ข่าวทั้งหมด

Date : 08 / 07 / 2016

  • Date : 08 / 07 / 2016
    พลังงานแจงประเด็นราคาเอทานอล หวังช่วยเกษตรกร ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ

    พลังงานแจงราคาเอทานอลที่ผลิตในประเทศสูงกว่าราคานำเข้าจากบราซิลไม่มาก ระบุรัฐมีนโยบายส่งเสริมการผลิตเอทานอลในประเทศแทนการนำเข้า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนในระบบเศรษฐกิจ หลายรอบ อีกทั้งช่วยทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ

    รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่า  ฝ่ายประชาสัมพันธ์กระทรวงพลังงานได้มีการทำข้อมูลชี้แจงบทความของนายประสาท มีแต้ม นักวิชาการอิสระ หัวข้อ” เมื่อดูไบและเยอรมนีประมูลไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มได้ราคาต่ำกว่าผลิตจากถ่านหิน” ซึ่งเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่3ก.ค.2559ที่ผ่านมา โดยมีข้อความตอนหนึ่งกล่าวเปรียบเทียบราคาเอทานอลในสหรัฐอเมริกาและบราซิลว่ามีราคาประมาณ 11 -14 บาทต่อลิตร แต่ราคาเอทานอลที่ผลิตได้ในประเทศไทยและคนไทยต้องจ่าย สูงถึง 23 บาทต่อลิตร  โดยเห็นว่าข้อมูลราคาเอทานอลดังกล่าวอาจจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นผิด เพราะผู้เขียนไม่ได้ใช้ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง และไม่ได้มีการอธิบายถึงเหตุผลในการดำเนินนโยบายการส่งเสริมพลังงานทดแทนที่เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพของภาครัฐ ประกอบการนำเสนอข้อมูลราคาดังกล่าว

    โดยเนื้อหาในการชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้องนั้น  ระบุถึงข้อมูลราคาเอทานอล ของประเทศบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่ของโลก เฉลี่ยย้อนหลังนับตั้งแต่เดือนม.ค.2557 ถึงเดือน มิ.ย.2559  ว่าอยู่ที่17.55 บาทต่อลิตร ไม่ใช่ราคา11-14 บาทต่อลิตร   ทั้งนี้มีบางเดือนที่ราคาเอทานอลปรับลดลงต่ำสุด อยู่ที่ 12.91 บาทต่อลิตร คือเดือนก.ย.2558 และก็มีบางเดือนที่ราคาสูงสุด อยู่ที่22.36 บาทต่อลิตร คือเดือน เม.ย.2557  ทั้งนี้หากมีการนำเข้าเอทานอลจากบราซิล มายังประเทศไทย จะต้องมีการบวกค่าขนส่ง เพิ่มขึ้นอีก ทำให้ราคาเฉลี่ยเอทานอล อยู่ที่21.55 บาท ซึ่งก็มีระดับราคาที่ต่ำกว่าราคาเอทานอลที่ผลิตในประเทศไทย อยู่ที่ประมาณ23บาทต่อลิตร ไม่มากนัก

    การที่ราคาเอทานอล ที่สหรัฐอเมริกาและบราซิลมีราคาที่ต่ำกว่า ราคาเอทานอลในประเทศไทย เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ทำเอทานอลมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เพราะมีการปลูกอ้อยในพื้นที่ขนาดใหญ่ ได้ผลผลิตต่อไร่ที่สูงกว่า ในขณะที่เอทานอลของไทยผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง  ที่รัฐมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ราคาผลผลิตที่สูงขึ้น จึงมีต้นทุนที่สูงกว่าเมื่อขายผลผลิตเข้าสู่โรงงาน   ทั้งนี้การส่งเสริมพลังงานทดแทนที่เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศ ในภาพรวมนั้นช่วยให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในประเทศหลายรอบ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ผล นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานเพราะทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ

    ทั้งนี้หากภาครัฐไม่มีนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนที่เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างเอทานอล และใช้เอทานอลนำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาเพราะเห็นว่ามีราคาที่ถูกกว่า ที่ผลิตได้เอง ในประเทศ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังก็จะได้รับผลกระทบ และผู้ประกอบการโรงงานผลิตเอทานอล ที่ช่วยได้เกิดการจ้างงานและจ่ายภาษีให้กับรัฐ ก็จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และต้องเลิกกิจการไปในที่สุด  รัฐจึงต้องมองผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในภาพรวม มากกว่ามองเฉพาะเรื่องของราคานำเข้า  ซึ่งก็มีตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นแล้วว่า ไม่ได้มีราคาแตกต่างกันมากเป็น10บาทต่อลิตร อย่างที่มีการนำเสนอผ่านบทความดังกล่าว  

Date : 07 / 07 / 2016

  • Date : 07 / 07 / 2016
    กบง.ไฟเขียวตามครม.ขึ้นภาษีน้ำมัน30สต.ต่อลิตร

    กบง.ปรับโอนเงินกองทุนน้ำมันเป็นภาษีน้ำมันเพิ่มเฉลี่ย 30 สต./ลิตร มีผลหลังเที่ยงคืน 7 ก.ค.นี้ โดยไม่ให้มีกระทบราคาน้ำมันหน้าปั๊ม  ระบุช่วง2  ปีโยกโอนเงินจากกองทุนเปลี่ยนเป็นภาษีสรรพสามิตรวมแล้ว 1.35 แสนล้านบาท ในขณะที่มีมติคงราคา LPG เดือนก.ค.ไว้ที่20.29 บาท/กก.ต่อไป แม้ราคาตลาดโลกจะปรับลดลง 

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอปรับขึ้นภาษีนำมันทุกชนิดเฉลี่ย 30 สตางค์ต่อลิตร ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กระทบราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ทาง กบง.จึงอนุมัติให้นำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโอนไปเป็นภาษีแทน  ด้วยวิธีการปรับลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลงและไปปรับเพิ่มขึ้นภาษีน้ำมันดังกล่าวแทน โดยจะมีผลตั้งแต่หลังเวลา 24.00 น.ของ คืนวันที่ 7 ก.ค. 2559 

    ผลจากมติดังกล่าวทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีเงินไหลออก 360 ล้านบาทต่อเดือน แต่สถานะกองทุนน้ำมันฯปัจจุบันยังมีเงินเป็นบวกสะสมอยู่ที่ 37,333 ล้านบาท

     สำหรับอัตราการขึ้นภาษีน้ำมันใหม่และการลดอัตราเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ เปลี่ยนแปลงเป็นดังนั้น

     เหตุผลของการปรับขึ้นภาษีดังกล่าว เนื่องจากกระทรวงการคลังต้องการรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รักษาสิ่งแวดล้อม ก่อสร้างและซ่อมบำรุงถนน และลดอุบัติหตุการจาราจร โดยการปรับภาษีน้ำมันครั้งนี้จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 800 ล้านบาทต่อเดือน จาก 15,252 ล้านบาทต่อเดือน เป็น 16,053 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่กองทุนน้ำมันฯได้โยกเงินไปเป็นภาษีน้ำมันตลอด 2 ปี รวมเป็นเงิน 1.35 แสนล้านบาทแล้ว 

    นอกจากนี้ กบง.ยังมีมติให้ตรึงราคา LPG ประจำเดือน ก.ค. 2559  ไว้เท่าเดิม 20.29 บาทต่อกิโลกรัม แม้ราคา LPG ตลาดโลกจะปรับลดลงจากเดือนก่อน 43 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน มาอยู่ที่ 301 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือต้นทุนลดลง 66 สตางค์ต่อกิโลกรัม ก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจาก กบง. ต้องการลดภาระกองทุน LPGที่เดิมนำเงินไปชดเชยอยู่ 59 สตางค์ต่อกิโลกรัม ทั้งนี้จะส่งผลให้สถานะกองทุน LPGมีเงินไหลเข้า 22 ล้านบาทต่อเดือน โดยมีเงินสุทธิรวม 7,128 ล้านบาท พร้อมกันนี้ กบง.ยังได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปรับโรดแม็บการเปิดนำเข้า LPG เสรีใหม่ เนื่องจากความต้องการใช้ LPG ลดลง และการนำเข้า LPG ไม่เป็นไปตามแผน จึงต้องปรับแผนโรดแม็บ LPG เสรีใหม่ 

    พร้อมกันนี้ กบง.ยังรับทราบถึงสถานการณ์ไฟฟ้าในปีนี้ ว่ามีปริมาณไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก(VSPP) เข้าระบบสูงกว่าแผนถึง 913 เมกะวัตต์ จากแผนซึ่งกำหนดให้เข้าระบบ 270 เมกะวัตต์ เนื่องจากมีการเลื่อนผลิตไฟฟ้าเข้าระบบจาก 30 ธ.ค. 2558 เป็น 30 มิ.ย. 2559 จึงทำให้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ 

    กบง. ยังรับทราบการปิดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(JDA-A18) ระหว่างวันที่ 20-31 ส.ค. 259 รวม 12 วัน โดยได้เตรียมความพร้อมเพื่อไม่ให้กระทบการผลิตไฟฟ้า ทั้งการเปลี่ยนให้โรงไฟฟ้าจะนะไปใช้น้ำมันดีเซล การให้โรงไฟฟ้าอื่นๆ เลื่อนซ่อมบำรุงไม่ให้ตรงกับ JDA ปิดซ่อม ส่วนก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV)นั้นอาจได้รับผลกระทบด้วย โดยให้ ปตท.เตรียมสำรอง NGV ลงพื้นที่ภาคใต้ และให้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง 2 ระบบหันไปใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ใช้ NGV แทน 

     

Date : 06 / 07 / 2016

  • Date : 06 / 07 / 2016
    ไทย-ลาว เห็นชอบขยายกรอบเอ็มโอยูซื้อไฟฟ้าเพิ่มเป็น 9,000 เมกะวัตต์

    ไทย-ลาว จับมือสร้างความมั่นคงพลังงานสองประเทศ เห็นชอบขยายกรอบความร่วมมือให้ไทยซื้อไฟฟ้าจากลาวเพิ่มอีก 2,000 เมกะวัตต์ เป็น 9,000 เมกะวัตต์ คาดลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ได้ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ก.ย. นี้

    วันนี้ (6 ก.ค. 2559) นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าพบและหารือกับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ซึ่งในการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ได้นำผู้แทนระดับรัฐมนตรีจาก 13 กระทรวงสำคัญที่กำกับดูแลงานด้านการต่างประเทศ สังคม วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว แรงงาน ความมั่นคง การค้าและการลงทุน พลังงาน การศึกษา และการคมนาคมขนส่ง ร่วมคณะมาด้วย

    พลตรี วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการหารือในหลายประเด็น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของทั้งสองประเทศที่พร้อมต่อยอดความร่วมมือทุกสาขา ทั้งความสัมพันธ์ทวิภาคี ด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือด้านแรงงาน ซึ่งได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานฉบับใหม่ด้วย นอกจากนั้น ยังได้หารือถึงความร่วมมือในความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำโขง ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ซึ่งไทยและลาวถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในบริเวณพื้นที่ที่สองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยง (land link) ในภูมิภาค  รวมทั้งหารือถึงความสำคัญของ CLMVT ในฐานะ supply chain ของอาเซียน

    สำหรับด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีไทยชื่นชมนโยบาย “แบตเตอรี่แห่งเอเชีย” ของลาว ซึ่งจะช่วยในการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้ไทย และสนับสนุนความเชื่อมโยงด้านพลังงานกับลาว รวมถึงการลงทุนด้านพลังงานของภาครัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนไทยในลาว

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีของลาว ได้มีโอกาสหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ ถึงกรอบความร่วมมือด้านพลังงาน และทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบในข้อตกลงเบื้องต้นที่จะขยายกรอบความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างตกลงกันเพิ่มขึ้นอีก 2,000 เมกะวัตต์ เป็น 9,000 เมกะวัตต์ จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 7,000 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าทั้งสองประเทศจะสามารถลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างกันได้ ในการประชุมทวิภาคี ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 28 ที่ลาวจะเป็นเจ้าภาพการประชุมในระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2559 นี้

  • Date : 06 / 07 / 2016
    พลังงานไฟเขียวกฟผ.สร้างสายส่งภาคตะวันออก คู่ขนานตรวจสอบไอพีพีกัลฟ์5,000เมกะวัตต์
    พลังงาน ยืนยัน เดินหน้าตรวจสอบความโปร่งใสการประมูลโรงไฟฟ้าไอพีพี เครือกัลฟ์ ต่อไป ด้าน รมว.พลังงาน ระบุจะเร่งสรุปปัญหาโรงไฟฟ้ากัลฟ์โดยเร็ว สั่งกฟผ.ลงทุนสายส่งไฟฟ้าตามแผน  
     
    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการตรวจสอบภาครัฐอยู่ระหว่างการตรวจสอบความโปร่งใสในการประมูลดังกล่าว "ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มากนัก เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนของศาล และเกรงจะเสียรูปคดี แต่ยืนยันว่ากระทรวงพลังงานมีหน้าที่ต้องตรวจสอบความโปร่งใสในการประมูลโรงไฟฟ้าก๊าซฯ กว่า 5,000 เมกะวัตต์ ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2556 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย" 
     
    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวภายหลังหารือกับ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงปัญหาความล่าช้าในการตัดสินใจว่าจะให้เครือกัลฟ์ สร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ตามที่ชนะประมูลหรือไม่ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ขอให้ กฟผ.ลงทุนโครงการสร้างสายส่งตามแผน มูลค่าลงทุน 7,250 ล้านบาท แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีความชัดเจนกรณีโครงการรับซื้อไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ของกลุ่มบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดิเวลลอปเมนท์ กำลังการผลิตรวม 5,400 เมกะวัตต์ ก็ตาม 
             
    "กระทรวงพลังงานยืนยันจะเร่งสรุปกรณีการรับซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มบริษัท กัลฟ์ฯ แต่ระหว่างนี้ได้ขอให้ กฟผ.ลงทุนสายส่งตามแผน รวมทั้งให้ กฟผ.เร่งศึกษาโครงการคลังสถานีแปลงก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ" นายกรศิษฏ์ กล่าว
    <div rgba(0,="" 0,="" 0.701961);="" font-family:="" uictfonttextstylebody;="" font-size:="" 17px;="" -webkit-composition-fill-color:="" rgba(130,="" 98,="" 83,="" 0.0980392);="" box-sizing:="" border-box;"="">  

     

     

  • Date : 06 / 07 / 2016
    ENGLISH NEWS : Laos seeks wind power purchase agreement from Thailand

    Lao PDR is seeking for Thailand’s agreeing to buy wind power from Monsoon Wind Power Project, the first wind power development in Laos and ASEAN’s largest wind power farm with a total capacity of 600 megawatts.

    Laos also asks Thailand to extend the amount of electricity to be acquired under the  Memorandum of Understanding (MoU) signed recently by the two parties to up to 10,000 MV from 7,000 MW  at present.

    Mr. Viraphonh Viravong, Laos’ Deputy Minister of Energy and Mines, said at the “Global Wind Day 2016” forum hosted recently in Bangkok that Laos has been pursuing negotiations on power purchasing issue with the Thai Ministry of Energy in various occasions. The talks have been conducted at the meeting with Thai Energy Minister General Anantaporn Kanjanarat at the opening ceremony of Hongsa Power plant in Laos in late 2015, at a bilateral talks among the two countries at international conference and exhibition the Sustainable Energy &   Technology Asia 2016 (SETA 2016) in late March this year and at the most recent visit of the Thai counterpart to Xayaburi hydro power plant in Laos in May.

    Consequently, the two neighbors initially agreed to expand the amount of power purchase under the existing MoU by another 2,000-3,000 MW, from 7,000 MW currently. Mr. Viraphonh said he expects the discussion on the enlargement of the electricity buying amount to up to 10,000 MW will be sorted out and commonly agreed before the start of the coming ASEAN Summit, which Laos will host in this September, and that the two partners will be able to sign the MoU on the subject during the meeting.

    Besides, Mr Viraphonh also revealed that Laos has purposed to Thailand for another cooperation focusing on renewable energy. He asked Thailand to consider buying more electricity generated from other kinds of renewable energy from Laos, especially the wind power energy in which Laos can generate at a cost significantly lower than the cost of electricity generated by from Thailand’s own investment on a new power plant.  Mr Viraphonh said Thailand and Laos should have a separate MoU on renewable energy that indicate the areas of cooperation and an additional amount of power to be acquired.  

    “This collaboration will reflect the leading role of the two nations on the development of renewable energy industry in the region.  It will also prove to global community that Thailand and Laos proceed according to the agreement to reduce greenhouse gas announced at the United Nation Climate Conference in Paris, or COP21, late last year”, Mr. Viraphonh said.

    However, Thailand hasn’t yet agreed upon the proposed scheme, he said.

    Mr Viraphonh elaborated that the MoU for renewable energy cooperation would help to accelerate more kinds of renewable energy to be included in power purchasing plan between the two countries. He pointed out that this first wind power project in Laos is developed by the Thai company and added that Laos is pleased to give any advantage from carbon credit derived from the wind power project in Laos to Thailand, given Laos is already accredited great quantity of carbon credit from numerous of its hydropower projects.

    “Considering economic-wise, buying country generate 10 times benefit from electricity purchase. While seller country receives 10, the buyer country can multiply the benefit to 100. But we are good with this condition. What we are looking for at the moment is the mutual benefit of Thailand and Laos in longer term that we can together lift up renewable energy in our region to international standard. That’s why I have put everything on the table for discussion with the Thai government,” Mr. Viraphonh said.

    Mr. Viraphonh elaborated that the Ministry of Energy and Mines of Laos will have to explicate more details of the wind power project to Thailand, especially on technical concerns, to ensure about the consistency and security of the electricity supply, the stability of the production and, in particular, the cost of electricity that is proven lower than the gas-plant power. In addition, Laos doesn’t request for renewable energy subsidy from Thailand when purchasing the wind power from Laos.

    Mr. Nat Hutanuwatr, Chief Operating Officer, Impact Electron Siam Co., Ltd., or IES, said that the company has been granted exclusive right to develop the Monsoon Wind Power project that locates in Dak Cheung district of Sekong province and Sanxay district of Attapeu province in the southern part of Laos, around 150 kilometers from the Thai border at Ubon Ratchathani province and around 50 kilometers from the border of Danang, Vietnam.  The 600 MW wind farm is the first in Laos and the largest in ASEAN.

    Mr Nat said that the project, if it is materialized, will help reduce greenhouse gas emission by 60.7 million tonnes throughout the project maturity of 25 years. This is one of main reason why the Laos government lends a full support to the project, he said.

    The project is expected to cost approximately USD 1.5 billion, or around THB 54 billion. Of the total investment, around USD 1.2 billion will be allocated for wind power generation and the balance of USD 300 million will be set aside for electricity transmission system of 500 KV to connect to the buying countries. Laos gives a full authority to the wind power developer on selling decision so that the company can sell to anyone. However, the company give Thailand a priority as it is a hometown of the developer.

    The recent organized Global Wind Day 2016 is also a timely platform for IES that it announced an official cooperation on engineering, technical solution and construction with the world leading wind turbine technology supplier from Demark, Vestas. On financial front, IES received a joint letter of intent from the Asian Development Bank (ADB) and the World Bank Group’s International Finance Cooperation (IFC) to provide financial support to the project for USD 1.05 billion, or around 70% of the total project cost.

    The most distinguish advantage of the Monsoon Wind Power Project is that the project can sell electricity to Thailand at cost lower than those from gas plants all along the maturity of the project for 25 years. In addition, the Thai government doesn’t have to subsidise the cost in the form of Feed in Tariff rate of THB 6.06 per unit like it has done for wind power project in Thailand.

    The Monsoon Wind Power Project, more importantly, will strengthen Thailand’s power security especially during drought period in the year when hydropower plants in Laos generate lower electricity and electricity consumption in Thailand would reach its peak and production at higher-cost power plants is required at the peak load.  With wind power from Laos, Thailand can reduce reliance on high-cost gas plant during the peak load, Mr Nat comment.    

    “The project is waiting for Thai government to allow for further negotiation on the Power Purchasing Agreement. The project will take 3 years for construction and will be able to start supplying the power to the system right after that,” Mr. Nat said.

  • Date : 06 / 07 / 2016
    ราคาLPGตลาดโลกเดือนก.ค.ปรับลดลง60ส.ต.ต่อกก.รอลุ้นมติกบง. 7ก.ค.นี้

    LPG โลกเดือน ก.ค. ลดเกือบ 60 สต./กก. ด้าน กบง.เตรียมพิจารณาราคา 7 ก.ค.นี้ กระทรวงพลังงานระบุ ต.ค.นี้จับตาราคา LPG ผันผวน เหตุต่างประเทศเริ่มเก็บสต๊อกรองรับหน้าหนาว ด้านกรมธุรกิจพลังงานยืนยันเดือนก.ค.นี้ งดการนำเข้า LPG เป็นครั้งแรก

     
    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เตรียมประชุมพิจารณาราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) ประจำเดือน ก.ค. 2559 ว่าจะปรับลดราคาลงหรือ ไม่ เนื่องจากราคา LPG ตลาดโลกเดือนก.ค.นี้ มีราคาลดลงเหลือ 301 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน จากเดือนก่อนที่ราคา 344  เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือลดลงเกือบ 60 สตางค์ต่อกิโลกรัม
     
    โดยปัจจัยที่ทำให้ราคา LPG ตลาดโลกปรับลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ประกอบกับเหตุการณ์การออกจากการเป็นสมาชิกยุโรปของอังกฤษทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง และเศรษฐกิจโลกผันผวน จึงมีผลต่อราคา LPG ให้ปรับลดลงดังกล่าว
     
    "กบง.จะปรับลดราคา LPG เดือนก.ค.นี้ หรือไม่ขึ้นกับหลายปัจจัย โดยเฉพาะเรื่องกองทุนLPG เนื่องจากปัจจุบันกองทุน LPG ได้นำเงินไปชดเชยราคา LPG อยู่ 59 สตางค์ต่อกิโลกรัม ขณะที่ LPG โลกก็ลดลงเกือบ 60 สตางค์ต่อกิโลกรัม ดังนั้นหากไม่ปรับลดราคาจำหน่ายปลีกลง โดยคงราคาจำหน่ายเท่าเดิม 20.29 บาทต่อกิโลกรัม ก็จะส่งผลให้กองทุนฯ เสมอตัว คือไม่ต้องมีเงินไหลออกไปชดเชย LPG  แต่ถ้าปรับราคาจำหน่าย LPG ลงก็จะทำให้กองทุนฯ ต้องมีภาระการชดเชยต่อไป หรือจะปรับลดราคาลงบางส่วน ก็ขึ้นกับการตัดสินใจของ กบง.ในวันพรุ่งนี้"แหล่งข่าวกล่าว  
     
    อย่างไรก็ตามในเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ คงต้องจับตาดูราคา LPG ตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นช่วงที่ต่างประเทศจะเริ่มหันมาเก็บสต๊อก LPG เพื่อไว้ใช้ในฤดูหนาวเป็นประจำทุกปี และจะส่งผลให้ราคา LPG โลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงดังกล่าวได้ 
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ยืนยันว่าในเดือน ก.ค.นี้ ประเทศไทยจะไม่มีการนำเข้า LPG เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 เนื่องจากปริมาณ LPG ในประเทศมีเพียงพอรองรับความต้องการใช้ ส่วนเดือนส.ค.นี้ จะต้องพิจารณาอีกครั้งว่าจะต้องนำเข้าหรือไม่ โดยจะต้องรายงานสถานการณ์ต่อ กบง.ในวันพรุ่งนี้ต่อไป  

Date : 04 / 07 / 2016

  • Date : 04 / 07 / 2016
    สมคิดชู “ประชารัฐ” ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน

    "สมคิด" ชี้อนาคตไทยเติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องขับเคลื่อน 3 มิติควบคู่กัน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ระบุ นโยบายประชารัฐ จะช่วยผลักดันประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ด้านเอกชนชี้ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต้องให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในอนาคตได้ นอกจากนั้น ควรลดใช้พลังงานฟอสซิลและใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมชาวบ้านผลิตไฟฟ้าใช้เองเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานประชุมระดมความเห็น "ร่วมมือกันผลักดันสู่เป้าหมาย" เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในการจัดการปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและยุติความยากจน ว่า การจะพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ต้องมุ่งเน้นการเติบโตทั้ง 3 มิติ ควบคู่กัน คือ มิติของสังคม มิติทางเศรษฐกิจ และมิติสิ่งแวดล้อม โดยประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าการมุ่งเน้นเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวจะนำพาประเทศไปสู่หายนะ ก่อให้เกิดปัญหาการเหลื่อมล้ำทางสังคมและความยากจนของประชากร และเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (UN) ก็เห็นปัญหาดังกล่าวจากการมุ่งนโยบายเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ จึงได้หันมาเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนใน  3 มิติดังกล่าวเช่นกัน อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนการเติบโตแบบยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย  เนื่องจากในหลวงทรงเผยแพร่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และการมุ่งเน้นการดูแลเรื่องน้ำมายาวนาน ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ UN นำมาใช้ในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ การบรรลุการเติบโตแบบยั่งยืนใน  3  มิติดังกล่าวได้ สิ่งสำคัญต้องมาจาก  3 ภาคส่วนร่วมมือกัน คือ ภาครัฐ  ภาคเอกชน  และภาคประชาชน  ซึ่งขณะนี้แนวคิดนโยบาย "ประชารัฐ" ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่ทั้ง 3 ภาคส่วนดังกล่าวเข้ามาร่วมมือกันและกระจายการดำเนินการออกไปเป็นวงกว้าง ซึ่งเป็นการสร้างการเติบโตจากภายใน และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ทั้งนี้ มุ่งเน้นการสร้างคน เพราะนโยบายรัฐจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับคนเป็นสำคัญ หากสร้างบุคลากรคนรุ่นใหม่ให้เติบโตมาแบบมีคุณค่า คนเหล่านั้นก็จะตระหนักถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า ส่วนภาคเศรษฐกิจนั้น ไทยต้องหันไปมุ่งเน้นที่การสร้างนวัตกรรม โดยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับยุคดิจิตอล ขณะที่การลงทุนของภาครัฐก็พยายามมุ่งไปสู่ความโปร่งใส และการทำข้อตกลงคุณธรรม

    "หากรัฐ เอกชนและประชาชน ร่วมมือกันสร้างการเติบโตให้ประเทศอย่างยั่งยืน ไทยจะก้าวผ่านไปสู่ความเจริญได้ และผมฝากให้บริษัทยูนิลีเวอร์ที่เก่งด้านการตลาด ให้มาช่วยกันสร้างกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพด้วย ซึ่งจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ประเทศเติบโตยั่งยืนต่อไป" นายสมคิดกล่าว

    น.ส.สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า หลังการประกาศใช้ "เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ" และการรับรองข้อตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ (COP21) จากภาคีสมาชิก 193 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ทำให้ประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกลายเป็นความ  ท้าทายใหม่ของทุกภาคส่วนที่จะบรรลุเป้าหมายในปี 2573

    สำหรับแนวทางเพื่อความยั่งยืนที่ยูนิลีเวอร์พยายามผลักดันอยู่ในปัจจุบันคือ การแก้กฎระเบียบหรือกฎหมายด้านขยะบรรจุภัณฑ์ โดยอยากให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันดำเนินการกำหนดขนาดบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับขนาดสินค้า ซึ่งหากไทยสามารถดำเนินการตามได้ก็จะเกิดผลดีคือภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนสินค้าและการขนส่งลง ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าจะช่วยลดต้นทุนลงได้ถึง 20-30% อีกทั้งปริมาณขยะก็จะลดลง

    "ภาคธุรกิจควรมองการทำธุรกิจแบบยั่งยืน การเลือกทำกิจการที่ยั่งยืนต้องลองนำโจทย์สังคม มาเป็นโจทย์ของบริษัท และดำเนินการปรับปรุงให้เกิดความยั่งยืน  เช่น  การลดปริมาณขยะในสังคมและในองค์กร เป็นต้น" น.ส.สุพัตรากล่าว

    นายศุภชัย  เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำ กัด (มหาชน) กล่าวว่า การขับเคลื่อนความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนผ่านนวัตกรรม ซึ่งต่อไปจะก่อให้เกิดผลการประหยัดขึ้น  โดยที่ผ่านมา 10 ปี บริษัทฯ ลงทุนนวัตกรรมเครื่องจักรใหม่ 2,000 ล้านบาท  และก่อให้เกิดการประหยัดไปถึง 3,000 ล้านบาท  อย่างไรก็ตามในการสร้างความยั่งยืนให้ประเทศไทยนั้น ต้องให้ให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง ให้สามารถจัดตั้งบริษัทและมีส่วนในการเป็นเจ้าของ มีการจัดโซนนิ่งและพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเติบโตแบบยั่งยืนในภาคเกษตรกรรมได้

    น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด กล่าวว่า การพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนต้องดำเนินการ 3 ด้าน 1.ภาคธุรกิจต้องจริงใจที่จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรม 2. วิธีการดำเนินการจะต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมาอีก เช่น การทวงคืนผืนป่าโดยไม่ได้คำนึงว่าคนจนจะไม่มีที่อยู่และสุดท้ายก็มาบุกรุกป่าอีก  และ 3. การใช้พลังงานทดแทน ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และส่งเสริมให้เกิดการกระจายศูนย์ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ชาวบ้านสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมลงได้