ข่าวทั้งหมด

Date : 28 / 07 / 2016

  • Date : 28 / 07 / 2016
    ปตท.สผ. ทำกำไร 232 ล้านเหรียญฯ ครึ่งปี 59 หลังลดต้นทุนได้กว่า 20%

    ปตท.สผ. เผยผลประกอบการครึ่งปีแรก กำไร 232 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้กว่า 20% ขณะที่สถานะการเงินยังคงแข็งแกร่ง เล็งขยายการลงทุนเข้าสู่โครงการสำรวจที่มีศักยภาพสูงในประเทศมาเลเซีย

    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2559 ว่าปตท.สผ. มีกำไรสุทธิ 232 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับครึ่งปีแรกที่อัตราหุ้นละ0.75 บาท และยังพร้อมเพิ่มการลงทุนหากเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจ ดังเช่น การขยายการลงทุนเข้าสู่โครงการสำรวจที่มีศักยภาพสูงในประเทศมาเลเซียเมื่อเร็วๆ นี้

    ทั้งนี้ ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปตท.สผ.ได้เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยรักษาระดับการผลิตและการลดต้นทุนผ่านโครงการ SAVE to be SAFE อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 1,038 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และยังคงมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งโดยมีเงินสดในมือกว่า 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

    สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2559 บริษัทมีรายได้รวม 2.203 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558 สาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลงถึง 27% ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ในขณะที่มีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย325,257 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน สูงขึ้น 3% จากปี 2558 

    นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถลดต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) มาอยู่ที่ 29.42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยของปี 2558 จากการลดค่าใช้จ่ายและการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อาทิ ลดจำนวนวันและค่าใช้จ่ายในการเจาะหลุม เจรจาเพื่อลดต้นทุนการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น เป็นผลให้บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (Recurring Net Profit) อยู่ที่ 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

    ในขณะที่มีขาดทุนจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ (Non-recurring Items) จำนวนรวมทั้งสิ้น 38 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วยผลขาดทุนจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Oil Price Hedging) จำนวน 126 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นการรับรู้ขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสัญญาฯ คงเหลือของครึ่งปีหลัง ซึ่งไม่กระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัท (การรับรู้กำไรหรือขาดทุนที่จะเกิดขึ้นจริงของสัญญาฯ ดังกล่าวจะเป็นไปตามราคาน้ำมัน ณ วันที่สัญญาครบกำหนดในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2559) ในขณะที่บริษัทมีค่าใช้จ่ายภาษีที่ลดลงเนื่องจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจาก 36.09 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 35.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  ณ สิ้นไตรมาส 2 ของปี 2559

    ทั้งนี้ จากการพิจารณาผลประกอบการและสถานะทางการเงินดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2559 ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทงวด 6 เดือนแรกปี 2559ในอัตราหุ้นละ 0.75 บาท ซึ่งการพิจารณาจ่ายเงินปันผลสอดคล้องกับนโยบายการให้ผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น โดยบริษัทกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 11 ส.ค. 59 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 25 ส.ค. 59

    “ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ในการปรับตัวเพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ รวมถึงการขยายการลงทุนในพื้นที่ที่มีความชำนาญและมีศักยภาพทางปิโตรเลียมสูงอย่างแปลงสำรวจ SK410B ประเทศมาเลเซีย ตามกลยุทธ์ RESET REFOCUS RENEW  ที่วางไว้ ซึ่ง ปตท.สผ. เชื่อมั่นว่าแนวทางดังกล่าวจะทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการองค์กรให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนภายใต้สถานการณ์ราคาน้ำมันและสถานการณ์โลกที่ผันผวนในปัจจุบัน” นายสมพรกล่าว

  • Date : 28 / 07 / 2016
    เตรียมยกเลิกขายแก๊สโซฮอล์ 91 ตามแผนในปี 2561

    กรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันเดินหน้ายกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ตามแผน 1 ม.ค. 2561 ระบุโรงกลั่นต้องลงทุนเพิ่มและจะกระทบราคาโซฮอล์ 95 ลิตรละ 2 สตางค์ พร้อมเสนอปรับขึ้นภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซลเกรดพรีเมียมเต็มเพดาน 10 บาทต่อลิตร เล็งลดสัดส่วนน้ำมันปาล์มในดีเซลเหลือ B3 ส่วนท่อน้ำมันภาคเหนือและอีสานคาดเสร็จปี 2561-2563

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯ ยืนยันจะเดินหน้ายกเลิกการจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2561 ซึ่งเป็นไปตามแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (oil Plan 2015) โดยล่าสุดได้หารือกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2559 โดยกลุ่มโรงกลั่นเห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว แต่ระบุว่าอาจส่งผลกระทบให้ไทยขาดแคลนน้ำมันเบนซินพื้นฐาน (G-Base) เนื่องจากประชาชนจะหันไปใช้แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่ม และทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันพื้นฐานเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตแก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการนำเข้า G-Base เพิ่มขึ้น จะเป็นปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันหลายโรงกลั่นเริ่มปรับตัวเพื่อปรับปรุงการผลิตให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และมีการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า G-Base ในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการอาจต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อโรงเพื่อปรับปรุงการผลิตดังกล่าว และจะส่งผลกระทบต่อราคาจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 95 เฉลี่ยประมาณ 2 สตางค์ต่อลิตรต่อระยะเวลาคุ้มทุน 20 ปี แต่ในส่วนของผู้ใช้นั้นเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากรถแก๊สโซฮอล์ 91 ทุกคันสามารถหันไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ได้ทันที

    นอกจากนี้กรมฯ ยังเตรียมเสนอกระทรวงพลังงานให้ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและดีเซล เฉพาะเกรดพรีเมียม ในอัตราเต็มเพดานการจัดเก็บที่ 10 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันเก็บอยู่เฉลี่ย 5 บาทต่อลิตร ส่วนการขึ้นภาษีก๊าซหุงต้ม (LPG) ภาคขนส่งนั้น เห็นควรให้ปรับขึ้นใกล้เคียงกับน้ำมัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้ยานยนต์ทุกราย แต่เบื้องต้นจะต้องรอการแก้ไขกฎหมายให้เสร็จก่อน สำหรับปัจจุบันภาษี LPG ภาคขนส่งถูกจัดเก็บอยู่ 2.17 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 1 บาทต่อลิตร

    นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า กรมฯ ยังเตรียมรอดูสถานการณ์ปริมาณน้ำมันปาล์มของประเทศอีก 1 สัปดาห์ โดยหากยังขาดแคลนอยู่ กรมฯ จะออกประกาศปรับลดสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B100) ในน้ำมันดีเซลลง จากปัจจุบันผสมในสัดส่วน 5%ในน้ำมันดีเซลทุกลิตร หรือเรียกว่า ไบโอดีเซล B5 โดยจะปรับลดสัดส่วนเหลือเพียง B3 อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์มีหนังสือแจ้งกรมฯ มาว่า ปาล์มจะขาดแคลนถึงสิ้นปี 2559 นี้ และสต๊อก B100 ที่เก็บอยู่ 60 ล้านลิตรนั้น ขณะนี้หมดสต๊อกแล้ว ซึ่งกรมฯจะนำมาพิจารณาปรับสัดส่วนไบโอดีเซลให้เหมาะสมต่อไป ส่วนความคืบหน้าการศึกษาใช้ไบโอดีเซล B10 นั้น ขณะนี้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กำลังศึกษาและคาดว่าจะเสร็จประมาณกลางปี 2560  

    สำหรับสถานการณ์การใช้น้ำมันช่วงครึ่งแรกของปี 2559 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 พบว่า ยอดการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้น 10.91%  และดีเซลเพิ่มขึ้น 4.24% ส่วน LPG ลดลง 12.08% ส่วนก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ลดลง 8.39% เนื่องจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลง ส่งผลให้ผู้ใช้ยานยนต์เปลี่ยนจากการใช้ก๊าซฯ กลับไปใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น

    ในส่วนของความคืบหน้าการสร้างท่อส่งน้ำมันไปภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานนั้น ในส่วนของท่อน้ำมันภาคเหนือนั้น บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (FPT) อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และเตรียมทำประชาพิจารณ์ โดยจะสร้างท่อต่อจากของเดิมที่ FPT ดำเนินการอยู่ที่ อ.บางประอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ขยายเพิ่มไปยัง จ.พิจิตร และ จ.ลำปาง พร้อมกันนี้ได้จัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างคลังน้ำมันที่ จ.พิจิตร 120 ไร่ โดยจะวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 23 ส.ค. 2559 เพื่อเตรียมสร้างคลังน้ำมันที่สำหรับการกระจายน้ำมันจำหน่ายในภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในปี 2561 และเตรียมจัดซื้อที่ดิน 112 ไร่ ที่ จ.ลำปาง เพื่อก่อสร้างคลังน้ำมัน โดยคาดว่าจะเสร็จในปี 2562

    ขณะที่การก่อสร้างท่อน้ำมันไปภาคอีสานนั้น บริษัท ไทย ไปปน์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN) ภายใต้กลุ่มบริษัท เอส ซี กรุ๊ป   (SC Group) ได้เจรจาจะต่อท่อน้ำมันจากบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (THAPPLINE) บริเวณ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ขยายไปถึง จ.ขอนแก่น ซึ่งเบื้องต้นได้บรรลุข้อตกลงกับ บริษัท THAPPLINE แล้วและรอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากผู้ถือหุ้นของ THAPPLINE ซึ่งคาดว่าจะได้รับการอนุมัติภายในเดือน ส.ค.2559 โดยใช้เงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท คาดสร้างเสร็จประมาณปี 2562-2563

Date : 27 / 07 / 2016

  • Date : 27 / 07 / 2016
    พลังงานเร่งมาตรการประหยัดสู้ภาวะน้ำมันราคาถูก

    กระทรวงพลังงานเผย น้ำมันโลกราคาถูกกระทบการประหยัดพลังงานภาคประชาชน เร่งส่งเสริมมาตรการประหยัดให้เข้มข้นขึ้น รณรงค์เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED และแอร์เบอร์ 5 พร้อมนำร่องทดลองใช้ App ควบคุมระบบไฟฟ้าในอาคาร สนพ.

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สืบเนื่องจากน้ำมันในตลาดโลกมีราคาถูกลง ส่งผลให้การตระหนักรู้เกี่ยวกับการประหยัดพลังงานของภาคประชาชนลดน้อยลงไปมาก และทำให้การส่งเสริมการประหยัดพลังงานในช่วงปี 2558-2559 ทำได้ยากขึ้น ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงจะเร่งดำเนินการส่งเสริมการประหยัดพลังงานในภาคประชาชนให้เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ในเรื่องใกล้ตัวและทำได้ง่าย คือ การเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าเป็นหลอด LED และการใช้เครื่องปรับอากาศที่มีสลากเบอร์ 5 เป็นต้น

    สำหรับการประหยัดพลังงานในภาครัฐนั้น ในปี 2559 ได้ส่งเสริมให้อาคารภาครัฐเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าเป็น LED เกือบทั้งหมด โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 200 ล้านบาท และในช่วงปี 2558-2559 ได้รับงบประมาณอีกประมาณ 2,500 ล้านบาท สำหรับการส่งเสริมให้อาคารภาครัฐเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศที่มีอายุใช้งานเกิน 10 ปี โดยคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศได้ประมาณ 5 หมื่นเครื่อง

    นอกจากนี้ สนพ.ยังได้ทดลองมาตรการประหยัดพลังงานในอาคาร โดยใช้ระบบปฏิบัติการ หรือ App บนมือถือ ซึ่งสามารถควบคุมไฟฟ้าทั้งหมดในอาคารได้ รวมถึงสามารถปรับอุณหภูมิภายในอาคารให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการทดลองใช้ในอาคารของ สพน. โดยจะดำเนินการเป็นเวลา 1 ปี หากประสบผลสำเร็จจะพัฒนาส่งเสริมไปใช้กับพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

    ล่าสุด สนพ.ได้ร่วมออกบูธกิจกรรม รวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์ ปี 2 ในงานบ้านและสวนแฟร์ มิดเยียร์ 2016 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 27-31 ก.ค. 2559 โดยภายในบูธจะมีกิจกรรมที่ให้ความรู้ในการเลือกซื้ออุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 การให้ความรู้เรื่องเครื่องปรับอากาศที่มีค่า SEER สูงและหลอดไฟฟ้า LED ขนาด 8 วัตต์ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ประชาชนสามารถประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในชีวิตประจำวันได้

     

Date : 26 / 07 / 2016

  • Date : 26 / 07 / 2016
    ปตท. เผยมีแผนรับซื้อ LNG จากโมซัมบิก

    ซีอีโอ ปตท. เยือนกาตาร์และโมซัมบิก ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ระบุ มีแผนรับซื้อ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 ของโมซัมบิกที่ ปตท.สผ. ร่วมลงทุน เพื่อรองรับความต้องการก๊าซ ฯ ของไทยในระยะยาว

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า ได้เดินทางไปศึกษาดูงานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ประเทศกาตาร์และโมซัมบิก ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เมื่อกลางเดือน ก.ค.2559 ที่ผ่านมา โดย ปตท. วางแผนจะรับซื้อ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 ของโมซัมบิก ที่มีบริษัท Anadarko เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาก๊าซฯ มารองรับความต้องการในระยะยาวของประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ไปร่วมลงทุนในแปลงสำรวจ Rovuma Area 1 ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ที่สุดที่มีการค้นพบในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ศักยภาพที่ประเมินขณะนี้คือ 75 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และเมื่อรวมกับแปลงที่ติดกัน ทำให้โมซัมบิกมีศักยภาพในการผลิตก๊าซฯถึง 140 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต สามารถพัฒนาเป็นผู้ผลิต LNG ที่สำคัญของโลกในอนาคตเช่นเดียวกับกาตาร์ได้

    "ปตท. ได้วางแผนที่จะรับซื้อก๊าซ LNG จากโครงการ Rovuma Area 1 เป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาก๊าซฯ มารองรับความต้องการในระยะยาว เราจึงไปติดตามความคืบหน้าของโครงการกับผู้ดำเนินการ คือบริษัท Anadarko พร้อมทั้งเข้าพบนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารส่วนราชการต่างๆ เพื่อแสดงความเชื่อมั่นและสนับสนุนการพัฒนาโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองประเทศในระยะยาว ผมหวังว่าความร่วมมือด้านพลังงานจะช่วยจุดประกาย ให้เกิดโอกาสที่จะนำเทคโนโลยี เงินทุน ความรู้ และความเชี่ยวชาญของเอกชนไทย ไปร่วมพัฒนาทรัพยากรของโมซัมบิกในด้านต่างๆ โดยต้องแบ่งประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมกับคนท้องถิ่นด้วย ประเทศเราจะได้มีพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะยาว" นายเทวินทร์ระบุ

    สำหรับโมซัมบิกเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ นอกเหนือจากก๊าซฯจำนวนมหาศาลแล้ว ยังมีแร่ธาตุ ถ่านหิน อัญมณี ป่าไม้ ชายฝั่งทะเลที่ยาวและสวยงาม รวมถึงเป็นแหล่งอาหารทะเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  และเมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลไทยได้ยกระดับความสำคัญโดยได้เปิดสถานทูตไทยที่เมือง Maputo ซึ่งเป็นเมืองหลวงของโมซัมบิก

    นายเทวินทร์​ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมเทคโนโลยีผลิต LNG ที่นิคมอุตสาหกรรมชื่อ Las Laffan ประเทศกาตาร์ ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 200 ตารางกิโลเมตร มีกำลังการผลิตสูงถึง 77 ล้านตันต่อปี นับเป็นผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน ซึ่งไทยได้เริ่มนำเข้า LNG จากกาตาร์มาตั้งแต่ปี 2558 ในปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี

    สำหรับประเทศกาตาร์ ค้นพบแหล่งก๊าซฯใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ North Field ในอ่าวเปอร์เซีย มีปริมาณสำรองก๊าซ 900 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะที่ศักยภาพก๊าซฯของไทยซึ่งรวมกับที่ผลิตไปแล้วตลอด 35 ปี มีเพียง 30 ล้านล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หรือเพียง 3% ของกาตาร์เท่านั้น

    "ผมได้ไปพบผู้บริหารและเข้าชมโรงงานของบริษัทกาตาร์ก๊าซ (Qatar Gas) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัทพลังงานแห่งชาติ Qatar Petroleum และบริษัทต่างชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ก่อสร้างและดำเนินโครงการ มีกำลังการผลิตรวม 42 ล้านตันต่อปี โรงงานแรกเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 2539  และได้ขยายโรงงานรวมทั้งพัฒนาสายการผลิตขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก (Mega Train) คือ 7.8 ล้านตันต่อปี"นายเทวินทร์ กล่าว

    ทั้งนี้กระบวนการผลิต LNG จะเริ่มจากการรับก๊าซธรรมชาติผ่านทางท่อ มาแยกก๊าซฯเหลว (Condensate) และก๊าซปนเปื้อนต่างๆ เช่น N2, CO2, H2S ให้เหลือเฉพาะก๊าซมีเทนและอีเทน เพื่อนำมาเปลี่ยนสถานะให้อยู่ในรูปของเหลวโดยลดอุณหภูมิเหลือ -160 องศาเซลเซียส ทำให้ปริมาตรลดลงถึง 600 เท่า สะดวกต่อการขนส่งในระยะทางไกลๆ  กาตาร์ก๊าซมีกองเรือขนส่งก๊าซ LNG รวม 43 ลำ เพื่อจัดส่งให้ลูกค้าทั่วโลก โดยมีเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเรียกว่า Q-Max มีความจุ 266,000 ลูกบาศก์เมตร ถึง 13 ลำ

     

Date : 25 / 07 / 2016

  • Date : 25 / 07 / 2016
    สถาบันปิโตรเลียมฯ เสนอโมเดลราคา E85, E20 หวังดึงยอดใช้พลังงานทดแทนกลับสู่เป้าหมาย

    สถาบันปิโตรเลียมฯ เสนอโมเดลคำนวณราคาแก๊สโซฮอล์ E85 และ E20 ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน 28 ก.ค. นี้ เชื่อจะช่วยดึงการใช้พลังงานทดแทนกลับสู่เป้าหมาย หลังน้ำมันราคาถูกทำยอดใช้หดตัว

     

    นายเรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล รองผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถาบันฯ จะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะโครงการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง ในวันที่ 28 ก.ค. 2559 ที่โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ เพื่อให้ภาครัฐนำไปกำหนดทิศทางด้านราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์และน้ำมันไบโอดีเซลของประเทศอย่างเหมาะสม

    โดยการรับฟังความเห็นโครงการดังกล่าว เกิดจากปัจจุบันสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกมีการเปลี่ยนแปลงมาก และมีผลกระทบต่อยอดการใช้เอทานอลที่อยู่ในรูปของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B 100) ที่อยู่ในรูปของน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งราคาน้ำมันโลกที่ลดต่ำลงส่งผลกระทบให้ผู้บริโภคใช้พลังงานทดแทนน้อยลง และจะมีผลต่อเป้าหมายของกระทรวงพลังงานที่ต้องการผลักดันให้ยอดการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นในปี 2579 เป็น 11.3 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ประมาณ 3.51 ล้านลิตรต่อวัน และไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น 14 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันใช้อยู่ประมาณ 3.37 ล้านลิตรต่อวัน

    ดังนั้นสถาบันฯ จึงได้ทำโมเดลส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์ E85 และ E20 ที่เหมาะสม ในแต่ละช่วงที่ราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถคำนวณและนำมาใช้ได้ทุกสถานการณ์ ซึ่งจะเป็นการเปรียบเทียบค่าความร้อนและความคุ้มค่า โดยรวมปัจจัยเรื่องเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าการตลาด และอื่นๆ ไว้แล้ว เมื่อคำนวณตามสูตรก็จะได้ราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์ที่เหมาะสมที่จะทำให้ประชาชนหันมาใช้มากขึ้นได้ โดยสถาบันฯ จะนำโมเดลดังกล่าวมาเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนในวันที่ 28 ก.ค. 2559 เพื่อนำผลสรุปเสนอต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาด้านนโยบายต่อไป