ข่าวทั้งหมด

Date : 03 / 07 / 2016

  • Date : 03 / 07 / 2016
    ผอ.สนพ.ภูมิใจ ปตท.สผ.ทำหน้าที่เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ไม่จำเป็นต้องตั้งใหม่

    ผอ.สนพ.ดูงานแท่นผลิตบงกชใต้ของ ปตท.สผ. ภูมิใจ องค์กรทำหน้าที่เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company)ที่มุ่งแสวงหาแหล่งพลังงานเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ให้ซ้ำซ้อน

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงการเดินทางไปเยี่ยมชมแท่นผลิตปิโตรเลียมบงกชใต้ ของบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)หรือปตท.สผ. เมื่อวันที่2ก.ค.2559 ว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่คนไทยสามารถเข้ามาปฏิบัติการหรือเป็นโอเปอเรเตอร์ในแหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวได้ทั้งหมด จากเดิมที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยดำเนินการ โดยแท่นผลิตของแหล่งบงกชใต้ ถือเป็นแท่นผลิตแรกที่คนไทยเป็นผู้ทำหน้าที่ออกแบบด้วยตัวเอง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ของกรรมการผู้จัดการ ปตท.สผ.คนแรก คือนายทองฉัตร หงลดารมภ์ ที่เชื่อมั่นว่าคนไทยสามารถเข้ามาทำงานเป็นโอเปอเรเตอร์ในแหล่งผลิตปิโตรเลียมได้อย่างทัดเทียมชาวต่างประเทศ จึงเข้ามาซื้อสิทธิ์สัมปทานปิโตรเลียม จากแหล่งบงกช ที่เดิมชื่อว่าStructure B ต่อจากบริษัทไทเกอร์ แปซิฟิก อย่างไรก็ตามในช่วงเริ่มต้น ปตท.สผ.ยังไม่มีความพร้อมด้านบุคลากรและความรู้เรื่องเทคโนโลยีการสำรวจและผลิต จึงให้บริษัทโททาล จากประเทศฝรั่งเศส เข้ามาเป็นโอเปอเรเตอร์ ให้ก่อน แต่มีเงื่อนไขว่าโททาล จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับพนักงานปตท.สผ.ที่เป็นคนไทย และโอนสิทธิ์ความเป็นโอเปอเรเตอร์ให้กับปตท.สผ.ตามระยะเวลาที่กำหนด และปตท.สผ.ก็ทำหน้าที่เป็นโอเปอเรเตอร์ในแหล่งบงกช ได้ด้วยตัวเองมาเป็นระยะเวลาสิบกว่าปีมาแล้ว

    ปัจจุบันแหล่งก๊าซบงกชใต้ ผลิตก๊าซได้ประมาณวันละ320ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่วนแหล่งบงกชเหนือผลิตก๊าซได้วันละประมาณ600ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน “ ปัจจุบันปตท.สผ.มีปตท. ถือหุ้นอยู่67.66%และกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ในปตท.ดังนั้นบทบาทของปตท.สผ.ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนบริษัทน้ำมันแห่งชาติอยู่แล้ว ในการที่ต้องเสาะแสวงหาแหล่งปิโตรเลียม มาเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ โดยเฉพาะแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยและในอ่าวเมาะตะมะ ของเมียนมา ที่จะเป็นฐานการผลิตสำคัญ(Master Basin )ของปตท.สผ. ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ให้ซ้ำซ้อนกันอีก”นายทวารัฐกล่าว

    ทั้งนี้ที่ผ่านมาในงานการการสนับสนุนสังคมที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ของปตท.สผ.คือการพัฒนาหลักสูตรปิโตรเลียม ให้กับวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ ในระดับ ปวส. เพื่อผลิตบุคลากรป้อนให้กับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศ โดยปัจจุบัน นักศึกษาที่จบหลักสูตรดังกล่าวมีขีดความสามารถในการเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ปตท.สผ.เข้าไปลงทุน ซึ่งเป็นที่น่าภูมิใจ

Date : 01 / 07 / 2016

  • Date : 01 / 07 / 2016
    กฟผ.เปิดทางเจรจาโครงการไฟฟ้าพลังงานลมของสปป.ลาว หากราคาค่าไฟฟ้าถูกจริง

    กฟผ.เปิดทางเจรจาไฟฟ้าพลังงานลมจากสปป.ลาวหากราคาถูกจริง ย้ำข้อจำกัดไทยซื้อได้ไม่เกิน 15% ของปริมาณไฟฟ้าในประเทศ  

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศ สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา ได้ส่งทีมงานเข้ามาเจรจาขายไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนให้กับ กฟผ. จริง ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนที่ไม่ใช่พลังงานน้ำ ส่วนใหญ่เป็นพลังงานลม โดย กฟผ.กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม เบื้องต้นเห็นว่าหากราคาขายไฟฟ้าถูก กฟผ.ก็ควรพิจารณารับซื้อ แต่มีข้อจำกัดว่าประเทศไทยจะซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศได้ไม่เกิน 13-15% ของปริมาณไฟฟ้าที่มีทั้งประเทศ    

    "ตอนนี้มีการเจรจากับ สปป.ลาว กัมพูชาและเมียนมา เรื่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานทดแทน เพราะประเทศของเขามีศักยภาพที่จะผลิตได้ แต่ความต้องการใช้ในประเทศเขามีไม่มาก จึงอยากส่งไฟฟ้ามาขายให้ไทย โดยในหลักการหากราคาถูก เราก็ควรที่จะพิจารณาซื้อไว้  โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ที่ทาง สปป.ลาว มีการนำเสนอเข้ามา  "นายกรศิษฏ์ กล่าว

    ด้าน นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กล่าวว่า ปัจจุบันไทยซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศอยู่ 8%ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ  ซึ่งโดยนโยบายภาครัฐกำหนดให้ไทยซื้อไฟฟ้าต่างประเทศได้ไม่เกินปริมาณสำรองขั้นต่ำของไทยคือ 15%  ดังนั้นกรณีที่ประเทศเพื่อนบ้านอยากจะเจรจาขายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ไทยนั้น หากมีราคาถูกและเหมาะสม ก็มีแนวโน้มที่ กฟผ.จะเจรจาซื้อขายไฟฟ้าได้ 

    อย่างไรก็ตาม นายสหรัฐกล่าวว่า การซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากต่างประเทศจำนวนมากไม่เป็นผลดี เพราะถึงแม้ราคาจะถูก แต่มีความเสี่ยงในความมั่นคงไฟฟ้า เพราะไฟฟ้าพลังงานทดแทนยังมีความไม่แน่นอนในการผลิต ซึ่งขึ้นกับธรรมชาติ  ดังนั้นหากซื้อเข้ามาปริมาณมาก  กฟผ.ก็ต้องสร้างโรงไฟฟ้าหลักในประเทศให้มากเท่ากับปริมาณที่รับซื้อเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของโครงการ 

Date : 30 / 06 / 2016

  • Date : 30 / 06 / 2016
    เร่งหาข้อสรุปไอพีพีกัลฟ์5,000เมกะวัตต์ ชี้ล่าช้ากระทบแผนสายส่ง
    กฟผ. เตรียมหารือรัฐมนตรีพลังงาน 1 ก.ค. นี้ จี้เร่งสรุปโรงไฟฟ้าก๊าซฯกลุ่มกัลฟ์ 5,000 เมกะวัตต์ ให้สร้างหรือไม่ ชี้ล่าช้ากระทบแผนสร้างสายส่งไฟฟ้า กฟผ. 7,250 ล้านบาท
     
    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.เตรียมรายงานพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการประชุมระหว่าง กฟผ.กับผู้บริหารกระทรวงพลังงานในวันพรุ่งนี้(1 ก.ค. 2559) เกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบจากความล่าช้าของภาครัฐในการสรุปว่าจะให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) ของ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (เครือกัลฟ์ เจพี) ผลิตไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 5,000 เมกะวัตต์ หรือไม่  หลังจากบริษัทฯดังกล่าวชนะประมูลแต่เพียงรายเดียวในปี 2556 และภาครัฐอยู่ระหว่างการตรวจสอบความโปร่งใสในการประมูลดังกล่าว
     
    ทั้งนี้ หากภาครัฐยังตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวไม่ได้ จะส่งผลกระทบต่อการสร้างสายส่งไฟฟ้าภาคตะวันออกของ กฟผ. ที่เตรียมลงทุนสร้างสายส่งไฟฟ้า 2 เฟส เป็นวงเงิน 7,250 ล้านบาท เพื่อรองรับโรงไฟฟ้าของเครือกัลฟ์ 5,000 เมกะวัตต์ โดยหากสร้างสายส่งไฟฟ้าช้าจะไม่ทันต่อการผลิตไฟฟ้าที่เกิดขึ้น หรือหากสร้างแล้วแต่โรงไฟฟ้ากัลฟ์ไม่ผ่านการอนุมัติก็จะมีผลกระทบต่อ กฟผ.ทันที
     
    อย่างไรก็ตาม ตามแผนงาน กฟผ. จะต้องเริ่มสร้างสายส่งไฟฟ้าในปีนี้ รวมถึงต้องขออนุมัติโครงการสร้าง การออกแบบสำรวจ กรมรอนสิทธิ์ที่ดินของประชาชน ซึ่งกระบวนการต่างๆ จะต้องใช้เวลานาน ดังนั้นรัฐควรเร่งสรุปให้ชัดเจนโดยเร็วว่าจะให้โรงไฟฟ้าก๊าวฯของเครือกัลฟ์ก่อสร้างได้หรือไม่    
  • Date : 30 / 06 / 2016
    คาดเปิดประมูลเอราวัณ บงกช ก.ย.2560
    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จ่อเปิดประมูลสำรวจผลิตปิโตรเลียมแหล่งสัมปทานหมดอายุ ในเดือน ก.ย.ปีหน้า ระบุ มี.ค. 2560 เริ่มให้เอกชนยื่นคำขอศึกษาแปลงผลิต ขณะการเปิดสำรวจรอบใหม่คาดเริ่มได้ในปี 2561
     
    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ในเดือนมี.ค. 2560 นี้ กรมฯ จะออกประกาศเชิญชวนให้เอกชนที่สนใจประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ ได้เข้ายื่นคำขอศึกษาข้อมูลแปลงสำรวจได้ โดยให้เวลาทำการศึกษา 4 เดือน จากนั้นในเดือน ก.ย. 2560 จะเริ่มเปิดการประมูลคัดเลือกผู้สำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งสัมปทานหมดอายุ และให้เริ่มทำการผลิตจริงในแหล่งบงกช ต่อจากของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่จะหมดอายุลงในปี 2565 และแหล่งเอราวัณ ของบริษัทเชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ที่จะหมดอายุลงในปี 2566 
     
    “กระบวนการร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขการประมูล (TOR) แหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุนั้น กรมฯคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ต.ค. 2559 นี้ และเตรียมเปิดเชิญชวนให้เอกชนมาร่วมศึกษาข้อมูลเดือนมี.ค. 2560 จากนั้นจะเปิดประมูลได้ประมาณ ก.ย. 2560 ต่อไป ” นายวีระศักดิ์ กล่าว
     
    อย่างไรก็ตามในช่วงรอยต่อของการประมูลดังกล่าว 8 ปี ระหว่างปี 2561-2568 หากได้ผู้ผลิตและสำรวจรายใหม่แทน ปตท.สผ และเชฟรอนนั้น กรมฯได้ประเมินความเสี่ยงกรณีไม่สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ต่อเนื่อง อาจทำให้ก๊าซฯหายไป 3.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งแนวทางที่ภาครัฐเตรียมแก้ไขปัญหาคือ นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) จากต่างประเทศ ซึ่งแผนการขยายคลัง LNG เพิ่มเป็น 11.5 ล้านตัน และสร้างคลังใหม่อีก 7.5 ล้านตัน รวมถึงสร้างคลัง LNG ลอยน้ำอีก 5 ล้านตัน ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่ผ่านมา จะเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบได้ส่วนหนึ่ง แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาเข้าระบบผลิตไฟฟ้าตามแผน
     
    ส่วนภายหลังการต่ออายุแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565และ 2566 กรมฯคาดว่าปริมาณก๊าซฯที่ผลิตได้จะลดลงจาก 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งมาจากแหล่งเอราวัณ 1,240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งบงกช 870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยจะลดลงเหลือ 1,500  ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามประหยัดพลังงานและแผนก๊าซฯระยะ 21 ปีของประเทศ ที่คาดว่าการใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าจะลดลงจากการกระจายเชื้อเพลิง และการประหยัดพลังงานโดยรวมของประเทศ รวมถึงการยืดเวลาอายุก๊าซฯในอ่าวไทยให้หมดช้าลง โดยให้เหลือการใช้ได้ต่อไปอีก 10 ปี อย่างไรก็ตามกระทรวงพลังงานจะทบทวนแผนก๊าซฯ ในเร็วๆนี้ เพื่อดูทิศทางการใช้ก๊าซฯของไทยใหม่
     
    ทั้งนี้หากการประมูลผลิตและสำรวจปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุเสร็จตามกำหนดในปี 2560 แล้ว กรมฯเตรียมที่จะเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ในปี 2561 ซึ่งเบื้องต้นยังกำหนดแปลงสำรวจไว้เท่าเดิมที่ 29 แปลง ส่วนจะใช้ระบบผลประโยชน์รูปแบบใดนั้น ต้องรอให้ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ออกมาเป็นกฎหมายก่อน เพื่อนำมากำหนดว่าแปลงใดจะใช้ระบบใดต่อไป            
  • Date : 30 / 06 / 2016
    ผู้ว่าฯ กฟผ. คนใหม่ประกาศเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา

    ผู้ว่าฯ กฟผ.ป้ายแดง ประกาศเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ให้สำเร็จในระหว่างดำรงตำแหน่ง 1 ปี 10 เดือนนับจากนี้ แจงเตรียมเสนอ กกพ.ปรับแผนพีดีพี 2015 เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าโดย กฟผ. ขึ้นเป็น 50% จาก 39% ตามแผนเดิม เล็งสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มด้วย

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงนโยบายในวาระการเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กฟผ. คนใหม่ ซึ่งเป็นลำดับที่ 13 นับแต่มีผู้ว่าฯ โดยกล่าวว่า ทิศทางการบริหารงานของ กฟผ. จากนี้ไป จะมุ่งเน้นการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนควบคู่กับการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อถ่วงดุลให้ค่าไฟฟ้าของประเทศไม่สูงจนเกินไป เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินมีต้นทุนผลิตต่ำกว่าเชื้อเพลิงอื่นๆ จึงช่วยเฉลี่ยค่าไฟฟ้าไม่ให้สูงเกินไปได้ ซึ่งตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี (พ.ศ. 2558-2579) หรือ พีดีพี 2015 ที่กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. จำนวน 6 โรงนั้น จะทำให้ค่าไฟฟ้าประเทศเฉลี่ยตลอดแผนอยู่ที่ระดับ 4.60 บาทต่อหน่วย แต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ที่แม้จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ แต่ค่าไฟฟ้าระยะยาวจะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้าปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ประมาณกว่า 3 บาทต่อหน่วย

    “ในช่วงของการดำรงตำแหน่งผู้ว่า กฟผ. เป็นเวลา 1 ปี 10 เดือนจากนี้ จะพยายามพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ให้สำเร็จ โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ อยู่ระหว่างการศึกษาของคณะไตรภาคี ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 2-4 เดือนจะได้ข้อสรุปว่าควรสร้างหรือไม่ ขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพานั้นได้จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เสนอภาครัฐ พิจารณาแล้ว และขณะนี้กำลังจัดทำเงื่อนไขการประมูล (TOR) การก่อสร้างคู่ขนานไปกับการรอผลการพิจารณา EIA ด้วย” นายกรศิษฏ์ กล่าว 

    ทั้งนี้ ในส่วนของชุมชนรอบโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น กฟผ.จะหันมุ่งเน้นสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนมากขึ้น โดยจะหารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อแก้ไขระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้นำเงินกองทุนฯ มาใช้ในแผนพัฒนาชุมชนแบบระยาว 10 ปีได้ จากปัจจุบันจะใช้ตามโครงการของชุมชนที่เสนอมาแบบปีต่อปี ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืนกว่า

    นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ. คิดเป็นสัดส่วน 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด หากขึ้นโรงไฟฟ้ากระบี่และเทพาได้ สัดส่วนจะเพิ่มเป็น 23% ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซีย ที่เพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 56%  และลดกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ เหลือ 37% ทั้งที่เป็นประเทศผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ ทั้งนี้ ไทยมีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานและลดต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยปัจจุบันไทยยังใช้ก๊าซฯในการการผลิตไฟฟ้าถึง 70% ซึ่งเป็นไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯที่ซื้อจากเมียนมา 6,000 เมกะวัตต์ และไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซฯจากอ่าวไทย 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งหากก๊าซฯ หายไป ก็จะกระทบการผลิตไฟฟ้าของประเทศอย่างมาก

    ผู้ว่าฯ กฟผ. กล่าวด้วยว่า กฟผ. จะเสนอปรับแผนพีดีพี 2015 ต่อ กกพ. เพื่อให้ กฟผ. สามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ 50% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนการผลิตเพียง 37% โดยหากไม่มีการปรับดังกล่าว สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ใน 20 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 39% เท่านั้น ในขณะที่ภาครัฐต้องการให้ กฟผ. กลับมามีสัดส่วนการผลิตที่ 50% เพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ

    ทั้งนี้ การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าดังกล่าว จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนของเดิมที่หมดอายุเพื่อรักษาระดับการผลิตไฟฟ้า รวมถึงสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งตามแผนพลังงานทดแทนของ กฟผ. จะต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอีก 15% ใน 20 ปีข้างหน้า หรือประมาณ 1,000-2,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันผลิตอยู่ 560 เมกะวัตต์

    นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจบริษัทลูกอย่าง บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) นั้น ประธานคณะกรรมการ กฟผ. มีนโยบายสร้างสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยล่าสุด  EGATi ได้ขออนุมัติวงเงินตามกรอบที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยอนุมัติไว้ 17,000 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ โดยจะสรุปโครงการได้ในเดือน ก.ย.นี้  ซึ่งจะทำให้ EGATi มีทรัพย์สินเป็นของตัวเองและเพิ่มเครดิตในการกู้เงินลงทุนในอนาคตได้เอง

Date : 29 / 06 / 2016

  • Date : 29 / 06 / 2016
    ราชบุรีโฮลดิ้งเตรียมลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาวเพิ่มรับไทยขยายกรอบเอ็มโอยู
    บริษัท ราชบุรีฯ เตรียมสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาวเพิ่ม 400 เมกะวัตต์ หลังกระทรวงพลังงานจ่อเสนอ กพช.ขยายกรอบสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ สปป.ลาวเพิ่มเป็น 9,000 เมกะวัตต์ พร้อมเข้าถือหุ้น 100% ในโรงไฟฟ้าพลังลมที่ออสเตรเลีย
     
    นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน)เปิดเผยว่า บริษัท ราชบุรีฯ เตรียมขยายการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใน สปป.ลาว เพิ่มขึ้น หลังจากที่กระทรวงพลังงานมีแนวทางเตรียมจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เดือน ส.ค. 2559 เพื่อขยายกรอบความร่วมมือซื้อขายไฟฟ้ากับ สปป. จาก 7,000 เมกะวัตต์ เป็น 9,000 เมกะวัตต์ ดังนั้น บริษัท ราชบุรีฯ จึงเตรียมศึกษาสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซกอง 4 ขนาด 400 เมกะวัตต์ ใน สปป.ลาว ตามกรอบขยายการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ บริษัท ราชบุรีฯ มีกำลังผลิตไฟฟ้าใน สปป.ลาวเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่ 1,098.5 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา 751.20 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าเซเปียน เซน้ำน้อย  102.5 เมกะวัตต์  โรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำนวน 153.75 เมกะวัตต์  
     
    อย่างไรก็ตามแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าพลังงานจากเขื่อนขนาดใหญ่ของ สปป.ลาวจะมีน้อยลง อีกทั้งรูปแบบการซื้อขายไฟฟ้าใน สปป.ลาวจะเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้พัฒนาโครงการโดยตรง ก็จะเปลี่ยนเป็นการทำสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐแทน โดยมีการรวบรวมแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กหลายๆ แหล่งเพื่อทำสัญญาต่อครั้ง ดังนั้นบริษัท ราชบรีฯ จึงเตรียมศึกษาการลงทุนโครงการไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาวที่มีขนาดต่ำกว่า 100 เมกะวัตต์แทน
     
    นายรัมย์ กล่าวว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2559 บริษัทลูกของบริษัท ราชบุรีฯ คือ บริษัท ราช-ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด(RAC) ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ได้เข้าซื้อหุ้นอีก 50% ของบริษัท Port Bajool Pty จำกัด เป็นมูลค่า 260 ล้านบาท ทำให้มีหุ้นในบริษัท Mount Emerald Wind Farm Pty ครบ 100% ส่งผลให้บริษัท ราชฯเป็นเจ้าของโครงการไฟฟ้าพลังงานลม Mount Emerald ที่ออสเตรเลียเพียงผู้เดียว 180 เมกะวัตต์   
     
    ปัจจุบัน บริษัทฯ มีกำลังผลิตตามการถือหุ้นจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมของ RAC จำนวน 4 แห่ง รวม 198 เมกะวัตต์ และมีแผนที่จะพัฒนาโครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์อีก 2 โครงการ กำลังผลิตรวมประมาณ 232 เมกะวัตต์ สำหรับ โครงการพลังงานลม Mount Emerald มูลค่าโครงการประมาณ 9,500 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2,400 เฮกเตอร์ ทางตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย โดยจะติดตั้งกังหันลมขนาด 3.45 เมกะวัตต์ จำนวน 53 ต้น โครงการนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จและเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปี 2561 จากการลงทุนดังกล่าวทำให้กำลังการผลิตของบริษัทฯ รวม เพิ่มขึ้นเป็น 6,957 เมกะวัตต์   
     
                                                                                   
     
     
  • Date : 29 / 06 / 2016
    พพ.เร่งส่งเสริมใช้เชื้อเพลิงชีวมวลในโรงงานอุตสาหกรรม

    พพ. เดินหน้าโครงการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล นำร่องเปลี่ยนอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม 100 แห่ง ใช้งบกองทุนอนุรักษ์ฯสนับสนุนการลงทุนบางส่วน หวังลดต้นทุนการผลิตให้แก่โรงงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่สำคัญยังช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิง และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามแผน AEDP

    นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ พพ. ได้ดำเนินการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม จึงได้ดำเนินโครงการสนับสนุนเพื่อเปลี่ยนหัวเผาหม้อไอน้ำไปเป็นหัวเผาที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล โดย พพ. พร้อมสนับสนุนเงินทุนให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมที่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 100 แห่ง เพื่อให้เปลี่ยนระบบหัวเผาหม้อไอน้ำ ซึ่งเดิมใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ ก๊าซหุงต้ม น้ำมันเตา ให้เป็นหม้อไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงจากชีวมวลอัดเม็ด (wood pellets) ทั้งนี้ พพ. จะสนับสนุนเงินทุนไม่เกินร้อยละ 30 ของจำนวนเงินลงทุนเพื่อปรับระบบ แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อแห่ง

    ​ทั้งนี้ งบประมาณส่งเสริมการลงทุนตามโครงการปรับเปลี่ยนหัวเผาหม้อไอน้ำฯ ดังกล่าว มาจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2559 จนถึง กรกฎาคม 2560 โดยปัจจุบันได้มีโรงงานที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ ฯ ตามเงื่อนไข คือจะต้องลงทุนเองบางส่วน และมีความพร้อมในด้านสถานที่ และการอำนวยความสะดวกในการให้ทีมงานเข้าไปติดตั้งปรับปรุงระบบ รวมทั้งมีความพร้อมในการจัดซื้อเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในหม้อไอน้ำต่อไป

                                                               

    ​นายธรรมยศ กล่าวเพิ่มว่า การปรับหัวเผาหม้อไอน้ำให้สามารถใช้เชื้อเพลิงจากชีวมวลอัดเม็ด จะช่วยให้โรงงานที่เข้าร่วมโครงการสามารถลดต้นทุนในการผลิตของโรงงาน หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนพลังงานลดลงจากเดิมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่วนประโยชน์ในภาพรวมคือลดการใช้เชื้อเพลิงนำเข้า ลดการสูญเสียเงินตราไปต่างประเทศ เกิดการพึ่งพาพลังงานที่ผลิตได้ในประเทศ และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้น ยังเป็นไปตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 2558 – 2579 หรือ AEDP 2015 ด้วย

    ​“พพ. ได้เดินหน้าตาม AEDP 2015 โดยโครงการปรับเปลี่ยนหัวเผาหม้อไอน้ำเพื่อให้สามารถใช้เชื้อเพลิงจากชีวมวลอัดเม็ดได้นั้น ถือเป็นหนึ่งในมาตรการส่งเสริมตามแผน AEDP ดังกล่าว ซึ่งจะเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายหลักของแผน ฯ  ที่ประเทศไทยจะมีการเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในสัดส่วนร้อยละ 30 ของพลังงานที่ใช้ในประเทศภายในปี 2579 นายธรรมยศ กล่าว