ข่าวทั้งหมด

Date : 20 / 07 / 2016

  • Date : 20 / 07 / 2016
    บรรยง ฟันธง อธิปไตยพลังงาน เป็นวาทกรรมประดิษฐ์ หวังปลุกระดม

    บรรยง โพสต์เฟซบุก  ฟันธง อธิปไตยพลังงาน ไร้ความหมาย แค่วาทกรรมประดิษฐ์ ชักจูงมวลชนหนุนตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เรียกร้องกลุ่มค้าน หยิบยกข้อดีข้อเสีย ประสบการณ์ต่างประเทศ มาถกกันด้วยเหตุผล แทนการใช้วาทกรรมปลุกระดม  ด้านคปพ.เตรียมจัดงานคอนเสิร์ตบวกเสวนา ที่ธรรมศาสตร์ 23ก.ค.นี้

    เมื่อวันที่19 กรกฎาคม 2559 นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร และสมาชิกกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน(ERS) ได้โพสต์เฟซบุกส่วนตัว เรื่อง"อธิปไตยพลังงาน" ....วาทกรรมไร้ความหมาย โดยระบุว่า คำว่า"อธิปไตยพลังงาน" เป็นคำที่ไร้ความหมาย ไร้สาระ  เป็น"วาทกรรมประดิษฐ์"ที่มีผู้คิดสร้างขึ้น เพื่อชักจูงให้คนสนับสนุนการจัดตั้ง"บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" โดยแนวคิดนี้กำลังเสื่อมความนิยมลงทั่วโลก เพราะเป็นวิธีการที่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีประสิทธิภาพ ล่อแหลมต่อการทุจริต และทำให้รัฐสุ่มเสี่ยงเกินไปโดยที่ไม่จำเป็น

    “ เมื่อถกเถียงกันโดยเหตุผลแล้วไม่สำเร็จ คนกลุ่มนี้ก็เลยไปใช้วิธีปลุกกระแสชาตินิยม กระแสรักชาติ รวมทั้งใช้กลยุทธประชานิยม(ทำให้คนเชื่อว่าจะได้ใช้น้ำมันราคาถูก)มาจูงใจสังคม แล้วก็เลยคิดประดิษฐ์คำเท่ๆอย่าง"อธิปไตยพลังงาน"ขึ้นมาเพื่อใช้นำปลุกระดมผู้คน”  บทความของนายบรรยง ระบุถึงแรงจูงใจที่ทำให้มีผู้สร้างวาทกรรม อธิปไตยพลังงานขึ้น พร้อมเขียนอธิบายต่อด้วยว่า

    พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน  แปลความหมายคำว่า"อธิปไตย"ไว้ว่าหมายถึง "อำนาจสูงสุดของรัฐที่จะใช้บังคับบัญชาภายในอาณาเขตของตน" หรือในภาษาอังกฤษจะตรงกับคำว่า "Sovereignty" ซึ่งก็มีความหมายตรงกัน คือหมายถึงว่า รัฐใดที่เป็นอิสระย่อมมีอำนาจอธิปไตยเหนือขอบเขตของประเทศตน จะออกกฎหมาย จะบังคับใช้กฎหมายที่ตนมีอยู่ได้ จะใช้ระบอบใดปกครองก็เป็นสิทธิ การใช้อำนาจอธิปไตยนั้น ย่อมทำได้ภายใต้กฎหมาย ภายใต้รัฐาธิปัตย์ของแต่ละประเทศ ....แต่ทั้งนี้ก็จะต้องคำนึงถึงพันธะสัญญาที่ตนมีอยู่ ทั้งกับประเทศต่างๆ หรือกับเอกชนและประชาชน ทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งยังต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในโลกนี้ด้วย...

    แต่เอาเข้าจริงก็มีการใช้อำนาจโดยละเมิดพันธะที่ว่าโดยประเทศต่างๆอยู่เสมอๆ ซึ่งก็ยังสามารถทำได้และมีผลภายในเขตประเทศตน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ย่อมต้องยอมรับผลกระทบที่ตามมา(Consequences)ด้วย เช่น ประเทศอาจออกกฎหมายยึดกิจการบางอย่างของต่างชาติที่อยู่ในเขตแดนเป็นของรัฐ หรืออาจเบี้ยวไม่ยอมรับพันธะสัญญาที่ทำไว้ก็ได้ แต่สิ่งที่ตามมาก็อาจทำให้ ไม่มีใครมาค้าขายลงทุนด้วย หรืออาจถูกปฏิบัติตอบเยี่ยงเดียวกัน หรือถ้าหนักขึ้นก็อาจจะถูกแซงชั่น(Sanction)ซึ่งมีตั้งแต่ระดับอ่อนอย่างการตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้าบางชนิด ไปจนถึงระดับแรง เช่น งดเว้นการค้าขายการลงทุนด้วยเลย หรือถ้าหนักที่สุดก็คือการประกาศสงครามเข้าต่อสู้รุกรานโดยกองทัพกันเลย

    นายบรรยง เขียนยกตัวอย่าง กรณีที่ไทยถูกกล่าวหาในTrafficking in Persons Report ( TIP Report )ว่าไม่เอาจริงกับการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ หรือถูกให้ใบเหลืองจาก  Illegal, unreported and unregulated fishing (IUU) เรื่องประมงผิดกฎหมาย อันอาจทำให้จะถูกกีดกันการค้า หรืองดนำเข้าอาหารทะเลจากไทย ซึ่งโดย"อำนาจอธิปไตย"ไทยอาจจะเมินเฉย ด่ากลับโดยไม่ทำอะไรก็ย่อมได้ แต่ก็ต้องยอมรับผลที่อาจทำให้สินค้าไทยจะขายไม่ออก หรือทำให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลต้องพังพินาศไป ...ดังนั้น การที่ไทยต้องมุ่งมั่นแก้ปัญหาอย่างจริงจัง นั้นไม่ใช่เพราะเราไม่มี"อธิปไตยอาหารทะเล" แต่เพราะเราไม่อยากเผชิญผลกระทบนั้นต่างหาก

    ส่วนในกรณี ของกลุ่ม คปพ.ที่นำเรื่อง"อธิปไตยพลังงาน" มาใช้ชักจูงมวลชนว่าถ้ารัฐไม่ยึดแหล่งพลังงานมาทำเอง  หรือถ้ารัฐไม่ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติขึ้นมาใหม่ ให้รัฐเป็นเจ้าของและบริหารควบคุมเอง หรือถ้าไม่เปลี่ยนระบบจากที่เคยให้สัมปทานเอกชนไปเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต หรือว่าจ้างผลิต ก็จะถือว่ายกทรัพยากรให้เอกชน ให้ต่างชาติ เพราะว่าน้ำมันจะเป็นของต่างชาติ  รัฐ ไม่มีอำนาจที่จะจัดการขายเอง หรือบางคนกล่าวหาว่า ที่รัฐใช้ระบบสัมปทานให้เอกชนขุดหาแหล่งพลังงานโดยรัฐเก็บค่าภาคหลวงและภาษีต่างๆเป็นตัวเงินในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมานั้น เป็นการสูญเสียอธิปไตยทางพลังงานตลอดมา เมื่อสัมปทานจะครบอายุจึงเป็นเวลาที่จะต้องเอา"อธิปไตยพลังงาน" กลับคืนมา นั้น นายบรรยง เขียนบทความอธิบายย้ำชัดว่า เรื่องดังกล่าว  ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการสูญเสีย"อธิปไตย"หรือ"อำนาจอธิปไตย"(Sovereignty)ใดๆ ทั้งสิ้นเลย  โดยประเทศไทย รัฐบาลไทย ศาลไทย รัฐสภาไทย จะยังคงมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทยตลอดไป รัฐยังสามารถออกกฎหมายบังคับใช้กับทุกๆคนที่ประกอบกิจการในเขตดินแดนไทยได้ทุกอย่าง

    พร้อมเขียนอธิบายต่อด้วยว่า เรื่องของทรัพยากรธรรมชาตินั้น ทั้งตามกฎหมายไทย กฎหมายสากลส่วนใหญ่ นั้นมีความเหมือนกัน คือเป็นสมบัติของรัฐของส่วนรวม  โดยการที่จัดสรรแบ่งให้เอกชนทำ ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือต่างชาตินั้นก็เพราะ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ มีเทคโนโลยี่ รวมทั้งประหยัดทรัพยากรภาครัฐ  ให้ไปใช้ทำอย่างอื่นที่จำเป็นกว่า และที่สำคัญรัฐไม่ต้องรับความเสี่ยงในกิจกรรมที่รู้ชัดๆว่ามีความเสี่ยงสูง

    อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะใช้ระบบใดมาจัดการก็ยังถือว่าทรัพยากรนั้นเป็นของรัฐ  เช่นกรณีของน้ำมันหากมีเหตุจำเป็น เช่น ยามขาดแคลนจัด หรือยามสงคราม รัฐสามารถบังคับให้เอกชนต้องตั้งสำรองเพิ่มหรือแม้จะให้ส่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดให้รัฐเลยก็ยังสามารถทำได้ รัฐจะทำอะไรอย่างไรก็ไม่เป็นการเสียอธิปไตยใดๆทั้งสิ้น

    นายบรรยง เขียนบทความ ย้ำในตอนท้าย เรียกร้องให้การถกเถียงประเด็นการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ หรือการใช้ระบบบริหารจัดการปิโตรเลียมว่าจะเป็นระบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือระบบจ้างผลิต  ควรถกกันด้วยเหตุผล หยิบยกข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบแต่ละระบบ  ยกประสบการณ์ของนานาประเทศมาพิจารณา  และขอให้ เลิกใช้วาทกรรมประดิษฐ์ไร้ความหมายอย่างคำว่า "อธิปไตยพลังงาน"มาปลุกระดมผู้คน  เพราะถือเป็นการดูถูกประชาชน

    ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางคปพ.จะมีการจัดงานคอนเสิร์ตเสวนา พบ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ภายใต้หัวข้อ “อธิปไตยปิโตรเลียมไทยเพื่อปวงชนชาวไทย “ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันเสาร์ที่23ก.ค.2559 นี้  โดยกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการฟื้นบทบาทของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ในอดีตเคยมีบทบาทสำคัญในการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชน ขึ้นมาอีกครั้ง  ซึ่งจะทำให้เรื่องของข้อเรียกร้องด้านพลังงาน ของคปพ.ครั้งนี้ มีมิติทางด้านการเมือง ที่เข้มข้นมากขึ้น

    อ่านบทความเต็ม บรรยง พงษ์พานิช ที่https://www.facebook.com/banyong.pongpanich?fref=ts

     

Date : 19 / 07 / 2016

  • Date : 19 / 07 / 2016
    เตรียมออกหลักเกณฑ์ค่าไฟแบบทีโอยูช่วยรถไฟฟ้าชาร์จไฟราคาถูกลงช่วงกลางคืน

    กกพ.เตรียมออกหลักเกณฑ์ค่าไฟแบบทีโอยู เดือนพ.ย.นี้ ช่วยรถไฟฟ้าชาร์จไฟกลางคืนได้ค่าไฟถูกลงเหลือ 2.40 บาทต่อหน่วย เริ่มทดสอบกับรถโดยสารไฟฟ้าขนาดใหญ่ ปี2559-2560

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ เปิดเผยว่า กกพ.เตรียมออกหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของการใช้ (TOU) ในเดือน พ.ย. 2559 นี้ โดยอัตราค่าไฟฟ้าระบบ TOU เบื้องต้นนั้น หากใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันที่เกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (peak)นั้นผู้ใช้จะต้องจ่ายอัตราค่าไฟฟ้าจะสูงประมาณ 5-6 บาทต่อหน่วย แต่หากใช้ในช่วงกลางคืน(off-peak) ผู้ใช้จะจ่ายค่าไฟฟ้าเหลือเพียงประมาณ 2.40 บาทต่อหน่วยเท่านั้น  ทั้งนี้จะต้องนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อพิจารณาต่อไป

    หลักเกณฑ์ค่าไฟฟ้าระบบทีโอยูนี้ จะนำมาใช้ทดสอบกับพฤติกรรมผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีจำนวนมากขึ้น ในเดือนพ.ย.นี้ โดยในช่วงปี 2559-2560 จะทดสอบในกลุ่มรถโดยสารไฟฟ้าขนาดใหญ่ก่อน ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล จะมีการทดสอบในระยะต่อไป 

    "ยังตอบไม่ได้ว่า การสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งขึ้นกับพฤติกรรมผู้ใช้ หากไปชาร์จไฟฟ้าในช่วงกลางคืนที่มีค่าไฟฟ้าถูกก็จะคุ้มค่าการนำไฟฟ้ามาใช้กับรถยนต์ แต่หากชาร์จไฟช่วงกลางวันที่มีราคาแพงก็จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าประเทศได้"นายวีระพล กล่าว

    นายวีระพล กล่าวด้วยว่า สำหรับกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าในไทยที่จะเกิดขึ้นอีกมากและมีการใช้ไฟฟ้าจำนวนมากนั้น  หากมองมิติของสิ่งแวดล้อมแล้ว ถือเป็นการขนส่งที่ปล่อยมลภาวะน้อยมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ซึ่งทั่วโลกหันไปใช้ระบบรถไฟฟ้ากันเกือบหมดแล้ว เพื่อแก้ปัญหารถติด ลดเวลาการเดินทาง และลดมลภาวะ ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะคุ้มค่ากับการใช้ไฟฟ้าในภาคขนส่งดังกล่าว 

    สำหรับแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยนั้น ตั้งเป้าหมายเอาไว้ จำนวน1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ คือระยะที่ 1 ระหว่างปี 2559 – 2560 เป็นขั้นของการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายการขออนุญาตและการสนับสนุนการวิจัยเรื่องแบตเตอรี่ โดยเน้นนำร่องกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ (ขสมก.) 200 คัน และรถเฉพาะจุด เช่น รถรับ-ส่ง พนักงานของ ปตท., รถรับ-ส่ง สุวรรณภูมิ-พัทยา รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านสถานี Charging Station และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง, ระยะที่ 2 ปี 2561 – 2563 ดำเนินการเชิงวิจัยอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งเรื่องสมรรถนะแบตเตอรี่ มอเตอร์ รวมทั้งเพิ่มจำนวนรถและจุด Charging Station ให้เพียงพอ, ระยะที่ 3 ปี 2564 - 2578 เป็นช่วงขยายผลการศึกษาให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ และระยะสุดท้ายระยะที่ 4 ปี 2579 เป็นต้นไป คาดหวังว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่รถน้ำมันได้อย่างเต็มที่

    อย่างไรก็ตามเฟซบุค Vinai Kallayasiri ซึ่งเป็นวิศวกรของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โพสต์ข้อความแสดงมุมมองเกี่ยวกับการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ได้อย่างน่าสนใจว่า หากโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าในประเทศยังมีสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง เหมือนเช่นปัจจุบัน  ก็ยังไม่เหมาะที่จะส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลาย  เพราะเป็นการนำเชื้อเพลิงมาใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งควรจะนำก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์โดยตรง จะดีกว่า นำก๊าซมาผลิตเป็นไฟฟ้า แล้วค่อยนำไฟฟ้ามาใช้ในรถยนต์  โดยยกตัวอย่างว่า หากนำพลังงานจากก๊าชธรรมชาติ 100 ส่วน มาทำเป็นเชื้อเพลิงใช้รถยนต์ ngv หรือ lpg  จะให้พลังงานที่ได้จากรถยนต์ 50 ส่วน หรือประสิทธิภาพรถใช้ gas เท่ากับ 50 % ในขณะที่พลังงานจากก๊าชธรรมชาติ 100 ส่วน ถ้านำมาผลิตไฟฟ้าได้ 50 ส่วน จากนั้นนำไฟฟ้าไปอัดลงแบตเตอรี สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้รถไฟฟ้าวิ่งได้อีก 50 ส่วน เท่ากับก๊าช 100 ส่วนนำมาใช้สำหรับรถไฟฟ้าได้ 25 ส่วน เท่ากับประสิทธิภาพรถไฟฟ้า 25 %

    เขาสรุปย้ำในช่วงท้ายด้วยว่า รถไฟฟ้ายังไม่เหมาะสมกับประเทศที่ใช้ก๊าชธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ควรสนับสนุนรถยนต์ใช้ก๊าชธรรมชาติน่าจะดีกว่า เว้นแต่ไฟฟ้ามาจากเชื้อเพลิงอื่น เช่น ถ่านหิน นิวเคลียร์ พลังงานน้ำ

Date : 15 / 07 / 2016

  • Date : 15 / 07 / 2016
    กกพ.เห็นด้วยเปิดประมูลซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลมโดยยกเลิกการอุดหนุน

    โฆษก กกพ.เห็นด้วยแนวทาง ประมูลโซล่าร์ฟาร์มและพลังงานลม โดยยกเลิกการอุดหนุน  ระบุมีผู้ผลิตสนใจดำเนินโครงการจำนวนมากแต่สายส่งไฟฟ้ามีจำกัด  เชื่อแนวโน้มอันใกล้นี้ พลังงานทดแทนแข่งขันราคาค่าไฟฟ้ากับพลังงานจากฟอสซิลได้


    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ ซึ่งเป็นโฆษกของกกพ.เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวEnergy News Center  ว่า เห็นด้วยกับแนวคิดการเปิดให้มีการประมูลการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม โดยไม่ต้องมีการใช้เงินอุดหนุนในรูปของFeed in Tariff หรือFiT อีกต่อไป  เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้สนใจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในรูปของโครงการโซลาร์ฟาร์ม และโครงการพลังงานลม จำนวนมาก ในขณะที่สายส่งไฟฟ้าที่รองรับโครงการมีอยู่อย่างจำกัด  โดยวิธีการประมูลจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ลดลงได้ตามเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าขึ้น  ซึ่งจะไม่เป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าจากประชาชน

    โดยในกรณี ของดูไบ ที่ใช้วิธีประมูลการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ จนทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น เป็นเพราะว่าดูไบ  มีความได้เปรียบ ในเรื่องของแสงแดด ที่มีมากกว่าไทย ซึ่งถ้าหากไทยใช้วิธีเปิดประมูลเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการอุดหนุนราคาค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตน่าจะแค่ใกล้เคียงกับเชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น  ราคาค่าไฟฟ้าจะไม่ถูกเหมือนการประมูลที่ดูไบ

    อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเปิดประมูลโครงการโซลาร์ฟาร์มและพลังงานลมนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงพลังงาน  ว่าจะมีการเปิดรับซื้อเพิ่มเติมหรือไม่ซึ่งปัจจุบัน การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  ยังมีเหลือค้างอยู่เฉพาะ โซล่าร์ฟาร์มของราชการและสหกรณ์การเกษตรเท่านั้น ที่เตรียมรอการเปิดรับผู้ร่วมโครงการเฟสที่ 2  รวมทั้งโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี นำร่องที่ยังไม่ได้ให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบ  

    ในส่วนพลังงานทดแทนประเภทอื่นๆ เช่น ขยะ ชีวมวล ชีวภาพ นั้น ไทยยังไม่สามารถใช้วิธีประมูลได้ทั้งหมด เนื่องจากยังมีผู้ผลิตไฟฟ้าไม่มากรายเท่ากับพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม จึงต้องมีการเปิดรับซื้อและให้เงินอุดหนุนค่าไฟฟ้าเพื่อจูงใจผู้ประกอบการต่อไปก่อน 

    สำหรับเป้าหมายของการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(Alternative Energy  Development Plan –AEDP2015) ที่ใช้ระหว่างปี2558-2579 นั้น กำหนดไว้จะรับซื้อจนถึงปี2579 ที่จำนวน 6,000 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมีนโยบายการเปิดรับซื้อไปแล้ว จำนวนประมาณ3,800 เมกะวัตต์ ส่วนพลังงานลมนั้น กำหนดเป้าหมายรับซื้อไว้ที่3,000 เมกะวัตต์ แต่เปิดรับซื้อไปแล้ว 1,800เมกะวัตต์

     

Date : 14 / 07 / 2016

  • Date : 14 / 07 / 2016
    วงเสวนาวพน.8 ไม่เอาบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ประชานิยมพลังงาน

    วงเสวนาหลักสูตร วพน.8 ถกประเด็นพลังงานและอนาคตของประเทศ มนูญ, ปิยสวัสดิ์,  เจน เห็นพ้องไม่เอาบรรษัทพลังงานแห่งชาติ  ประชานิยมพลังงาน ด้านพลเอกอนันตพร ขอทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้างอนาคตพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคงยั่งยืน

    เมื่อวันที่14 ก.ค.2559  การบรรยายและเสวนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน รุ่นที่8 (วพน.8) หัวข้อเรื่อง”ประเด็นพลังงานและอนาคตของประเทศ” มีการเชิญ ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการบริษัทปตท. จำกัด(มหาชน) ,นายมนูญ ศิริวรรณ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปพลังงาน  สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ(สปท.) นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) โดยมีนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานและผู้อำนวยการสำนักข่าวทีนิวส์ เป็นผู้ดำเนินรายการ  ได้รับความสนใจจากผู้เข้าอบรมหลักสูตร วพน.8 เป็นอย่างดี

    นายมนูญ ศิริวรรณ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปพลังงาน  สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ(สปท.) เปิดเผยว่า ประเด็นพลังงานที่ถกเถียงกันในสังคม ปัจจุบัน แบ่งเป็น5 ประเด็นหลัก คือ 1.เรื่องการปฏิรูปพลังงานควรเดินไปในทิศทางใด จะให้เป็นการควบคุมโดยรัฐ  หรือเป็นการเปิดเสรี  แบบที่นานาชาติดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน  2.เรื่องนโยบายการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศ  จะให้รัฐเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น  หรือจะ เน้นประสิทธิภาพการนำปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ประโยชน์  โดยมองว่า หากให้รัฐเข้ามาควบคุมทั้งหมดตั้งแต่การสำรวจ จนถึงการผลิต รัฐต้องใช้เงินลงทุนสูง และมีความเสี่ยงหลายด้าน ที่สำคัญรายได้ของรัฐที่เคยได้รับในรูปของค่าภาคหลวงและภาษีปิโตรเลียม ก็จะหายไปด้วย 

    3. นโยบายราคาพลังงาน  จะให้ราคาต่ำเพื่อผลประโยชน์ของผู้บริโภค  หรือจะกำหนดราคาที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการใช้ที่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งประเด็นนี้มีความอ่อนไหว และประชาชนให้ความสนใจมาก จึงถูกฝ่ายเอ็นจีโอหยิบยกมาสร้างกระแส โดยอยากให้ประชาชน เปิดรับฟังข้อมูลให้มาก ซึ่งในความเห็นส่วนตัวไม่ต้องการให้ราคาพลังงานถูกจนเกินไป เป็นประชานิยม  4.การบริหารจัดการด้านพลังงาน  จะให้มีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาบริหารงานแทนรัฐ  หรือจะคงรูปแบบปัจจุบันแต่ปรับปรุงประสิทธิภาพ  มองว่า การตั้งบรรษัทพลังงานขึ้นมาใหม่นั้นมีข้อเสียมากกว่าข้อดี  โดยรูปแบบปัจจุบันที่มีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล และมีปตท. ปตท.สผ. เป็นโอเปอเรเตอร์ นั้น เป็นรูปแบบที่ดีอยู่แล้ว   และ5.เรื่อง การสื่อสารและการให้ข้อมูลพลังงานแก่ประชาชน   ว่าจะต้องเปิดเผยข้อมูล  มีความโปร่งใส สามารถตอบข้อสงสัยได้ทุกเรื่อง หรือว่ามีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นระบบอยู่แล้ว  นั้นเป็นเรื่องเดียวที่เห็นสอดคล้องกับกลุ่มเอ็นจีโอ ว่ารัฐจะต้องเปิดเผยข้อมูลให้มากขึ้น และทำให้โปร่งใสมากขึ้น

    ด้าน ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการบริษัทปตท. จำกัด(มหาชน)  กล่าวแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้มีการตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่รัฐผูกขาด 100 %ขึ้นมาใหม่  และใช้นโยบายประชานิยมพลังงาน  ซึ่งมีบทเรียนความล้มเหลวจากเวเนซุเอลา ให้เห็นเป็นกรณีตัวอย่างอยู่แล้ว   นอกจากนี้ยังย้ำถึงการตัดสินของศาลปกครองสูงสุด เกี่ยวกับต่อกรณีการส่งคืนท่อก๊าซ ของปตท.ว่าดำเนินการครบถ้วนตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดแล้ว  แต่กลุ่มเอ็นจีโอก็ไม่ เคารพการตัดสินของศาล
    นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า พลังงานถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของอุตสาหกรรม  หากประเทศมีต้นทุนทางพลังงานที่สูงขึ้น ภาคอุตสาหกรรมก็จะแข่งขันกับคู่แข่ง ได้ลำบาก  ในขณะที่หากทำให้ต้นทุนพลังงานถูกเกินไปเพราะมีการอุดหนุน ก็จะไม่เกิดความยั่งยืน ดังนั้นรัฐจึงต้องมีนโยบายชัดเจน ที่จะสร้างความมั่นคงพลังงานให้เกิดขึ้น  
    ในช่วงท้ายของการเสวนา พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการบรรยายและเสวนาในครั้งนี้ด้วย ได้กล่าวสรุปว่า กระทรวงพลังงาน มีแผนด้านพลังงานในระยะยาว ที่จะช่วยให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้านพลังงาน  จึงอยากขอให้ทุกฝ่ายร่วมหันหน้าเข้าหากัน เพื่อสร้างอนาคตด้านพลังงานไปพร้อมกัน

    สำหรับผู้เข้าร่วมการอบรมหลักสูตร วพน.รุ่น8 นั้นผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เริ่มอบรมมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพ.ค.2558 และจะสิ้นสุดการอบรมในวันที่ 29 ก.ย.2559 โดย มีทั้งหมด 98คน  ซึ่งต่างเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงราชการ ,ธุรกิจ ,สังคม,การเมือง  และสื่อสารมวลชน   อาทิ  พลเอกธนา  วิทยวิโรจน์  เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ,นายเกษมสันต์ จิณณวาโส  ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ,นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.),นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์  ประธานกรรมการบริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด(ตลาดไท) ,คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช  นายกสมาคมสร้างสรรค์ไทย ,นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ประธานและผู้อำนวยการสำนักข่าวทีนิวส์, นายวีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี  เป็นต้น

     

  • Date : 14 / 07 / 2016
    ก.พลังงานเผยความคืบหน้าแผนยานยนต์ไฟฟ้า

    กระทรวงพลังงาน เผยความคืบหน้าแผนขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยเน้นบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงเป้าหมาย1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าแผนขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า  ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2558  ว่า กระทรวงพลังงาน ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานและจัดทำแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าเพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย โดยมีหน่วยงานภาครัฐและตัวแทนภาคเอกชนเป็นคณะทำงาน  เพื่อกำหนดแนวทางการจดทะเบียนผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า และการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าชั่วคราวเป็นเวลา 2 ปี โดยเน้นให้ราคาการอัดประจุไฟฟ้ากลางวันสูงกว่าการอัดประจุไฟฟ้าในช่วงเวลากลางคืน  รวมทั้ง โครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับภาครัฐและเอกชนซึ่งคาดว่าจะพิจารณาหลักเกณฑ์การสนับสนุนและประกาศให้ทราบได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้

      ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนแผนงานให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ภาครัฐได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะที่ผลิตในประเทศ, กระทรวงคมนาคม ได้เห็นชอบให้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีการนำร่องเช่ารถโดยสารไฟฟ้าแบบนำเข้ามาประกอบในประเทศจำนวน 20 คัน โดยดำเนินการควบคู่กับการจัดหารถโดยสารไฟฟ้า 200 คัน, กรมการขนส่งทางบก กำลังเร่งดำเนินการเสนอร่างประกาศ เรื่อง กำหนดกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ขับเคลื่อนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และแนวทางการใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างปลอดภัย, กระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดการประชุมและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ในแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

    สำหรับแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย  กำหนดเป้าหมาย 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579  โดยได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ระยะ โดยช่วงนี้อยู่ในการทำงานระยะที่ 1 ระหว่างปี 2559 – 2560 เป็นขั้นของการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายการขออนุญาตและการสนับสนุนการวิจัยเรื่องแบตเตอรี่ โดยเน้นนำร่องกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ (ขสมก.) 200 คัน และรถเฉพาะจุด เช่น รถรับ-ส่ง พนักงานของ ปตท., รถรับ-ส่ง สุวรรณภูมิ-พัทยา รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านสถานี Charging Station และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

     ระยะที่ 2 ปี 2561 – 2563 เป็นการดำเนินการเชิงวิจัยอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งเรื่องสมรรถนะแบตเตอรี่ มอเตอร์ รวมทั้งเพิ่มจำนวนรถและจุด Charging Station ให้เพียงพอ, ระยะที่ 3 ปี 2564 - 2578 เป็นช่วงขยายผลการศึกษาให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ และระยะสุดท้ายระยะที่ 4 ปี 2579 เป็นต้นไป คาดหวังว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่รถน้ำมันได้อย่างเต็มที่

     

     

     

  • Date : 14 / 07 / 2016
    กฟน. เปิดนำร่องโซลาร์รูฟท็อปเสรี กค.-สค. นี้

    กฟน.เตรียมเปิดรับผู้ร่วมโครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรี ปลาย ก.ค.-ส.ค. 59 นี้ พร้อมเก็บข้อมูลคำนวนราคารับซื้อในอนาคต ส่วนโซล่าร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์เฟส 2 คาดเริ่มเปิดโครงการได้ในปี 2560

    นายธีระวัฒน์ เทพอำนวยสุข ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยในงานสัมมนาผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ในหัวข้อ "โซล่าร์เซลล์ ทางเลือกแห่งอนาคต" ว่า กฟน. เตรียมเปิดรับผู้ร่วมโครงการนำร่องการส่งเสริมการติดตั้งผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซล่าร์รูฟท็อป) แบบเสรี ในช่วงปลายเดือน ก.ค.-ส.ค. 2559 นี้ โดยในส่วนของ กฟน. กำหนดเปิดรับผู้ร่วมโครงการรวมปริมาณไฟฟ้าไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกลุ่มบ้านเรือน 10      เมกะวัตต์และกลุ่มอาคารอีก 40 เมกะวัตต์ ส่วนอีก 50 เมกะวัตต์ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จะเป็นผู้เปิดรับในสัดส่วนที่เท่ากัน โดยโครงการนำร่องดังกล่าวจะไม่อนุญาตให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้า แต่ให้ผลิตเพื่อใช้เองในบ้านและอาคารเท่านั้น

    ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซล่าร์ฟาร์ม) ส่วนราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 นั้น คาดว่าจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวได้ในปี 2560 เนื่องจากต้องรอให้เฟสแรกเข้าระบบตามกำหนดภายในสิ้นปี 2559 นี้ให้เสร็จก่อน ซึ่งขณะนี้ กฟน. อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์เพื่อรองรับโครงการฯ ในเฟส 2 ดังกล่าว

    ทั้งนี้ โครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการสหกรณ์นั้น กำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าทั้งสิ้น 800 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นจากภาคราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์อีก 400 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม ในเฟสแรกที่เปิดจับสลากผู้ร่วมโครงการเมื่อเดือน เม.ย. 2559 ที่ผ่านมาตั้งเป้ารับซื้อ 600 เมกะวัตต์ คือจากภาคราชการ 300 เมกะวัตต์และสหกรณ์ฯ 300 เมกะวัตต์ แต่ไม่มีกลุ่มราชการเข้าร่วมเพราะติดปัญหาด้านคุณสมบัติ จึงมีผู้ผ่านการคัดเลือกเพียง 6 โครงการในส่วนของสหกรณ์เท่านั้น รวมกำลังการผลิต 21.65 เมกะวัตต์ ดังนั้น ในเฟส 2 จะเปิดรับส่วนที่เหลือ คือภาคราชการทั้งหมด 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ฯที่เหลืออีกประมาณกว่า 100 เมกะวัตต์

    น.ส.ศิริรัตน์ งามเสน่ห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองบริหารนโยบายเศรษฐกิจพลังงาน กฟน. กล่าวว่า โครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรีนั้น เป็นโครงการที่ทดสอบการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ตามอาคารบ้านเรือนเพื่อใช้เองในช่วงเวลากลางวันเป็นหลัก หากมีไฟฟ้าเหลือจากผลิตและไหลเข้าระบบของการไฟฟ้า ก็จะไม่มีการคิดเงินให้ผู้ผลิตแต่อย่างใด แต่การไฟฟ้าจะเก็บเป็นข้อมูล เพื่อนำมาพิจารณาอัตรารับซื้อไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งปัจจุบันภาครัฐยังไม่ได้กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้า โดยในเดือน มิ.ย. 2560 คาดว่าจะสามารถระบุราคาที่เหมาะสมต่อการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเสรีได้