ข่าวทั้งหมด

Date : 14 / 07 / 2016

  • Date : 14 / 07 / 2016
    วงเสวนาวพน.8 ไม่เอาบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ประชานิยมพลังงาน

    วงเสวนาหลักสูตร วพน.8 ถกประเด็นพลังงานและอนาคตของประเทศ มนูญ, ปิยสวัสดิ์,  เจน เห็นพ้องไม่เอาบรรษัทพลังงานแห่งชาติ  ประชานิยมพลังงาน ด้านพลเอกอนันตพร ขอทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้างอนาคตพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคงยั่งยืน

    เมื่อวันที่14 ก.ค.2559  การบรรยายและเสวนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน รุ่นที่8 (วพน.8) หัวข้อเรื่อง”ประเด็นพลังงานและอนาคตของประเทศ” มีการเชิญ ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการบริษัทปตท. จำกัด(มหาชน) ,นายมนูญ ศิริวรรณ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปพลังงาน  สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ(สปท.) นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) โดยมีนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานและผู้อำนวยการสำนักข่าวทีนิวส์ เป็นผู้ดำเนินรายการ  ได้รับความสนใจจากผู้เข้าอบรมหลักสูตร วพน.8 เป็นอย่างดี

    นายมนูญ ศิริวรรณ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปพลังงาน  สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ(สปท.) เปิดเผยว่า ประเด็นพลังงานที่ถกเถียงกันในสังคม ปัจจุบัน แบ่งเป็น5 ประเด็นหลัก คือ 1.เรื่องการปฏิรูปพลังงานควรเดินไปในทิศทางใด จะให้เป็นการควบคุมโดยรัฐ  หรือเป็นการเปิดเสรี  แบบที่นานาชาติดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน  2.เรื่องนโยบายการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศ  จะให้รัฐเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น  หรือจะ เน้นประสิทธิภาพการนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์  โดยมองว่า หากให้รัฐเข้ามาควบคุมทั้งหมดตั้งแต่การสำรวจ จนถึงการผลิต รัฐต้องใช้เงินลงทุนสูง และมีความเสี่ยงหลายด้าน ที่สำคัญรายได้ของรัฐที่เคยได้รับในรูปของค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียม ก็จะหายไปด้วย 

    3. นโยบายราคาพลังงาน  จะให้ราคาต่ำเพื่อผลประโยชน์ของผู้บริโภค  หรือจะกำหนดราคาที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการใช้ที่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งประเด็นนี้มีความอ่อนไหว และประชาชนให้ความสนใจมาก จึงถูกฝ่ายเอ็นจีโอหยิบยกมาสร้างกระแส โดยอยากให้ประชาชน เปิดรับฟังข้อมูลให้มาก ซึ่งในความเห็นส่วนตัวไม่ต้องการให้ราคาพลังงานถูกจนเกินไป เป็นประชานิยม  4.การบริหารจัดการด้านพลังงาน  จะให้มีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาบริหารงานแทนรัฐ  หรือจะคงรูปแบบปัจจุบันแต่ปรับปรุงประสิทธิภาพ  มองว่า การตั้งบรรษัทพลังงานขึ้นมาใหม่นั้นมีข้อเสียมากกว่าข้อดี  โดยรูปแบบปัจจุบันที่มีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล และมีปตท. ปตท.สผ. เป็นโอเปอเรเตอร์ นั้น เป็นรูปแบบที่ดีอยู่แล้ว   และ5.เรื่อง การสื่อสารและการให้ข้อมูลพลังงานแก่ประชาชน   ว่าจะต้องเปิดเผยข้อมูล  มีความโปร่งใส สามารถตอบข้อสงสัยได้ทุกเรื่อง หรือว่ามีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นระบบอยู่แล้ว  นั้นเป็นเรื่องเดียวที่เห็นสอดคล้องกับกลุ่มเอ็นจีโอ ว่ารัฐจะต้องเปิดเผยข้อมูลให้มากขึ้น และทำให้โปร่งใสมากขึ้น

    ด้าน ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการบริษัทปตท. จำกัด(มหาชน)  กล่าวแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่รัฐผูกขาด 100 %ขึ้นมาใหม่  และใช้นโยบายประชานิยมพลังงาน  ซึ่งมีบทเรียนความล้มเหลวจากเวเนซุเอลา ให้เห็นเป็นกรณีตัวอย่างอยู่แล้ว   นอกจากนี้ยังย้ำถึงการตัดสินของศาลปกครองสูงสุด เกี่ยวกับต่อกรณีการส่งคืนท่อก๊าซ ของปตท.ว่าดำเนินการครบถ้วนตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดแล้ว  แต่กลุ่มเอ็นจีโอก็ไม่ เคารพการตัดสินของศาล
    นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า พลังงานถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรม  หากประเทศมีต้นทุนทางพลังงานที่สูงขึ้น ภาคอุตสาหกรรมก็จะแข่งขันกับคู่แข่ง ได้ลำบาก  ในขณะที่หากทำให้ต้นทุนพลังงานถูกเกินไปเพราะมีการอุดหนุน ก็จะไม่เกิดความยั่งยืน ดังนั้นรัฐจึงต้องมีนโยบายชัดเจน ที่จะสร้างความมั่นคงพลังงานให้เกิดขึ้น  
    ในช่วงท้ายของการเสวนา พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการบรรยายและเสวนาในครั้งนี้ด้วย ได้กล่าวสรุปว่า กระทรวงพลังงาน มีแผนด้านพลังงานในระยะยาว ที่จะช่วยให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้านพลังงาน  จึงอยากขอให้ทุกฝ่ายร่วมหันหน้าเข้าหากัน เพื่อสร้างอนาคตด้านพลังงานไปพร้อมกัน

    สำหรับผู้เข้าร่วมการอบรมหลักสูตร วพน.รุ่น8 นั้นผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เริ่มอบรมมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพ.ค.2558 และจะสิ้นสุดการอบรมในวันที่ 29 ก.ย.2559 โดย มีทั้งหมด 98คน  ซึ่งต่างเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงราชการ ,ธุรกิจ ,สังคม,การเมือง  และสื่อสารมวลชน   อาทิ  พลเอกธนา  วิทยวิโรจน์  เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ,นายเกษมสันต์ จิณณวาโส  ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ,นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.),นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์  ประธานกรรมการบริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด(ตลาดไท) ,คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช  นายกสมาคมสร้างสรรค์ไทย ,นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานและผู้อำนวยการสำนักข่าวทีนิวส์, นายวีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี  เป็นต้น

     

  • Date : 14 / 07 / 2016
    ก.พลังงานเผยความคืบหน้าแผนยานยนต์ไฟฟ้า

    กระทรวงพลังงาน เผยความคืบหน้าแผนขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยเน้นบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงเป้าหมาย1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า  ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2558  ว่า กระทรวงพลังงาน ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานและจัดทำแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าเพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย โดยมีหน่วยงานภาครัฐและตัวแทนภาคเอกชนเป็นคณะทำงาน  เพื่อกำหนดแนวทางการจดทะเบียนผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า และการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าชั่วคราวเป็นเวลา 2 ปี โดยเน้นให้ราคาการอัดประจุไฟฟ้ากลางวันสูงกว่าการอัดประจุไฟฟ้าในช่วงเวลากลางคืน  รวมทั้ง โครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับภาครัฐและเอกชนซึ่งคาดว่าจะพิจารณาหลักเกณฑ์การสนับสนุนและประกาศให้ทราบได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้

      ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนแผนงานให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ภาครัฐได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะที่ผลิตในประเทศ, กระทรวงคมนาคม ได้เห็นชอบให้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีการนำร่องเช่ารถโดยสารไฟฟ้าแบบนำเข้ามาประกอบในประเทศจำนวน 20 คัน โดยดำเนินการควบคู่กับการจัดหารถโดยสารไฟฟ้า 200 คัน, กรมการขนส่งทางบก กำลังเร่งดำเนินการเสนอร่างประกาศ เรื่อง กำหนดกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ขับเคลื่อนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และแนวทางการใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างปลอดภัย, กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดการประชุมและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

    สำหรับแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย  กำหนดเป้าหมาย 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579  โดยได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ โดยช่วงนี้อยู่ในการทำงานระยะที่ 1 ระหว่างปี 2559 – 2560 เป็นขั้นของการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายการขออนุญาตและการสนับสนุนการวิจัยเรื่องแบตเตอรี่ โดยเน้นนำร่องกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ (ขสมก.) 200 คัน และรถเฉพาะจุด เช่น รถรับ-ส่ง พนักงานของ ปตท., รถรับ-ส่ง สุวรรณภูมิ-พัทยา รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านสถานี Charging Station และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

     ระยะที่ 2 ปี 2561 – 2563 เป็นการดำเนินการเชิงวิจัยอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งเรื่องสมรรถนะแบตเตอรี่ มอเตอร์ รวมทั้งเพิ่มจำนวนรถและจุด Charging Station ให้เพียงพอ, ระยะที่ 3 ปี 2564 - 2578 เป็นช่วงขยายผลการศึกษาให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ และระยะสุดท้ายระยะที่ 4 ปี 2579 เป็นต้นไป คาดหวังว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่รถน้ำมันได้อย่างเต็มที่

     

     

     

  • Date : 14 / 07 / 2016
    กฟน. เปิดนำร่องโซลาร์รูฟท็อปเสรี กค.-สค. นี้

    กฟน.เตรียมเปิดรับผู้ร่วมโครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรี ปลาย ก.ค.-ส.ค. 59 นี้ พร้อมเก็บข้อมูลคำนวนราคารับซื้อในอนาคต ส่วนโซล่าร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์เฟส 2 คาดเริ่มเปิดโครงการได้ในปี 2560

    นายธีระวัฒน์ เทพอำนวยสุข ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยในงานสัมมนาผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ในหัวข้อ "โซล่าร์เซลล์ ทางเลือกแห่งอนาคต" ว่า กฟน. เตรียมเปิดรับผู้ร่วมโครงการนำร่องการส่งเสริมการติดตั้งผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซล่าร์รูฟท็อป) แบบเสรี ในช่วงปลายเดือน ก.ค.-ส.ค. 2559 นี้ โดยในส่วนของ กฟน. กำหนดเปิดรับผู้ร่วมโครงการรวมปริมาณไฟฟ้าไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกลุ่มบ้านเรือน 10      เมกะวัตต์และกลุ่มอาคารอีก 40 เมกะวัตต์ ส่วนอีก 50 เมกะวัตต์ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จะเป็นผู้เปิดรับในสัดส่วนที่เท่ากัน โดยโครงการนำร่องดังกล่าวจะไม่อนุญาตให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้า แต่ให้ผลิตเพื่อใช้เองในบ้านและอาคารเท่านั้น

    ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซล่าร์ฟาร์ม) ส่วนราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 นั้น คาดว่าจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวได้ในปี 2560 เนื่องจากต้องรอให้เฟสแรกเข้าระบบตามกำหนดภายในสิ้นปี 2559 นี้ให้เสร็จก่อน ซึ่งขณะนี้ กฟน. อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์เพื่อรองรับโครงการฯ ในเฟส 2 ดังกล่าว

    ทั้งนี้ โครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการสหกรณ์นั้น กำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าทั้งสิ้น 800 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นจากภาคราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์อีก 400 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม ในเฟสแรกที่เปิดจับสลากผู้ร่วมโครงการเมื่อเดือน เม.ย. 2559 ที่ผ่านมาตั้งเป้ารับซื้อ 600 เมกะวัตต์ คือจากภาคราชการ 300 เมกะวัตต์และสหกรณ์ฯ 300 เมกะวัตต์ แต่ไม่มีกลุ่มราชการเข้าร่วมเพราะติดปัญหาด้านคุณสมบัติ จึงมีผู้ผ่านการคัดเลือกเพียง 6 โครงการในส่วนของสหกรณ์เท่านั้น รวมกำลังการผลิต 21.65 เมกะวัตต์ ดังนั้น ในเฟส 2 จะเปิดรับส่วนที่เหลือ คือภาคราชการทั้งหมด 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ฯที่เหลืออีกประมาณกว่า 100 เมกะวัตต์

    น.ส.ศิริรัตน์ งามเสน่ห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองบริหารนโยบายเศรษฐกิจพลังงาน กฟน. กล่าวว่า โครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรีนั้น เป็นโครงการที่ทดสอบการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ตามอาคารบ้านเรือนเพื่อใช้เองในช่วงเวลากลางวันเป็นหลัก หากมีไฟฟ้าเหลือจากผลิตและไหลเข้าระบบของการไฟฟ้า ก็จะไม่มีการคิดเงินให้ผู้ผลิตแต่อย่างใด แต่การไฟฟ้าจะเก็บเป็นข้อมูล เพื่อนำมาพิจารณาอัตรารับซื้อไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งปัจจุบันภาครัฐยังไม่ได้กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้า โดยในเดือน มิ.ย. 2560 คาดว่าจะสามารถระบุราคาที่เหมาะสมต่อการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเสรีได้

Date : 13 / 07 / 2016

  • Date : 13 / 07 / 2016
    ปตท. เข้มนโยบายเลือกลงทุนสู้ภาวะราคาน้ำมันตกต่ำ

    ปตท. ยืนยัน ยังดำเนินการตามแผนลงทุนในภาวะน้ำมันราคาถูก แม้ปรับลดงบลงทุนปี 2559 เหลือ 4.33 หมื่นล้านบาท แจงเน้นนโยบายเข้มงวดในการเลือกลงทุนอย่างเหมาะสม ยอมรับบางโครงการอาจล่าช้าไปบ้าง ขณะที่หลายโครงการยังดำเนินการต่อตามแผน ย้ำงบลงทุน 5 ปียังใกล้เคียงแผนเดิม เผยกำลังศึกษาการแยกธุรกิจค้าปลีกออกไป

    นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ยืนยันไม่ได้ชะลอการลงทุนแต่อย่างใด  เพียงแต่เน้นนโยบายเข้มงวดการเลือกลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวลง โดยบางโครงการจะล่าช้ากว่าแผนเดิมไปบ้าง แต่ในส่วนของแผนการลงทุน 5 ปี (2559-2563) ยังใกล้เคียงกับแผนเดิมอยู่

    ทั้งนี้ เมื่อกลางเดือนมิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา  ปตท. ได้แจ้งลดงบประมาณลงทุนของปี 2559 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยลดงบประมาณลงทุนเหลือ 4.33 หมื่นล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ 5.08 หมื่นล้านบาท ส่วนงบลงทุน 5 ปี ยังคงไว้ที่ 2.97 แสนล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของ  ปตท. มากนัก เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจของ ปตท. มีทั้ง ต้นน้ำ  กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งช่วยรองรับความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี และราคาน้ำมันที่ลดลงนั้น ในอีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นการเปิดโอกาสการลงทุน แต่ต้องพิจารณาเลือกการลงทุนที่เหมาะสมด้วยความเข้มงวด

    "ปตท.ไม่ได้ชะลอการลงทุน แต่เข้มงวดการเลือกลงทุนมากขึ้น โดยโครงการที่ต้องทำก็ดำเนินต่อไป ส่วนโครงการที่มองว่าเป็นโอกาสที่จะทำได้นั้น อาจต้องพิจารณาใหม่แบบเข้มงวดขึ้น แต่สำหรับโครงการก่อสร้างท่อก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 นั้นก็ยังเดินตามแผนงานปกติ" นายวิรัตน์ กล่าว

    นอกจากนี้ นายวิรัตน์ ยังเปิดเผยว่า  ปตท. อยู่ระหว่างการศึกษาการแยกธุรกิจค้าปลีกออกจาก ปตท. ซึ่งดำเนินการศึกษามาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ทั้งนี้ จะเน้นแนวทางการดำเนินการที่มีศักยภาพ 

  • Date : 13 / 07 / 2016
    อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ แจงประเด็นมาตรา52ทวิ ในพ.ร.บ.ปิโตรเลียม

    อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ แจง ประเด็น มาตรา52 ทวิ ในพ.ร.บ.ปิโตรเลียม  ใช้ได้เฉพาะพื้นที่สงวนไว้สำหรับการสำรวจ ไม่เกี่ยวกับพื้นที่ผลิตที่บริษัทผู้รับสัมปทานดำเนินการอยู่  ยืนยันรัฐไม่สามารถเข้าไปดำเนินการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ผลิตแทนเอกชนก่อนหมดอายุสัมปทานได้

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงประเด็นข้อกฏหมายปิโตรเลียม ในมาตรา52 ทวิ ที่อาจจะมีการสื่อความให้คนเข้าใจผิดว่า รัฐสามารถขอให้เอกชนผู้รับสัมปทานเร่งรัดดำเนินการผลิตปิโตรเลียม  หรือใช้สิทธิเข้าไปดำเนินการแทนเอกชน โดยเป็นผู้รับความเสี่ยงแต่เพียงฝ่ายเดียว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารอยต่อช่วงสัมปทานหมดอายุ และทำให้การผลิตปิโตรเลียมหยุดชะงัก   ว่า  อำนาจของรัฐตามมาตรา52 ทวิ นั้น ดำเนินการได้เฉพาะพื้นที่ที่ผู้รับสัมปทานสงวนเอาไว้สำหรับการสำรวจปิโตรเลียม เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับพื้นที่ผลิตปิโตรเลียม ที่มีการดำเนินการอยู่  ซึ่งในกรณีของแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุ ทั้งในส่วนของเอราวัณ และบงกช  ที่ผู้รับสัมปทานดำเนินการผลิตอยู่นั้น  รัฐไม่สามารถที่จะใช้อำนาจตามมาตรา52 ทวิ ไปดำเนินการได้

    “ กฏหมายปิโตรเลียม ในมาตรา52 ทวิ ระบุเอาไว้ชัดว่า ให้รัฐมีอำนาจดำเนินการเฉพาะพื้นที่สงวน ที่ผู้รับสัมปทานกันพื้นที่เอาไว้เฉพาะการสำรวจ ตามมาตร45  ไม่เกี่ยวกับพื้นที่ที่มีการผลิตปิโตรเลียมอยู่ในปัจจุบัน   การบอกว่า รัฐมองข้ามการบังคับใช้มาตรา52ทวิ  ไม่เร่งรัดให้เอกชนผลิตปิโตรเลียม เพื่อแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียม จึงเป็นการสื่อความที่ทำให้เกิดความสับสน และไม่รู้หลักปฏิบัติของข้อกฏหมาย “  นายวีระศักดิ์ กล่าว

    สำหรับเนื้อหาในพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ในมาตรา52 ทวิ ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม(ฉบับที่4) พ.ศ.2532  มีข้อความดังนี้

    “มาตรา ๕๒ ทวิ  ในกรณีที่รัฐมีความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจขอให้ผู้รับสัมปทานเร่งรัดการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ที่ผู้รับสัมปทานได้สงวนไว้ตามมาตรา ๔๕ ก็ได้ โดยเสนอแผนการผลิตในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่กำหนดขึ้นเป็นการเฉพาะตามโครงสร้างของแหล่งปิโตรเลียม

    ถ้าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ที่มีสภาพทางธรณีวิทยาไม่เอื้ออำนวย รัฐบาลจะเสนอให้มีการลดหย่อนค่าภาคหลวงตามมาตรา ๙๙ ทวิ และ/หรือ เสนอเพิ่มค่าคงที่แสดงสภาพทางธรณีวิทยาของแปลงสำรวจตามมาตรา ๑๐๐ ฉ (ข) สำหรับพื้นที่นั้นหรือไม่ก็ได้

    ถ้าผู้รับสัมปทานไม่สามารถเจรจาทำความตกลงกับรัฐบาลได้ภายในสิบสองเดือนนับแต่วันที่ผู้รับสัมปทานได้รับข้อเสนอจากรัฐบาลตามวรรคหนึ่ง และรัฐบาลเห็นว่าการเร่งรัดการผลิตปิโตรเลียมดังกล่าวเป็นความจำเป็นแก่เศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลมีสิทธิแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้รับสัมปทานทราบว่า รัฐบาลจะเข้าใช้สิทธิประกอบกิจการปิโตรเลียมในพื้นที่นั้นด้วยความเสี่ยงภัยแต่ฝ่ายเดียว

    เมื่อรัฐบาลได้แจ้งให้ผู้รับสัมปทานทราบถึงการเข้าใช้สิทธิดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าสิทธิตามสัมปทานของผู้รับสัมปทานเฉพาะในพื้นที่ที่ได้กำหนดขึ้นตามวรรคหนึ่งสิ้นสุดลง และรัฐบาลมีอำนาจมอบหมายให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจหรือผู้หนึ่งผู้ใดเข้าประกอบกิจการปิโตรเลียมในพื้นที่ดังกล่าวได้

    หากในการประกอบกิจการปิโตรเลียมในพื้นที่ดังกล่าวมีผลกำไรปิโตรเลียมประจำปีตามมาตรา ๑๐๐ จัตวา ของหมวด ๗ ทวิ เกิดขึ้นให้รัฐบาลนำผลกำไรปิโตรเลียมประจำปีดังกล่าวชำระคืนเงินลงทุนอันเป็นรายจ่ายที่ผู้รับสัมปทานได้ใช้จ่ายในพื้นที่ดังกล่าว ให้แก่ผู้รับสัมปทานจนกว่าจะครบจำนวน และในการคำนวณผลกำไรขาดทุนสำหรับการประกอบกิจการปิโตรเลียมของรัฐตามมาตรานี้ ให้คำนวณดังเช่นการคำนวณสำหรับการประกอบกิจการปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทานอื่น แต่มิให้มีค่าลดหย่อนพิเศษตามมาตรา ๑๐๐ ตรี (๔) เพื่อนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่าย

    ในระหว่างการประกอบกิจการปิโตรเลียมของรัฐบาลตามมาตรานี้ ผู้รับสัมปทานมีสิทธิขอเข้าร่วมทุนกับรัฐบาลได้ โดยใช้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามข้อกำหนดว่าด้วยการประกอบกิจการปิโตรเลียมโดยการเสี่ยงภัยลงทุนแต่ฝ่ายเดียว ของสัญญาร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยที่ให้ผลดีที่สุดแก่ผู้รับสัมปทาน แต่การขอใช้สิทธิเช่นนั้นจะต้องแจ้งให้รัฐบาลทราบอย่างช้าภายในสามปีนับแต่วันที่รัฐบาลได้เข้าใช้สิทธิประกอบกิจการปิโตรเลียมตามมาตรานี้

    ถ้ารัฐบาลไม่เริ่มต้นประกอบกิจการปิโตรเลียมอย่างจริงจังในพื้นที่ที่กำหนดขึ้นตามวรรคหนึ่งภายในระยะเวลาสองปี นับแต่วันที่สิทธิตามสัมปทานของผู้รับสัมปทานนั้นสิ้นสุดลงตามวรรคสี่ ผู้รับสัมปทานมีสิทธิร้องขอให้รัฐบาลคืนสิทธิในพื้นที่ดังกล่าวให้แก่ตนโดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อรัฐมนตรีภายในระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ครบกำหนดสองปีดังกล่าว และในกรณีที่มีการคืนสิทธิในพื้นที่ ให้ขยายอายุสัมปทานของผู้รับสัมปทานเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับพื้นที่นั้นออกไปเท่ากับระยะเวลาที่รัฐบาลได้เข้าใช้สิทธิตามมาตรานี้ และรัฐบาลมีสิทธิได้รับคืนเงินที่ได้ลงทุนไปในพื้นที่ดังกล่าวเป็นจำนวนเท่าที่การลงทุนนั้นได้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับสัมปทาน”

     

     

Date : 11 / 07 / 2016

  • Date : 11 / 07 / 2016
    IRPCทบทวนแผนลงทุนโรงกลั่นน้ำมันเวียดนามใหม่
    IRPC เร่งศึกษาโครงการก่อสร้างโรงกลั่นที่เวียดนาม พร้อมทบทวนแผนใหม่ เน้นผลิตวัตถุดิบป้อนปิโตรเคมีเป็นหลักแทนผลิตน้ำมันเบนซิน ชี้ต้องลดขนาดกำลังผลิตเหลือ 2-3 แสนบาร์เรลต่อวัน และลดเงินลงทุนเหลือ 4 แสนล้านบาท คาดผลศึกษาเสร็จสิ้นปี 2559  
     
    นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) หรือ  IRPC  เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้มอบหมายให้ IRPC ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการก่อสร้างโรงกลั่นและปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ IRPC คาดว่าจะศึกษาเสร็จภายในสิ้นปี 2559 
     
    อย่างไรก็ตามเบื้องต้นจะมีการทบทวนแผนการลงทุนโรงกลั่นที่เวียดนามใหม่ จากเดิมที่เคยมีการศึกษาไว้ก่อนแล้ว โดยอาจต้องลดทั้งขนาดโรงกลั่นและเงินลงทุนลง เนื่องจากพบว่า แนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันในอนาคตโดยเฉพาะน้ำมันเบนซินจะลดลง เพราะจะมีรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาใช้มากขึ้น และมีเทคโนโลยีอื่นๆที่ประหยัดการใช้น้ำมันลง ฉะนั้นโรงกลั่นที่เน้นการผลิตน้ำมันเบนซินจะเกิดความเสี่ยงได้  
     
    ดังนั้นโรงกลั่นที่เวียดนามจะต้องเปลี่ยนจากการกลั่นน้ำมันเบนซิน โดยหันไปมุ่งเน้นการกลั่นวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมีโดยเฉพาะแทน ทั้งนี้คาดว่าจะต้องลดกำลังการผลิตน้ำมันลงเหลือ 2-3 แสนบาร์เรลต่อวัน จากเดิมศึกษาไว้ 4 แสนบาร์เรลต่อวัน และทำให้เงินลงทุนลดลงเหลือ 4 แสนล้านบาท จากเดิม​ 7 แสนล้านบาท 
     
    "หากการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯ ให้ผลตอบแทนที่ดี ก็จะต้องหาผู้ร่วมทุนรายใหม่แทนบริษัท ซาอุดิอารัมโก ที่ถอนตัวออกไปแล้ว ทั้งนี้หากตัดสินใจจะลงทุนจริงก็ต้องใช้เวลาก่อสร้าง 6-7 ปี โดยแบ่งเป็นการออกแบบก่อสร้าง 1 ปี ประมูลผู้รับเหมาก่อสร้างอีก 1 ปี และใช้เวลาสร้างอีก 4 ปี แต่สิ้นปี 2559 นี้จะรู้ผลการศึกษาความเป็นไปได้ว่าจะก่อสร้างหรือไม่" นายสุกฤตย์ กล่าว
     
    สำหรับโครงการลงทุนก่อสร้างโรงกลั่นและปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่เวียดนามนั้น แต่เดิม บริษัท ปตท. มีแผนลงทุน 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ แบ่งเป็นสร้างโรงกลั่นน้ำมันขนาด 4 แสนบาร์เรลต่อวัน ผลพลอยได้จากโรงกลั่นนำมาต่อยอดธุรกิจปิโตรเคมีขนาด 5 ล้านตันต่อปี ที่บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษ Nhon Hoi จ. บินห์ดินห์ โดยกลุ่มปตท.ถึอหุ้น 40% เท่ากับซาอุดิอารัมโก ส่วนเวียดนามถือหุ้น 20% อย่างไรก็ตามเมื่อเดือน มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา ปตท.ได้สั่งทบทวนแผนลงทุนดังกล่าวใหม่ เนื่องจากราคาน้ำมันโลกตกต่ำและมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเวียดนามใหม่ ปตท.จึงต้องปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป 
     
     
     

     

Date : 10 / 07 / 2016

  • Date : 10 / 07 / 2016
    สนพ.ลงพื้นที่ยะลา ติดตามโครงการติดตั้งโคมไฟถนนLEDพลังแสงอาทิตย์ของศอ.บต.

    สนพ.ลงพื้นที่สุ่มตรวจโครงการติดตั้งโคมไฟถนนLEDด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความมั่นคงในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ ที่ได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พบปัญหาการขโมยระบบแบตเตอรี่  ด้านผู้แทน ศอ.บต.ยืนยันเป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ชุมชน ลดปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่

    เมื่อเร็วๆนี้ นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และคณะลงพื้นที่จังหวัดยะลา เพื่อติดตามการดำเนินโครงการติดตั้งโคมไฟถนนLEDด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความมั่นคงในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ ที่ทางศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)ได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  โดยมีนายพิทยา รัตนพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ศอ.บต. นำเยี่ยมชมโครงการ

    โดยเหตุผลและความจำเป็นที่ ศอ.บต.นำเสนอโครงการดังกล่าวเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เนื่องจากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่ ผู้ก่อความไม่สงบมักเลือกใช้พื้นที่บนท้องถนนหรือสองข้างถนนเพื่อเตรียมการก่อเหตุความรุนแรง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดไฟส่องสว่าง ลดพื้นที่จุดเสี่ยงลงให้ได้มากที่สุด  ให้ประชาชนมีความมั่นใจที่จะสัญจรไปมาระหว่างพื้นที่สำหรับการไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและการขนส่งลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรในช่วงเวลากลางคืน

    ศอ.บต.ได้เสนอโครงการติดตั้งโคมไฟถนนLEDด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มแสงสว่างบนถนนสายหลักและถนนสายรองระหว่างพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้และ4อำเภอของจังหวัดสงขลา( นาทวี,จะนะ,สะบ้าย้อย,เทพา) ที่จะช่วยลดและป้องกันเหตุสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน รวมทั้งช่วยลดการใช้พลังงาน  จำนวน5โครงการ ประกอบด้วย1.โครงการจัดซื้อพร้อมติดตั้งชุดโคมส่องสว่างถนนแบบโซลาร์เซลล์ตามถนนในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชน จำนวน2,000ชุดวงเงิน126 ล้านบาท 2.โครงการสนับสนุนการติดตั้งโคมไฟฟ้าส่องสว่างระบบโซลาร์เซลล์ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน4,000ชุด วงเงิน212ล้านบาท  3.โครงการติดตั้งโคมไฟถนนLEDด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน1,500ชุด วงเงิน94.5 ล้านบาท  4.โครงการติดตั้งเสาไฟพร้อมโคมส่องสว่างโซลาร์เซลล์ในศาสนสถานและสถานที่ฝังศพ เผาศพ(กุโบร์/สุสานจีน/ฌาปนสถาน) ในพื้นที่หมู่บ้านเร่งรัดการพัฒนาและหมู่บ้านเสริมสร้างการพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้  จำนวน3,484 ชุด วงเงิน219.5 ล้านบาท และ5.โครงการติดตั้งโคมไฟส่องสว่างด้วยพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมหลอดประหยัดพลังงานชนิดLED เพื่อความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน4,500 ชุด วงเงิน 270 ล้านบาท   รวมทั้ง5โครงการจำนวน15,484 ชุด(ชุดละไม่เกิน63,000บาท) วงเงินสนับสนุนรวมประมาณ922 ล้านบาท    ระยะเวลาดำเนินการ12 เดือนนับตั้งแต่ลงนามในหนังสือยืนยัน

    จากการลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน ในถนนหมู่บ้านสีคง  หมู่ที่7 ต.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลาที่มีการติดตั้งชุดโคมส่องสว่างถนนแบบโซลาร์เซลล์ จำนวน10ชุด นั้นยังพบว่ามีปัญหาระบบแบตเตอรี่กักเก็บไฟฟ้าที่ติดบนเสาไฟนั้นถูกขโมยในบางจุด ทำให้ช่วงเวลากลางคืนไม่มีแสงไฟส่องสว่างในจุดดังกล่าว จึงขอความร่วมมือผู้นำในชุมชน ช่วยกันจัดเวรยามเพื่อเฝ้าระวังทรัพย์สิน ที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนในชุมชนโดยรวม

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า ระบบแบตเตอรี่ ถือเป็นหัวใจสำคัญของชุดอุปกรณ์โคมไฟส่องสว่างถนนแบบโซลาร์เซลล์ ที่สามารถกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน ไว้ใช้กับหลอดไฟฟ้าเพื่อให้ความสว่างในเวลากลางคืน ได้ยาวนาน2วัน  ซึ่งที่ผ่านมา เคยมีการติดตั้งโดยฝังไว้ใต้ดิน ก็พบปัญหาถูกขโมย  คราวนี้มีการออกแบบที่จะติดตั้งบนเสาไฟฟ้าสูงเกือบ 9เมตร ก็ยังมีปัญหาถูกขโมยไปได้อีก จึงอยากขอความร่วมมือชุมชนให้ช่วยกันจัดเวรยามเพื่อเฝ้าระวัง  และถ้าพบปัญหาก็ช่วยแจ้งประสานกับทาง ศอ.บต. ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ

    ในส่วนของการทำงานร่วมกันเพื่อติดตามงานในภาพรวมนั้น อยากให้ทาง ศอ.บต.มีการบูรณาการการทำงานโดยตั้งผู้แทนของกระทรวงพลังงาน คือพลังงานจังหวัด เข้าไปร่วมอยู่ในคณะทำงานของ ศอ.บต.ด้วย เพื่อร่วมรับทราบปัญหา และช่วยประสานหาแนวทางแก้ไข  รวมทั้งให้โครงการของ ศอ.บต.ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีการดำเนินการเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับวัตถุประสงค์ของกองทุนให้มากขึ้น

    ด้านนายพิทยา รัตนพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ศอ.บต.กล่าวว่า โครงการติดตั้งโคมไฟ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความมั่นคงในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ ที่ได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในการลดสถิติการก่อเหตุความไม่สงบ และช่วยให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายไฟฟ้า ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากของแต่ละชุมชน  เนื่องจากเมื่อมีแสงสว่างในพื้นที่จุดเสี่ยงเพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นในเรื่องของ ความปลอดภัยก็มีมากขึ้น ประชาชนในชุมชนก็กล้าที่จะสัญจรไปทำธุระที่จำเป็นในช่วงเวลากลางคืน  จากเดิมที่ไม่ค่อย มีใครกล้าจะเดินทางในเวลากลางคืน    ส่วนปัญหาของระบบแบตเตอรี่ที่พบว่าถูกขโมยไปนั้น ก็กำลังมีการตรวจสอบ ว่าหายไปได้อย่างไร  โดยศอ.บต.ขอความร่วมมือกับคนในชุมชนที่จะช่วยกันเฝ้าระวัง และโทรเข้ามาแจ้งเหตุที่ฮอทไลน์  หมายเลข1880 ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอด24 ชั่วโมง