ข่าวทั้งหมด

Date : 11 / 09 / 2017

  • Date : 11 / 09 / 2017
    กลุ่มอนุรักษ์ฯยื่นหนังสือถอดถอนรองนายกเทศมนตรีแนวร่วมเครือข่ายค้านโรงไฟฟ้า
    กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำและป่าชายเลนอำเภอเทพา และเครือข่ายรวมทั้งชุมชนบ้านคลองควาย เกือบ200คน ชุมนุมยื่นหนังสือถอดถอนรองนายกเทศมนตรีตำบลเทพา ซึ่งเป็นแนวร่วมเครือข่ายสงขลา-ปัตตานีค้านโรงไฟฟ้าออกจากตำแหน่งในข้อกล่าวหาขัดขวางการพัฒนาพื้นที่อำเภอเทพา  พร้อมให้กำลังใจประธานกลุ่มฯ ที่ถูกร้องเรียนเรื่องบุกรุกป่าโกงกาง
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำและป่าชายเลนอำเภอเทพา กลุ่มเลี้ยงปลากระพง และชุมชนในพื้นที่ ม.8 บ้านคลองควาย ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา เกือบ 200 คน ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงนายอำเภอเทพาขอให้ถอดถอน นายอิสดาเรส หะยีเด รองนายกเทศมนตรีตำบลเทพา ซึ่งเป็นแนวร่วมเครือข่ายสงขลา-ปัตตานีค้านโรงไฟฟ้า ออกจากตำแหน่ง   พร้อมให้กำลังใจกับนายฮามะ บากา ประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำและป่าชายเลน ซึ่งถูกร้องเรียนเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนบ้านคลองควาย ทั้งๆที่ทางกลุ่มฯ เป็นผู้พัฒนาและอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าชายเลนให้อุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
     
    โดยที่ผ่านมา นายอิสดาเรส หะยีเด รองนายกเทศบาลตำบลเทพา ได้ยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำและป่าชายเลนอำเภอเทพา ซึ่งมีนายฮามะ บากา เป็นประธานกลุ่มฯ ในข้อหาบุกรุกทำลายป่าชายเลน คลองตูหยง ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา  แต่ทางกลุ่มฯได้ชี้แจงว่า การดำเนินงานของกลุ่มฯ นั้นมีภารกิจในการสนับสนุนการส่งเสริมอาชีพให้เยาวชนและประชาชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการอนุรักษ์ป่าชายเลนและส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอเทพา   ดังนั้นข้อร้องเรียนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชุมชนเป็นอย่างมาก  จึงขอให้นายอำเภอเทพาพิจารณาการกระทำของนาย อิสดาเรส  และถอดถอนจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรี
     
    ทั้งนี้ในการตัดแต่งกิ่งป่าโกงกาง ทางกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำ  ได้ทำประชาคมในหมู่บ้านแล้ว ให้เข้าใจตรงกันว่าเพื่อไม่ให้ทางน้ำปิด และชุมชนชาวประมง สามารถประกอบอาชีพได้ ซึ่งในการตัดแต่งกิ่ง ก็ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากชาวชุมชนกันเป็นจำนวนกว่า100 คน   การที่กลุ่มอนุรักษ์ฯถูกกล่าวหาจาก คนที่ไม่เข้าใจบริบทของชุมชน จึงต้องออกมารวมกลุ่มกัน เรียกร้องขอความเป็นธรรม 
     
  • Date : 11 / 09 / 2017
    ปตท.สผ.เจรจาจับมือเป็นทีมเดียวกับเชฟรอน ประมูลสู้คู่แข่งรายใหม่ในแหล่งเอราวัณ
    ปตท.สผ.เจรจาจับมือเป็นพันธมิตร เชฟรอน ประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ เป็นทีมเดียวกัน แต่มีเงื่อนไขที่ต้องได้สัดส่วนการถือหุ้นมากขึ้นกว่าที่เคยถืออยู่เดิม  พร้อมหนุนให้รัฐกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ชนะประมูลต้องรับพนักงานคนไทยที่มีประสบการณ์ในแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยในสัดส่วนที่มากกว่า80%
     
    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ เปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่จะหมดอายุสัมปทาน  ในปี2565และ2566  โดยรอเพียงรัฐประกาศทีโออาร์การประมูลออกมาเท่านั้น 
     
    ทั้งนี้ในส่วนของการประมูลแข่งขันในแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณที่มี กลุ่มเชฟรอนเป็นโอเปอเรเตอร์ และถือหุ้นใหญ่อยู่ โดยที่ปตท.สผ.ร่วมถือหุ้นอยู่ในสัดส่วนประมาณ3-5%นั้น กำลังมีการเจรจากับเชฟรอน เพื่อที่จะขอถือหุ้นในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งหากบรรลุข้อตกลงตามที่บริษัทต้องการ  ปตท.สผ.ก็จะจับมือกับเชฟรอน ในการประมูลแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆ  แต่หากการเจรจาไม่บรรลุผล ปตท.สผ. ก็คงจะต้องเป็นคู่แข่งกับเชฟรอน แทน
     
    ในขณะที่แหล่งปิโตรเลียมบงกช ที่ปตท.สผ.เป็นผู้รับสัมปทานและเป็นโอเปอเรเตอร์ อยู่เดิมนั้น บริษัท ยังจะจับมือกับพันธมิตรรายเดิม ที่ร่วมถือหุ้นกันอยู่  เพื่อเข้าประมูลแข่งขันกับคู่แข่งรายใหม่ที่จะเข้ามาแข่งด้วย  
     
    นายสมพร กล่าวด้วยว่า การเจรจาเพื่อที่จะจับมือกันกับผู้รับสัมปทานรายเดิมในการเข้าประมูลแข่งขันกับคู่แข่งรายใหม่ที่จะเข้ามา ในแหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณและบงกช นั้น ถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ของประเทศ ที่จะทำให้การผลิตปิโตรเลียมมีความต่อเนื่อง 
     
    สำหรับประเด็นที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะมีการกำหนดเงื่อนไขเอาไว้ในทีโออาร์ประมูลว่า ผู้ชนะประมูลจะต้องรับพนักงานคนไทยที่มีประสบการณ์ทำงานในแหล่งเอราวัณและบงกช ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า80%นั้น  ปตท.สผ.เห็นว่า ในข้อเท็จจริง รัฐควรจะกำหนดสัดส่วนให้สูงขึ้นกว่านี้ เพราะปัจจุบันในการทำงานบนแท่นผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ก็เป็นพนักงานคนไทยเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว  

Date : 08 / 09 / 2017

  • Date : 08 / 09 / 2017
    กฟผ.จับมือม.เกษตรฯ สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจ นำร่องโรงแรก10เมกะวัตต์ ในภาคอีสาน
    กฟผ. ปั้น"โรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจ" นำร่องโรงแรก 10 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ภาคอีสาน จ่ายไฟเข้าระบบปี 2563  หากประสบความสำเร็จ จะเดินหน้าลงทุนให้ครบ 600 เมกะวัตต์ภายในปี 2579  ตามแผน พร้อมจับมือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้โตเร็ว อาทิ กระถินยักษ์​ กระถินณรงค์​ ยูคาลิปตัส  รองรับ เพื่อให้มีวัตถุดิบที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพียงพอ ระบุลงทุนครบ600เมกะวัตต์ จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรมากถึง7,200ล้านบาทต่อปี  ในขณะที่ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้ โรงไฟฟ้าชีวมวล ช่วยประเทศพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานได้ดีกว่าโซลาร์เซลล์ 
     
    เมื่อวันที่8 ก.ย. 2560 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลและการปลูกพืชพลังงานเพื่อใช้ในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน แบบยั่งยืนตามแนวทางประชารัฐ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.เตรียมจัดตั้ง "โรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจ" ขึ้นนำร่องโรงแรกในปี 2563 นี้ โดยขนาดกำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์​ ใช้ไม้ยางพาราและไม้โตเร็วเป็นเชื้อเพลิง  ในพื้นที่ที่ภาคอีสาน จากนั้นจะทยอยสร้างเพิ่มจนครบเป้าหมายของ กฟผ.ที่ 600 เมกะวัตต์ภายในปี 2579  ทั้งนี้หาก กฟผ.สร้างครบ 600 เมกะวัตต์​ คาดว่าจะใช้ชีวมวลประมาณ​ 9 ล้านตันต่อปี  โดยขณะนี้ราคาไม้ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอยู่ที่ประมาณ 800 บาทต่อตัน หากใช้ถึง 9 ล้านตันจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรถึง 7,200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเงินมูลค่าดังกล่าวจะกลับคืนสู่เกษตรกรอย่างชัดเจน 
     
    สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจ เป็นโครงการที่บูรณาการทำงานทั้งภาครัฐ เอกชนและชุมชน โดยกฟผ.จะเป็นผู้ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล และซื้อเชื้อเพลิงจากเกษตรกร  ในขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะช่วยด้านบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้เพียงพอ ปรับปรุงพันธุ์ไม้เพื่อนำมาใช้กับโรงไฟฟ้า รวมถึงอบรมให้ความรู้กับเกษตกรที่จะรวมกลุ่มกันในรูปสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน และจะได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในสัดส่วนการลงทุน 10-20% ของการลงทุนทั้งหมด และเมื่อ กฟผ.ขายไฟฟ้าได้ เกษตรกรก็จะได้รับเงินปันผล อีกทั้งเกษตรกรยังสามารถนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาขายให้ กฟผ. เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวลได้อีกด้วย
     
    "แต่เดิมโรงไฟฟ้าชีวมวลเราใช้แกลบ ชานอ้อย ข้าวเปลือก เป็นเชื้อเพลิง แต่ถ้าเพิ่มการผลิตไฟฟ้าชีวมวลขึ้นมาอีก เศษวัสดุทางการเกษตรดังกล่าวจะไม่เพียงพอ ดังนั้น กฟผ.จึงร่วมกับม.เกษตรฯ ในการส่งเสริมการปลูกพืชโตเร็ว เช่น กระถินยักษ์​ กระถินณรงค์​ ยูคาลิปตัส เป็นต้น ไม้พวกนี้ถ้าปลูกแล้ว 2-3 ปีก็สามารถตัดมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้เรื่อยๆ จนครบอายุโรงไฟฟ้าที่ 25 ปี  ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้ามีเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน"นายสหรัฐ กล่าว 
     
    ด้าน ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์​ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์​ กล่าวว่า เชื้อเพลิงพลังงานที่เป็นจุดเด่นของไทยคือ ชีวมวล ไม่ใช่โซล่าร์เซลล์ เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมีเศษวัสดุทางธรรมชาติเหลือและนำมาเป็นเชื้อเพลิงได้ และสามารถปลูกเป็นพืชพลังงานได้ด้วย ต่างจากโซลาร์เซลล์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพราะผลิตเองได้ไม่มาก ดังนั้นไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้จากการสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ 
     
    อย่างไรก็ตามการปลูกพืชในอนาคตควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น ปลูกไม้โตเร็วเพื่อขายเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล มีตลาดรองรับชัดเจน ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่ใช้พื้นที่ปลูกพืชอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป เช่น ปลูกข้าว ข้าวโพด ส่งผลให้ผลผลิตราคาตกต่ำ ดังนั้นเกษตรกรควรผสมผสานด้วยการแบ่งพื้นที่ไปปลูกไม้โต้เร็วบ้าง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น  และไทยยังมีพื้นที่ปลูกพืชพลังงานได้อีกมาก ทั้งแปลงปลูก พื้นที่คันคลอง หรือกระทั้งรั้วบ้าน ก็สามารถปลูกได้ 
     
     
    ดร.มะลิวัลย์​ หฤทัยธนาสันติ์​ นักวิจัยสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์​ กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าหากบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลอย่างเป็นระบบด้วยเทคโนโลยีข้อมูลที่ทันสมัยจะช่วยจัดหาเชื้อเพลิง 9 ล้านตันต่อปี ให้มีเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้า 600 เมกะวัตต์​ได้  หัวใจสำคัญคือต้องมีการบริหารสต๊อก เบื้องต้นควรมีเชื้อเพลิงสำรอง 1 เดือน โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ กฟผ. จะเริ่มนำร่องโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจชุมชนโรงแรกขนาด 10 เมกะวัตต์ก่อน โดยได้ประสานกับกลุ่มเกษตรกรเพื่อเตรียมจัดส่งเชื้อเพลิงไว้แล้ว 
     
    สำหรับไม้ที่จะมาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลนั้น จากการศึกษาพบว่าไม้ที่เหมาะสม ได้แก่ กระถินยักษ์​ กระถินณรงค์​ กระถินเทพา ไม้สะแก สะแกนา รวมถึงไม้มะม่วง มะขาม ส่วนยูคาลิปตัส แม้จะเป็นวัตถุดิบที่ดีแต่อาจเกิดปัญหาการแย่งวัตถุดิบ ที่ปัจจุบันปลูกเพื่อนำไปทำกระดาษได้ 
     
    นอกจากนี้มั่นใจว่ารูปแบบโรงไฟฟ้าชีวมวลประชารัฐวิสาหกิจ เป็นรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้เกิดความยั่งยืนในการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ เนื่องจากเกษตรกรจะได้ทั้งความเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งและขายวัตถุดิบได้ด้วย โดยราคาไม้ท่อนสำหรับเป็นเชื้อเพลิงปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่  600 บาทต่อตัน ส่วนไม้สับอยู่ที่ 900-1,300 บาทต่อตัน วิธีนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาการต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนลงไปได้ ซึ่งต่างจากรูปแบบปัจจุบันที่เอกชนเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว และเกษตรกรก็เป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบให้เท่านั้น  
  • Date : 08 / 09 / 2017
    อนุมัติงบปี2561จำนวน8,445ล้านบาทขับเคลื่อนงานอนุรักษ์ฯและพลังงานทดแทน
    คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน อนุมัติงบประมาณปี 2561 จำนวน 8,445 ล้านบาท ขับเคลื่อนงานด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในทุกภาคส่วน อาทิ การลดใช้พลังงานในโรงงาน-อาคารขนาดใหญ่ และภาคการขนส่ง การติดฉลากประหยัดพลังงานในอาคาร-บ้านพักอาศัย และฉลากอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน รวมถึงการสนับสนุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และสำหรับพื้นที่ห่างไกล 
     
    ในการประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา โดยมีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เข้าร่วมประชุม ในครั้งนี้ด้วย ได้มีการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 เพื่อนำไปใช้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และศึกษาวิจัยพัฒนาด้านพลังงาน ช่วงเดือนตุลาคม 2560 – กันยายน 2561 วงเงินรวม 8,445 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP2015) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP2015)  
     
    นางเอมอร ชีพสุมล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า งบประมาณปี 2561 ที่ได้รับการอนุมัตินั้นมุ่งเป้าให้มีการลดใช้พลังงานในกลุ่มโรงงานและอาคารควบคุมซึ่งมีการใช้พลังงานสูง จำนวนกว่า 7,000 แห่ง โดยกำหนดให้มีการกำกับดูแลตามกฎหมาย นอกจากนี้ได้ส่งเสริมให้มีการติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติและระบบ Internet of Thing ร่วมกับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เพื่อรายงานผลออนไลน์กลับมายังส่วนกลาง พร้อมกันนี้ ที่ประชุมฯ ได้เร่งรัดการบังคับใช้มาตรฐานอาคารควบคุม (Energy Building Code : BEC) เพื่อให้อาคารใหม่ที่จะสร้างในอนาคต ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งจะมีการติดฉลากอาคารธุรกิจที่ใช้งานในปัจจุบันจำนวน 150 แห่ง และจัดทำฉลากมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานของบ้านอยู่อาศัย เพื่อเป็นข้อมูลในการเลือกอาคาร-บ้านประหยัดพลังงานให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์บริการที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ในส่วนของฉลากอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน จะมีการติดฉลากรวม 16 รายการ เช่น เตาแก๊ส กระจก อุปกรณ์ความเร็วรอบมอเตอร์ สีทาบ้าน เป็นต้น พร้อมกับทบทวนมาตรฐานฉลากเก่าและศึกษามาตรฐานของอุปกรณ์ใหม่อีกด้วย
     
     ส่วนมาตรการสนับสนุนการลงทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่สำคัญ ได้จัดทำโครงการสำหรับเปิดให้ผู้ประกอบการทั้งโรงงาน อาคารขนาดใหญ่ และ SMEs ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนเงินลงทุนในการเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานความร้อนด้วยวิธีอุดหนุนผลประหยัด (DSM Bidding) การจัดการพลังงานในระบบอากาศอัดด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ เป็นต้น นอกจากนี้ในส่วนของโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารที่มีการใช้พลังงานสูงและทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทางกองทุนฯ จึงได้จัดทำโครงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงในโรงพยาบาลของรัฐ ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กด้วย 
     
    นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่ง ในการพัฒนาหลักสูตรและฝึกอบรมผู้ขับขี่รถบรรทุกเพื่อการประหยัดพลังงาน ไม่น้อยกว่า 5,000 คน ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงในการขนส่งสินค้า และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานของเจ้าของกิจการด้วย รวมถึงการสนับสนุนนโยบายประชารัฐ ในการสร้างต้นแบบเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) จำนวน 20 แห่ง โดยสนับสนุนผู้ประกอบอาชีพฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยใช้เครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน การใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติ ร่วมกับการใช้พลังงานทดแทนอย่างเหมาะสม
     
     สำหรับด้านพลังงานทดแทนนั้น ที่ประชุมฯ ได้สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทดแทนผลิตไฟฟ้า สำหรับใช้ในพื้นที่ที่ต้องการความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงพื้นที่ห่างไกล เช่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมกันนี้ได้เตรียมสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) มาใช้ในกลุ่มบ้านพักอาศัย อาคาร โรงงาน และหน่วยงานราชการ โดยตั้งเป้านำพลังงานทดแทนมาผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 7.7 เมกะวัตต์ 
     
     “การจัดสรรเงินกองทุนฯ เป็นไปตามขั้นตอนและกรอบหลักเกณฑ์ โดยหลังจากที่คณะกรรมการกองทุนฯ ได้อนุมัติจัดสรรเงินให้หน่วยงานไปดำเนินโครงการต่างๆ  ก็จะต้องปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ จากนั้นจะมีคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และติดตามตรวจสอบการใช้เงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน และเพื่อตอกย้ำว่าการบริหารเงินกองทุนฯ มีความชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้” รอง ผอ.สนพ. กล่าว

Date : 06 / 09 / 2017

  • Date : 06 / 09 / 2017
    "อนันตพร"ชี้ราคารับซื้อไฟโซลาร์รูฟท็อปเสรีไม่เกิน 2.60 บาทต่อหน่วย

    รัฐมนตรีพลังงาน ยืนยันเปิดโซลาร์รูฟท็อปเสรีปลายปี 2560 นี้ ชี้ราคารับซื้อไม่เกินราคาไฟฟ้าขายส่งของการไฟฟ้า 2.60 บาทต่อหน่วย คาดพิจารณาราคาและปริมาณรับซื้อในที่ประชุม กบง.รอบถัดไป ระบุเม็ดเงินลงทุนภาคพลังงานสะพัด 5-6 แสนล้านบาทต่อปี แนะเอกชนติดตามนโยบายพลังงาน 4.0 ใน 4 ด้าน เจาะช่องทางหาโอกาสลงทุนอย่างเหมาะสม

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา Energy Symposium 2017 เรื่อง Energy 4.0 โอกาสของอุตสาหกรรมไทย จัดโดยสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)ว่า กระทรวงพลังงานจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)แบบเสรีช่วงปลายปี 2560 นี้ โดยราคารับซื้อไฟฟ้าต้องไม่เกินราคาขายส่งของการไฟฟ้าที่ปัจจุบันขายอยู่ 2.60 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตามราคารับซื้อจะมีหลายราคาแตกต่างตามกลุ่มผู้ติดตั้ง ซึ่งทั้งด้านราคาและปริมาณรับซื้อจะถูกนำไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ในรอบถัดไป  

    อย่างไรก็ตามนโยบายพลังงาน 4.0 ที่เน้นการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นช่องทางที่ภาคเอกชนสามารถหาโอกาสเข้าไปร่วมลงทุนได้ ซึ่งแต่ละปีจะมีการลงทุนภาคพลังงานถึง 5-6 แสนล้านบาททั้งด้านน้ำมันและไฟฟ้า ดังนั้นภาคเอกชนจะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีและติดตามนโยบายกระทรวงพลังงานให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะที่ผ่านมามีปัญหาร้องเรียนมายังกระทรวงพลังงานจำนวนมาก ซึ่งได้พยามช่วยแก้ปัญหาไปมากแล้ว

     สำหรับนโยบายพลังงาน 4.0 ทางกระทรวงพลังงานเน้น 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.เมืองอัจฉริยะ(สมาร์ท ซิตี้) 2.รถยนต์ไฟฟ้า(EV) 3. การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) และ4.ระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage) โดยในส่วนของรถยนต์EV นั้น ทางกระทรวงพลังงานตั้งเป้าจะมีรถยนต์ EV 1.2 ล้านคันใน 20 ปีข้างหน้า ปัจจุบันกำลังผลักดันให้เกิดปั๊มชาร์จรถ EV ให้ครบ 150 แห่งภายในปี 2561 ซึ่งจะกระจายตัวตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ

    พร้อมกันนี้กระทรวงพลังงานส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซล่าร์ โดยตามเป้าหมายจะเปิดรับซื้อไฟฟ้า 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 ปัจจุบันรับซื้อแล้ว 3,000 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือจะเปิดโครงการในเวลาที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งเป็นโอกาสที่ภาคเอกชนจะเข้ามาร่วมหาโอกาสการลงทุนได้

    “ปัจจุบันโซลาร์ได้รับความนิยมสูงสุด เป็นเรื่องดี แต่ถ้าผลิตมากก็จะมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า ปัจจุบันค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บตามบ้านเรือน มีค่าพลังงานทดแทนอยู่นั้นคิดเป็น 20 สตางค์ต่อหน่วยแล้ว หากใครพูดว่าจะเอาพลังงานทดแทนอย่างเดียวก็ต้องยอมรับค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นให้ได้ด้วย และผมฝากเป็นโจทย์ให้คิดว่า ถ้าผมเปิดประมูลโซลาร์เหมือนกับโรงไฟฟ้าทุกชนิด ท่านจะสู้ไหม เพราะท่านบอกว่าโซลาร์ถูกสู้ได้ทุกเชื้อเพลิง ถ้าราคาโซลาร์ชนะก๊าซและถ่านหิน ผมเปิดเลย แต่ปัจจุบันราคาไฟฟ้าทั่วไปเฉลี่ยอยู่ 2.60 บาทต่อหน่วย แต่โซลาร์ตามราคาฟีทอินทารีฟอยู่ที่ 4.12 บาทต่อหน่วย”

    ขณะที่ Energy Storage สำหรับนำมาใช้เป็นแบตเตอรี่ในรถยนต์นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการแสวงหาเทคโนโลยีที่จะสามารถเก็บพลังงานได้จำนวนมาก ในเวลารวดเร็วและราคาไม่แพง โดยกระทรวงพลังงานกำลังสนับสนุนการวิจัยดังกล่าวอยู่ ส่วน Energy Storage ที่จะนำมาใช้กับภาคไฟฟ้าก็อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าควรใช้เก็บไฟฟ้าที่ต้นทางคือจุดผลิตไฟฟ้า หรือกลางทาง คือสถานีไฟฟ้าย่อย หรือปลายทางคือ บ้านเรือนประชาชน จึงจะเหมาะสมก่อให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ

    อย่างไรก็ตามรถยนต์ EV ระบบ Energy Storage และโซลาร์ จะมีส่วนเกี่ยวข้องกันเพราะจะนำไปทดลองใช้ในเมืองอัจฉริยะ เพื่อให้เกิดการใช้นวัตกรรมพลังงานที่ครบวงจรต่อไป   

Date : 05 / 09 / 2017

  • Date : 05 / 09 / 2017
    กบง.ปรับขึ้นราคา LPG เดือนก.ย. 67 สตางค์ต่อกิโลกรัม

    กบง.ควักเงินกองทุนน้ำมัน508ล้านบาทรักษาเสถียรภาพก๊าซLPG เดือนก.. ให้ราคาขายปลีกขยับขึ้นเพียง 0.67บาทต่อกก. หลังเปิดเสรีแล้วราคาตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นมาก

     

    นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กบง. ได้พิจารณาโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้น( LPG) อ้างอิงสำหรับเดือนก.. 2560 ซึ่งจากสถานการณ์ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลก (CP) เดือนก.. 2560 มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาอยู่ที่ระดับ 490 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 50 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนส..2560 แข็งค่าขึ้นจากเดือนก่อน 0.4854 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ 33.4292 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคา โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซ LPG ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.4389 บาทต่อกิโลกรัม จาก 16.2581 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 17.6970 บาทต่อกิโลกรัม

     

    ดังนั้น เพื่อให้ราคาขายปลีกก๊าซ LPG สะท้อนต้นทุน สอดคล้องตามแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG ในขณะเดียวกันต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากเกินไป ที่ประชุม กบง. จึงเห็นควรให้ใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคา โดยให้ปรับเพิ่มอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ 0.8160 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมที่กองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 2.7559 บาทต่อกิโลกรัม เป็นชดเชย 3.5719 บาทต่อกิโลกรัม 

     

    ส่งผลให้ราคาขายปลีกก๊าซ LPG อ้างอิงสำหรับเดือนก..2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.67 บาทต่อกิโลกรัม จาก 20.49 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 21.15 บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น 10 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 .. 2560 

     

    ทั้งนี้ ผลจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายสุทธิอยู่ที่ 508ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง วันที่ 3 .. 2560 อยู่ที่ 38,632 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีในส่วนของก๊าซ LPG อยู่ที่ 5,859 ล้านบาท และบัญชีในส่วนของน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 32,773 ล้านบาท

     

    พร้อมกันนี้ ที่ประชุม กบง. ยังได้พิจารณาผลการศึกษาการทบทวนการคำนวณต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์( NGV )เพื่อให้ สะท้อนต้นทุน และสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ของสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเห็นชอบให้ปรับสูตรราคา NGV โดยเพิ่มค่าใช้จ่ายในการปรับคุณภาพ NGV เฉพาะรถส่วนบุคคล ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ยังคงให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การคำนวณเดิม ตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 20 .. 2559 ทั้งนี้ ให้ ปตท. รับไปบริหารจัดการต้นทุนให้เหมาะสมต่อไป

  • Date : 05 / 09 / 2017
    กระทรวงพลังงานแถลงข่าวด่วนหลัง นายกฯสั่งชะลอโครงการสตึงมนัม กัมพูชา
    กระทรวงพลังงานเปิดแถลงข่าวด่วน แจงนายกรัฐมนตรีสั่งชะลอโครงการสตึงมนัม ของกัมพูชา เอาไว้ก่อน รอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ศึกษาเรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  หรือEEC ระบุในอนาคตถ้ามีน้ำใช้เพียงพอ ก็ไม่จำเป็นต้องมี สตึงมนัม 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center -ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่5ก.ย.2560 กระทรวงพลังงานได้จัดให้มีการแถลงข่าวด่วนต่อสื่อมื่อมวลชนเรื่องโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา  โดยมีนายประเสริญ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เป็นตัวแทนในการแถลงข่าว 
     
    สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ถือเป็นโครงการดั้งเดิมที่มีการศึกษาเอาไว้มากว่า30ปี แล้วแต่ถูกนำมาปัดฝุ่นให้มีการศึกษาใหม่  ตามดำริของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีความเป็นห่วงกับปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออกในอนาคต หาก รัฐบาลมีการผลักดันโครงการพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  หรือ(Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งโครงการดังกล่าวนายกรัฐมนตรีของไทย ได้มีการนำไปหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี ฮุนเซ็น ของกัมพูชา ด้วยแล้ว และมีการสั่งการลงมาให้กระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการนำเสนอโครงการ 
     
    นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวชี้แจงว่า สถานะล่าสุดของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา  ในขณะนี้คือ กระทรวงพลังงานมีการชะลอโครงการเอาไว้ก่อน เพื่อรอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำเนินการศึกษาเรื่องแนวทางการจัดการน้ำในภาคตะวันออกในอนาคตเพื่อรองรับโครงการ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  หรือEEC  ว่าจะมีปริมาณน้ำที่เพียงพอใช้ตลอดทั้งปีหรือไม่ ซึ่งหากทางกระทรวงเกษตรฯมีผลการศึกษายืนยันว่าสามารถที่จะมีการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบการจัดส่งน้ำเพื่อป้อนEEC ได้   กระทรวงพลังงานก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา  เพราะประเด็นสำคัญหลัก ที่ไทยต้องการจากโครงการนี้คือเรื่องน้ำ ไม่ใช่เรื่องไฟฟ้า 
     
    ทั้งนี้ ทางกรมชลประทานรายงานต่อนายกรัฐมนตรี  ว่า สามารถบริหารจัดการน้ำได้เพียงพอรองรับ EEC ได้ในอีก12 ปีข้างหน้า แต่ปีหลังจากนั้นยังไม่ได้มีการศึกษา ทางนายกรัฐมนตรีจึงสั่งให้มีการชะลอโครงการเอาไว้ก่อน เพื่อรอผลการศึกษาเพิ่มเติมจากกระทรวงเกษตรฯ
     
    นายประเสริฐ ยังกล่าวชี้แจงถึงเหตุผลถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าจากโครงการสตึงมนัม  ที่มีอัตราสูงถึง10.75 บาทต่อหน่วยด้วยว่า จนเกิดมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างด้วยว่า  โครงการสตึงนัม ไทยมีวัตถุประสงค์หลักคือเรื่องน้ำ ดังนั้นจึงมีต้องมีการลงทุนสร้างเขื่อนเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่ใช้เงินลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท รวมทั้งต้องมีการลงทุนระบบท่อส่งน้ำให้รองรับกับการนำมาใช้ในEEC ด้วย  โดยน้ำที่ได้จากโครงการขั้นต่ำจะมีปริมาณ300 ล้านลบ.เมตร ต่อปี ซึ่งเพียงพอที่จะเสริมความมั่นคงด้านระบบนิเวศน์ และภาคอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ที่เคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมาก่อนได้   ส่วนไฟฟ้าที่จะได้จากโครงการ 24 เมกะวัตต์ จะมาช่วยเสริมระบบใน จ. ตราด และจันทบุรี ที่อยู่ปลายสายส่ง ที่ปัจจุบันมีปัญหาไฟตกดับบ้างในบางช่วง  
     
  • Date : 05 / 09 / 2017
    กกพ.พร้อมเดินหน้ารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน78เมกะวัตต์ภายในปีนี้
    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พร้อมเดินหน้าโครงการรับซื้อไฟฟ้าขยะชุมชน 78 เมกะวัตต์  ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี2560นี้ โดยจะมีการทบทวนรายละเอียดในประกาศและหลักเกณฑ์ของ กกพ. ใหม่ เพื่อเลื่อนระยะเวลาการจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD) ออกไป เนื่องจากโครงการล่าช้ามาแล้วกว่า6เดือน
     
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.เตรียมเดินหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ Feed-in-Tariff (FIT) ในปริมาณ 78 เมกะวัตต์ที่ชะลอโครงการไว้ให้เสร็จสิ้นในปี 2560 นี้  หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตอบข้อหารือของกระทรวงมหาดไทย กรณีกฎหมายลูกตามมาตรา 34/1 แห่ง พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2560 (ฉบับที่ 2) ยังไม่ออกประกาศ จึงเห็นว่าควรให้โครงการที่เกี่ยวกับขยะกลับไปใช้ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ตามเดิม ทาง กกพ จึงต้องมีการนำประกาศจัดหาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะมาทบทวนและปรับปรุงวิธีการให้มีความเหมาะสมและสามารถเดินหน้าจัดหาไฟฟ้าได้โดยไม่ขัดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
     
    ขณะนี้ กกพ.ได้มอบหมายให้คณะทำงานทบทวนรายละเอียดในประกาศและหลักเกณฑ์การจัดไฟฟ้าจากขยะชุมชนใหม่ว่ามีส่วนใดที่ต้องแก้ไขหรือปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างไร เช่น กำหนดการดำเนินโครงการ เพราะโครงการดังกล่าวล่าช้ามาประมาณ 6 เดือน แล้ว จึงต้องเลื่อนกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ออกไปจากเดิมกำหนดไว้ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2562 
     
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมา กกพ.ได้ออกประกาศและหลักเกณฑ์การจัดหาไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบFIT เป้าหมายรับซื้อประมาณ 80 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2559 และกำหนดซักซ้อมทำความเข้าใจวันที่ 15 ก.พ. 2560 ก่อนที่จะเปิดให้สมัครร่วมโครงการวันที่ 1-2 มี.ค.2560ปริมาณที่ยื่นจริงราว 78 เมกะวัตต์ แต่การประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)กกพ.ครั้งที่ 5/2560 (ครั้งที่ 447) เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2560 มีมติให้เลื่อนกำหนดการซักซ้อมทำความเข้าใจในการยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อรอให้ กระทรวงมหาดไทยจัดทำกฎหมายลูกให้แล้วเสร็จ ซึ่งโครงการนี้ไม่ต้องผ่านกระบวนการแข่งขันด้านราคา 
     
    สำหรับเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579(AEDP) กำหนดรับซื้อไฟฟ้าขยะชุมชน 500 เมกะวัตต์ และขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์ ปัจจุบัน ขยะชุมชน มีโครงการผูกพันกับภาครัฐแล้ว 44 ราย กำลังผลิตรวม 391 เมกะวัตต์ เหลือรับซื้อ 109 เมกะวัตต์ ส่วนขยะอุตสาหกรรม มีโครการผู้พันกับภาครัฐแล้ว 7 ราย กำลังผลิต 37 เมกะวัตต์ คงเหลือเป้าหมายรับซื้อ 13 เมกะวัตต์