ข่าวทั้งหมด

Date : 15 / 02 / 2016

  • Date : 15 / 02 / 2016
    ปตท.เปิดพื้นที่ 148 ปั๊ม ตั้งร้าน “ประชารัฐสุขใจ Shop”

    ปตท.เปิดพื้นที่ 148 ปั๊ม ตั้งร้าน “ประชารัฐสุขใจ Shop” ส่งเสริมสินค้าพื้นบ้านและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น เป็นเวลา 3 ปี ขณะ สสว.สนับสนุน 100 ล้านบาทและ ททท. อีก 148 ล้านบาท หนุนกิจการ คาดเริ่มเปิดครั้งแรกเดือนเม.ย. 2559 นี้
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ(MOU) ใน “โครงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลาข่าวสารการท่องเที่ยวและจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นทั่วประเทศในพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ภายใต้ชื่อ ประชารัฐสุขใจ Shop” ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย(พช.) เพื่อส่งเสริมสินค้าพื้นบ้านและการท่องเที่ยวในท้องถิ่น และกระจายรายให้ชุมชน
    ทั้งนี้ ปตท. ได้สนับสนุน พื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศ จำนวน 148 สถานี ให้เป็นจุดตั้งโครงการเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยไม่คิดค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งร้าน ประชารัฐสุขใจ Shop ได้ประมาณเดือน เม.ย. 2559 นี้
    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. จะเป็นผู้สนับสนุนด้านงบประมาณ 148 ล้านบาท หรือร้านละ 1 ล้านบาท ในการจัดตั้งร้านประชารัฐสุขใจ Shop ทั้ง 148 ร้านทั่วประเทศ และดูแลเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้รู้จักในวงกว้าง รวมทั้ง การสนับสนุนข้อมูลด้านการท่องเที่ยว พร้อมร่วมฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในการให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว อีกทั้งมอบหมายให้สำนักงาน ททท. ในแต่ละจังหวัดประสานงานคัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพมาจำหน่ายในร้านด้วย
    ทั้งนี้ร้านประชารัฐสุขใจ Shop ถือเป็นการตอบสนอง พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่มีการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและของที่ระลึกถึง 26% อาหารและเครื่องดื่ม 30% ส่วนการเดินทางนั้นนักท่องเที่ยว ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวโดยรถยนต์ถึง 70 % ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งร้านประชารัฐสุขใจShop จะสามารถบริการนักท่องเที่ยวได้อย่างครบถ้วน
    นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า สสว.จะให้งบค่าบริหารจัดการร้านประชารัฐสุขใจ Shop จำนวน 100 ล้านบาทใน 3 ปี โดยร้านดังกล่าวจะแตกต่างจากร้านสะดวกซื้อทั่วไป เพราะว่าสินค้าที่วางขายจะเป็นสินค้าเด่นในแต่ละจังหวัด ซึ่งจะดึงดูดใจให้คนที่ผ่านไปมาแวะเข้าซื้อสินค้าในร้าน
    ในส่วนของ สสว. และกรมการพัฒนาชุมชน จะช่วยกันคัดเลือกสินค้าเด่นจากผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดนั้นๆ ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดเกรดสินค้า โดยเกรด Aถึง B จะส่งไปวางขายในร้านค้าประชารัฐได้เลย ส่วนเกรดรองลงมาต้องนำสินค้าไปปรับปรุง ซึ่งอาจจะเป็นการปรับปรุงที่ตัวสินค้า แต่หากตัวสินค้าใช้การได้แล้ว ก็จะนำไปปรับปรุงที่รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ ให้มีความสวยงามและดึงดูดใจมากขึ้น ซึ่งหน้าที่นี้ก็จะมอบให้ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบดำเนินการ
    นายทวีป บุตรโพธิ์ รองอธิบดี พช. กล่าวเสริมว่า พช. จะร่วมกับ สสว. ในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการฯ รวมถึงคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นจุดขาย“ถ้าอยากได้สินค้าที่เป็นของดีจังหวัดไหน ให้เดินเข้าไปในร้านประชารัฐสุขใจ Shop ของจังหวัดนั้น” รวมถึง ดูแลการบริหารจัดการร้านค้าให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนด้วยการกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้แต่ละจังหวัดเลือกไว้ 3 รูปแบบ คือรูปแบบที่ 1 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด จะเป็นผู้ประสานงานระหว่างกลุ่มผู้ผลิตและร้านฯ ซึ่งเหมาะสำหรับจังหวัดที่ไม่มีทั้งเครือข่าย OTOP และ Trader รูปแบบที่ 2 เครือข่าย OTOP ของจังหวัด จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน รูปแบบที่ 3Trader อาชีพและ Trader ที่พัฒนาจากเครือข่าย OTOP จะทำหน้าที่จัดหา รวบรวมและจัดส่งสินค้าให้กับร้านต่อไป
    นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า ธนาคารพร้อมสนับสนุนเงินทุน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม( SMEs) และ OTOP ในโครงการนี้อย่างเต็มที่ เพื่อใช้ในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

  • Date : 15 / 02 / 2016
    สนพ.แถลงโต้กระแสถลุงงบกองทุนอนุรักษ์ฯ

    สนพ.แถลงโต้กระแสข่าวถลุงงบกองทุนอนุรักษ์9,000ล้านบาท ไม่มีมูลความจริง แต่มีการนำส่งเงิน8,529 ล้านบาท ส่งคืนให้กระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกองทุน
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า การจัดสรรงบประมาณประจำปีของกองทุนฯ ที่ผ่านมาเป็นไปตามขั้นตอนอย่างมีกรอบระเบียบและหลักเกณฑ์อย่างชัดเจน การใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ของกองทุนฯ ต้องผ่านการตรวจสอบที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 สำหรับส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเท่านั้น ไม่ได้มีการจัดสรรไปให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง นำไปใช้กว่า 9,000 ล้านบาท อย่างที่มีกระแสข่าวโจมตี
    ทั้งนี้การนำเงินกองทุนฯ จำนวน 8,529.56 ล้านบาท นั้นเป็นการส่งให้กระทรวงการคลัง เพื่อใช้สนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ตามที่กระทรวงการคลังมีหนังสือร้องขอเข้ามา เช่นเดียวกับกองทุนอื่นๆกว่า 30กองทุน ที่มีการส่งเงินคืนกลับไปให้กระทรวงการคลังเช่นเดียวกัน
    นายทวารัฐ กล่าวว่า การพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนในแต่ละปีงบประมาณ จะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงบประมาณของกองทุนฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก เป็นต้น และจะต้องนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งในคณะกรรมการฯ มีรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน กรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรสาธารณะ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้การพิจารณาโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและคุ้มค่า และหลังจากที่คณะกรรมการกองทุนฯ ได้อนุมัติจัดสรรเงินกองทุนฯ ให้หน่วยงานไปดำเนินโครงการต่างๆ จะมีคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และติดตามตรวจสอบการใช้เงินอย่างใกล้ชิด
    โดยในปีงบประมาณ 2558 กองทุนฯ ได้มีการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนเงิน 11,875 ล้านบาท 162 โครงการ จำแนกเป็น 1) แผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จำนวน 7,132 ล้านบาท 2)แผนพลังงานทดแทน จำนวน 4,532 ล้านบาท 3)แผนบริหารทางกลยุทธ์ จำนวน 211 ล้านบาท โดยผลที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการฯ ในปี 2558 จะช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,290 ล้านบาท/ปี โดยยังคงกำกับดูแลการใช้พลังงานในอาคารภาครัฐกว่า 10,000 หน่วยงาน การใช้พลังงานในภาคเอกชนที่เป็นอาคารควบคุม 2,250 แห่ง และโรงงานควบคุม 5,500 แห่ง โดยเพิ่มความเข้มข้นขึ้นด้วยการมีมาตรฐานการใช้พลังงานมากำกับ และเพิ่มการช่วยเหลือ SMEs ให้มากขึ้นเพื่อลดต้นทุนรายจ่ายด้านพลังงาน เป็นต้น
    สำหรับในปีงบประมาณ 2559 กองทุนฯ ได้มีการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวน 10,152 ล้านบาท 149 โครงการ จำแนกเป็น 1) แผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จำนวน 8,146 ล้านบาท 2) แผนพลังงานทดแทน จำนวน 1,855 ล้านบาท และ 3) แผนบริหารกลยุทธ์ จำนวน 151 ล้านบาท โดยใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาตามแนวทางปี 2558 คือ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินกองทุนฯ และแผนยุทธศาสตร์การอนุรักษ์พลังงาน
    ปัจจุบันฐานะของกองทุนอนุรักษ์พลังงานมีเงินเหลืออยู่ประมาณ 35,486 ล้านบาทซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนภายใต้พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานพ.ศ.2535 และการบริหารจัดการที่มีความเป็นมืออาชีพ

  • Date : 15 / 02 / 2016
    ประตูรับการลงทุนด้านพลังงานด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ยั่งยืน
    รศ.ดร.ธัชชัย สุมิตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพลังงาน และเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2559 หรือ SETA 2016 เปิดเผยว่า การจัดประชุมและนิทรรศการพลังงาน และเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย ประจำปี 2559 หรือ SETA 2016 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23-25 มีนาคม 2559 และเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในประเทศไทยนั้น ได้รับการตอบรับจากผู้บริหารระดับสูงและผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายด้านพลังงานกว่า 300 คนจาก 15 ประเทศ เข้ามาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ด้านนโยบายพลังงาน เทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานและการคมนาคมขนส่ง ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมงานที่เป็นกลุ่มเป้าหมายกว่า 2,500 คน ได้เห็นถึงโอกาสของการลงทุนด้านพลังงานในประเทศไทย รวมทั้งเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินชั้นนำของโลก โดยผู้แทนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) จะนำเสนอแนวทางการเข้าถึงแหล่งทุนบนเวที SETA 2016 คาดว่าจะมีการพบปะระหว่างคู่ค้า และการจับคู่ทางธุรกิจกว่า 300 รายการ
    สำหรับหัวข้อที่จะมีการพูดคุยกันในการประชุมครั้งนี้มีมากกว่า 100 หัวข้อ ครอบคลุมนโยบายพลังงานและการวางแผน การผลิตกระแสไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงานในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต อาทิ พลังงานทดแทน พลังงานนิวเคลียร์ และถ่านหิน รวมไปถึงเทคโนโลยีของระบบขนส่งที่ทันสมัยเพื่อความยั่งยืนในอนาคต อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีแบตเตอรี่ เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งจะนำเสนอโดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก อาทิ Alstom Siemens Toyota และ BMW และมีการนำเสนอการพัฒนาพลังงานชีวภาพ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกของระบบขนส่งในอนาคตมากกว่าการใช้พลังงานฟอสซิล นอกจากนั้น ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่แปลกใหม่ด้านพลังงานควบคู่ไปอีกด้วย อาทิ เทคโนโลยีสะอาด หรือ Clean Technology เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีทางด้านนิวเคลียร์และถ่านหินจากประเทศต่างๆ อาทิ ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย เป็นต้น
    “พลังงานเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท จะทำเกษตรกรรม หรืออุตสาหกรรมก็มีความจำเป็นต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่แต่ละประเทศจะต้องจัดหาพลังงานให้เพียงพอในการดำรงชีวิต โดยประเทศไทยอยู่ในกลุ่มขาดแคลนพลังงาน คือ มีจำกัด ในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และคุณภาพชีวิตของประชากรก็ดีขึ้น การใช้พลังงานก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นสิ่งที่จะมีการพูดคุยกันในเวที SETA 2016 จะทำให้มองเห็นทางออกว่า ทำอย่างไรเราจึงจะให้มีพลังงานใช้อย่างยั่งยืน ในขณะที่ก็ดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย” รศ.ดร.ธัชชัย กล่าว
    รศ.ดร.ธัชชัย กล่าวด้วยว่า รายการสำคัญรายการหนึ่งในงาน คือจะมีตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่น มาบอกเล่าประสบการณ์จากกรณีที่เกิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้เรียนรู้ว่าญี่ปุ่นมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไรในวิกฤติการณ์ดังกล่าว อีกทั้งร่วมแบ่งปันมุมมองที่น่าสนใจต่อพลังงานนิวเคลียร์
    การจัดงาน SETA 2016 ครั้งนี้ ได้ดึงภาคีพลังงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอาทิ ASEAN Center for Energy, Economic Research Institute for ASEAN and East Asia (ERIA), The Institute of Energy Economics, Japan (IEEJ), International Atomic Energy Agency (IAEA) และ International Institution for Energy Conservation (IIEC) เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้วย จึงจะเป็นเวทีสำคัญที่รัฐบาลไทยจะได้ประกาศนโยบายด้านพลังงาน โดยเฉพาะนโยบายด้านพลังงานทดแทนที่นำไปสู่ความยั่งยืนทางพลังงาน ให้กับนักลงทุนต่างประเทศได้รับรู้ถึงโอกาสและศักยภาพในการลงทุนที่ยังมีเหลืออยู่อีกมาก

Date : 27 / 01 / 2016

  • Date : 27 / 01 / 2016
    SPCG จ่อลงนามร่มทุนญี่ปุ่นปักธงโซล่าร์ 30 เมกฯ

    SPCGเตรียมลงนามร่วมทุนกับเคียวเซร่าและTCLปักธงสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 30เมกะวัตต์ โครงการแรกของบริษัทในญี่ปุ่นพร้อมรุกลงทุนต่อที่เมียนมา ตั้งเป้าครบ 500 เมกะวัตต์ใน 3 ปี หนุนรัฐปรับเป้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มหลังราคาแผงโซล่าร์รูฟท็อปถูกลงเหลือ6-7หมื่นบาทต่อกิโลวัตต์
    น.ส.วันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า SPCG เตรียมลงนามร่วมทุนโครงการโรงไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์ม กับบริษัท เคียวเซร่า ประเทศญี่ปุ่น จำกัด และบริษัท ทิสโก้ เซนจูรี่ โตเกียวลิสซิ่ง จำกัด (TCL) ในวันที่ 9 ก.พ. 2559 โดยโครงการดังกล่าวนับเป็นโครงการโซล่าร์ฟาร์มแห่งแรกของ SPCG ที่ตั้งอยู่ในญี่ปุ่น มีกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างและคาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าปลายปีนี้ และในอนาคตกำหนดเป้าหมายจะผลิตให้ได้ถึง 500 เมกะวัตต์ใน 3 ปีจากนี้
    สำหรับการลงทุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในปี 2559 ของ SPCG นั้น ตั้งงบลงทุนไว้ 1,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ที่ประเทศญี่ปุ่นและเมียนมา เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้รวมในปี 2559 เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท จากปี 2558 ที่คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
    ทั้งนี้ในส่วนของการลงทุนผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในเมียนมานั้น ตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าให้ได้ 300 เมกะวัตต์ ภายใน 2 ปีจากนี้ โดยจะทำการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า 10 สัญญา โดยเป็นสัญญาละ 30 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการร่วมประมาณ 2,000 ล้านบาท โดย SPCG เป็นส่วนหนึ่งของผู้ถือหุ้นซึ่งขณะนี้เตรียมเริ่มโครงการแรกที่ 30 เมกะวัตต์ก่อน
    นางวันดี กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเตรียมพิจารณาการลงทุนในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งคาดว่าจะเปิดโครงการผลิตโซล่าร์ฟาร์มเฟส 2 ขนาดกำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์ขึ้นในเดือนพ.ค. 2559 นี้ โดย SPCG กำลังติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนได้ปลายปี 2559 นี้
    สำหรับในส่วนของประเทศไทย ทาง SPCG ได้เตรียมลงทุนในโครงการโซล่าร์ราชการและสหกรณ์ไว้ 200 เมกะวัตต์ จากที่ภาครัฐกำหนด 600 เมกะวัตต์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการรอคัดเลือกด้วยวิธีจับฉลาก ส่วนธุรกิจติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)ที่ SPCG ร่วมโครงการกับโฮมโปรนั้น ที่ผ่านมา 1 ปี พบว่ามียอดขายแล้ว 50 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2559 ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านบาท โดย SPCG เตรียมหันไปจับกลุ่มเป้าหมายอาคารออฟฟิศเพิ่มจากกลุ่มครัวเรือนด้วย เนื่องจากกลุ่มอาคารออฟฟิศกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
    ทั้งนี้การลงทุนธุรกิจโซล่าร์กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และประเทศญี่ปุ่นมีโครงการซื้อคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมติการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รอบที่ 21 ที่ต้องการคงอุณภูมิเพิ่มของโลกไม่ให้เกิน 2 องศา โดยมุ่งเป้าหมายซื้อคาร์บอนเครดิตจากอาเซียนเป็นหลัก ด้วยการส่งเสริมโครงการลดการใช้พลังงานและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทุกชนิด แต่ต้องใช้เทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น โดยผู้ร่วมโครงการจะได้รับเงินสนับสนุนถึง 50% ของมูลค่าโครงการ ซึ่ง SPCG จะใช้เป็นโอกาสในการลงทุนผลิตโซล่าร์ฟาร์มในอาเซียนต่อไป
    “อยากเห็นรัฐบาลเปลี่ยนเป้าหมายการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน จากที่กำหนดให้ได้ 25% ภายในปี 2579 เป็น 70% ภายในปี 2593 โดยเฉพาะการส่งเสริมโซล่าร์รูฟท็อป เพราะจะสามารถลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)และทำให้ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องมารองรับพีคทุกปีได้ อีกทั้งปัจจุบันราคาโซล่าร์รูฟท็อปลดลงจาก 1 แสนบาทต่อกิโลวัตต์เหลือเพียง 6-7 หมื่นบาทต่อกิโลวัตต์แล้ว”น.ส. วันดี กล่าว

Date : 20 / 01 / 2016

  • Date : 20 / 01 / 2016
    กบง.ประกาศลอยตัวราคา NGV ดีเดย์พรุ่งนี้

    กบง.ประกาศลอยตัวราคา NGV มีผล20ม.ค.นี้ตั้งเงื่อนไขให้ ปตท.ประกันราคาจำหน่ายสูงสุดไม่เกิน 13.50 บาทต่อกิโลกรัม 6 เดือน พร้อม ตรึงราคารถสาธารณะเท่าเดิม 10 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนน้ำมันอาศัยจังหวะลงราคา เรียกเก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่ม ทั้งดีเซล เบนซิน 60 สตางค์ต่อลิตรแต่ไม่กระทบราคาหน้าปั๊ม มีผลพรุ่งนี้
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ว่า กบง.มีมติลอยตัวราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) แบบมีเงื่อนไขให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ประกันราคาจำหน่ายสูงสุดไว้ไม่ให้เกิน 13.50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเวลา 6 เดือน หรือภายในเดือน ก.ค. 2559 โดยกบง.จะประกาศราคาจำหน่าย NGV ทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน ทั้งนี้การลอยตัวราคาNGV ดังกล่าวจะเริ่มมีผลทันทีในวันที่ 20 ก.ค. 2559 เป็นต้นไป
    สำหรับต้นทุนราคา NGV ปัจจุบันยังสูงกว่าราคาจำหน่ายอยู่ที่ 13.92 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเดือนก.พ. 2559 อยู่ที่ 13.65 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ปตท.ต้องเข้าไปแบบรับภาระแทนประชาชนต่อไปก่อน จนกว่าราคาตลาดโลกจะลดลงมาเท่ากับราคาจำหน่ายในประเทศ 13.50 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากราคาตลาดโลกปรับลดลง กบง.จะประกาศให้ลดราคาจำหน่ายลงตามทันที อย่างไรก็ตามจากข้อมูลพบว่าราคา NGV จะอยู่ในช่วงขาลงตลอดปี 2559 ส่วนกลุ่มรถโดยสารสาธารณะนั้น กระทรวงพลังงานยังคงกำหนดให้ตรึงราคาจำหน่ายไว้เท่าเดิม 10 บาทต่อกิโลกรัมต่อไป
    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า คาดว่าในเดือนเม.ย. 2559 ราคาต้นทุน NGV จะลงมาแตะระดับราคาจำหน่ายปัจจุบันที่ 13.50 บาทต่อกิโลกรัม และจะทยอยลดลงต่อเนื่อง โดยประมาณเดือนก.ค. 2559 ราคาจะลดลงมาอีกเหลือ 12-13.25 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่ง กบง.จะประกาศลดราคาลงตามต้นทุนที่แท้จริงต่อไป
    นอกจากนี้นายทวารัฐ ระบุว่า กบง.ยังมีมติเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมัน 4 ชนิด ได้แก่ น้ำมันเบนซิน 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์95 แก๊สโซฮอล์ 91 และดีเซล เพื่อนำเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 60 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป แต่จะไม่มีผลกระทบต่อราคาหน้าปั๊มแต่อย่างใด ซึ่งการเรียกเก็บเงินเข้าดังกล่าวจะมีผลให้เกิดส่วนต่างราคาระหว่างแก๊สโซฮอล์ 91 และ95 กับแก๊สโซฮอล์อี 20 ต่างกันเพิ่มขึ้นถึง 3 บาทต่อลิตร ซึ่งช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น รวมทั้งจะส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯมีเงินไหลเข้าเป็น 1,152 ล้านบาทต่อเดือน จากเดิมที่มีแต่เงินไหลออก 300 ล้านบาทต่อเดือน ส่วน สถานะกองทุนน้ำมันฯปัจจุบัน มีเงินรวม 42,225 ล้านบาท

Date : 13 / 01 / 2016

  • Date : 13 / 01 / 2016
    ก.พลังงานห่วงราคาน้ำมันขาลง หวั่นประชาชนใช้สิ้นเปลือง

    ก.พลังงาน ห่วงทิศทางน้ำมันขาลง ฉุดยอดใช้ในประเทศเพิ่มต่อเนื่อง ย้ำราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มลดลงจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกถดถอย และยอดผลิตยังคงสูงกว่ายอดใช้ แนะผู้ใช้รถยนต์ร่วมมือประหยัดพลังงานต่อเนื่อง ใช้รถยนต์เท่าที่จำเป็นเพื่อลดรายจ่ายและแก้ปัญหาจราจร
    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ทิศทางราคาน้ำมันของกระทรวงพลังงาน พบว่า ในช่วงปัจจุบันและจนอาจถึงสิ้นไตรมาส 1 ของปี 2559 นี้ ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยมีแนวโน้มที่ราคาจะอยู่ในระดับทรงตัวและหากไม่มีกรณีฉุกเฉิน เช่น การเกิดสงครามในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างรุนแรง ก็คาดว่าราคาน้ำมันขายปลีกในไทยอาจยังมีโอกาสที่ราคาปรับตัวลดลงได้เล็กน้อย ทั้งในกลุ่มราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซลซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในภาคขนส่งและต่อภาคอุตสาหกรรม โดยส่วนหนึ่งอาจจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง
    ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันน่าจะยังไม่มีราคาสูงขึ้น มาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลก ที่มีผลกระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทย โดยราคาน้ำมันดิบโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบดูไบคาดว่าในปี 2559 จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ระหว่างประมาณ 35 – 45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 26 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) ซึ่งสาเหตุหลักที่ราคาน้ำมันลดลง จากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ที่เตือนว่าจากภาวะเศรษฐกิจของจีนที่เริ่มชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกรุนแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ยอดการผลิตน้ำมันของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ยังคงสูงกว่ายอดใช้อยู่เล็กน้อย
    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานกังวลถึงยอดการใช้น้ำมันขายปลีกของไทย โดยเฉพาะกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ที่มีการใช้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพบว่าในปี 2558 ที่ผ่านมา มียอดการใช้น้ำมันสำเร็จรูปรวมทุกผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ประมาณ 4.2% ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลงจากไตรมาสแรกของปี 58 จนถึงปัจจุบันประมาณ 10-12 บาทต่อลิตร สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ได้ลดลงต่อเนื่องเช่นกัน รวมทั้งจากปัจจัยการสลับจากการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอย่างก๊าซหุงต้ม( LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ( NGVX มาใช้น้ำมันบางส่วน ซึ่งหากยังมียอดการใช้น้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจจะเกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น
    โดยกระทรวงพลังงาน จะขอความร่วมมือจากประชาชนในการประหยัดพลังงานต่อเนื่อง ลดการใช้น้ำมันลงหรือใช้ในยามจำเป็น โดยเฉพาะมาตรการที่ทำได้ง่าย ๆ สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ที่จะช่วยลดการใช้น้ำมัน เช่น การเติมลมยางให้อยู่ในระดับพอดีไม่ให้อ่อนและแข็งเกินไป การขับรถไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การไม่บรรทุกสิ่งของมากเกินความจำเป็น และการตรวจเช็คเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง รวมถึงการเลือกใช้ระบบขนส่งมวลชน และขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประหยัดเงินได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาวิกฤตจราจรในปัจจุบันอีกด้วย

  • Date : 13 / 01 / 2016
    รมว.พลังงานเล็งตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ

    "พลเอกอนันตพร"สั่งศึกษาความเป็นไปได้การจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company -NOC) เข้าร่วมลงทุนในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ
    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ ในการจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company -NOC) เพื่อ เข้าร่วมลงทุนในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ และไม่สามารถที่จะต่ออายุสัมปทานได้อีกตามกฏหมาย โดยเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะพิจารณาอย่างรอบคอยถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้น
    ด้านนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า การศึกษาการจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จะมีการนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาในเร็วๆนี้ โดยเป็นเพียงแค่การศึกษาดูความเป็นไปได้ของการจัดตั้ง เท่านั้น ว่าจะมีผลดีและผลเสียอย่างไร ทั้งนี้ ประเด็นการตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จะยังไม่มีการรวมอยู่ในร่างแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับ ที่อยู่ในขั้นตอน การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฏีกา ในขณะนี้
    อย่างไรก็ตามนายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ในอดีต รัฐก็เคยมีการตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติมาแล้วคือปตท. และปตท.สผ. เพื่อเป็นกลไกเข้าไปลงทุนในกิจการปิโตรเลียมแทนรัฐ แต่ปตท.ก็ต้องมีการแปรรูป ระดมทุน มาใช้ในการขยายการลงทุน