ข่าวทั้งหมด

Date : 22 / 06 / 2016

  • Date : 22 / 06 / 2016
    ปตท. บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันตามหลังเชลล์คาลเท็กซ์
    รายงานข่าวจากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) แจ้งว่า ค่ายน้ำมันปตท. และบางจาก ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและโซฮอล์ทุกชนิด 60 สตางค์ต่อลิตร ยกเว้นแก๊สโซฮอล์ E85 คงราคาเดิม ขณะที่น้ำมันดีเซลปรับขึ้นราคา 50 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันพรุ่งนี้(23 มิ.ย. 2559)
     
    อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นราคาน้ำมันในวันพรุ่งนี้ดังกล่าวของ ปตท. และบางจาก เป็นการปรับขึ้นตามหลังค่ายน้ำมันเชลล์ และคาลเท็กซ์ ที่ได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและโซฮอล์ 60 สตางค์ต่อลิตร ไปเมื่อช่วงเช้าของวันนี้(22 มิ.ย. 2559)
     
    สำหรับราคาน้ำมันในวันพรุ่งนี้ของ ปตท.และบางจาก จะเปลี่ยนแปลงเป็นดังนี้
    เบนซิน95   ราคาอยู่ที่  31.96 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์95 ราคาอยู่ที่  25.00 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์91 ราคาอยู่ที่  24.58 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์E20 ราคาอยู่ที่  22.44 บาทต่อลิตร
    แก๊สโซฮอล์E85 ราคาอยู่ที่  18.39 บาทต่อลิตร
    ดีเซล ราคาอยู่ที่  25.09 บาทต่อลิตร 
    (ราคายังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)
     
  • Date : 22 / 06 / 2016
    นักวิชาการชี้ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นใหม่สร้างภาระให้ประเทศ

    นักวิชาการจุฬาฯไม่เห็นด้วยกับการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้รัฐโดยไม่จำเป็น ชี้รัฐเร่งประมูลสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว  แนะทางออกให้รัฐสร้างเงื่อนไขประมูลแบบWin-Win ทั้งรัฐ เอกชน ประชาชน ได้ประโยชน์  เน้นความต่อเนื่องการผลิตก๊าซ มากกว่ารายได้   ด้าน ปตท.ยืนยันร่วมประมูลสร้างความมั่นคงพลังงาน เตรียมเร่งศึกษาหลายแนวทางรองรับผลกระทบ  ส่วน สนพ. ระบุ ยิ่งประชาชนมีความไม่ไว้วางใจภาครัฐสูง ประเทศยิ่งมีต้นทุนในการดำเนินโครงการด้านพลังงาน   เสนอ5 ทางออกรองรับวิกฤติก๊าซฯ 2561-2564

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดงานสัมมนาให้ความรู้สื่อมวลชนสายเศรษฐกิจ เรื่อง” ผลกระทบและทางออกสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ”  ที่ตึกช้าง เมื่อวันที่22 มิ.ย.2559 โดยมีวิทยากรบรรยายประกอบด้วย นายฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) โดยมีนายเทพกิจ ฉัตรสุริยาวงศ์  กรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจทำหน้าที่ดำเนินรายการ ซึ่งงานสัมมนาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจจากสำนักต่างๆ เต็มห้องสัมมนาของสมาคม

    นายฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เปิดเผยว่า  หัวใจของการแก้ไขปัญหาสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่จะหมดอายุลงปี 2565 และ2566 คือแหล่งเอราวัณที่มีบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต เป็นผู้รับสัมปทาน และแหล่งบงกช ที่มีปตท.สผ.เป็นผู้รับสัมปทาน  นั้น ต้องคำนึงถึงความสำคัญ 2 ด้าน คือ 1. ต้องเร่งดำเนินการให้เร็ว เพื่อให้รู้ว่าจะเป็นรายเก่าหรือรายใหม่ที่จะได้สิทธิ์ในการเข้าไปบริหารจัดการ  เพราะรัฐจะต้องวางแผนให้การผลิตก๊าซเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  โดยหากก๊าซที่เคยผลิตได้หายไปจากระบบ  จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั้งระบบเศรษฐกิจของประเทศ  ทั้งนี้รัฐไม่ควรมองเฉพาะผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับเพียงด้านเดียว แต่ควรมองให้เห็นถึงความสำคัญของก๊าซในอ่าวไทย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศทั้งระบบ

    2.รูปแบบผลประโยชน์ ควรอยู่บนการได้ประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย(win- win) ทั้งในแง่ของภาครัฐที่ต้องได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่าระบบสัมปทานไทยแลนด์3 ที่รัฐได้รับ  ในขณะเดียวกันเอกชนก็ต้องได้รับผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้นเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง  ไม่มีใครรู้ว่าจะมีปิโตรเลียมมากน้อยแค่ไหน ในใต้ดินที่ลึกลงไป2-3กิโลเมตร   ในขณะที่ประชาชนผู้บริโภค ก็ควรที่จะได้ใช้พลังงานในราคาที่เป็นธรรม 

    “วันนี้ดูเหมือนเรากำลังจัดลำดับปัญหาไม่ถูกต้องเรื่องพลังงาน  เรื่องสำคัญคือต้องรู้ว่าเราเป็นประเทศผู้นำเข้าสุทธิด้านพลังงาน และกำลังจะเจอวิกฤตพลังงาน หากก๊าซจากแหล่งสำคัญในอ่าวไทย ที่เคยผลิตได้ ต้องหายไปจากระบบ  ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือจะทำอย่างไรให้การผลิตก๊าซเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางด้านพลังงานเอาไว้  เราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ก่อน   ไม่ใช่จะปล่อยทิ้งก๊าซในประเทศให้หายแล้วไปนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศเข้ามาแทน  ซึ่งไม่มีเหตุผล  ประเทศต้องมีไฟฟ้ามีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง เราต้องการความมั่นคงทางพลังงานมากกว่า ผลประโยชน์ในรูปของเงิน   เพราะถ้ามีเงิน แต่ไม่มีไฟฟ้าใช้  ก็ไม่มีประโยชน์ “ นายฐิติศักดิ์ กล่าว

    สำหรับข้อเสนอจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาตินั้น  หากมองถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ก็เห็นว่าไม่ควรจะมีการจัดตั้งขึ้นมาใหม่ ให้เป็นภาระทางด้านงบประมาณของประเทศ  เพราะเราไม่ได้มีทรัพยากรปิโตรเลียม ที่เหลือมากพอที่จะต้องตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจ้างบุคคลากรในระยะยาว    เรามีทรัพยากรก๊าซที่ผลิตเพื่อใช้เองในประเทศทดแทนการนำเข้า ไม่ได้มีเหลือใช้จนต้องส่งออกเหมือน มาเลเซีย เมียนมา  ที่ประเทศเขามีรายได้จากการขายปิโตรเลียมมากพอที่จะตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ  โดยปัจจุบันเราก็มีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศได้ดีอยู่แล้ว และก็มีปตท.และปตท.สผ. ที่รัฐถือหุ้นอยู่ เป็นผู้ทำหน้าที่ในการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน   

     นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปตท.กำลังอยู่ระหว่างรอดูเงื่อนไขการประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุจากภาครัฐ ซึ่งก็ ยืนยันความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลเพราะเป็นแหล่งผลิตที่อยู่ในประเทศไทย และเป็นการช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ปตท.ก็ได้จัดทำแนวทางแก้ไขปัญหากรณี ที่ผู้ชนะการประมูลสัมปทานปิโตรเลียมเป็นรายใหม่และจะทำให้รายเก่าลดการลงทุนลงในช่วงท้ายอายุสัมปทาน จนปริมาณการผลิตก๊าซลดลงไปจากเดิม ในช่วงปี 2561-2564 โดยทางบริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ PTTGC ได้เร่งศึกษาหน่วยผลิตแนฟทา ที่เป็นวัตถุดิบจากการกลั่นน้ำมันดิบ  เพื่อมาใช้แทนก๊าซฯ ในกระบวนการผลิตของ PTTGC 

     “ปตท.ได้จำลองกรณีเกิดวิกฤติก๊าซฯสูงสุด หากได้ผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหม่เข้ามาดำเนินการในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ ทั้งในรูปของการจัดหาน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลเข้ามาเสริมในการผลิตไฟฟ้า เพราะการสร้างขยายคลังLNG  แห่งที่ 2 อีก 7.5 ล้านตัน เพื่อขีดความสามารถในการรองรับเป็น 11.5 ล้านตัน ก็ยังไม่เพียงพอรองรับความต้องการใช้ โดยในแง่ของการทำหน้าที่รักษาความมั่นคงทางด้านพลังงาน เพื่อให้มีใช้ไม่ขาดแคลน ถือเป็นบทบาทของปตท. ส่วนเรื่องของต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นอย่างไร นั้นก็ต้องมาพิจารณากัน  อย่างไรก็ตาม ปตท.ก็ไม่อยากจะให้เกิดกรณีของการผลิตก๊าซที่ไม่ต่อเนื่อง  แม้ว่ามีความมั่นใจว่าจะสามารถจัดหาน้ำมันเตาและดีเซลและLNG มาทดแทนได้ก็ตาม  “นายอรรถพล กล่าว

    ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า สนพ.ได้จัดทำแผนรองรับวิกฤติก๊าซฯ จากกรณีผู้ชนะประมูลสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุรายใหม่ไม่สามารถผลิตก๊าซฯ ได้ต่อเนื่องเท่าเดิม 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ว่ากรณีเลวร้ายสุดจะมีก๊าซหายไปจากระบบ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ระหว่างปี 2561-2564 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้า 6,300 เมกะวัตต์ ในปี 2564 และต้องนำเข้าLNG เพิ่มขึ้น 20 ล้านตัน จากปริมาณนำเข้าในปัจจุบันอยู่ที่ 2-3 ล้านตัน 

    ทั้งนี้กรณีดังกล่าว ประเทศไทยจะเกิดความเสี่ยงหลายกรณี คือ 1. ก๊าซฯไม่พอสำหรับผลิตไฟฟ้า 2.เสี่ยงไฟฟ้าดับ 3.กระทบอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 4.กระทบต่อก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV)ภายขนส่ง และ5.เกิดปัญหาคุณภาพก๊าซฯ เป็นต้น นอกจากนี้ผลที่จะกระทบตามมาคือ ขาดความมั่งคงด้านจัดหาไฟฟ้า และเมื่อต้องใช้เชื้อเพลิงอื่นผลิตไฟฟ้าก็จะมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น    ดังนั้น ทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาได้คือ 1. ใช้มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อลดใช้ไฟฟ้า กรณีร้ายแรงสุดอาจต้องใช้มาตรการบังคับประหยัดพลังงาน 2.หาโรงไฟฟ้าประเภทอื่นทดแทนโรงไฟฟ้าที่ใช้แก๊ส เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน 3.นำเข้าLNG เพื่อทดแทนการผลิตก๊าซฯในประเทศ 4.ใช้วัตถุดิบอื่นทดแทนกระบวนการผลิต เช่น แนฟทา และ5.รถยนต์ประเภท 2 ระบบให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันทดแทน เป็นต้น

     “ประเทศไทยมีต้นทุนจากความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจสูงมาก และทำให้หลายอย่างสะดุด ดังนั้นต้องช่วยกันสร้างความกระจ่างชัดเจน เพราะความไม่เชื่อใจนอกจากจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายแล้วยังเสียเวลา เกิดความไม่แน่นอนทำให้ประเทศถูกฉุดรั้งไม่สามารถสู้กับต่างประเทศได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายแอบแฝงจากความไม่เชื่อใจสูงมาก เราจึงต้องทะลายอุปสรรคนี้ไปให้ได้”นายประเสริฐ กล่าว

    นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า การเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดอายุลง คาดว่ากระทรวงพลังงานจะจัดทำเงื่อนไขการประมูล(TOR) เสร็จใน 1 ปี หรือภายใน พ.ค. 2560 ทั้งนี้สัมปทานทั้ง 2 แหล่งมีกำลังการผลิตก๊าซฯ รวมเฉลี่ยอยู่ที่ 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็น 76% ของปริมาณการที่ผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย และคิดเป็น 44% ของปริมาณจัดหาก๊าซฯในประเทศ

  • Date : 22 / 06 / 2016
    พพ.จับมือบางจาก และผู้ประกอบการรถบรรทุกขนาดใหญ่หนุนนำร่องใช้ไบโอดีเซลบี20

     พพ. จับมือบางจาก และ ผู้ประกอบการรถบรรทุกขนาดใหญ่ นำร่องใช้ บี 20 โดยรัฐสนับสนุนวงเงินช่วยค่าน้ำมันไม่เกิน4บาทต่อลิตรวงเงินรวมไม่เกิน115 ล้านบาท เปิดรับสมัครรอบสอง16มิ.ย.-15 ส.ค.2559 นี้

    เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ โดยมีนายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และผู้ประกอบการรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ 3 ราย ร่วมลงนาม   ซึ่งพิธีจัดขึ้นที่ โรงแรมรามาการ์เด้นส์

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP 2015 มีเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทน ทั้งในรูปแบบไฟฟ้า ความร้อน และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพิ่มเป็นร้อยละ 30 ต่อการใช้พลังงานรวมของประเทศภายในปี 2579 โดยสำหรับไบโอดีเซลมีเป้าหมายการใช้ 14 ล้านลิตรต่อวัน  ซึ่งได้มอบหมายให้ พพ.ประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานให้บรรลุเป้าหมาย

    ด้าน นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า เพื่อให้การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพไบโอดีเซลให้เป็นไปตามเป้าหมายของแผน AEDP 2015 พพ. จึงได้ขยายผลการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลในรูปแบบต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม  โดยได้จัดโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 และสร้างความต้องการผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลเพิ่มมากขึ้น

    ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้รถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯรอบแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 1 เมษายน – 31 พฤษภาคม2559  ซึ่งมีผู้ประกอบการที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการรวม 3 ราย  ส่วนรอบที่สองจะเปิดรับสมัครช่วงวันที่16 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2559  โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ในอัตราร้อยละ 11.66 แต่ไม่เกิน 4 บาทต่อลิตร วงเงินรวมทั้งโครงการไม่เกิน 115 ล้านบาท

    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท บางจากฯ พร้อมตอบสนองนโยบายของรัฐ โดยในปี 2547 บริษัท บางจากฯ ได้ร่วมกับ พพ. ริเริ่มโครงการทดลองการจำหน่ายไบโอดีเซล B2 ผ่านสถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นรายแรก และในปีนี้ บริษัท บางจากฯ ได้ร่วมกับ พพ. ในโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลบี 20 ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง สร้างนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียนเพื่อผลักดันให้เกิดการใช้ไบโอดีเซล บี 20 ในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง และขยายสู่วงกว้างในอนาคต และเป็นการตอบโจทย์ของการแก้ไขปัญหาไบโอดีเซลที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2579

    สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย บริษัท เกียรติธนาขนส่ง จำกัด (มหาชน) บริษัท เทพสมบัติ จำกัด และบริษัท โอพีจี เทค จำกัด

    ปัจจุบันประเทศไทยมีการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 4.5 ล้านไร่ ได้ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบประมาณ 2.5 ล้านตันต่อปี มากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ขณะที่ความต้องการใช้เพื่อบริโภคเป็นน้ำมันพืชอยู่ที่ปีละ 1 ล้านตัน ส่วนที่เหลือสามารถผลิตเป็นเชื้อเพลิงไบโอดีเซล สามารถประหยัดเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าเชื้อเพลิง สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชพลังงาน สร้างงานสร้างรายได้

    อนึ่ง กระทรวงพลังงานส่งเสริมให้มีการใช้ไบโอดีเซลมาตั้งแต่ปี 2548 จนกระทั่งประกาศบังคับใช้น้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนผสมของไบโอดีเซลร้อยละ 7 หรือ บี7 ทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2557 จนถึงในไตรมาสแรกของปี 2559 มียอดการใช้น้ำมันไบโอดีเซลที่ 4.2 ล้านลิตรต่อวัน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของการส่งเสริมไบโอดีเซล ในช่วงที่ผ่านมา คือความไม่แน่นอนของผลผลิตน้ำมันปาล์ม ที่บางช่วงก็ขาดแคลนในขณะที่บางช่วงก็มีผลผลิตออกมาล้นตลาด ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ ก็เตรียมประสานงานกับกระทรวงพลังงานให้พิจารณาปรับลดปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มในส่วนผสมของดีเซล จากบี7 เหลือบี5  ตั้งแต่เดือนก.ค.2559 นี้ เนื่องจากผลผลิตปาล์มมีออกมาสู่ตลาดไม่มาก จากผลของภัยแล้ง   ดังนั้น การส่งเสริมการใช้น้ำมันบี20  ให้บรรลุเป้าหมาย  ก็จะต้องมีการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน หรือเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น ด้วยจึงจะไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มในภายหลัง 

  • Date : 22 / 06 / 2016
    เชลล์ คาลเท็กซ์ ขึ้นราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์อีก 60 สต.

    บริษัทผู้ค้าน้ำมันต่างชาติ ทั้งเชลล์และคาลเท็กซ์ ประกาศปรับราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ขึ้นอีก 60 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันนี้ (22 มิ.ย. 2559)

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานแจ้งว่า การปรับขึ้นราคาของสองผู้ค้าน้ำมันต่างชาติดังกล่าว ดำเนินการก่อนผู้ค้าน้ำมันของไทยทั้ง ปตท. และบางจาก ซึ่งยังไม่มีการปรับขึ้นราคาในวันนี้

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ในสถานีบริการของคาลเท็กซ์ในกรุงเทพและปริมณฑลภายหลังการปรับขึ้นราคา จำหน่ายปลีกอยู่ที่ 32.41 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 ราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ 25 บาทต่อลิตรและ 24.58 บาทต่อลิตร ตามลำดับ ส่วนเชลล์ ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 28.87 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 ราคาอยู่ที่ 24.63 บาทต่อลิตร

    สำหรับราคาน้ำมันดีเซล ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง   

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นติดต่อสองวันตั้งแต่ต้นสัปดาห์ จากการที่ตลาดคลายความกังวลกรณีอังกฤษจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป เนื่องจากผลสำรวจประชามติล่าสุดยังคงให้อังกฤษอยู่ในอียูต่อไป อย่างไรก็ตาม ราคากลับปรับตัวลดลงเมื่อปิดตลาดวันอังคารที่ผ่านมาจากการขายทำกำไร และความวิตกกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด จากการที่ผู้ผลิตน้ำมันสหรัฐจะกลับมาเพิ่มการผลิตอีกครั้งหลังราคาน้ำมันปรับตัวดีขึ้น

     

Date : 21 / 06 / 2016

  • Date : 21 / 06 / 2016
    สถาบันปิโตรเลียมจัดรับฟังความเห็นสาธารณะเชื้อเพลิงชีวภาพภาคขนส่งกลางเดือนก.ค.นี้

    สถาบันปิโตรเลียมฯ เตรียมเปิดรับฟังความเห็นการส่งเสริมใช้เชื้อเพลิงชีวภาพภาคขนส่งกลางเดือนก.ค.นี้ หลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ตกต่ำ  เร่งจัดทำโมเดลทางเศรษฐศาสตร์  ชี้ผลดีผลเสียการส่งเสริมพลังงานทดแทน ให้รัฐสามารถกำหนดมาตรการที่เหมาะสมสำหรับน้ำมันE85และE20

    นายเรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล รองผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถาบันฯเตรียมเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะโครงการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง ช่วงกลางเดือนก.ค.นี้ หลังจากได้จัดทำแบบจำลองราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล ที่เหมาะสมของไทยเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยแบบจำลองดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐนำไปใช้กำหนดราคาขายปลีกของแก๊สโซฮอล์และน้ำมันไบโอดีเซล ที่ควรจะส่งเสริมได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับราคาน้ำมันโลกที่เปลี่ยนแปลง ได้

    ทั้งนี้เหตุผลสำคัญที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)ได้มอบหมายให้สถาบันฯทำการศึกษาการส่งเสริมใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง เนื่องจากพบว่า ปัจจุบันยอดการใช้พลังงานทดแทนในภาคขนส่งของไทยไม่เติบโต  จากผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงต่ำมาก โดยเฉพาะยอดการใช้เอทานอลที่อยู่ในรูปของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B 100)ที่อยู่ในรูปของน้ำมันไบโอดีเซล  และอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของกระทรวงพลังงานที่ต้องการผลักดันให้ยอดการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นในปี 2579 เป็น 11.3 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ประมาณ 3.51 ล้านลิตรต่อวัน และไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น 14 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ประมาณ 3.37 ล้านลิตรต่อวัน

    อย่างไรก็ตามจากการที่ทางสถาบันลงไปศึกษาข้อมูลพบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดใช้แก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลไม่เติบโตในช่วงนี้ มาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ 1.ราคาแก๊สโซฮอล์แพงเกินไป 2.ผู้บริโภคขาดความเชื่อถือคุณภาพน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E85  ดังนั้นสถาบันฯ จึงได้ทำโมเดลส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์E85 และ E20 ที่เหมาะสม ในแต่ละช่วงที่ราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไว้ให้คำนวณและนำมาใช้ได้ทุกสถานการณ์ ซึ่งจะเป็นการเปรียบเทียบค่าความร้อนและความคุ้มค่า โดยรวมเรื่องของเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าการตลาด และอื่นๆ ไว้แล้ว เมื่อคำนวณตามสูตรก็จะได้ราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์ที่เหมาะสมที่จะทำให้ประชาชนหันมาใช้มากขึ้นได้

    นอกจากนี้สถาบันฯจะเสนอ พพ. จัดทำโมเดลทางด้านเศรษฐศาสตร์  เพื่อชี้ให้เห็นว่าการส่งเสริมแก๊สโซฮอล์E85  นั้นส่งผลดีต่อประเทศจริงหรือไม่ เนื่องจากในอนาคตหากไทยผลักดันการใช้แก๊สโซฮอล์E85 เป็นผลสำเร็จ แม้จะส่งผลดีต่อเกษตรกร แต่จะมีผลกระทบต่อโรงกลั่นซึ่งต้องหันไปส่งออกน้ำมันไปขายต่างประเทศแทน ขณะเดียวกันคุณภาพน้ำมันของไทย เป็นมาตรฐานยูโร4 ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน  ทำให้ขายน้ำมันได้ยากด้วย ดังนั้นจะต้องกลับมาศึกษาผลดีเสียกันก่อน เพราะที่ผ่านมาไทยยังไม่มีการศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์สำหรับมาตรการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์E85มาก่อน  

     

Date : 19 / 06 / 2016

  • Date : 19 / 06 / 2016
    กรมธุรกิจพลังงานปรามบริษัทน้ำมันค้ากำไรเกินควรดีเซลเกรดพรีเมี่ยม

    กรมธุรกิจพลังงาน ปราม ค่ายน้ำมันต่างชาติ ขายดีเซลเกรดพรีเมี่ยม ค้ากำไรเกินควร  เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียงลิตรละ25 สตางค์ แต่ตั้งราคาขายเพิ่มลิตรละ3.50 บาท ระบุผู้ใช้น้ำมันควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องก่อนเลือกเติม

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์  อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน  เปิดเผยถึงการที่บริษัทน้ำมันต่างชาติบางราย มีการจำหน่ายน้ำมันดีเซล เกรดพรีเมี่ยม ที่มีราคาต่อลิตร แพงกว่าน้ำมันดีเซลปกติ  ของบริษัทน้ำมันอื่นๆ ว่า ถึงแม้ว่าการค้าน้ำมันจะเป็นตลาดเสรี ที่บริษัทผู้ค้าสามารถที่จะตั้งราคาขายปลีก ได้ตามที่ต้องการ  แต่กรมธุรกิจพลังงานเห็นว่า  ผู้บริโภคควรที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน  ก่อนที่จะเข้าไปเติมน้ำมัน   ซึ่งกรณีของน้ำมันดีเซล เกรดพรีเมี่ยม ที่บริษัทน้ำมันมีสูตรเฉพาะของตัวเอง  โดยเติมสารadditive เข้าไปเพื่อช่วยให้เครื่องยนต์มีกำลังแรงขึ้นนั้น  คิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากน้ำมันดีเซลปกติ  เพียงประมาณลิตรละ 25 สตางค์เท่านั้น  แต่บริษัทน้ำมันรายดังกล่าว กลับตั้งราคาขายสูงกว่าปกติ  ถึงลิตรละ3.50 บาทต่อลิตร  ถือเป็นการเอากำไรที่มากเกินควร  ที่ผู้บริโภคควรจะต้องรู้

    “ในทางกฏหมายกรมฯคงไม่สามารถที่จะดำเนินการเอาผิดได้ เพราะเป็นระบบการค้าเสรี  ที่เป็นสิทธิ์ของบริษัทผู้ค้าน้ำมันที่จะตั้งราคาขายได้  ในขณะเดียวกันก็เป็นสิทธิ์ของผู้บริโภคที่จะเลือกเติมหรือไม่เติมน้ำมันเกรดพรีเมี่ยมดังกล่าวก็ได้  เพียงแต่กรมได้รับรายงานมาว่า ยังมีผู้บริโภคจำนวนมาก ที่เลือกเติมน้ำมันเกรดพรีเมี่ยมดังกล่าวโดยไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องว่ากำลังถูกบริษัทผู้ค้าตั้งราคาขายสูงกว่ากว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงไปมาก  จึงต้องออกมาชี้แจงให้เข้าใจ “ นายวิฑูรย์ กล่าว

    สำหรับดีเซลเกรดพรีเมี่ยม ราคา ณวันที่19 มิ.ย. 2559 อยู่ที่ลิตรละ 28.13 บาท  ส่วนราคาดีเซลเกรดปกติ อยู่ที่อยู่ที่ ลิตรละ24.59 บาทต่อลิตร  โดยยอดจำหน่ายเฉลี่ยต่อวันของดีเซลเกรดพรีเมี่ยม อยู่ที่ประมาณ10% ของยอดจำหน่ายดีเซลเกรดปกติ  ซึ่งผู้บริโภคที่นิยมเติมดีเซลเกรดพรีเมี่ยมส่วนใหญ่เป็นรถหรู และรถตู้รับส่งผู้โดยสารที่ต้องการความแรงของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ต้องวิ่งรถขึ้นลงระหว่างภูเขา

     

     

  • Date : 19 / 06 / 2016
    กระทรวงพลังงานตกลงขยายกรอบเอ็มโอยู ซื้อไฟฟ้าลาวเพิ่มอีก 2,000 เมกะวัตต์

    กระทรวงพลังงาน สรุปขยายกรอบความร่วมมือซื้อไฟฟ้า สปป. ลาวเพิ่มอีก2,000เมกะวัตต์ รวมเป็น 9,000 เมกะวัตต์  ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ กพช.ในการประชุมเดือน ส.ค. 59 นี้

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมขยายกรอบการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยกับ สปป.ลาว จาก 7,000 เมกะวัตต์  เป็น 9,000 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นอีก2,000 เมกะวัตต์  โดยคาดว่าจะนำเสนอ ให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี     พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานได้ในการประชุมเดือน ส.ค.นี้ และหากที่ประชุมให้ความเห็นชอบ ก็จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยูร่วมกัน ระหว่างไทยกับสปป.ลาวต่อไป

    อย่างไรก็ตาม การขยายกรอบการซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าว ทาง สปป.ลาว เสนอที่จะขายไฟฟ้าให้ไทยเพิ่มขึ้นอีก 3,000 เมกะวัตต์ รวมเป็น 10,000     เมกะวัตต์ แต่ฝ่ายไทยพิจารณาที่จะรับซื้อเพิ่มขึ้นจากข้อตกลงเดิมอีก 2,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า  หรือ แผนพีดีพี 2015 ที่ใช้ในช่วงปี 2558-2579 กำหนดสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเอาไว้ที่ประมาณ 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด  ซึ่งจะต้องกระจายการซื้อไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ด้วย เพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ  

    "การลงนามเอ็มโอยูเพื่อขยายกรอบการซื้อขายไฟฟ้ากับสปป.ลาวเพิ่มขึ้นเป็น 9,000 เมกะวัตต์นั้น เป็นกรอบความร่วมมือกันในอนาคต ที่ยังไม่ได้ระบุว่าจะรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการใดบ้าง โดยหากจะมีการตอบรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการภายใต้กรอบดังกล่าว ก็จะต้องมีการนำเสนอ กพช. ให้ความเห็นชอบในแต่ละโครงการอีกครั้ง" นายอารีพงศ์ กล่าว

    ที่ผ่านมาโครงการผลิตไฟฟ้าที่สปป.ลาวเสนอขายไฟฟ้าให้กับประเทศไทย  ส่วนใหญ่เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และโครงการล่าสุดที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์แล้วคือโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา  ซึ่งเป็นโครงการที่มีอัตราค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่าโครงการโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะสร้างขึ้นในประเทศ

    ก่อนหน้านี้ นายวีระพน วีระวง  รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว  ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนของไทยถึงโครงการความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยและสปป.ลาว ว่า ทั้งสองประเทศจะพยายามที่จะเจรจาให้มีข้อยุติที่จะขยายกรอบความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้า ให้ได้ข้อยุติก่อนการประชุมอาเซียนซัมมิทที่สปป.ลาวจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ที่นครเวียงจันทน์ ช่วงเดือนกันยายนนี้  เพื่อให้ผู้นำของทั้งสองประเทศได้มีการลงนามเอ็มโอยูร่วมกันในระหว่างการประชุม

    โดยทางสปป.ลาว ยังได้เสนอให้กระทรวงพลังงานของไทยมีกรอบความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าจากพัฒนาพลังงานทดแทน  ที่ควรจะแยกออกมาจากเอ็มโอยูซื้อขายไฟฟ้าหลัก ซึ่งจะมีการลงนามร่วมกัน เพื่อให้สามารถผลักดันโครงการให้เข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม มอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ขนาด 600 เมกะวัตต์  ซึ่งจะทำให้ทั้งไทยและสปป.ลาว ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนในภูมิภาค และเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ ว่าได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะร่วมลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ COP21 ที่ปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปี 2558  ที่ผู้นำของไทยและลาว ได้ร่วมให้สัตยาบันเอาไว้ 

    อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าว  ทางกระทรวงพลังงานของไทย ยังไม่ได้ตอบรับ

Date : 17 / 06 / 2016

  • Date : 17 / 06 / 2016
    ลาวหวังไทยตอบรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานลมพร้อมขอขยายกรอบเอ็มโอยูเป็น10,000เมกะวัตต์

    สปป.ลาวเร่งเจรจา กระทรวงพลังงานของไทย ให้ตอบรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด600 เมกะวัตต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค  โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโครงการที่ช่วยให้ทั้งไทยและสปป.ลาวได้ผลประโยชน์ ร่วมกัน พร้อมขอขยายกรอบเอ็มโอยูซื้อขายไฟฟ้า เป็น10,000เมกะวัตต์ ให้ได้ข้อยุติ ก่อนการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่นครเวียงจันทน์  เดือนกันยายน2559 นี้ 

    นายวีระพน วีระวง  รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว  เปิดเผยในโอกาสที่เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อร่วมงาน Global Wind Day 2016 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่15 มิ.ย.2559 ที่บ้านปาร์คนายเลิศ  กรุงเทพ โดยระบุถึงโครงการความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยและสปป.ลาว ว่า ทางกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ของ สปป.ลาว ได้มีการหารือกับ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย  ในหลายวาระ ทั้งในโอกาสที่ ได้พบกันทั้งในพิธีเปิดโรงไฟฟ้าหงสา ในช่วงปลายปี2558  ,การหารือทวิภาคีร่วมกันระหว่างการประชุมSETA2016 เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2559 และล่าสุดในการตรวจเยี่ยมดูความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี เมื่อเดือนพ.ค.  ที่ผ่านมา  โดยทั้งสองประเทศได้เห็นชอบในหลักการเบื้องต้นในการขยายกรอบความร่วมมือบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู เพิ่มขึ้นอีก2,000-3,000เมกะวัตต์  จากปัจจุบันที่มีเอ็มโอยูร่วมกันแล้ว7,000เมกะวัตต์  และมีโครงการที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันแล้ว5,000กว่าเมกะวัตต์  เพื่อให้ได้ข้อยุติก่อนการประชุมอาเซียน ซัมมิท ที่สปป.ลาวจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่นครเวียงจันทน์ ช่วงเดือนกันยายน 2559 นี้  โดยคาดหวังว่าจะให้ผู้นำของทั้งสองประเทศได้เป็นผู้ลงนามร่วมกันในเรื่องดังกล่าวระหว่างการประชุม

    นายวีระพน  กล่าวว่า  ทางสปป.ลาว ได้นำเสนอกระทรวงพลังงานของไทย ถึงกรอบความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทน  ที่ควรจะแยกออกมาจาก เอ็มโอยูซื้อขายไฟฟ้า ที่จะมีการลงนามร่วมกัน9,000-10,000 เมกะวัตต์ด้วย โดยหาก สปป.ลาว มีศักยภาพที่จะพัฒนาโครงการพลังงานทดแทน เช่นพลังงานลม ที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำกว่า ที่ฝ่ายไทยจะลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่  เอง ก็อยากจะให้รัฐบาลไทย พิจารณารับซื้อไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้ง2ประเทศ โดยจะทำให้ทั้งไทยและสปป.ลาว เป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนในภูมิภาค ที่สร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นจากนานาชาติ ว่าได้ปฏิบัติตามข้อตกลง ที่จะร่วมลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ สมัยที่21 หรือ COP21 ที่ปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปี 2558  ที่ผู้นำของไทยและลาว ได้ร่วมให้สัตยาบันเอาไว้   อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าวจากทางสปป.ลาว ทางรัฐมนตรีพลังงานของไทย ยังไม่ได้ตอบรับ

    “กรอบความร่วมมือด้านพลังงานทดแทน จะเป็นประโยชน์ กับทั้งสองประเทศ ที่จะช่วยให้การพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสามารถถูกบรรจุเข้าไปในแผนการรับซื้อไฟฟ้าได้เร็วขึ้น  หากสามารถที่จะทำต้นทุนไฟฟ้าได้ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าใหม่ที่ไทยจะต้องเป็นผู้ลงทุนสร้างเอง  ทั้งนี้โครงการพลังงานทดแทนที่พัฒนาในฝั่งสปป.ลาว ก็เป็นการลงทุนโดยนักลงทุนจากประเทศไทย  และผลประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตที่ได้รับ  เราก็ยินดีที่จะยกให้กับฝ่ายไทย เพราะเราเป็นประเทศที่มีคาร์บอนเครดิตจากพลังงานน้ำ เยอะอยู่แล้ว   ในทางเศรษฐศาสตร์ ประเทศผู้ที่ซื้อไฟฟ้าจะได้รับประโยชน์ในการหมุนเวียนเศรษฐกิจ มากกว่าประเทศผู้ขายไฟฟ้ามากกว่าสิบเท่า คือถ้าลาวได้ประโยชน์เป็น 10  ไทยก็จะได้ประโยชน์เป็น100 ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทางสปป.ลาวก็ยอมรับได้   อย่างไรก็ตามในส่วนของสปป.ลาว มองในประโยชน์ภาพรวมระยะยาวที่เราจะสามารถยกระดับการพัฒนาพลังงานสีเขียวให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ร่วมกับประเทศไทยได้   จึงพยายามที่จะหยิบยกทุกอย่างขึ้นมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผยเพื่อให้รัฐบาลไทยได้เข้าใจ   put everything on the table  “ นาย วีระพน  กล่าว

    นายวีระพน กล่าวด้วยว่า  ประเด็นที่ทางกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ ของสปป.ลาว จะต้องทำความเข้าใจกับกระทรวงพลังงานของไทย เพิ่มเติมมากขึ้นในรายละเอียด  ในเรื่องของพลังงานทดแทน คือประเด็นทางด้านเทคนิค เพื่อให้ตอบโจทย์ข้อกังวลในเรื่องของ ความมั่นคงทางด้านพลังงาน ให้มั่นใจว่า ทางสปป.ลาว จะมีไฟฟ้าขายเข้าระบบให้อย่างสม่ำเสมอ มีเสถียรภาพ ไ รวมทั้งมีต้นทุนค่าไฟฟ้า ที่แข่งขันได้กับไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงหลักอย่างก๊าซธรรมชาติ  โดยฝั่ง ลาว ก็ไม่ต้องการที่จะให้มีการsubsidyในเรื่องพลังงานทดแทน  เพราะไม่สอดคล้องกับกระแสการยอมรับของนานาชาติ

    ด้านนายณัฐ หุตานุวัตร  ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด หรือIES กล่าวว่าบริษัทเป็นผู้ที่ได้รับการอนุญาตจากสปป.ลาวให้พัฒนาโครงการ มอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด600 เมกะวัตต์  ใหญ่ที่สุดในอาเซียน  ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองดากจึง แขวงเซกอง และเมืองซานไซ  แขวงอัตตะบือ ทางตอนใต้ของประเทศลาว โดยอยู่ห่างจากเขตชายแดนจังหวัดอุบลราชธานีของไทย ประมาณ150 กิโลเมตร และห่างจากเขตชายแดนเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ประมาณ50 กิโลเมตร โดยหากดำเนินการได้สำเร็จตามแผน จะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 60.7 ล้านตันตลอดระยะเวลาโครงการ25ปี  เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน  จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลของสปป.ลาว สนับสนุนโครงการดังกล่าว

    โครงการดังกล่าวคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาทโดยแบ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และสายส่งขนาด500KVอีกประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศผู้ซื้อไฟฟ้า โดยที่รัฐบาลสปป.ลาว ให้สิทธิ์กับผู้พัฒนาโครงการในการขายกระแสไฟฟ้าให้กับใครก็ได้ ที่พร้อมรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ  แต่บริษัทให้ความสำคัญกับการขายกระแสไฟฟ้าให้กับประเทศไทยเป็นลำดับแรก เพราะถือเป็นบริษัทคนไทยที่เข้าไปพัฒนาโครงการ

    ทั้งนี้งาน Global Wind Day 2016 ที่จัดขึ้นถือเป็นโอกาสที่บริษัทได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับบริษัทเวสทัส(Vestas) ซึ่งเป็นผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของโลกจากยุโรป  ในเรื่องดำเนินการด้านวิศวกรรม ทางเทคนิคและการก่อสร้าง  โดยในส่วนของการสนับสนุนด้านเงินกู้นั้น ทางบริษัทก็ได้รับหนังสือเจตจำนง(Letter of Intent)จาก  International Finance Corporation หรือ IFC และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือADB ในการสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการมูลค่ารวม10.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ70% ของค่าใช้จ่ายรวมของโครงการ

    โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ มีจุดเด่นในเรื่องของค่าไฟฟ้า เฉลี่ยตลอดอายุโครงการที่สามารถขายกลับมาให้ประเทศไทยได้ในอัตราที่ต่ำกว่า การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้LNG เป็นเชื้อเพลิง โดยที่รัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องมีภาระในการอุดหนุนค่าไฟฟ้า ในรูปของFeed in Tariff –FiT ในอัตรา6.06 บาทต่อหน่วยเป็นระยะเวลา20ปี  เหมือนที่รัฐให้การส่งเสริมกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศ  โดยจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าให้กับไทย โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ที่ไฟฟ้าจากพลังน้ำใน สปป.ลาวผลิตได้น้อย ในขณะที่ไทยมีโอกาสจะเกิดพีค หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด  เพื่อลดการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตสูง

    โดยการพัฒนาโครงการนั้นยังรอเพียงการตอบรับซื้อไฟฟ้าจากรัฐบาลไทย เพื่อนำไปสู่การเจรจาเพื่อทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือPPA เท่านั้น  ซึ่งโครงการจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ3ปี ก็จะสามารถเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ ได้

     

  • Date : 17 / 06 / 2016
    ทีดีอาร์ไอแจงปิยสวัสดิ์ค้านเสวนาหมิ่นประมาทไม่เป็นกลาง

    ทีดีอาร์ไอ แจงหนังสือคัดค้านจัดเสวนาของ ปิยสวัสดิ์  ยันเน้นเฉพาะประเด็นหมิ่นประมาทสาธารณะ ไม่มีเรื่องส่วนตัว ระบุหลังมีหนังสือร้องเรียน มีการปรับเพิ่มวิทยากร เชิญผู้ฟ้องหมิ่นประมาท เข้าร่วมด้วยแล้ว แต่ไม่มีการตอบรับ โดยพร้อมให้ติดตามเนื้อหาการเสวนาที่มีการบันทึกเทปได้ ที่เว็บไซต์ tdri.or.th

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่เว็บไซต์ Energy News Center รายงานข่าว นาย ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  ทำหนังสือคัดค้านการจัดเสวนาของ สกว. ร่วมกับทีดีอาร์ไอ หัวข้อ การฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม วันที่ 16 มิ.ย.2559 เวลา 9.00 – 12.30 น. ว่าการจัดเสวนาดังกล่าวไม่เป็นกลาง เนื่องจากทางผู้จัดไม่ได้มีการเชิญผู้ฟ้องหมิ่นประมาท ที่ได้รับความเสียหาย เข้าร่วมเป็นวิทยากรด้วยนั้น  ทางผู้จัดงานจึงได้มีการชี้แจงต่อสาธารณะ โดยมีการเผยแพร่เนื้อหาผ่านรายงานข่าวของ             สำนักข่าวอิศรา ด้วยเมื่อวันที่15 มิ.ย ก่อนที่จะมีการจัดเสวนาดังนี้

    1.ประเด็นการเสวนาจะเป็นประเด็นสาธารณะเท่านั้น

    ประเด็นการเสวนาครั้งนี้มุ่งเน้นการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการฟ้องหมิ่นประมาทที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะหรือกรณีการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานและบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐหรือใช้อำนาจรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจรัฐ เช่น เรื่องการทุจริต การละเมิดสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้จัดจะไม่อนุญาตให้มีการวิพากษ์วิจารณ์การฟ้องหมิ่นประมาทเรื่องส่วนตัวและคดีหมิ่นประมาทที่ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลยุติธรรม

    2.องค์ประกอบวิทยากรในช่วงเสวนาไม่เป็นกลางหรือไม่

    ช่วงแรกของงานเสวนา จะเป็นการทบทวนกรณีการฟ้องหมิ่นประมาทในประเด็นสาธารณะในอดีตเพื่อนำพาไปสู่ข้อสรุปว่า มีการฟ้องหมิ่นประมาทเพราะเหตุใด และในประเด็นใดเป็นสำคัญ ก่อนที่จะมีการกล่าวถึงกรอบแนวคิดเชิงวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและอาญา และกฎหมายคอมพิวเตอร์ เพื่อวิเคราะห์ว่ากฎหมายในปัจจุบันมีความเหมาะสมและมีช่องโหว่หรือไม่ วิทยากรในช่วงแรกนี้มีทั้งตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคดีความที่เป็นประเด็นสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง และนักวิชาการด้านกฎหมายอาญาและกฎหมายคอมพิวเตอร์

    สำหรับในช่วงการเสวนาซึ่งเป็นช่วงที่สร้างข้อกังวลเรื่องความไม่เป็นกลางในสายตาของบางท่าน จะประกอบด้วยวิทยากรทั้งหมด 5 ท่าน แบ่งเป็นอดีตผู้ถูกฟ้องหมิ่นประมาท 3 ท่าน ได้แก่ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ คุณประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์  และ คุณรสนา โตสิตระกูล ซึ่งเป็นผู้มีส่วนในการดำเนินการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐในประเด็นที่สำคัญในอดีต และนักวิชาการ ได้แก่ ผศ. ดร. พิรงรอง รามสูต ในฐานะนักวิชาการด้านสื่อมวลชน และ คุณไพโรจน์ พลเพชร ในฐานะนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงเกิดคำถามว่า ทำไมถึงไม่มีฝ่ายอดีตผู้ฟ้องหมิ่นประมาท (ในประเด็นสาธารณะ) เป็นวิทยากรด้วย 

    ผู้จัดขอชี้แจงว่า ได้มีการเรียนเชิญตัวแทนฝ่ายอดีตผู้ฟ้องคดีจำนวนทั้งหมด 23 ราย มาด้วยเช่นกัน เช่น ตัวแทนบริษัท ปตท. กรรมการและเลขาธิการ กสทช. และ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และ ตั้งใจให้ผู้เข้าร่วมนี้ได้แลกเปลี่ยนความเห็นหลังการเสวนา โดยมิได้เชิญร่วมเป็นวิทยากรบนเวทีเนื่องจากเกรงว่าจะมีการโต้เถียงกันในประเด็นส่วนตัว

    ทั้งนี้ เมื่อปรากฎกรณีร้องเรียนดังกล่าว ผู้จัดจึงได้ติดต่อเรียนเชิญตัวแทนอดีตผู้ฟ้องคดีที่ตอบเข้าร่วมงาน ร่วมเป็นวิทยากรด้วย หากแต่ว่า ณ ขณะนี้ ยังไม่มีท่านใดตอบกลับข้อเสนอดังกล่าว

    3.งานเสวนานี้เปิดสาธารณะ มีกลุ่มผู้เข้าร่วมหลากหลาย

    ผู้จัดได้เรียนเชิญผู้เข้าร่วมงานทั้งรายบุคคลและรายองค์กรรวมจำนวน 189 ท่าน มีทั้งตัวแทนอดีตผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาท และองค์กรที่ผู้จัดคิดว่าจะมีความสนใจประเด็นนี้ เช่น กระทรวงยุติธรรม มหาวิทยาลัย สำนักงานกฎหมายเอกชน รวมถึงองค์กรสื่อมวลชนและองค์กรภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่ลักษณะการทำงานมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องหมิ่นประมาท นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ให้บุคคลทั่วไปได้ลงทะเบียน

    4.ทำไม สกว.ถึงเข้ามาเกี่ยวข้อง

    งานเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ เผยแพร่ความรู้ด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการลดคอร์รัปชัน” ” และโครงการ “ประมวลองค์ความรู้ด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการลดคอร์รัปชัน” ซึ่งทีดีอาร์ไอได้รับเงินสนับสนุนจาก สกว. หรือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ภาระกิจหลักของทีดีอาร์ไอในโครงการนี้ ได้แก่ การจัดทำบทความ สื่อวิทยุ และโทรทัศน์ และจัดกิจกรรม เช่น การเสวนา เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะ โดยหัวข้อและประเด็นการเสวนาทีดีอาร์ไอเป็นผู้กำหนดและดำเนินการประชาสัมพันธ์เองทั้งหมด ผลงานของโครงการนี้ทั้งหมดถูกรวบรวมไว้ที่เว็บไซต์ tdri.or.th  ผู้จัดจะนำเทปงานเสวนา “การฟ้องหมิ่นประมาทฯ” ลงเผยแพร่ในเว็บไซต์เดียวกันนี้

    สำหรับประเด็นสำคัญของงานเสวนา การฟ้องหมิ่นประมาท จุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม  ที่จัดขึ้นตามปกติในวันที่16มิ.ย.2559 ที่ห้องซาลอนA โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด (รัชดา)นั้น ผู้สื่อข่าว รายงานโดยสรุปว่า ช่วงแรกเป็นการเล่ากรอบแนวคิดการฟ้องหมิ่นประมาทที่เป็นประเด็นสาธารณะ  และช่วงที่2 ที่เป็นประเด็นให้เกิดการทำหนังสือร้องเรียนนั้น  เป็นการเล่าถึงกรณีของผู้ที่ถูกฟ้องหมิ่นประมาทในประเด็นสาธารณะ โดยวิทยากร  นางสาวสุภิญญา ในฐานะที่เคยถูกฟ้อง3คดี แต่ศาลพิจารณายกฟ้องเพราะเห็นว่ามีเจตนาสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ  ซึ่งมีข้อเสนอว่า หลักที่ควรจะเป็นของกฏหมาย ไม่ควรให้มีการฟ้องอาญาหรือแพ่งเลย แต่ควรให้มีการโต้แย้งแก้ไขข้อเท็จจริงกันก่อน    ส่วนนายประสงค์  เสนอว่าการแก้ไขกฏหมายหมิ่นประมาท ควรเขียนให้มีแนวที่ชัดเจน โดยยกตัวอย่างของมาตรา14(1)ที่แก้ไขใหม่ และโยงให้มีความผิดในกฏหมายอื่นๆด้วย ซึ่งทำให้เรื่องดูยุ่งยาก  ส่วนนางสาวรสนา กล่าวระบุถึงคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาทหลายๆคดีที่ผู้มีอำนาจรัฐใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้น การตรวจสอบและทำลายความน่าเชื่อถือ