ข่าวทั้งหมด

Date : 17 / 06 / 2016

  • Date : 17 / 06 / 2016
    ลาวหวังไทยตอบรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานลมพร้อมขอขยายกรอบเอ็มโอยูเป็น10,000เมกะวัตต์

    สปป.ลาวเร่งเจรจา กระทรวงพลังงานของไทย ให้ตอบรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด600 เมกะวัตต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค  โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโครงการที่ช่วยให้ทั้งไทยและสปป.ลาวได้ผลประโยชน์ ร่วมกัน พร้อมขอขยายกรอบเอ็มโอยูซื้อขายไฟฟ้า เป็น10,000เมกะวัตต์ ให้ได้ข้อยุติ ก่อนการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่นครเวียงจันทน์  เดือนกันยายน2559 นี้ 

    นายวีระพน วีระวง  รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว  เปิดเผยในโอกาสที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อร่วมงาน Global Wind Day 2016 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่15 มิ.ย.2559 ที่บ้านปาร์คนายเลิศ  กรุงเทพ โดยระบุถึงโครงการความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยและสปป.ลาว ว่า ทางกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ของ สปป.ลาว ได้มีการหารือกับ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย  ในหลายวาระ ทั้งในโอกาสที่ ได้พบกันทั้งในพิธีเปิดโรงไฟฟ้าหงสา ในช่วงปลายปี2558  ,การหารือทวิภาคีร่วมกันระหว่างการประชุมSETA2016 เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2559 และล่าสุดในการตรวจเยี่ยมดูความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เมื่อเดือนพ.ค.  ที่ผ่านมา  โดยทั้งสองประเทศได้เห็นชอบในหลักการเบื้องต้นในการขยายกรอบความร่วมมือบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู เพิ่มขึ้นอีก2,000-3,000เมกะวัตต์  จากปัจจุบันที่มีเอ็มโอยูร่วมกันแล้ว7,000เมกะวัตต์  และมีโครงการที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันแล้ว5,000กว่าเมกะวัตต์  เพื่อให้ได้ข้อยุติก่อนการประชุมอาเซียน ซัมมิท ที่สปป.ลาวจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่นครเวียงจันทน์ ช่วงเดือนกันยายน 2559 นี้  โดยคาดหวังว่าจะให้ผู้นำของทั้งสองประเทศได้เป็นผู้ลงนามร่วมกันในเรื่องดังกล่าวระหว่างการประชุม

    นายวีระพน  กล่าวว่า  ทางสปป.ลาว ได้นำเสนอกระทรวงพลังงานของไทย ถึงกรอบความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทน  ที่ควรจะแยกออกมาจาก เอ็มโอยูซื้อขายไฟฟ้า ที่จะมีการลงนามร่วมกัน9,000-10,000 เมกะวัตต์ด้วย โดยหาก สปป.ลาว มีศักยภาพที่จะพัฒนาโครงการพลังงานทดแทน เช่นพลังงานลม ที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำกว่า ที่ฝ่ายไทยจะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่  เอง ก็อยากจะให้รัฐบาลไทย พิจารณารับซื้อไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้ง2ประเทศ โดยจะทำให้ทั้งไทยและสปป.ลาว เป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนในภูมิภาค ที่สร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นจากนานาชาติ ว่าได้ปฏิบัติตามข้อตกลง ที่จะร่วมลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ สมัยที่21 หรือ COP21 ที่ปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปี 2558  ที่ผู้นำของไทยและลาว ได้ร่วมให้สัตยาบันเอาไว้   อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าวจากทางสปป.ลาว ทางรัฐมนตรีพลังงานของไทย ยังไม่ได้ตอบรับ

    “กรอบความร่วมมือด้านพลังงานทดแทน จะเป็นประโยชน์ กับทั้งสองประเทศ ที่จะช่วยให้การพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสามารถถูกบรรจุเข้าไปในแผนการรับซื้อไฟฟ้าได้เร็วขึ้น  หากสามารถที่จะทำต้นทุนไฟฟ้าได้ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าใหม่ที่ไทยจะต้องเป็นผู้ลงทุนสร้างเอง  ทั้งนี้โครงการพลังงานทดแทนที่พัฒนาในฝั่งสปป.ลาว ก็เป็นการลงทุนโดยนักลงทุนจากประเทศไทย  และผลประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตที่ได้รับ  เราก็ยินดีที่จะยกให้กับฝ่ายไทย เพราะเราเป็นประเทศที่มีคาร์บอนเครดิตจากพลังงานน้ำ เยอะอยู่แล้ว   ในทางเศรษฐศาสตร์ ประเทศผู้ที่ซื้อไฟฟ้าจะได้รับประโยชน์ในการหมุนเวียนเศรษฐกิจ มากกว่าประเทศผู้ขายไฟฟ้ามากกว่าสิบเท่า คือถ้าลาวได้ประโยชน์เป็น 10  ไทยก็จะได้ประโยชน์เป็น100 ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทางสปป.ลาวก็ยอมรับได้   อย่างไรก็ตามในส่วนของสปป.ลาว มองในประโยชน์ภาพรวมระยะยาวที่เราจะสามารถยกระดับการพัฒนาพลังงานสีเขียวให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ร่วมกับประเทศไทยได้   จึงพยายามที่จะหยิบยกทุกอย่างขึ้นมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผยเพื่อให้รัฐบาลไทยได้เข้าใจ   put everything on the table  “ นาย วีระพน  กล่าว

    นายวีระพน กล่าวด้วยว่า  ประเด็นที่ทางกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ ของสปป.ลาว จะต้องทำความเข้าใจกับกระทรวงพลังงานของไทย เพิ่มเติมมากขึ้นในรายละเอียด  ในเรื่องของพลังงานทดแทน คือประเด็นทางด้านเทคนิค เพื่อให้ตอบโจทย์ข้อกังวลในเรื่องของ ความมั่นคงทางด้านพลังงาน ให้มั่นใจว่า ทางสปป.ลาว จะมีไฟฟ้าขายเข้าระบบให้อย่างสม่ำเสมอ มีเสถียรภาพ ไ รวมทั้งมีต้นทุนค่าไฟฟ้า ที่แข่งขันได้กับไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงหลักอย่างก๊าซธรรมชาติ  โดยฝั่ง ลาว ก็ไม่ต้องการที่จะให้มีการsubsidyในเรื่องพลังงานทดแทน  เพราะไม่สอดคล้องกับกระแสการยอมรับของนานาชาติ

    ด้านนายณัฐ หุตานุวัตร  ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด หรือIES กล่าวว่าบริษัทเป็นผู้ที่ได้รับการอนุญาตจากสปป.ลาวให้พัฒนาโครงการ มอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด600 เมกะวัตต์  ใหญ่ที่สุดในอาเซียน  ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองดากจึง แขวงเซกอง และเมืองซานไซ  แขวงอัตตะบือ ทางตอนใต้ของประเทศลาว โดยอยู่ห่างจากเขตชายแดนจังหวัดอุบลราชธานีของไทย ประมาณ150 กิโลเมตร และห่างจากเขตชายแดนเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ประมาณ50 กิโลเมตร โดยหากดำเนินการได้สำเร็จตามแผน จะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 60.7 ล้านตันตลอดระยะเวลาโครงการ25ปี  เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน  จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลของสปป.ลาว สนับสนุนโครงการดังกล่าว

    โครงการดังกล่าวคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาทโดยแบ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และสายส่งขนาด500KVอีกประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศผู้ซื้อไฟฟ้า โดยที่รัฐบาลสปป.ลาว ให้สิทธิ์กับผู้พัฒนาโครงการในการขายกระแสไฟฟ้าให้กับใครก็ได้ ที่พร้อมรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ  แต่บริษัทให้ความสำคัญกับการขายกระแสไฟฟ้าให้กับประเทศไทยเป็นลำดับแรก เพราะถือเป็นบริษัทคนไทยที่เข้าไปพัฒนาโครงการ

    ทั้งนี้งาน Global Wind Day 2016 ที่จัดขึ้นถือเป็นโอกาสที่บริษัทได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับบริษัทเวสทัส(Vestas) ซึ่งเป็นผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของโลกจากยุโรป  ในเรื่องดำเนินการด้านวิศวกรรม ทางเทคนิคและการก่อสร้าง  โดยในส่วนของการสนับสนุนด้านเงินกู้นั้น ทางบริษัทก็ได้รับหนังสือเจตจำนง(Letter of Intent)จาก  International Finance Corporation หรือ IFC และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือADB ในการสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการมูลค่ารวม10.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ70% ของค่าใช้จ่ายรวมของโครงการ

    โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ มีจุดเด่นในเรื่องของค่าไฟฟ้า เฉลี่ยตลอดอายุโครงการที่สามารถขายกลับมาให้ประเทศไทยได้ในอัตราที่ต่ำกว่า การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้LNG เป็นเชื้อเพลิง โดยที่รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องมีภาระในการอุดหนุนค่าไฟฟ้า ในรูปของFeed in Tariff –FiT ในอัตรา6.06 บาทต่อหน่วยเป็นระยะเวลา20ปี  เหมือนที่รัฐให้การส่งเสริมกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศ  โดยจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าให้กับไทย โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ที่ไฟฟ้าจากพลังน้ำใน สปป.ลาวผลิตได้น้อย ในขณะที่ไทยมีโอกาสจะเกิดพีค หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด  เพื่อลดการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตสูง

    โดยการพัฒนาโครงการนั้นยังรอเพียงการตอบรับซื้อไฟฟ้าจากรัฐบาลไทย เพื่อนำไปสู่การเจรจาเพื่อทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือPPA เท่านั้น  ซึ่งโครงการจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ3ปี ก็จะสามารถเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ ได้

     

  • Date : 17 / 06 / 2016
    ทีดีอาร์ไอแจงปิยสวัสดิ์ค้านเสวนาหมิ่นประมาทไม่เป็นกลาง

    ทีดีอาร์ไอ แจงหนังสือคัดค้านจัดเสวนาของ ปิยสวัสดิ์  ยันเน้นเฉพาะประเด็นหมิ่นประมาทสาธารณะ ไม่มีเรื่องส่วนตัว ระบุหลังมีหนังสือร้องเรียน มีการปรับเพิ่มวิทยากร เชิญผู้ฟ้องหมิ่นประมาท เข้าร่วมด้วยแล้ว แต่ไม่มีการตอบรับ โดยพร้อมให้ติดตามเนื้อหาการเสวนาที่มีการบันทึกเทปได้ ที่เว็บไซต์ tdri.or.th

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่เว็บไซต์ Energy News Center รายงานข่าว นาย ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  ทำหนังสือคัดค้านการจัดเสวนาของ สกว. ร่วมกับทีดีอาร์ไอ หัวข้อ การฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม วันที่ 16 มิ.ย.2559 เวลา 9.00 – 12.30 น. ว่าการจัดเสวนาดังกล่าวไม่เป็นกลาง เนื่องจากทางผู้จัดไม่ได้มีการเชิญผู้ฟ้องหมิ่นประมาท ที่ได้รับความเสียหาย เข้าร่วมเป็นวิทยากรด้วยนั้น  ทางผู้จัดงานจึงได้มีการชี้แจงต่อสาธารณะ โดยมีการเผยแพร่เนื้อหาผ่านรายงานข่าวของ             สำนักข่าวอิศรา ด้วยเมื่อวันที่15 มิ.ย ก่อนที่จะมีการจัดเสวนาดังนี้

    1.ประเด็นการเสวนาจะเป็นประเด็นสาธารณะเท่านั้น

    ประเด็นการเสวนาครั้งนี้มุ่งเน้นการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการฟ้องหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะหรือกรณีการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานและบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐหรือใช้อำนาจรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจรัฐ เช่น เรื่องการทุจริต การละเมิดสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้จัดจะไม่อนุญาตให้มีการวิพากษ์วิจารณ์การฟ้องหมิ่นประมาทเรื่องส่วนตัวและคดีหมิ่นประมาทที่ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลยุติธรรม

    2.องค์ประกอบวิทยากรในช่วงเสวนาไม่เป็นกลางหรือไม่

    ช่วงแรกของงานเสวนา จะเป็นการทบทวนกรณีการฟ้องหมิ่นประมาทในประเด็นสาธารณะในอดีตเพื่อนำพาไปสู่ข้อสรุปว่า มีการฟ้องหมิ่นประมาทเพราะเหตุใด และในประเด็นใดเป็นสำคัญ ก่อนที่จะมีการกล่าวถึงกรอบแนวคิดเชิงวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและอาญา และกฎหมายคอมพิวเตอร์ เพื่อวิเคราะห์ว่ากฎหมายในปัจจุบันมีความเหมาะสมและมีช่องโหว่หรือไม่ วิทยากรในช่วงแรกนี้มีทั้งตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคดีความที่เป็นประเด็นสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง และนักวิชาการด้านกฎหมายอาญาและกฎหมายคอมพิวเตอร์

    สำหรับในช่วงการเสวนาซึ่งเป็นช่วงที่สร้างข้อกังวลเรื่องความไม่เป็นกลางในสายตาของบางท่าน จะประกอบด้วยวิทยากรทั้งหมด 5 ท่าน แบ่งเป็นอดีตผู้ถูกฟ้องหมิ่นประมาท 3 ท่าน ได้แก่ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์  และ คุณรสนา โตสิตระกูล ซึ่งเป็นผู้มีส่วนในการดำเนินการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐในประเด็นที่สำคัญในอดีต และนักวิชาการ ได้แก่ ผศ. ดร. พิรงรอง รามสูต ในฐานะนักวิชาการด้านสื่อมวลชน และ คุณไพโรจน์ พลเพชร ในฐานะนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงเกิดคำถามว่า ทำไมถึงไม่มีฝ่ายอดีตผู้ฟ้องหมิ่นประมาท (ในประเด็นสาธารณะ) เป็นวิทยากรด้วย 

    ผู้จัดขอชี้แจงว่า ได้มีการเรียนเชิญตัวแทนฝ่ายอดีตผู้ฟ้องคดีจำนวนทั้งหมด 23 ราย มาด้วยเช่นกัน เช่น ตัวแทนบริษัท ปตท. กรรมการและเลขาธิการ กสทช. และ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และ ตั้งใจให้ผู้เข้าร่วมนี้ได้แลกเปลี่ยนความเห็นหลังการเสวนา โดยมิได้เชิญร่วมเป็นวิทยากรบนเวทีเนื่องจากเกรงว่าจะมีการโต้เถียงกันในประเด็นส่วนตัว

    ทั้งนี้ เมื่อปรากฎกรณีร้องเรียนดังกล่าว ผู้จัดจึงได้ติดต่อเรียนเชิญตัวแทนอดีตผู้ฟ้องคดีที่ตอบเข้าร่วมงาน ร่วมเป็นวิทยากรด้วย หากแต่ว่า ณ ขณะนี้ ยังไม่มีท่านใดตอบกลับข้อเสนอดังกล่าว

    3.งานเสวนานี้เปิดสาธารณะ มีกลุ่มผู้เข้าร่วมหลากหลาย

    ผู้จัดได้เรียนเชิญผู้เข้าร่วมงานทั้งรายบุคคลและรายองค์กรรวมจำนวน 189 ท่าน มีทั้งตัวแทนอดีตผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาท และองค์กรที่ผู้จัดคิดว่าจะมีความสนใจประเด็นนี้ เช่น กระทรวงยุติธรรม มหาวิทยาลัย สำนักงานกฎหมายเอกชน รวมถึงองค์กรสื่อมวลชนและองค์กรภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่ลักษณะการทำงานมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องหมิ่นประมาท นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ให้บุคคลทั่วไปได้ลงทะเบียน

    4.ทำไม สกว.ถึงเข้ามาเกี่ยวข้อง

    งานเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ เผยแพร่ความรู้ด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการลดคอร์รัปชัน” ” และโครงการ “ประมวลองค์ความรู้ด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการลดคอร์รัปชัน” ซึ่งทีดีอาร์ไอได้รับเงินสนับสนุนจาก สกว. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ภาระกิจหลักของทีดีอาร์ไอในโครงการนี้ ได้แก่ การจัดทำบทความ สื่อวิทยุ และโทรทัศน์ และจัดกิจกรรม เช่น การเสวนา เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะ โดยหัวข้อและประเด็นการเสวนาทีดีอาร์ไอเป็นผู้กำหนดและดำเนินการประชาสัมพันธ์เองทั้งหมด ผลงานของโครงการนี้ทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ที่เว็บไซต์ tdri.or.th  ผู้จัดจะนำเทปงานเสวนา “การฟ้องหมิ่นประมาทฯ” ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์เดียวกันนี้

    สำหรับประเด็นสำคัญของงานเสวนา การฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม  ที่จัดขึ้นตามปกติในวันที่16มิ.ย.2559 ที่ห้องซาลอนA โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด (รัชดา)นั้น ผู้สื่อข่าว รายงานโดยสรุปว่า ช่วงแรกเป็นการเล่ากรอบแนวคิดการฟ้องหมิ่นประมาทที่เป็นประเด็นสาธารณะ  และช่วงที่2 ที่เป็นประเด็นให้เกิดการทำหนังสือร้องเรียนนั้น  เป็นการเล่าถึงกรณีของผู้ที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาทในประเด็นสาธารณะ โดยวิทยากร  นางสาวสุภิญญา ในฐานะที่เคยถูกฟ้อง3คดี แต่ศาลพิจารณายกฟ้องเพราะเห็นว่ามีเจตนาสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ  ซึ่งมีข้อเสนอว่า หลักที่ควรจะเป็นของกฏหมาย ไม่ควรให้มีการฟ้องอาญาหรือแพ่งเลย แต่ควรให้มีการโต้แย้งแก้ไขข้อเท็จจริงกันก่อน    ส่วนนายประสงค์  เสนอว่าการแก้ไขกฏหมายหมิ่นประมาท ควรเขียนให้มีแนวที่ชัดเจน โดยยกตัวอย่างของมาตรา14(1)ที่แก้ไขใหม่ และโยงให้มีความผิดในกฏหมายอื่นๆด้วย ซึ่งทำให้เรื่องดูยุ่งยาก  ส่วนนางสาวรสนา กล่าวระบุถึงคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาทหลายๆคดีที่ผู้มีอำนาจรัฐใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้น การตรวจสอบและทำลายความน่าเชื่อถือ

     

Date : 16 / 06 / 2016

  • Date : 16 / 06 / 2016
    กระทรวงพลังงานเตรียมบังคับ3การไฟฟ้าช่วยผู้ใช้ไฟประหยัดพลังงาน
    กระทรวงพลังงาน เตรียมออกมาตรการบังคับประหยัดพลังงานสำหรับ 3 การไฟฟ้า ระบุต้องออกมาช่วยผู้ใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานตามเป้าหมาย คาดนำร่องปีหน้า ตั้งเป้าเห็นผลประหยัด 200 ล้านหน่วยตั้งแต่ปี 2566    
     
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมออกมาตรการบังคับด้านการประหยัดพลังงานเพิ่มเติม โดยจะบังคับให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง(การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) ต้องช่วยผู้ใช้ไฟฟ้าของตัวเองประหยัดพลังงานลงให้ได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงพลังงานกำหนด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำร่องในปีหน้า และเริ่มเห็นผลประหยัดในปี 2566 เป็นต้นไป
     
    “มาตรการบังคับด้านการประหยัดพลังงาน ขณะนี้มี 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการด้านอาคารโรงงานควบคุม มาตรการการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน และมาตรการบังคับฉลากเบอร์ 5 แต่ในอนาคตจะมีมาตการบังคับเพิ่มเติม คือ บังคับให้ 3 การไฟฟ้าต้องช่วยลูกค้าตัวเองให้เกิดการประหยัดพลังานลงตามเป้าหมายของภาครัฐ เนื่องจากการไฟฟ้ามีความชำนาญและเทคนิคในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ที่สามารถช่วยเหลือลูกค้าตัวเองให้ลดการใช้พลังงานและไฟฟ้าลงได้ โดยไทยจะเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้มาตรการดังกล่าว”นายทวารัฐ กล่าว
     
    สำหรับมาตรการบังคับดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้ตั้งเป้าหมายการประหยัดไฟฟ้า 200 ล้านหน่วยต่อปี ในปี 2566 จากปัจจุบันไทยใช้ไฟฟ้าอยู่ 2 แสนล้านหน่วยต่อปี และนับเป็นมาตรการที่ช่วยประหยัดพลังงานคิดเป็น 8% ของแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015)
     
    อย่างไรก็ตามยืนยันว่า การบังคับให้ 3 การไฟฟ้าช่วยลูกค้าประหยัดพลังงานนั้น จะไม่กระทบต่อรายได้พึงรับของ 3 การไฟฟ้า เนื่องจากค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายอยู่เกือบ 4 บาทต่อหน่วยนั้น แบ่งเป็น ค่าเชื้อเพลิง 1.50 บาทต่อหน่วย ค่าการลงทุนต่างๆ กว่า 1 บาทต่อหน่วย และกำไรที่พึงได้เพียง 75 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งหากการไฟฟ้าช่วยให้เกิดการประหยัดไฟฟ้าและพลังงานลง ภาครัฐจะชดเชยกำไรที่พึงได้ดังกล่าวคืนให้ ขณะที่การไฟฟ้าก็ได้ประหยัดต้นทุนจากการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าลงได้ด้วย
     
    อย่างไรก็ตามขณะนี้ สนพ. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและผลการศึกษาเพื่อออกเป็นแผนในระยะยาว โดย สนพ. ได้ร่วมมือกับบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม(JGSEE) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) ดำเนินโครงการจัดทำแผนปฏิบัติการ “ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานตามมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพกรใช้พลังงานโดยผู้ให้บริการไฟฟ้า(EERS)” ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนต.ค. 2558- มี.ค. 2560 เพื่อรวบรวมข้อมูลและประสบการณ์จากต่างประเทศเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าวเพื่อมาปรับใช้กับประเทศไทย
     
    นายอธิคม บางวิวัฒน์ ผู้จัดการโครงการ EERS กล่าวว่า มาตรการบังคับให้ 3 การไฟฟ้าช่วยลูกค้าประหยัดพลังงานนั้น อาจมีผลกระทบรายไดพึงรับของการไฟฟ้าเล็กน้อยเพียง 10 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งในส่วนนี้รัฐจะชดเชยคืนให้ โดยส่งผ่านภาระไปยังค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT)ที่ประชาชนต้องจ่าย ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจะประหยัดลงได้มาก สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะมุ่งเน้นกลุ่มที่ใช้พลังงานเยอะ เช่น กลุ่มอาคารขนาดใหญ่ และกลุ่มอุตสาหกรรม เป็นต้น
     
      

Date : 15 / 06 / 2016

  • Date : 15 / 06 / 2016
    ปตท.ลดราคาNGVเดือนมิ.ย.ลง8สต./กก.

    ปตท. ประกาศปรับลดราคาNGVลง 8 สตางค์ มีผล 16 มิ.ย.นี้  ทำให้ราคาอยู่ที่ 12.55 บาท/กก.  เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง

    นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ประกาศปรับลดราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ลง 0.08 บาทต่อกิโลกรัม ตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติของเดือนมิ.ย.2559 ที่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ทำให้ราคาขายปลีกก๊าซNGV  ณ สถานีบริการฯ อยู่ที่ 12.55 บาทต่อกิโลกรัม (สำหรับสถานีบริการฯ ในระยะทางไม่เกิน 50กิโลเมตรจากสถานีจุดจ่ายก๊าซธรรมชาติหลัก เป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16  มิ.ย.  2559 เวลา 0.01 น. เป็นต้นไป

    ทั้งนี้การปรับราคาก๊าซNGV  เป็นไปตามนโยบายของรัฐที่กำหนดให้ราคาNGVลอยตัวตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งทำให้ราคาขายก๊าซNGVมีทั้งปรับราคขึ้นหรือลดราคาตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน

     
  • Date : 15 / 06 / 2016
    พพ.เผยผลทดสอบบี20ไม่กระทบเครื่องยนต์รถบรรทุก

    พพ.ผลักดันการใช้ไบโอดีเซลB20 ในรถบรรทุก เผยทดลองใช้ไม่กระทบต่อเครื่องยนต์ และช่วยให้เพิ่มยอดใช้ไบโอดีเซลสู่เป้าหมาย 14 ล้านลิตรต่อวันในปี 2579 

    นายกุศล  ชีวากร รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า  พพ. ได้จัดสัมมนา“โครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่” ขึ้นในวันนี้( 15 มิ.ย.) เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 20% (B20)  ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ และเป็นการเพิ่มช่องทางการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก ซึ่ง พพ. ได้ทำการศึกษาทดลองใช้ B20ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่แล้วพบว่า ไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงไม่แตกต่างกับการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วปกติ และการเผาไหม้ระบบเครื่องยนต์สะอาดยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดมลภาวะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่อาจต้องร่นระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและไส้กรองเร็วขึ้นเล็กน้อย

    โดยโครงการดังกล่าวเป็นการดำเนินงานตามเป้าหมายตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 (AEDP 2015) ที่ตั้งเป้าไว้ให้เกิดการใช้ไบโอดีเซล 14 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2579 ซึ่งปัจจุบันปริมาณการใช้อยู่ที่ประมาณกว่า  4 ล้านลิตรต่อวัน และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยสามารถดูดซับปาล์มน้ำมันในช่วงฤดูกาลที่ล้นตลาดได้ และลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ

     "การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยในการสัมมนามีการบรรยายพิเศษเรื่อง ผลการศึกษา ผลกระทบของการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ต่อรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ พร้อมกับชี้แจงหลักเกณฑ์คุณสมบัติ และเงื่อนไขการส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนช่วยสร้างความเข้าใจแก่ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ และช่วยเพิ่มช่องทางการใช้ไบโอดีเซลในอนาคต เป็นการช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ช่วยลดมลภาวะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม"นายกุศล กล่าว

Date : 14 / 06 / 2016

  • Date : 14 / 06 / 2016
    ครม.เห็นชอบ กรศิษฏ์ เป็นผู้ว่ากฟผ.คนใหม่มีผล13มิ.ย.

    ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแต่งตั้งกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์ เป็นผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ มีผล 13มิ.ย.เป็นต้นไปรับค่าตอบแทนคงที่650,000ต่อเดือน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน เมื่อวันที่14 มิ.ย.2559  ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอ แต่งตั้งให้นายกรศิษฏ์  ภัคโชตานนท์ เป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)คนใหม่  แทนนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่13มิ.ย. เป็นต้นไปเพื่อให้การบริหารงานกฟผ.เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ  พร้อมทั้งเห็นชอบค่าตอบแทนคงที่ในอัตราเดือนละ650,000บาท  ซึ่งระหว่างอายุสัญญาผู้ว่าจ้างจะปรับขึ้นค่าตอบแทนให้ในวันที่1ม.ค.ของทุกปี ในอัตราไม่เกินร้อยละ10 ของค่าตอบแทนที่ได้รับ โดยให้ขึ้นกับหลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินของคณะกรรมการผู้ว่าจ้าง  โดยให้ปรับขึ้นค่าตอบแทนครั้งแรกในวันที่1ม.ค.2560 นี้

    นอกจากนี้ นายกรศิษฏ์ ยังจะได้รับค่าตอบแทนพิเศษประจำปี ซึ่งจ่ายตามระยะเวลาเดียวกับการปรับค่าตอบแทนคงที่ ตามผลประกอบการของผู้ว่าจ้าง และผลการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินของคณะกรรมการ ของผู้ว่าจ้างกำหนดในอัตราไม่เกินกว่าร้อยละ30 ของค่าตอบแทนรวมในแต่ละปี

    ทั้งนี้ นายกรศิษฏ์ ได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการกฟผ.ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน  ซึ่งประชุมนัดพิเศษเมื่อวันที่18พ.ค.2559  จากที่มีผู้สมัครเข้ารับการสรรหารวมทั้งหมด 5คน

  • Date : 14 / 06 / 2016
    PEAหวั่นโซลาร์รูฟท็อปเสรีกระทบรายได้ เตรียมธุรกิจใหม่รับมือ
    PEA เตรียมแผนธุรกิจใหม่รับมือโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรี หวั่นกระบทรายได้ เร่งวิเคราะห์ยอดขายไฟฟ้าในอนาคต ขณะโครงการนำร่องสมาร์ทกริดเมืองพัทยา คาด TOR เสร็จส.ค.นี้ อีก 2 ปีเริ่มใช้งานจริง       
     
    นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) เปิดเผยว่า PEA อยู่ระหว่างทำการวิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจ หากรัฐบาลเปิดโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)แบบเสรี ที่ทุกบ้านสามารถผลิตไฟฟ้าใช้ได้เองและขายไฟฟ้ากลับเข้าระบบได้ด้วย ทั้งนี้จะวิเคราะห์ว่าส่งผลกระทบต่อรายได้จาการขายไฟฟ้าหรือไม่และเท่าไหร่  พร้อมทั้งได้เตรียมแผนธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกับโซล่าร์รูปท็อปเสรีรองรับไว้ด้วย โดยเฉพาะธุรกิจบำรุงรักษาอุปกรณ์โซล่าร์ เป็นต้น
     
     ส่วนโครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรี 100 เมกะวัตต์นั้น PEA กำลังจัดแบ่งโควต้าที่ได้รับมา 50 เมกะวัตต์ สำหรับกลุ่มบ้านอยู่อาศัย และกลุ่มภาคธุรกิจ ส่วนอีก 50 เมกะวัตต์ เป็นของการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) พร้อมกันนี้ PEA มั่นใจว่าจะจัดเตรียมมิเตอร์ไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ร่วมโครงการนำร่องดังกล่าวได้ครบ สำหรับโครงการดังกล่าวอยู่ในกระบวนการเตรียมเปิดรับผู้ร่วมโครงการเร็วๆนี้
     
     นายเสริมสกุล กล่าวด้วยว่า สำหรับโครงการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทกริด)ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรีนั้น อยู่ระหว่างการจัดทำเงื่อนไขการประมูล(TOR) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในเดือนส.ค. 2559  จากนั้นจะเริ่มหาผู้รับจ้างดำเนินงานภายในปีนี้ และคาดว่าอีก 1-2 ปีโครงการนี้จะติดตั้งระบบเสร็จ  
     
     อย่างไรก็ตามโครงการนี้ PEA จะแจกจ่ายมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทมิเตอร์) ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในเมืองพัทยาทั้งหมด 1.2 แสนรายฟรี ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวจะช่วยรองรับการบริหารจัดการไฟฟ้าได้ดีขึ้น เพราะผู้ใช้ไฟฟ้าจะทราบข้อมูลไฟฟ้าของตัวเองได้ และช่วยให้ผู้ผลิตไฟฟ้าบริหารการจ่ายไฟฟ้าได้แม่นยำขึ้น อีกทั้งมีระบบควบคุมไฟฟ้าอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มความมั่นคงไฟฟ้าในเมืองพัทยาได้สูง ส่วนการขยายโครงการนี้ไปสู่พื้นที่ 30 เมืองหลักทั่วประเทศไทยนั้น ทางคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ชะลอโครงการเพื่อรอดูผลนำร่องโครงการสมาร์ทกริดเมืองพัทยาก่อน
     
     
     
     
     
  • Date : 14 / 06 / 2016
    ปิยสวัสดิ์ค้านทีดีอาร์ไอจัดเสวนาไม่เป็นกลาง

    ปิยสวัสดิ์ทำหนังสือคัดค้านการจัดเสวนาของสกวร่วมกับทีดีอาร์ไอ หัวข้อการฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม  ระบุรูปแบบไม่เป็นกลาง  จะทำองค์กรทีดีอาร์อาร์ไอเสื่อมเสียความน่าเชื่อถือ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  แกนนำกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน หรือERS ได้ทำหนังสือลงวันที่14 มิ.ย.2559 ถึง นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ หัวหน้าโครงการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ  เพื่อคัดค้านการจัดเสวนา เรื่องการฟ้องหมิ่นประมาท  จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม  ที่ทางทีดีอารืไอ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) จะจัดขึ้นในวันที่16 มิ.ย.2559 ช่วงเวลาตั้งแต่9.00-12.30น.ที่ห้องซาลอนA โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ด ถนนรัชดาฯ  โดยเนื้อหาในหนังสือดังกล่าว ระบุว่า ทางผู้จัดได้มีการเชิญวิทยากร บางคนที่มีคดีข้อพิพาท หรือเป็นผู้แทนของกลุ่มที่มีคดีข้อพิพาทเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทบุคคลอื่นด้วยการเผยแพร่ข้อความที่กระทบผู้อื่นและอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม และคดีดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรม

    โดยเห็นว่า หากทางผู้จัดมีความประสงค์ในการหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชนืส่วนรวมในกฏหมายหมิ่นประมาทอย่างแท้จริง ก็ควรที่จะเชิญบุคคลสาธารณะที่ถูกละเมิดสิทธิ์ หรือตัวแทนนักกฏหมายของผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ์ ที่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมจนต้องของใช้สิทธิ์ในกระบวนการทางศาล ขึ้นร่วมอภิปรายในฐานะวิทยากรด้วย   ทั้งนี้การเลือกเชิญเฉพาะกลุ่มบคคลที่คิดว่ากำลังทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมแต่มีแนวปฏิบัติในทางใส่ร้ายป้ายสีบุคคลที่เป็นปรปักษ์ให้เสื่อเสียด้วยข้อมูลที่โคมลอย  จนทำให้ผู้ที่มีความรู้จริงไม่กล้าแสดงความเห็น นั้น จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ผิดพลาดและเกิดผลกระทบในวงกว้างต่อประเทศ โดยส่วนรวม     

    โดยในตอนท้ายของหนังสือ  นายปิยสวัสดิ์ ได้เสนอให้ทางผู้จัดงาน ยกเลิกการเสวนาในครั้งนี้ เนื่องจากมีรูปแบบที่ไม่เป็นกลางและจะนำความเสื่อมเสียมาถึงทีดีอาร์ไอ  แต่ถ้ายังยืนยันที่จะจัดเสวนา ก็ต้องเชิญบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการพาดพิงด้วยการเผยแพร่ข้อความด้วยวิธีการใดใด เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนาครั้งนี้ในจำนวนที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง  

    สำหรับ หัวข้อการฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งอยู่ในช่วงที่2 ของการเสวนา นั้น ทางผู้จัดได้มีการเลือกเชิญวิทยากรจำนวน5คนด้วยกันประกอบด้วย  นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกสทช.,นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา ,นางสาวรสนา โตสิตระกูล เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย ,นางพิรงรอง รามสูต อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนาย ไพโรจน์ พลเพชร  สมาคมนักกฏหมายสิทธิมนุษยชน  โดยมีนายธิปไตร แสละวงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ