ข่าวทั้งหมด

Date : 10 / 06 / 2016

  • Date : 10 / 06 / 2016
    มนูญแจงเหตุผลไม่บันทึกเทปรายการ เถียงให้รู้เรื่อง ซ้ำอีก

    “มนูญ” แจงอีก 2 เหตุผลหลักที่ปฏิเสธบันทึกเทปรายการ ”เถียงให้รู้เรื่อง” ตอน ”สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?” ใหม่อีกครั้ง หลัง “รสนา” ท้วงรายการไม่เป็นกลาง และเรียกร้องให้มีการบันทึกเทปใหม่ ซัดไทยพีบีเอสสูญเสียสถานะสื่อสาธารณะที่จะจัดรายการดีเบตแบบนี้อีก หลังตัดความเห็นของนักวิชาการรับเชิญในรายการออกทั้งหมด  

    ยังคงมีควันหลงต่อเนื่องจากประเด็นรายการ”เถียงให้รู้เรื่อง” ในตอน”สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?” ซึ่งออกอากาศทางสถานีไทยพีบีเอส เมื่อช่วงสี่ทุ่มครึ่ง วันที่ 7 มิ.ย. 2559  และได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่าต่อเนื่องต่อการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนของทางสถานีที่ถูกอิทธิพลภายนอกเข้ามาแทรกแซง กรณีความเห็นของนักวิชาการ 2 ท่าน คือ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทางรายการเชิญมาบันทึกเทปในฐานะ  commentator ถูกตัดออกไปทั้งหมด เนื่องจากนางสาวรสนา โตสิตระกูล แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ในฐานะคู่ดีเบตกับนายมนูญ ศิริวรรณ สมาชิกกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) ร้องเรียนว่ารายการไม่เป็นกลางและเรียกร้องให้บันทึกเทปรายการใหม่ แต่ไม่สามารถทำได้ ทางรายการจึงเลือกตัดความคิดเห็นของนักวิชาการที่เผอิญมีความเห็นสนับสนุนนายมนูญมากกว่าออก โดยชี้แจงว่าเพื่อความเป็นกลาง

    โดยนายมนูญ ได้โพสต์เฟซบุคส่วนตัวอีกครั้งในวันนี้ (10 มิ.ย. 2559) หลังก่อนหน้านี้ได้ออกมาตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่สื่อมวลชนของไทยพีบีเอสไปครั้งหนึ่งแล้ว โดยชี้แจงถึงสาเหตุที่ปฏิเสธข้อเรียกร้องของนางสาวรสนาที่ต้องการให้บันทึกเทปใหม่หลังบันทึกเทปเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยนายมนูญชี้แจงว่า รองผู้อำนวยการไทยพีบีเอสที่ได้โทรศัพท์มาหาตนเพื่อขอโทษและแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งตนรู้สึกชื่นชมในสปิริตของท่านเป็นอย่างยิ่ง และทำให้รู้สึกว่ายังมีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจอีกเรื่องหนึ่งคือ การเรียกร้องขอบันทึกเทปรายการใหม่แทนเทปเดิมที่บันทึกไปแล้ว และการที่ท่านรองผอ.เสนอให้มีการดีเบตกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งนายมนูญได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้ไปทั้งสองข้อ

    นายมนูญกล่าวว่าการปฏิเสธของตนอาจสร้างความเข้าใจผิด หรืออาจมีผู้นำไปขยายผลในทางลบได้ว่าตนกลัวที่จะดีเบตกับนางสาวรสนาหรือเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) โดยมีนักวิชาการทั้งสองฝ่ายในจำนวนเท่าๆกัน ดังนั้น จึงขอชี้แจงถึงเหตุการณ์และเหตุผลที่ปฏิเสธการบันทึกเทปใหม่และการดีเบตกันใหม่อีกครั้ง ดังนี้

    1. นายมนูญได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ไทยพีบีเอสที่โทรมาบอกว่าจะขอบันทึกเทปใหม่โดยขอเปลี่ยนตัวนักวิชาการที่เป็น commentator หนึ่งท่าน เป็นนายธีรชัย ภูวนาทนรานุบาล โดยจะไม่นำเทปเดิมออกอากาศ ซึ่งนายมนูญบอกไปว่าตนไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ เพราะเทปที่บันทึกไปก่อนหน้ามีความสมบูรณ์ทุกประการ และไม่ยุติธรรมกับอาจารย์ฐิติศักดิ์ที่ไปเปลี่ยนตัวท่านโดยที่ท่านไม่มีความผิดใดๆ และได้เสนอให้นำเทปที่บันทึกไว้แล้วออกอากาศไปตามกำหนดเดิม และถ้าต้องการดีเบตใหม่โดยเปลี่ยนตัว commentator ก็ให้จัดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตนยินดีร่วมมือด้วย แต่ทางสถานีกลับเลือกที่จะไปตัดในส่วนของนักวิชาการออกทั้งหมดอย่างที่ทราบกัน

    2. ส่วนเหตุผลที่ตนปฏิเสธข้อเสนอการจัดดีเบตครั้งใหม่ของท่านรองผอ.ไทยพีบีเอส หลังจากรายการออกอากาศไปแล้ว เพราะไม่เห็นประโยชน์ใดๆที่จะไปดีเบตกันอีกครั้งภายใต้บรรยากาศการเอาแพ้ เอาชนะกันอย่างนี้ เพราะไม่มีทางที่ใครจะฟังเหตุผลของใคร นอกจากมุ่งจะเอาชนะกันอย่างเดียว แต่ที่สำคัญที่สุด ตนเห็นว่าไทยพีบีเอสได้สูญเสียสถานะความเป็นสื่อสาธารณะที่จะมาจัดรายการดีเบตแบบนี้ไปแล้ว ตราบใดที่ยังไม่นำเทปบันทีกรายการ "เถียงกันให้รู้เรื่อง" เจ้าปัญหา ที่ไม่ได้มีการตัดทอนใดๆออกมาเปิดให้ผู้ชมที่เขายังสงสัยในความโปร่งใสของผู้บริหารได้รับชมและตัดสินใจด้วยวิจารณญานของเขาเอง

    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ในวันที่7มิ.ย. นายมนูญได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุคส่วนตัว หลังเสร็จสิ้นการบันทึกเทปรายการและได้รับแจ้งจากทางรายการว่าจะตัดความคิดเห็นของนักวิชาการรับเชิญออก โดยตั้งคำถามกับทางสถานีว่าความเป็นกลางคืออะไร ในเมื่อนักวิชาการทั้งสองคน ทางรายการเป็นคนเลือกเอง พร้อมระบุด้วยว่านักวิชาการที่มาร่วมรายการย่อมมีความคิดเป็นของตัวเอง และนำเสนอไปตามมุมมอง ทางสถานีจึงควรจะให้ผู้ชมเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ไปเซ็นเซอร์ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนที่มาร่วมรายการ  พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำถามต่อการทำหน้าที่ของทางสถานีไทยพีบีเอสว่า นี่หรือคือสื่อที่ใช้เงินภาษีประชาชนปีละ 2,000 ล้าน    

    ด้าน ศ.ดร.พรายพล นักวิชาการที่รับเชิญไปออกรายการ ได้ทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอส  แสดงความไม่เห็นด้วยและเรียกร้องไทยพีบีเอสนำเทปรายการที่มีความเห็นของนักวิชาการที่ครบถ้วนมาออกอากาศใหม่  พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่ทางสถานียอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม และขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ

  • Date : 10 / 06 / 2016
    ไทย เมียนมา เห็นชอบเดินหน้าโรงไฟฟ้ามายตง เฟสแรก3,000เมกะวัตต์

    ไทย เมียนมา เห็นชอบร่วมกันเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมายตง เฟสแรก3,000เมกะวัตต์ คาดเริ่มก่อสร้างได้ปี2562 ส่วนความร่วมมือด้าน LNG  เห็นชอบให้ปตท.สร้างคลังลอยน้ำรองรับขนาด3ล้านตันต่อปี ที่เมืองกันบ็อกป้อนเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตกของไทย

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยและเมียนมา (Myanmar-Thailand Joint Working Committee หรือ MTJWC) ซึ่งเป็นการประชุมในระดับปลัดกระทรวงพลังงานของไทยและปลัดกระทรวงพลังงานและไฟฟ้า เมียนมา จัดขึ้นที่ประเทศไทย โดยผลการหารือเบื้องต้นทั้งสองประเทศเห็นชอบเดินหน้าความร่วมมือซื้อขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมายตง เมียนมา เฟสแรก 3,000 เมกะวัตต์ จากเดิมที่เคยมีข้อตกลงร่วมกันในการซื้อขายไฟฟ้าไว้ที่ 7,000 เมกะวัตต์ 

    อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวจำเป็นต้องแบ่งเป็น 2 เฟส เนื่องจากปริมาณน้ำค่อนข้างมากหากทำเขื่อนเดียวจะมีผลกระทบเป็นวงกว้างได้ จีงต้องปรับเป็นการสร้างเชื่อนตอนบนและตอนล่างแทน ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าจะมีการศึกษาด้านเทคนิค โดยเฉพาะความสูงของเขื่อนโรงไฟฟ้ามายตง และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน ก.ค. 2559 นี้  และจะก่อสร้างได้ประมาณปี 2562 ตามแผนเดิม ส่วนความร่วมมือสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำฮัดจี ในเมียนมานั้น มีความก้าวหน้าเช่นกัน โดยเร็วๆนี้จะเริ่มสำรวจพื้นที่ต่อไป

    นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) สร้างคลังก๊าซธรรมชาติ(LNG)แบบลอยน้ำ หรือ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) รองรับ LNG ขนาด 3 ล้านตันต่อปี  ในพื้นที่เมืองกันบ็อก ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองทวาย  เพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตกของประเทศไทยเป็นหลัก และบางส่วนใช้ในเมียนมา โดยหลังจากนี้ทาง ปตท.จะเข้าไปตรวจเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม 1 พื้นที่ในการสร้างคลัง LNG ลอยน้ำ จากทั้งหมดที่พิจารณาไว้ 5 พื้นที่  พร้อมกันนี้จะมีการศึกษาคลัง LNGลอยน้ำเฟส 2 แต่ต้องดูความต้องการใช้ที่เกิดขึ้นจริงก่อน อย่างไรก็ตามการสร้างคลัง LNGลอยน้ำดังกล่าวถือเป็นคลัง LNG แห่งแรกของเมียนมาและเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของเมียนมาด้วย

    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของการผลิตไฟฟ้าป้อนโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมทวาย เมียนมา นั้น ไทยยังยืนยันจะส่งไฟฟ้าให้ 100 เมกะวัตต์ โดยไทยจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีพัฒนาสายส่งไฟฟ้าเข้านิคมฯทวายระยะทาง 70 กิโลเมตร ขณะที่ภาคเอกชนของเมียนมาจะพัฒนาสายส่งไฟฟ้าป้อนนิคมฯทวาย เป็นระยะทาง 130 กิโลเมตรเช่นกัน

    นอกจากนี้ทาง ปตท.จะเข้าไปช่วยอบรมยกระดับความรู้ให้กับโรงเรียนอาชีวะของเมียนมา เพื่อรองรับการสร้างนิคมฯทวาย รวมทั้ง กฟผ.จะช่วยยกระดับความรู้ด้านการบำรุงรักษาสายส่งไฟฟ้าด้วย    

    อย่างไรตามความร่วมมือดังกล่าวจะมีการประชุมหารือในระดับการวางแผนปฏิบัติการช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. และจากนั้นจะจัดประชุมในระดับปลัดกระทรวงอีกครั้งในเดือน พ.ย. นี้ต่อไป 

Date : 09 / 06 / 2016

  • Date : 09 / 06 / 2016
    พรายพล ปลุกกระแสออนไลน์ เรียกร้องไทยพีบีเอส นำเทปรายการเถียงให้รู้เรื่องที่มีเนื้อหาครบถ้วนออกอากาศใหม่

    พรายพล ยื่นหนังสือ ถึงประธานคณะกรรมการนโยบาย เรียกร้องไทยพีบีเอสนำเทปรายการ”เถียงให้รู้เรื่อง”ในตอน”สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?”ที่มีความเห็นของนักวิชาการ ที่ครบถ้วนมาออกอากาศใหม่  พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่ทางสถานียอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม ขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ  ด้านรสนา โต้รายการจัดแบบลำเอียง เชิญผู้ร่วมรายการกลุ่มเดียวกัน ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม  ไทยพีบีเอส แจงไม่มีอิทธิพลภายนอกแทรกแซง

    ประเด็นรายการ”เถียงให้รู้เรื่อง”ในตอน”สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?”ซึ่งออกอากาศทางสถานีไทยพีบีเอส เมื่อช่วงสี่ทุ่มครึ่ง วันที่7มิ.ย.2559 ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในทางลบอย่างต่อเนื่องต่อการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนของทางสถานี ที่ถูกอิทธิพลภายนอกเข้ามาแทรกแซง  เพราะมีการตัดเอาความเห็นของนักวิชาการ ทั้ง2 คนคือ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ และดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทางรายการเชิญมาบันทึกเทปในฐานะcommentator ออกไปทั้งหมด  

    เมื่อวันที่9มิ.ย.2559 ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุคส่วนตัว ระบุว่า เขาได้ทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอส  แสดงความไม่เห็นด้วยกับทางรายการ  ที่ตัดความเห็นในส่วนของนักวิชาการคือตัวเขา และดร.ฐิติศักดิ์ ออกไปทั้งหมด ทั้งๆที่ตัวเขาได้ รับเชิญเข้าร่วมรายการในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านพลังงานซึ่งได้ศึกษาและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านพลังงานมาเป็นเวลาหลายสิบปี ตัวเขาตระหนักดีว่าการให้ความเห็นของเขา จะต้องยึดหลักการของการมีเหตุมีผล มีหลักวิชา และมีข้อมูลที่ถูกต้องสนับสนุนอย่างรอบด้าน ไม่จำเป็นต้องเอาใจใครหรือตามใจใคร  ไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว และไม่เห็นแก่พวกพ้อง ซึ่งในการบันทึกเทป เขาก็ให้ความเห็นในรายการนี้โดยยึดหลักการดังกล่าวอย่างดีที่สุด และเชื่อว่าอาจารย์ฐิติศักดิ์ก็คงยึดหลักการเดียวกัน   ดังนั้นทั้งตัวเขาและอาจารย์ฐิติศักดิ์จึงเปรียบเสมือนเป็น “คนกลาง” ที่ให้ความเห็นจากแง่มุมของวิชาการโดยแท้จริง จึงไม่เข้าใจว่าการตัดความเห็นของนักวิชาการออกไป  จะทำให้รายการเกิดความเป็นกลางได้อย่างไร

    ศ.ดร.พรายพล ระบุด้วยว่า การที่ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนเผอิญไปสนับสนุนความเห็นของวิทยากรหลักท่านใดท่านหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่ารายการจะไม่มีความเป็นกลาง และก็ไม่ได้หมายความว่าวิทยากรหลักอีกท่านหนึ่งจะเสียเปรียบหรือ "โดนรุม" เพราะเขาก็เห็นว่าพิธีกรได้เปิดโอกาสให้วิทยากรหลักทั้งสองฝ่ายสามารถชี้แจงตอบโต้นักวิชาการและตอบโต้กันเองได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว

    “ไทยพีบีเอส  ควรนำเทปที่มีการบันทึกไว้ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่วิทยากรหลักและนักวิชาการได้นำเสนอไว้ มาออกอากาศอย่างครบถ้วน  และเปิดโอกาสให้ผู้ชมรายการสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครโดยอาศัยเหตุผลและข้อมูลของแต่ละฝ่าย “ศ.ดร.พรายพล ระบุ  และชี้ให้เห็นว่า ความเห็นของสามคนที่ตรงกันแต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ย่อมไม่น่าเชื่อถือมากไปกว่าความเห็นของคนคนเดียวที่มีเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนอย่างหนักแน่น 

    ศ.ดร.พรายพล  ย้ำด้วยว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกไปโดยไม่นำออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่าผู้บริหารไทยพีบีเอส ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะในข้อบังคับที่ให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรง ความเป็นธรรม และความเป็นอิสระของวิชาชีพ ไทยพีบีเอสในฐานะองค์กรก็คงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคม คุณภาพ และคุณธรรมได้อีกต่อไป

     ความเชื่อมั่นในการเป็นสถาบันสื่อที่มีความเป็นอิสระเพราะได้รับงบประมาณจากรายได้ภาษีสรรพสามิตของรัฐก็จะเสื่อมถอยลงในที่สุด นอกจากนี้การไม่ยอมให้ความเห็นทางวิชาการของตัวเขา ได้รับการเผยแพร่ น่าจะเข้าข่ายการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานซึ่งได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญของไทยเกือบทุกฉบับ

    ศ.ดร.พรายพล ยังได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ให้สืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์และบุคคลที่ทำให้ความเห็นของเขาและอาจารย์ฐิติศักดิ์ถูกตัดออกจากรายการ "เถียงให้รู้เรื่อง" ซึ่งออกอากาศในคืนวันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2559 โดยหากพบว่ามีการปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ ก็ให้ดำเนินการตามระเบียบวินัยขององค์กรต่อไป พร้อมทั้งหาทางป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องในการทำงานเช่นนี้อีกในอนาคต

    ก่อนหน้านี้ นายมนูญ ศิริวรรณ สมาชิกกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS)ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุคส่วนตัว ในวันที่7มิ.ย.2559 หลังจากบันทึกเทปรายการเถียงให้รู้เรื่อง  ว่า ทางสถานี ไทยพีบีเอส โทรมาแจ้งให้เขาทราบว่า เทปรายการ "เถียงกันให้รู้เรื่อง" ที่จะนำออกอากาศ จำเป็นต้องตัดในส่วนความเห็นของนักวิชาการออกทั้งหมดโดยอ้างว่าเพื่อความเป็นกลาง  ซึ่งตัวเขาเองตั้งคำถามกับทางสถานีว่า ความเป็นกลางคืออะไร ในเมื่อนักวิชาการทั้งสองคน  ทางรายการก็เป็นคนเลือกเอง โดยที่เขาไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว อะไรด้วย  พร้อมระบุด้วยว่านักวิชาการที่มาร่วมรายการย่อมมีความคิดเป็นของตัวเอง และนำเสนอไปตามมุมมอง ทางสถานีจึงควรจะให้ผู้ชมเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ไปเซ็นเชอร์ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนที่มาร่วมรายการ  พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำถามต่อการทำหน้าที่ของทางสถานีไทยพีบีเอสว่า นี่หรือคือสื่อที่ใช้เงินภาษีประชาชนปีละ 2,000 ล้าน

    ในขณะที่ นางสาวรสนา โตสิตระกูล แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)ก็โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุค ส่วนตัวเพื่อชี้แจงและโต้การโพสต์ข้อความของนายมนูญ เช่นกันว่า  ผู้วิจารณ์2คนที่ทางรายการเชิญไปนั้น หนึ่งในนั้นคือศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ซึ่งอยู่ในกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนหรือ ERSร่วมกับคุณมนูญ ส่วนอาจารย์อีกท่านจากจุฬา ก็มีแนวคิดอยู่ในแนวทางเดียวกับกลุ่มความคิดของERS  จึงเห็นว่ามีความไม่เป็นธรรม

    นางสาวรสนาระบุว่า ในการอัดเทปล่วงหน้าคืนวันที่6 มิถุนายน พิธีกรก็ให้โอกาสนายมนูญได้เป็นทั้งคนเปิดประเด็น และปิดประเด็นโดยพิธีกรกล่าวว่าให้นายมนูญเป็นผู้กล่าวปิดท้ายแบบปลายเปิดอีกด้วย ทั้งที่การเถียงกัน2ฝ่าย ควรจะให้ฝ่ายหนึ่งเปิด และอีกฝ่ายเป็นผู้ปิดท้าย จึงจะยุติธรรม ยิ่งกว่านั้นในระหว่างรายการ พิธีกรจะให้โอกาสนายมนูญพูดได้มากกว่าทั้งจำนวนครั้งและจำนวนเวลา เมื่อบวกกับผู้วิจารณ์อีก2ท่าน เท่ากับตัวแทนฝ่ายERS มีโอกาสพูดเสนอแนวคิดได้มากกว่า ตัวเธอ  จนเธอรู้สึกผิดสังเกตว่าเป็นรายการที่เตี๊ยมกันมาก่อนหรือไม่?

    เธอได้กล่าวกับพิธีกรหลังเสร็จการอัดเทปว่าจัดแบบนี้ไม่เป็นธรรม เป็นแบบ3รุม1โดยหากจะให้สองฝ่ายที่มีแนวคิดต่างกันมานำเสนอ ควรจะมีจำนวนคนที่เท่ากัน และมีเวลาที่เท่ากันด้วย ยิ่งกว่านั้นไม่ควรเป็นในลักษณะการโต้วาที แต่ควรนำข้อมูล2ฝ่ายมาเปรียบเทียบในประเด็นเดียวกันเพื่อเสนอต่อสาธารณชนตามวัตถุประสงค์สื่อสาธารณะ และวัตถุประสงค์ของรายการที่ต้องการสื่อความจริง2ด้านเพื่อให้ผู้ชมได้ตัดสินใจเลือก

    วันรุ่งขึ้น หลังบันทึกเทป เธอจึงโทรหาเจ้าหน้าที่ที่เชิญเธอและร้องเรียนรายการเถียงให้รู้เรื่องว่า เป็นการจัดแบบเอียงข้างเกินไป และขอให้แก้ไขโดยอัดรายการใหม่และให้มีผู้วิจารณ์ที่เป็นฝ่ายคปพ. มิเช่นนั้นเธอไม่เห็นด้วยที่จะให้ออกอากาศเทปรายการนี้  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำเรื่องไปหารือกับหัวหน้ารายการในกรณีที่เธอร้องเรียน  และทางสถานียินยอมจะบันทึกเทปใหม่โดยที่เธอเสนอให้เชิญนายธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล มาเป็นผู้วิจารณ์ของฝ่ายคปพ.แต่ทราบจากทางสถานีในภายหลังว่าคุณมนูญไม่ยอมมาบันทึกเทปใหม่

    เธอเขียนอธิบาย ต่อว่า รองผู้อำนวยการของไทยพีบีเอส ซึ่งได้ดูเทปรายการนี้แล้ว ก็มีความเห็นว่าสัดส่วนของผู้ร่วมรายการขัดกับหลักความเป็นกลางตามที่เธอทักท้วงเพราะนักวิชาการที่มาร่วมรายการสังกัดอยู่ในกลุ่มERSอย่างชัดเจน จึงเสนอวิธีแก้ไขว่าจะตัดความเห็นส่วนของผู้วิจารณ์ออกไป

    นางสาวรสนา ระบุในโพสต์ข้อความด้วยว่า ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้เพราะเห็นว่าควรอัดเทปรายการใหม่โดยมีน้ำหนักของตัวแทนสองฝ่ายเท่ากัน แต่ก็ไม่ประสงค์จะแทรกแซงสื่อซึ่งย่อมมีสำนึกตามจรรยาบรรณวิชาชีพของสื่ออยู่แล้วว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร  พร้อมตอบโต้คุณมนูญ ที่ออกมากล่าวหาว่าที่ทางสถานีตัดผู้วิจารณ์ออกไป เป็นเพราะผู้อำนวยการอยู่ในแวดวงNGOนั้น เป็นการกล่าวที่สมควรหรือไม่?  และตำหนิเรื่องนี้ว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าของรายการที่ก่อให้เกิดความลำเอียงจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

    พร้อมเขียนข้อความในช่วงท้ายว่า เรื่องนี้ไม่ควรเบี่ยงเบนประเด็นด้วยการกล่าวหาว่าNGOใช้อิทธิพลเข้าไปเซนเซอร์รายการดังกล่าว เพราะคนทำงานภาคประชาสังคมตัวเล็กๆอย่างเธอไม่มีอิทธิพลอะไรนอกจากความยึดมั่นในหลักการอันชอบธรรมและความเท่าเทียม

    ถัดมาในวันที่ 8 มิ.ย.2559ทางองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ได้ออกเอกสารชี้แจงกระบวนการผลิตรายการเถียงให้รู้เรื่องซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2559 โดยสรุปใจความสำคัญว่า การที่ต้องตัดความเห็นของนักวิชาการ ออกทั้งหมด เพราะเมื่อบันทึกรายการเสร็จ นางสาวรสนาได้ทักท้วงผู้ดำเนินรายการว่ารูปแบบรายการไม่สมดุล คือ commentator ทั้งสองคนมีความคิดในกลุ่มความเห็นเดียวกัน จึงเกิดความไม่เป็นธรรมที่มีผู้อภิปรายไปในกลุ่มความเห็นเดียวกันถึง 3 คน ในขณะที่อีกฝั่งมีเพียงนางสาวรสนาคนเดียวในการให้ความเห็นอีกด้านหนึ่ง ซึ่งขัดกับหลักการที่สำคัญของ ไทยพีบีเอส ที่จะต้องดำรงความเป็นกลางในการนำเสนอความเห็นทั้ง 2 ฝั่งอย่างสมดุล

    โดยเมื่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบได้พิจารณาเทปบันทึกรายการเถียงให้รู้เรื่องตอนนี้แล้ว เห็นว่ากระบวนการผลิตรายการในการเชิญนักวิชาการอาจไม่มีความหลากหลายและแตกต่างทางความคิด ตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้รายการให้ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดและมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง จึงตัดสินใจที่จะปรับปรุงการผลิตรายการตอน "สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?" โดยเสนอทางเลือก 2 ทาง คือ บันทึกรายการใหม่ โดยคงผู้นำเสนอข้อมูลและความเห็นหลัก คือ นายมนูญ ศิริวรรณ และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ส่วน commentator ให้มี ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ และนาย ธีรชัย ภูวนารถนรานุบาล เพื่อให้มีองค์ประกอบของผู้ให้ความเห็นที่แตกต่าง หลากหลายและเกิดความสมดุล แต่ทางเลือกนี้นายมนูญ ไม่เห็นด้วย  ผู้บริหาร ส.ส.ท.และผู้รับผิดชอบรายการ จึงตัดสินใจเลือกแนวทางที่ 2 คือ ตัดเทปรายการใหม่ โดยตัดความเห็นของนักวิชาการหรือ commentator ออก และคงไว้เฉพาะการถกเถียงระหว่างคุณมนูญและคุณรสนาไว้ทุกคำถามโดยไม่มีการตัดทอน และการตัดสินใจดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานการสร้างสมดุลของข้อมูล โดยที่มิได้มีการแทรกแซงจากภายนอกแต่อย่างใด

  • Date : 09 / 06 / 2016
    ปตท.สผ.เสนอซื้อคืนหุ้นกู้500ล้านเหรียญสหรัฐ

    ปตท.สผ.เสนอซื้อคืนหุ้นกู้ 500ล้านเหรียญสหรัฐ เสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุนรองรับความผันผวนของราคาน้ำมัน และโอกาสทางธุรกิจ

    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559ที่ผ่านมา บริษัทได้เสนอซื้อคืนหุ้นกู้จำนวน 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ออกและเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ซึ่งจะครบกำหนดชำระในปี 2561 ในรูปแบบของ Tender Offer ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2559นี้  

    ทั้งนี้บริษัทประเมินว่าผลสำเร็จจากการซื้อคืนหุ้นกู้ดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทมีโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งมากขึ้น สะท้อนผ่านอัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่อยู่ระดับต่ำ เพิ่มความเชื่อมั่นต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Ratings) ลดภาระดอกเบี้ยจ่าย อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะกับความต้องการใช้เงินได้ดียิ่งขึ้น โดยบริษัทสามารถระดมเงินได้ทันทีหากจำเป็น เนื่องจากตลาดเงินปัจจุบันมีสภาพคล่องสูงมาก และมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ

    บริษัทเชื่อว่าเงินสดคงเหลือที่มีอยู่ รวมวงเงินกู้หมุนเวียนแบบผูกพันและไม่ผูกพันที่มีกับธนาคารพาณิชย์อีกจำนวนรวมเทียบเท่าประมาณ1พันล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้สถานะการเงินของบริษัทมีความพร้อมที่จะรองรับความผันผวนของราคาน้ำมัน และโอกาสทางธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ได้ในขณะนี้

     “ในภาวะที่ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวน การลดต้นทุนในการดำเนินงาน และการบริหารจัดการทางการเงินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเป็นที่สิ่งสำคัญ เพื่อให้บริษัทมีความยืดหยุ่นและมีความพร้อมเพื่อรองรับทุกสถานการณ์ รวมถึงโอกาสทางธุรกิจในอนาคต” นายสมพร กล่าว

     

     

Date : 08 / 06 / 2016

  • Date : 08 / 06 / 2016
    พลังงานประสานเสียงเร่งเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช ให้เสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้

    กระทรวงพลังงานประสานเสียงเร่งเปิดประมูลเอราวัณ บงกช ควบเชิญชวนเอกชนยื่นสำรวจผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ เสร็จในปี2560หรือภายในรัฐบาลชุดนี้ ขณะที่ ปตท.สผ.เตรียมพร้อมเข้าร่วมประมูลในทุกรูปแบบที่รัฐออกประกาศ  

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานจะเร่งจัดทำเงื่อนไขการประมูล(TOR)สำหรับการประมูลหาผู้ดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุ ในปี2565-2566 ทั้งเอราวัณและบงกช  พร้อมเชิญชวนเอกชนยื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่  ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้  เพื่อพร้อมเปิดประมูลให้ได้ภายในปี2560   ในขณะเดียวกันก็อยู่ในระหว่างพิจารณาหาหน่วยงานที่เป็นกลางเพื่อศึกษาแนวทางการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติให้ดำเนินการเมื่อวันที่7 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมา

    ในขณะที่แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ส่งแผนงานและกรอบระยะเวลาสำหรับเตรียมการประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานพิจารณาไปเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2559 โดยตามแผนจะเร่งรัดให้เกิดการประมูลโดยเร็วให้เสร็จก่อนจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่  ส่วนการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาตินั้น จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นในต่างประเทศพบว่า ไม่ได้ช่วยให้รัฐหรือประเทศได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้ามยังเป็นการเพิ่มขั้นตอนการดำเนินงานการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้มีความยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้นไทยไม่จำเป็นต้องมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติก็สามารถที่จะดำเนินการประมูลเพื่อสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยเรื่องการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) และกรมฯ อยู่ระหว่างเจรจากับผู้รับสัมปทานในแหล่งเอราวัณ และบงกช ในการรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมของทั้งสองแหล่งที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 โดยเฉพาะกรณีการตกลงเกี่ยวกับค่ารื้อถอนที่ผู้รับสัมปทานต้องรับผิดชอบ และการพิจารณาว่าแท่นผลิตใดควรจะเก็บไว้ใช้งานต่อ และต้องโอนเป็นของรัฐ เบื้องต้นคาดว่าแท่นผลิตกลางของแหล่งเอราวัณ จะเป็นแท่นที่มีศักยภาพและจะใช้งานต่อไปได้

    สำหรับการเตรียมรื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ รวมถึงการรื้อถอนแท่นผลิตในแหล่งที่มีปิโตรเลียมที่เหลือปิโตรเลียมไม่ถึง  40% ของกำลังการผลิตที่มีอยู่นั้น เป็นการดำเนินงานไปพร้อมกับขั้นตอนการแก้ไขกฎกระทรวง 6 ฉบับ เพื่อรองรับการจัดทำ TOR การประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ และการเปิดให้เอกชนยื่นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ เพื่อให้ทันต่อการเปิดประมูลในปีหน้า    

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เตรียมความพร้อมเข้าร่วมประมูลผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในทุกรูปแบบ ทั้งระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) หรือระบบรับจ้างผลิต ซึ่งที่ผ่านมา ปตท.สผ.มีประสบการณ์การสำรวจปิโตรเลียมทั้งระบบสัมปทานและPSC มาแล้ว แต่ระบบรับจ้างผลิตนั้นยังไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่ปตท.ก็ต้องเตรียมความพร้อมไว้ทุกด้าน

    “ปตท อยู่ในธุรกิจด้านพลังงานมานาน แม้รัฐบาลจะออกนโยบายแบบไหนออกมาเราก็ต้องพร้อมให้ความร่วมมือ รวมทั้งมีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง  ซึ่งอาจไม่น่าฟังหรือฟังแล้วไม่สบายใจบ้าง แต่เป็นหน้าที่ที่ ต้องทำ เพราะปตท.เป็นบริษัทพลังงานของคนไทย”นายเทวินทร์ กล่าว

    นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ในช่วง 1-2 ปีนี้ กฟผ.ยังมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถจัดหาก๊าซธรรมชาติสำหรับผลิตไฟฟ้าได้ทั้งจากแหล่งก๊าซฯในอ่าวไทย ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และก๊าซฯจากเมียนมา แต่ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้ารัฐบาลต้องมีความชัดเจนโดยเฉพาะการประมูลผลิตปิโตรเลียม เพื่อให้เกิดความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ

    อย่างไรก็ตามโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเป็นโรงไฟฟ้าที่รองรับความเสี่ยงกรณีโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ได้รับผลกระทบจากการเปิดประมูลหาผู้ดำเนินการแหล่งสัมปทานที่หมดอายุ ล่าช้าออกไป  แต่หากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความล่าช้า ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงการผลิตไฟฟ้าของประเทศมากขึ้น

  • Date : 08 / 06 / 2016
    พพ.เตือนผู้ประกอบการระวังแก๊งค์สมาคมเครือข่ายโรงงานแอบอ้างชื่อเรียกเก็บเงินค่าที่ปรึกษา

    พพ. เตือนผู้ประกอบการอาคาร และโรงงานควบคุม อย่าหลงเชื่อสมาคมหรือองค์กรที่แอบอ้างงานของ พพ. ไปสร้างผลประโยชน์ทางธุรกิจ หลังพบสมาคมมีพฤติกรรมในทางหลอกลวง แอบอ้าง พพ. และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการให้บริการวิชาการด้านพลังงานในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลางตอนล่าง  เตรียมให้ระงับดำเนินการ และดำเนินคดีตามกฎหมาย 
     

    นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ตามที่ ได้มีสมาคมหรือเครือข่ายแห่งหนึ่ง ภายใต้ชื่อ สมาคมเครือข่ายโรงงานควบคุมด้านพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ และภาคกลางตอนล่าง ซึ่งได้แอบอ้างว่าอยู่ภายใต้กำกับของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน พพ. และจะทำหน้าที่ช่วยเหลือในการตรวจสอบการจัดทำรายการการจัดการพลังงาน รวมทั้งยังแอบอ้างชื่อของ พพ. ในการทำหน้าที่ให้บริการข้อมูลทางวิชาการ และมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการด้วยนั้น 
     โดยเบื้องต้น พพ. ขอชี้แจงว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสมาคมฯ ดังกล่าวในการจัดตั้ง และยืนยันว่าไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับของ พพ. แต่อย่างไร โดยได้ขอให้ทางสมาคมฯ ดังกล่าวยุติการดำเนินงานโดยทันที รวมทั้ง พพ. จะได้ทำหนังสือถึงผู้ประกอบการต่างๆ ว่าการดำเนินการในส่วนที่ไม่ได้รับอนุญาติจากพพ. ของสมาคมฯ ดังกล่าว เป็นผู้แอบอ้าง พพ. และไม่ให้หลงเชื่อ
     ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการอาคารและโรงงานควบคุม ต้องการขอรับคำปรึกษา และงานด้านวิชาการในการจัดทำรายงานการจัดการพลังงานนั้น ผู้ประกอบการที่สนใจจะสามารถขอรับคำปรึกษา และสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน (สกอ.) ของ พพ. ได้ที่ 02 223 0021 -9 ต่อ 1411 ได้ในวันและเวลาราชการ โดยการให้คำปรึกษาต่างๆ นั้น จะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และหากผู้ประกอบการรายใด พบการกระทำเช่นนี้ให้แจ้งกลับมาที่ พพ. โดยด่วน เพื่อจะดำเนินคดีตามกฏหมาย
     

     

Date : 07 / 06 / 2016

  • Date : 07 / 06 / 2016
    คาดเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชได้เร็วสุดต้นปีหน้า

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติคาดพร้อมเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมแหล่งเอราวัณและบงกช ได้เร็วสุดต้นปีหน้า เตรียม เร่งออกกฎหมายลูกอีก 6 ฉบับ รองรับ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ฉบับแก้ไข

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ... ในวันที่7 มิ.ย.2559 ว่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะเร่งจัดทำกฎกระทรวงเพื่อรองรับการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ รวมถึงการประมูลหาผู้ดำเนินการในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566  ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช

    เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ดังกล่าวได้มีการบรรจุระบบสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เป็น 3 ระบบ ได้แก่ ระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต ( PSC) และระบบจ้างผลิต โดยกฎกระทรวงที่กรมฯเตรียมจัดทำจะมี 6 ฉบับ เพื่อให้สามารถกำหนดระบบสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างชัดเจนว่าแหล่งใดควรจะใช้ระบบใด พร้อมทั้งข้อดี ข้อเสีย ให้รัฐบาลพิจารณาเลือกอีกครั้ง

    โดยการจัดทำกฎกระทรวงดังกล่าว ถือเป็นการทำคู่ขนานไปพร้อมกับการรอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ต่อจาก ครม. ซึ่งปกติ สนช.จะใช้เวลาพิจารณาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ขณะที่การแก้ไขกฎกระทรวงจะใช้เวลาประมาณ 7-9 เดือน ดังนั้นระยะเวลาที่จะสามารถเปิดให้เอกชนยื่นขอสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทั้งการเปิดสำรวจรอบใหม่ และการเปิดสำรวจผลิตแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ คาดว่าอย่างเร็วสุดน่าจะเป็นต้นปี 2560

    "ระหว่างที่รอ สนช.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ต่อจาก ครม.ที่เห็นชอบไปวันนี้แล้ว กรมฯก็จะเตรียมออกกฎหมายลูกเพื่อรองรับระบบสัมปทานทั้ง 3 ระบบ โดยกรมจะให้ความสำคัญกับการเปิดประมูลหาผู้ดำเนินการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้หมดอายุก่อนเป็นลำดับแรก เพราะเป็นเรื่องที่มีความเร่งด่วน" นายวีระศักดิ์ กล่าว

    ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ ที่กำหนดให้มีระบบ PSC และรับจ้างผลิตนั้น ในวิธีปฏิบัติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อออกเป็นสัญญาระหว่างเอกชนผู้ผลิตและภาครัฐ เป็นรายกรณีไป เพราะ ครม.ยังไม่ได้อนุมัติให้จัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาดำเนินการ ตามข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) โดยเพียงแต่สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำการศึกษาผลดีผลเสียของการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเอาไว้เท่านั้น

    "ในกรณีที่หากมีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาจริง จะเป็นการรวมหลายหน่วยงานเข้ามาอยู่ในกำกับดูแล เช่น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) รวมถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นต้น โดยบรรษัทพลังงานจะทำหน้าที่ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หากเป็นเช่นนั้น ก็อาจจะต้องยุบกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติหรือกรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและให้มาอยู่ในบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นไปได้ยาก" แหล่งข่าว กล่าว

  • Date : 07 / 06 / 2016
    ครม.ผ่านร่างแก้ไขกม.ปิโตรเลียม 2 ฉบับแล้ว

    ครม.ผ่านร่างแก้ไขกม.ปิโตรเลียม 2 ฉบับแล้ว เพิ่มทางเลือกระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต นอกเหนือจากระบบสัมปทาน แต่ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำกับดูแล โดยไม่มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติตามข้อเสนอ คปพ.

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับ ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ภายหลังจากคณะกรรมการกฤษฎีกาได้นำไปปรับปรุงเพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ โดยมีการเพิ่มระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต และระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต เป็นทางเลือกในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปพลังงานของประเทศ

    ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2558 ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... และร่างพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับที่... ) พ.ศ...  โดยเพิ่มทางเลือกให้รัฐบาลสามารถนำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC)  มาใช้นอกเหนือจากระบบสัมปทาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 และส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

    ต่อมาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม2558 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และได้มีมติเพิ่มเติมในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8ธันวาคม 2558 ให้คณะกรรมการกฤษฎีการับร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2ฉบับ ไปพิจารณาปรับเพิ่มระบบการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม คือระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต (Service Contract : SC) และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

    คณะกรรมการกฤษฎีกาจึงได้ปรับปรุงแก้ไขตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้รัฐสามารถนำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต (SC) มาใช้ โดยระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ได้นำหลักการของระบบ PSC ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย    (Malaysia-Thailand Joint Development Area : MTJDA) มาปรับใช้ ซึ่งจะทำให้ระบบบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม มี 3 ระบบ คือ (1) ระบบสัมปทานปิโตรเลียม (2)ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต และ      (3) ระบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต สำหรับในส่วนของพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียมนั้น เป็นการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับระบบบริหารจัดการที่เพิ่มเติมขึ้นมา

    นอกจากนั้น คณะรัฐมนตรี ยังเห็นควรให้การกำกับดูแลยังคงอยู่ภายใต้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และคณะกรรมการปิโตรเลียม เช่นเดิม

    ทั้งนี้ ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวจะเสนอต่อสภานิติ บัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาต่อไป

    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) เสนอให้ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาดูแลกรรมสิทธิ์แหล่งปิโตรเลียมภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิตและจ้างผลิต  แต่จากมติ ครม. ที่ออกมาครั้งลาสุดนี้ ได้ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นผู้กำกับดูแล โดยไม่ได้ตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาแต่อย่างใด