้าดีเด่น  และโครงการดีเด่น ซึ่งจะเป็นตัวอย่างให้กับชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าอื่นๆ ด้วย  ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลในวันที่  9  ธ.ค.  2559  ต่อไป  

    สำหรับในอนาคตจะมีกลุ่มโรงไฟฟ้าเกิดใหม่ที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าขนาดกลางและเล็กมากขึ้น  ได้แก่  กลุ่มโรงไฟฟ้าประเภท ข.  หรือโรงไฟฟ้าขนาดกลางที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน1-50 ล้านบาทต่อปี  และโรงไฟฟ้าประเภท ค. ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจ่ายเงินเข้ากองทุนไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อปี  

    น.ส.นฤภัทร กล่าวว่า ตั้งแต่ปี  2555-2559 เรกูเลเตอร์ได้อนุมัติเงินสนับสนุนโครงการชุมชนไปแล้ว 23,259 โครงการ เป็นมูลค่ากว่า 10,604 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนฯประเภทโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และขนาดกลาง 22,867 โครงการ  และกองทุนฯประเภทโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 392 โครงการ

  • Date : 03 / 06 / 2016
    กกพ.เตรียมรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอีก1,189เมกะวัตต์ภายในปี2560
    กกพ. เตรียมรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีก 4 โครงการ กว่า 1,189 เมกะวัตต์ภายในปี 2560 ด้านการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าชีวมวล 3 จังหวัดภาคใต้ได้รับความสนใจสูงถึง 1,800  เมกะวัตต์ จากเป้าหมาย 36 เมกะวัตต์
     
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. จะทยอยประกาศรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน อีก 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 1,089-1,189 เมกะวัตต์ ภายในปี 2560 ได้แก่ 
     
    1. โรงไฟฟ้าพลังงานขยะอุตสาหกรรม กำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ โดยล่าสุดกำลังเปิดรับฟังความเห็นเรื่อง (ร่าง) หลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าพิเศษจากขยะอุตสาหกรรมในรูปแบบการให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ ฟีดอินทารีฟ คาดว่าที่ประชุม กกพ. จะเห็นชอบหลักเกณฑ์และออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าภายในเดือน ก.ค. นี้ และจะเปิดให้ผู้ประกอบการเสนอขายไฟฟ้าระหว่างวันที่ 22-31 ส.ค. นี้ โดยผู้ประกอบการจะเสนอขายไฟได้ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อราย จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกวันที่ 30 ก.ย. และต้องลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ภายในวันที่ 30 ม.ค. 250
     
    2. โรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน 120 เมกะวัตต์ โดย กกพ. อยู่ระหว่างร่างหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าและคาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นได้ช่วงต้นเดือน ก.ค. นี้ ล่าสุด และถ้ามีผู้เสนอขายไฟฟ้าจำนวนมากก็จะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ขยายเป้าหมายการรับซื้อจาก 500 เมกะวัตต์
     
    3. โรงไฟฟ้าชีวมวลด้วยระบบประมูลแข่งขันลดอัตราฟีดอินทารีฟ โดยคาดว่าจะรับซื้อได้ 300-400 เมกะวัตต์ และ 4. โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร (โซลาร์ฟาร์มราชการ) ระยะที่ 2 กำลังการผลิต 519 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ 119 เมกะวัตต์ โดย กกพ. จะประกาศรับซื้อโครงการนี้หลัง 3 โครงการแรกประกาศรับซื้อเรียบร้อยแล้ว
     
    สำหรับการประกาศรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลแบบประมูลฟีดอินทารีฟ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 3 อำเภอใน จ.สงขลา ซึ่งโครงการได้รับความสนใจอย่างมาก ล่าสุดมีผู้ยื่นขอตรวจสายส่งไฟฟ้าที่รองรับได้ถึง 290 ราย กำลังการผลิตรวม 1,800 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายการรับซื้อ 36 เมกะวัตต์