ข่าวทั้งหมด

Date : 12 / 06 / 2016

  • Date : 12 / 06 / 2016
    ศึกเฟซบุค มนูญโต้ธีระชัยยันไม่ได้มั่วข้อมูลผลกระทบก๊าซหายจากระบบ

    มนูญ โพสต์ข้อความเฟซบุค แจง ธีระชัย ยันข้อมูลผลกระทบก๊าซหายจากระบบกรณีการผลิตเอราวัณ บงกช ไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้มั่ว เป็นตัวเลขของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ชี้ข้อเสนอให้ปิโตรเคมีนำเข้าวัตถุดิบเอง  เป็นการลดมูลค่าเพิ่มทรัพยากรก๊าซ ของประเทศ   ด้าน ธีระชัย โพสต์ผ่าน Facebook Live  เชิญชวนประชาชนชมรายการพิเศษ ของคปพ. 5โมงเย็น วันที่13 มิ.ย. นี้ ที่จะตีโต้ รายการของกลุ่มERS ที่ออกอากาศทางโมเดิร์นไนน์

    ยังคงกลายเป็นประเด็นต่อเนื่องให้ประชาชนที่สนใจข่าวสารข้อมูลด้านพลังงานได้ติดตาม หลังจากที่ ตัวแทนกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) ประกอบด้วย ดร.คุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ,ศ.ดร. พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายมนูญ ศิริวรรณ  นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน  ได้รับเชิญไปออกรายการพิเศษพิเศษ "ทางออกก่อนวิกฤตพลังงานไทย" ทาง MCOT HD เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถูกนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล  อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเป็นแกนนำของกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) นำมาวิพากษ์วิจารณ ผ่านเฟซบุคส่วนตัว “Thirachai  Phuvanatnaranubala  ต่อเนื่องกันหลายตอน

    โดยเมื่อวันที่12 มิ.ย.2559 นายมนูญ ศิริวรรณ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุคส่วนตัว”มนูญ ศิริวรรณ”  เพื่อแจงประเด็นของนายธีระชัย  ว่า  การตั้งข้อสมมุติว่าต้องนำเข้าLNG ที่มีราคาแพงเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติที่จะหายไปจากระบบ  และจะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้น นั้น มีเจตนาที่จะทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหวั่นกลัว  ซึ่งนายธีระชัย เรียกร้องให้กระทรวงพลังงานแถลงข้อมูลเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ  ไม่ใช่ปล่อยให้บุคคลภายนอก นำข้อมูลว่ากล่าวอ้างโดยไม่ต้องรับผิดชอบ  ว่า ตัวเขา ในฐานะนักวิชาการที่เข้าร่วมรายการพิเศษในวันนั้น ขอชี้แจงว่าตัวเลขทั้งหมดที่นำมาแสดงนั้น ได้มาจากการวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน  ซึ่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีการแถลงข่าวไปแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ลงในรายละเอียดเท่านั้น

    ส่วนประเด็นที่นายธีระชัย บอกว่าถ้าหากก๊าซหายไปจากระบบจริง ก็ให้ปิโตรเคมี หันไปนำเข้าวัตถุดิบ เอง เพื่อให้ก๊าซเพียงพอที่จะใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้านั้น  นายมนูญ ชี้แจงเรื่องนี้ว่า  ก๊าซที่นำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าคือก๊าซมีเทนที่ได้จากการแยกก๊าซในอ่าวไทย ส่วนก๊าซแอลพีจีที่มีมูลค่าสูงกว่าก็นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้มและวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมีดังนั้น หากปิโตรเคมีต้องไปนำเข้าแอลพีจีเองทั้งหมด  ก็จะได้ก๊าซไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เพราะก๊าซในอ่าวไทย ซึ่ง ผลิตจากสองแหล่งที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานนี้ มีปริมาณ 2,200 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน คิดเป็น74%  ถึงอย่างไรก็จะต้องมีการนำเข้าLNG มาทดแทนอยู่ดี  พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นด้วยว่าการนำเอาก๊าซธรรมชาติที่สามารถแยกออกมาเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ไปเผาเป็นเชื้อเพลิง เปรียบเสมือนหนึ่งเอาไม้สักไปเผาเป็นฟืน ซึ่งเป็นการทำลายคุณค่าของทรัพยากรปิโตรเลียมอันมีค่าของประเทศ   ทั้งนี้ยังไม่นับว่าประเทศชาติจะต้องเสียเงินตราในการนำเข้าแอลพีจีเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมที่ประเมินไว้ที่ 111,200 ล้านบาท และวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมีอีก 71,500 ล้านบาท

    นอกจากนี้ในประเด็นที่นายธีระชัย  ระบุว่า การผลิตก๊าซที่ไม่ต่อเนื่องนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐ  เพราะปิโตรเลียมก็ยังคงอยู่ใต้ดิน  เมื่อไหร่ที่มีการประมูลอย่างโปร่งใส และมีการผลิตก๊าซขึ้นมา รายได้รัฐก็จะกลับมาเหมือนเดิม นั้น   นายมนูญชี้แจงว่า ตัวเขานั้นบอกแต่เพียงว่าในช่วงที่ก๊าซธรรมชาติหายไปจากระบบ ผลกระทบต่อรายได้รัฐ จะทำให้ค่าภาคหลวง ภาษีปิโตรเลียม และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษลดลงประมาณ 340,000 ล้านบาท ไม่ได้บอกว่าหายไป อย่างที่นายธีระชัย ระบุ เพราะในเมื่อไม่ได้ผลิต รัฐก็ไม่มีรายได้ ในส่วนนี้ ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริง

    ในวันเดียวกัน นายธีระชัย ได้โพสต์ผ่านทั้งFacebook Live ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอ แพร่ภาพสด  และโพสต์ข้อความ เชิญชวนประชาชน ให้เข้าร่วมรับชมรายการพิเศษ ของ คปพ.หัวข้อ “บทบาทนักวิชาการและสื่อพลังงานไทย”  ซึ่งมีการโปรยประเด็นให้ติดตาม เบื้องลึกเบื้องหลังสถานการณ์ล่าสุดพลังงานไทย  ช่วงเวลา17.00 น. ของวันที่13มิ.ย.2559 โดยมีผู้ร่วมรายการเป็นแกนนำของคปพ. ประกอบด้วยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์,ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี,นางสาวรสนา โตสิตระกูล,และนางบุญยืน ศิริธรรม  โดยเฟซบุค ของตัวเขาเอง จะร่วมถ่ายทอดสดรายการดังกล่าวนี้ด้วย 

Date : 11 / 06 / 2016

  • Date : 11 / 06 / 2016
    แนะรัฐบาลเร่งตัดสินใจเลือกใช้ระบบสัมปทานบริหารแหล่งเอราวัณ บงกช เพื่อความต่อเนื่อง

    คุรุจิต ชี้ระบบสัมปทานปิโตรเลียมเหมาะสมกับไทยมากที่สุด เร่งรัฐบาลตัดสินใจ  เพื่อให้เกิดการลงทุนผลิตก๊าซต่อเนื่อง ด้าน พรายพล  มนูญ  เห็นพ้อง รัฐต้องสร้างความมั่นใจให้ผู้ผลิตและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ  ระบุข้อเสนอคปพ.ตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เปิดช่องการเมือง เอ็นจีโอแทรกแซง ขัดหลักธรรมาภิบาลและการค้าเสรี

    ผู้สื่อข่าวรายงานถึง รายการพิเศษ “ทางออก..ก่อนวิกฤตพลังงานไทย”ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์  MCOT HD ช่อง 30 ช่วงเวลา เวลา 23.00-24.00 น. ของวันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน 2559 โดยมีผู้ร่วมรายการคือดร.คุรุจิต นาครทรรพ
    อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ,นาย มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ดำเนินรายการโดย นาย โศภณ นวรัตนาพงษ์

    ดร.คุรจิต กล่าวในรายการว่า ศักยภาพด้านปิโตรเลียมของประเทศไทย มีความเหมาะสมที่จะใช้ระบบสัมปทานในการบริหารจัดการ ซึ่งมีความจูงใจให้เกิดการลงทุนมากกว่าระบบอื่นๆ โดยที่ผ่านมา  ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และเราผลิตได้เองไม่พอใช้  ต้องนำเข้าLNG เข้ามาเสริมในปี 2558 จำนวน 3 ล้านตันต่อปี  สถานการณ์ของประเทศมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะขาดแคลน ไฟฟ้า  เราไม่สามารถที่จะเปิดสัมปทานเพื่อเชิญชวนนักลงทุนเข้ามาสำรวจและผลิตได้มา4 ปีแล้ว  ในขณะที่แหล่งก๊าซของเอราวัณ ของ เชฟรอน และแหล่งบงกชของปตท.สผ.จะหมดอายุในอีก6 ปีข้างหน้า แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะตัดสินใจใช้รูปแบบใด

    ปัจจุบันก๊าซจากทั้งสองแหล่งมีการผลิตอยู่ประมาณ2200ลูกบาศฟุตต่อวันประเด็นสำคัญก่อนสัมปทานจะหมดอายุ คือเราต้องรักษาระดับการผลิต  ต้องเจาะหลุมผลิตเพิ่มมากทุกปีเพราะปริมาณสำรองน้อยลง หากต้องมีการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ ก็จะมีราคาแพง ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น  ธุรกิจต่อเนื่องจะได้รับผลกระทบ

    ในขณะที่ ศ.ดร.พรายพล กล่าวแสดงความไม่เห็นด้วยที่รัฐจะเลือกใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตและระบบจ้างผลิต  โดยระบุว่า ระบบแบ่งปันผลผลิต เป็นระบบที่มีหลักคิดว่าเมื่อผลิตได้ต้องแบ่งปันกันส่วนใหญ่ใช้กับกลุ่มประเทศอาณานิคม  ส่วนระบบจ้างผลิต ก็เหมาะสำหรับประเทศที่มีปิโตรเลียมอยู่จำนวนมากเช่นตะวันออกกลาง ซึ่งไทย ไม่ได้มีปิโตรเลียมในปริมาณที่มากเช่นนั้น   รัฐต้องรีบตัดสินใจให้ผู้ผลิตมีแรงจูงใจดำเนินการต่อเนื่องโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ขาดตอน และให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงาน

    เขา กล่าวว่า ตลอด40ปีที่ผ่านมานั้นระบบสัมปทาน ช่วยให้ประเทศลดพลังงานนำเข้าจาก90 เปอร์เซนต์ของการใช้เหลือเพียง57 เปอร์เซนต์   ก๊าซจากอ่าวไทยยังมีประโยชน์ต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมปิโตรเคมี   พร้อมระบุถึงข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เรื่อง บรรษัทพลังงานแห่งขาติ  ด้วยว่า มีปัญหาหลายประกา เช่นรถือกรรมสิทธิ์แทนรัฐแต่เพียงผู้เดียวทุนประเดิม10,000 ล้านบาทรัฐถือ100เปอร์เซนต์ ซึ่งขัดต่อหลักการค้าเสรี หลักธรรมาภิบาล   อีกทั้งเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการ ก็มีสัดส่วนภาคประชาสังคมจำนวนมาก เป็นการผูกขาด เปิดช่องให้การเมืองและเอ็นจีโอ  เข้าแทรกแซงได้   ส่วนที่จะตั้งเป็นกองทุนอนุรักษ์พลังงานจะทำโน่นทำนี่ จะเอาเงินมาจากไหนจึงอยากให้คปพ. ไปดูที่ประเทศเวเนซุเอลาว่าเกิดอะไรขึ้นจากการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ

    ด้าน นายมนูญ กล่าวถึงความสำคัญของแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ว่า  ทั้งเอราวัณและบงกช  ผลิตก๊าซปริมาณกว่า 70 เปอเซนต์ถ้ารัฐบาลไม่ตัดสินใจภายใน1 ปีนับจากนี้จะเกิดความเสี่ยงอย่างมาก จะใช้รูปแบบไหนก็ให้ชัดเจนผู้ประกอบการเดิมจะได้รู้ว่าจะลงทุนให้ชัดเจนแบบไหนอย่างไร ประเทศเราเป็นหลุมเล็กๆกระจายอยู่ต้องกระจายหลุม ต้องมีการรักษาอัตราการผลิต ด้วยการสำรวจเพิ่ม ผลิตเพิ่ม เพื่อความมั่นคงเป็นเรื่องปกติ

    ส่วนที่อ้างกันถึงราคาLNG ตลาดโลกนั้นมีราคาถูกกว่าก๊าซในอ่าวไทย นั้น นายมนูญ กล่าวว่า ราคาก๊าซธรรมชาติไม่มีราคาตลาดโลก ไม่มีราคากลางเหมือนน้ำมัน  ทั้งสหรัฐอเมริกา,ยุโรป ,ญี่ปุ่น ต่างมีราคาเฉพาะตลาดของตนเอง  สหรัฐอเมริกามีเทคโนโลยีเชลล์ก๊าซทำให้ก๊าซมีจำนวนมากราคาก็ลดลง    ส่วนราคาLNGที่นำเข้ามีราคาแพงมากกว่าที่เราผลิตได้เอง   ส่วนระบบจ้างผลิตที่พูดๆกันนั้นว่าเราจะได้เยอะกว่าระบบสัมปทาน ข้อเท็จจริงคือไม่แตกต่างกันกับแบ่งปันผลผลิต ประเด็นคือเรายังไม่มีรายละเอียดเลยว่าจะจ้างแบบไหน แบบเหมาหรือแบบลงวัสดุ กลุ่มผู้รับสัมปทานเดิมเขาลงทุนเป็นแสนล้าน   อย่ามองแบบพวกโลกสวย ว่ารัฐจะได้เยอะนั้นซึ่งมันไม่ใช่

    เขาฝากประเด็นทิ้งท้ายถึงรัฐบาลด้วยว่า ต้องดู3 เรื่องคือ1. ความมั่นคง 2. ต้องมีความมั่นใจกับผู้ผลิต3. ผู้ประกอบการต้องมีหลักประกันว่าถ้าไม่ผลิตได้ตามสัญญาก็ต้องหามาชดเชย  และราคาปิโตรเลียมที่ถึงมือประชาชนต้องเป็นธรรม


     

Date : 10 / 06 / 2016

  • Date : 10 / 06 / 2016
    มนูญแจงเหตุผลไม่บันทึกเทปรายการ เถียงให้รู้เรื่อง ซ้ำอีก

    “มนูญ” แจงอีก 2 เหตุผลหลักที่ปฏิเสธบันทึกเทปรายการ ”เถียงให้รู้เรื่อง” ตอน ”สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?” ใหม่อีกครั้ง หลัง “รสนา” ท้วงรายการไม่เป็นกลาง และเรียกร้องให้มีการบันทึกเทปใหม่ ซัดไทยพีบีเอสสูญเสียสถานะสื่อสาธารณะที่จะจัดรายการดีเบตแบบนี้อีก หลังตัดความเห็นของนักวิชาการรับเชิญในรายการออกทั้งหมด  

    ยังคงมีควันหลงต่อเนื่องจากประเด็นรายการ”เถียงให้รู้เรื่อง” ในตอน”สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?” ซึ่งออกอากาศทางสถานีไทยพีบีเอส เมื่อช่วงสี่ทุ่มครึ่ง วันที่ 7 มิ.ย. 2559  และได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่าต่อเนื่องต่อการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนของทางสถานีที่ถูกอิทธิพลภายนอกเข้ามาแทรกแซง กรณีความเห็นของนักวิชาการ 2 ท่าน คือ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทางรายการเชิญมาบันทึกเทปในฐานะ  commentator ถูกตัดออกไปทั้งหมด เนื่องจากนางสาวรสนา โตสิตระกูล แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ในฐานะคู่ดีเบตกับนายมนูญ ศิริวรรณ สมาชิกกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) ร้องเรียนว่ารายการไม่เป็นกลางและเรียกร้องให้บันทึกเทปรายการใหม่ แต่ไม่สามารถทำได้ ทางรายการจึงเลือกตัดความคิดเห็นของนักวิชาการที่เผอิญมีความเห็นสนับสนุนนายมนูญมากกว่าออก โดยชี้แจงว่าเพื่อความเป็นกลาง

    โดยนายมนูญ ได้โพสต์เฟซบุคส่วนตัวอีกครั้งในวันนี้ (10 มิ.ย. 2559) หลังก่อนหน้านี้ได้ออกมาตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่สื่อมวลชนของไทยพีบีเอสไปครั้งหนึ่งแล้ว โดยชี้แจงถึงสาเหตุที่ปฏิเสธข้อเรียกร้องของนางสาวรสนาที่ต้องการให้บันทึกเทปใหม่หลังบันทึกเทปเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยนายมนูญชี้แจงว่า รองผู้อำนวยการไทยพีบีเอสที่ได้โทรศัพท์มาหาตนเพื่อขอโทษและแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งตนรู้สึกชื่นชมในสปิริตของท่านเป็นอย่างยิ่ง และทำให้รู้สึกว่ายังมีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจอีกเรื่องหนึ่งคือ การเรียกร้องขอบันทึกเทปรายการใหม่แทนเทปเดิมที่บันทึกไปแล้ว และการที่ท่านรองผอ.เสนอให้มีการดีเบตกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งนายมนูญได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้ไปทั้งสองข้อ

    นายมนูญกล่าวว่าการปฏิเสธของตนอาจสร้างความเข้าใจผิด หรืออาจมีผู้นำไปขยายผลในทางลบได้ว่าตนกลัวที่จะดีเบตกับนางสาวรสนาหรือเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) โดยมีนักวิชาการทั้งสองฝ่ายในจำนวนเท่าๆกัน ดังนั้น จึงขอชี้แจงถึงเหตุการณ์และเหตุผลที่ปฏิเสธการบันทึกเทปใหม่และการดีเบตกันใหม่อีกครั้ง ดังนี้

    1. นายมนูญได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ไทยพีบีเอสที่โทรมาบอกว่าจะขอบันทึกเทปใหม่โดยขอเปลี่ยนตัวนักวิชาการที่เป็น commentator หนึ่งท่าน เป็นนายธีรชัย ภูวนาทนรานุบาล โดยจะไม่นำเทปเดิมออกอากาศ ซึ่งนายมนูญบอกไปว่าตนไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ เพราะเทปที่บันทึกไปก่อนหน้ามีความสมบูรณ์ทุกประการ และไม่ยุติธรรมกับอาจารย์ฐิติศักดิ์ที่ไปเปลี่ยนตัวท่านโดยที่ท่านไม่มีความผิดใดๆ และได้เสนอให้นำเทปที่บันทึกไว้แล้วออกอากาศไปตามกำหนดเดิม และถ้าต้องการดีเบตใหม่โดยเปลี่ยนตัว commentator ก็ให้จัดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตนยินดีร่วมมือด้วย แต่ทางสถานีกลับเลือกที่จะไปตัดในส่วนของนักวิชาการออกทั้งหมดอย่างที่ทราบกัน

    2. ส่วนเหตุผลที่ตนปฏิเสธข้อเสนอการจัดดีเบตครั้งใหม่ของท่านรองผอ.ไทยพีบีเอส หลังจากรายการออกอากาศไปแล้ว เพราะไม่เห็นประโยชน์ใดๆที่จะไปดีเบตกันอีกครั้งภายใต้บรรยากาศการเอาแพ้ เอาชนะกันอย่างนี้ เพราะไม่มีทางที่ใครจะฟังเหตุผลของใคร นอกจากมุ่งจะเอาชนะกันอย่างเดียว แต่ที่สำคัญที่สุด ตนเห็นว่าไทยพีบีเอสได้สูญเสียสถานะความเป็นสื่อสาธารณะที่จะมาจัดรายการดีเบตแบบนี้ไปแล้ว ตราบใดที่ยังไม่นำเทปบันทีกรายการ "เถียงกันให้รู้เรื่อง" เจ้าปัญหา ที่ไม่ได้มีการตัดทอนใดๆออกมาเปิดให้ผู้ชมที่เขายังสงสัยในความโปร่งใสของผู้บริหารได้รับชมและตัดสินใจด้วยวิจารณญานของเขาเอง

    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ในวันที่7มิ.ย. นายมนูญได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุคส่วนตัว หลังเสร็จสิ้นการบันทึกเทปรายการและได้รับแจ้งจากทางรายการว่าจะตัดความคิดเห็นของนักวิชาการรับเชิญออก โดยตั้งคำถามกับทางสถานีว่าความเป็นกลางคืออะไร ในเมื่อนักวิชาการทั้งสองคน ทางรายการเป็นคนเลือกเอง พร้อมระบุด้วยว่านักวิชาการที่มาร่วมรายการย่อมมีความคิดเป็นของตัวเอง และนำเสนอไปตามมุมมอง ทางสถานีจึงควรจะให้ผู้ชมเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ไปเซ็นเซอร์ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนที่มาร่วมรายการ  พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำถามต่อการทำหน้าที่ของทางสถานีไทยพีบีเอสว่า นี่หรือคือสื่อที่ใช้เงินภาษีประชาชนปีละ 2,000 ล้าน    

    ด้าน ศ.ดร.พรายพล นักวิชาการที่รับเชิญไปออกรายการ ได้ทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอส  แสดงความไม่เห็นด้วยและเรียกร้องไทยพีบีเอสนำเทปรายการที่มีความเห็นของนักวิชาการที่ครบถ้วนมาออกอากาศใหม่  พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่ทางสถานียอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม และขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ

  • Date : 10 / 06 / 2016
    ไทย เมียนมา เห็นชอบเดินหน้าโรงไฟฟ้ามายตง เฟสแรก3,000เมกะวัตต์

    ไทย เมียนมา เห็นชอบร่วมกันเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมายตง เฟสแรก3,000เมกะวัตต์ คาดเริ่มก่อสร้างได้ปี2562 ส่วนความร่วมมือด้าน LNG  เห็นชอบให้ปตท.สร้างคลังลอยน้ำรองรับขนาด3ล้านตันต่อปี ที่เมืองกันบ็อกป้อนเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตกของไทย

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยและเมียนมา (Myanmar-Thailand Joint Working Committee หรือ MTJWC) ซึ่งเป็นการประชุมในระดับปลัดกระทรวงพลังงานของไทยและปลัดกระทรวงพลังงานและไฟฟ้า เมียนมา จัดขึ้นที่ประเทศไทย โดยผลการหารือเบื้องต้นทั้งสองประเทศเห็นชอบเดินหน้าความร่วมมือซื้อขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมายตง เมียนมา เฟสแรก 3,000 เมกะวัตต์ จากเดิมที่เคยมีข้อตกลงร่วมกันในการซื้อขายไฟฟ้าไว้ที่ 7,000 เมกะวัตต์ 

    อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวจำเป็นต้องแบ่งเป็น 2 เฟส เนื่องจากปริมาณน้ำค่อนข้างมากหากทำเขื่อนเดียวจะมีผลกระทบเป็นวงกว้างได้ จีงต้องปรับเป็นการสร้างเชื่อนตอนบนและตอนล่างแทน ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าจะมีการศึกษาด้านเทคนิค โดยเฉพาะความสูงของเขื่อนโรงไฟฟ้ามายตง และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน ก.ค. 2559 นี้  และจะก่อสร้างได้ประมาณปี 2562 ตามแผนเดิม ส่วนความร่วมมือสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำฮัดจี ในเมียนมานั้น มีความก้าวหน้าเช่นกัน โดยเร็วๆนี้จะเริ่มสำรวจพื้นที่ต่อไป

    นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) สร้างคลังก๊าซธรรมชาติ(LNG)แบบลอยน้ำ หรือ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) รองรับ LNG ขนาด 3 ล้านตันต่อปี  ในพื้นที่เมืองกันบ็อก ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองทวาย  เพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตกของประเทศไทยเป็นหลัก และบางส่วนใช้ในเมียนมา โดยหลังจากนี้ทาง ปตท.จะเข้าไปตรวจเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม 1 พื้นที่ในการสร้างคลัง LNG ลอยน้ำ จากทั้งหมดที่พิจารณาไว้ 5 พื้นที่  พร้อมกันนี้จะมีการศึกษาคลัง LNGลอยน้ำเฟส 2 แต่ต้องดูความต้องการใช้ที่เกิดขึ้นจริงก่อน อย่างไรก็ตามการสร้างคลัง LNGลอยน้ำดังกล่าวถือเป็นคลัง LNG แห่งแรกของเมียนมาและเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของเมียนมาด้วย

    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของการผลิตไฟฟ้าป้อนโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมทวาย เมียนมา นั้น ไทยยังยืนยันจะส่งไฟฟ้าให้ 100 เมกะวัตต์ โดยไทยจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปีพัฒนาสายส่งไฟฟ้าเข้านิคมฯทวายระยะทาง 70 กิโลเมตร ขณะที่ภาคเอกชนของเมียนมาจะพัฒนาสายส่งไฟฟ้าป้อนนิคมฯทวาย เป็นระยะทาง 130 กิโลเมตรเช่นกัน

    นอกจากนี้ทาง ปตท.จะเข้าไปช่วยอบรมยกระดับความรู้ให้กับโรงเรียนอาชีวะของเมียนมา เพื่อรองรับการสร้างนิคมฯทวาย รวมทั้ง กฟผ.จะช่วยยกระดับความรู้ด้านการบำรุงรักษาสายส่งไฟฟ้าด้วย    

    อย่างไรตามความร่วมมือดังกล่าวจะมีการประชุมหารือในระดับการวางแผนปฏิบัติการช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. และจากนั้นจะจัดประชุมในระดับปลัดกระทรวงอีกครั้งในเดือน พ.ย. นี้ต่อไป 

Date : 09 / 06 / 2016

  • Date : 09 / 06 / 2016
    พรายพล ปลุกกระแสออนไลน์ เรียกร้องไทยพีบีเอส นำเทปรายการเถียงให้รู้เรื่องที่มีเนื้อหาครบถ้วนออกอากาศใหม่

    พรายพล ยื่นหนังสือ ถึงประธานคณะกรรมการนโยบาย เรียกร้องไทยพีบีเอสนำเทปรายการ”เถียงให้รู้เรื่อง”ในตอน”สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?”ที่มีความเห็นของนักวิชาการ ที่ครบถ้วนมาออกอากาศใหม่  พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่ทางสถานียอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม ขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ  ด้านรสนา โต้รายการจัดแบบลำเอียง เชิญผู้ร่วมรายการกลุ่มเดียวกัน ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม  ไทยพีบีเอส แจงไม่มีอิทธิพลภายนอกแทรกแซง

    ประเด็นรายการ”เถียงให้รู้เรื่อง”ในตอน”สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?”ซึ่งออกอากาศทางสถานีไทยพีบีเอส เมื่อช่วงสี่ทุ่มครึ่ง วันที่7มิ.ย.2559 ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในทางลบอย่างต่อเนื่องต่อการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนของทางสถานี ที่ถูกอิทธิพลภายนอกเข้ามาแทรกแซง  เพราะมีการตัดเอาความเห็นของนักวิชาการ ทั้ง2 คนคือ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ และดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทางรายการเชิญมาบันทึกเทปในฐานะcommentator ออกไปทั้งหมด  

    เมื่อวันที่9มิ.ย.2559 ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุคส่วนตัว ระบุว่า เขาได้ทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมการนโยบายของไทยพีบีเอส  แสดงความไม่เห็นด้วยกับทางรายการ  ที่ตัดความเห็นในส่วนของนักวิชาการคือตัวเขา และดร.ฐิติศักดิ์ ออกไปทั้งหมด ทั้งๆที่ตัวเขาได้ รับเชิญเข้าร่วมรายการในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านพลังงานซึ่งได้ศึกษาและมีประสบการณ์ในการทำงานด้านพลังงานมาเป็นเวลาหลายสิบปี ตัวเขาตระหนักดีว่าการให้ความเห็นของเขา จะต้องยึดหลักการของการมีเหตุมีผล มีหลักวิชา และมีข้อมูลที่ถูกต้องสนับสนุนอย่างรอบด้าน ไม่จำเป็นต้องเอาใจใครหรือตามใจใคร  ไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว และไม่เห็นแก่พวกพ้อง ซึ่งในการบันทึกเทป เขาก็ให้ความเห็นในรายการนี้โดยยึดหลักการดังกล่าวอย่างดีที่สุด และเชื่อว่าอาจารย์ฐิติศักดิ์ก็คงยึดหลักการเดียวกัน   ดังนั้นทั้งตัวเขาและอาจารย์ฐิติศักดิ์จึงเปรียบเสมือนเป็น “คนกลาง” ที่ให้ความเห็นจากแง่มุมของวิชาการโดยแท้จริง จึงไม่เข้าใจว่าการตัดความเห็นของนักวิชาการออกไป  จะทำให้รายการเกิดความเป็นกลางได้อย่างไร

    ศ.ดร.พรายพล ระบุด้วยว่า การที่ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนเผอิญไปสนับสนุนความเห็นของวิทยากรหลักท่านใดท่านหนึ่งเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่ารายการจะไม่มีความเป็นกลาง และก็ไม่ได้หมายความว่าวิทยากรหลักอีกท่านหนึ่งจะเสียเปรียบหรือ "โดนรุม" เพราะเขาก็เห็นว่าพิธีกรได้เปิดโอกาสให้วิทยากรหลักทั้งสองฝ่ายสามารถชี้แจงตอบโต้นักวิชาการและตอบโต้กันเองได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว

    “ไทยพีบีเอส  ควรนำเทปที่มีการบันทึกไว้ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่วิทยากรหลักและนักวิชาการได้นำเสนอไว้ มาออกอากาศอย่างครบถ้วน  และเปิดโอกาสให้ผู้ชมรายการสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อใครโดยอาศัยเหตุผลและข้อมูลของแต่ละฝ่าย “ศ.ดร.พรายพล ระบุ  และชี้ให้เห็นว่า ความเห็นของสามคนที่ตรงกันแต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ย่อมไม่น่าเชื่อถือมากไปกว่าความเห็นของคนคนเดียวที่มีเหตุผลและข้อมูลสนับสนุนอย่างหนักแน่น 

    ศ.ดร.พรายพล  ย้ำด้วยว่า การตัดความเห็นของนักวิชาการออกไปโดยไม่นำออกอากาศ รวมทั้งการยอมให้อิทธิพลภายนอกเข้าไปครอบงำและแทรกแซงการทำงานอย่างไม่เหมาะสม อันอาจก่อให้เกิดการบิดเบือนในการนำเสนอเนื้อหาสาระของรายการโทรทัศน์ หากเป็นจริง ก็ย่อมเป็นเครื่องชี้ได้ว่าผู้บริหารไทยพีบีเอส ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะในข้อบังคับที่ให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรง ความเป็นธรรม และความเป็นอิสระของวิชาชีพ ไทยพีบีเอสในฐานะองค์กรก็คงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสถาบันสื่อสาธารณะที่สร้างสรรค์สังคม คุณภาพ และคุณธรรมได้อีกต่อไป

     ความเชื่อมั่นในการเป็นสถาบันสื่อที่มีความเป็นอิสระเพราะได้รับงบประมาณจากรายได้ภาษีสรรพสามิตของรัฐก็จะเสื่อมถอยลงในที่สุด นอกจากนี้การไม่ยอมให้ความเห็นทางวิชาการของตัวเขา ได้รับการเผยแพร่ น่าจะเข้าข่ายการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานซึ่งได้รับการคุ้มครองในรัฐธรรมนูญของไทยเกือบทุกฉบับ

    ศ.ดร.พรายพล ยังได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ให้สืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์และบุคคลที่ทำให้ความเห็นของเขาและอาจารย์ฐิติศักดิ์ถูกตัดออกจากรายการ "เถียงให้รู้เรื่อง" ซึ่งออกอากาศในคืนวันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2559 โดยหากพบว่ามีการปฏิบัติหน้าที่อันขัดต่อข้อบังคับด้านจริยธรรมวิชาชีพ ก็ให้ดำเนินการตามระเบียบวินัยขององค์กรต่อไป พร้อมทั้งหาทางป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องในการทำงานเช่นนี้อีกในอนาคต

    ก่อนหน้านี้ นายมนูญ ศิริวรรณ สมาชิกกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS)ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุคส่วนตัว ในวันที่7มิ.ย.2559 หลังจากบันทึกเทปรายการเถียงให้รู้เรื่อง  ว่า ทางสถานี ไทยพีบีเอส โทรมาแจ้งให้เขาทราบว่า เทปรายการ "เถียงกันให้รู้เรื่อง" ที่จะนำออกอากาศ จำเป็นต้องตัดในส่วนความเห็นของนักวิชาการออกทั้งหมดโดยอ้างว่าเพื่อความเป็นกลาง  ซึ่งตัวเขาเองตั้งคำถามกับทางสถานีว่า ความเป็นกลางคืออะไร ในเมื่อนักวิชาการทั้งสองคน  ทางรายการก็เป็นคนเลือกเอง โดยที่เขาไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว อะไรด้วย  พร้อมระบุด้วยว่านักวิชาการที่มาร่วมรายการย่อมมีความคิดเป็นของตัวเอง และนำเสนอไปตามมุมมอง ทางสถานีจึงควรจะให้ผู้ชมเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่ไปเซ็นเชอร์ความเห็นของนักวิชาการทั้งสองคนที่มาร่วมรายการ  พร้อมทิ้งท้ายด้วยคำถามต่อการทำหน้าที่ของทางสถานีไทยพีบีเอสว่า นี่หรือคือสื่อที่ใช้เงินภาษีประชาชนปีละ 2,000 ล้าน

    ในขณะที่ นางสาวรสนา โตสิตระกูล แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)ก็โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุค ส่วนตัวเพื่อชี้แจงและโต้การโพสต์ข้อความของนายมนูญ เช่นกันว่า  ผู้วิจารณ์2คนที่ทางรายการเชิญไปนั้น หนึ่งในนั้นคือศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ซึ่งอยู่ในกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนหรือ ERSร่วมกับคุณมนูญ ส่วนอาจารย์อีกท่านจากจุฬา ก็มีแนวคิดอยู่ในแนวทางเดียวกับกลุ่มความคิดของERS  จึงเห็นว่ามีความไม่เป็นธรรม

    นางสาวรสนาระบุว่า ในการอัดเทปล่วงหน้าคืนวันที่6 มิถุนายน พิธีกรก็ให้โอกาสนายมนูญได้เป็นทั้งคนเปิดประเด็น และปิดประเด็นโดยพิธีกรกล่าวว่าให้นายมนูญเป็นผู้กล่าวปิดท้ายแบบปลายเปิดอีกด้วย ทั้งที่การเถียงกัน2ฝ่าย ควรจะให้ฝ่ายหนึ่งเปิด และอีกฝ่ายเป็นผู้ปิดท้าย จึงจะยุติธรรม ยิ่งกว่านั้นในระหว่างรายการ พิธีกรจะให้โอกาสนายมนูญพูดได้มากกว่าทั้งจำนวนครั้งและจำนวนเวลา เมื่อบวกกับผู้วิจารณ์อีก2ท่าน เท่ากับตัวแทนฝ่ายERS มีโอกาสพูดเสนอแนวคิดได้มากกว่า ตัวเธอ  จนเธอรู้สึกผิดสังเกตว่าเป็นรายการที่เตี๊ยมกันมาก่อนหรือไม่?

    เธอได้กล่าวกับพิธีกรหลังเสร็จการอัดเทปว่าจัดแบบนี้ไม่เป็นธรรม เป็นแบบ3รุม1โดยหากจะให้สองฝ่ายที่มีแนวคิดต่างกันมานำเสนอ ควรจะมีจำนวนคนที่เท่ากัน และมีเวลาที่เท่ากันด้วย ยิ่งกว่านั้นไม่ควรเป็นในลักษณะการโต้วาที แต่ควรนำข้อมูล2ฝ่ายมาเปรียบเทียบในประเด็นเดียวกันเพื่อเสนอต่อสาธารณชนตามวัตถุประสงค์สื่อสาธารณะ และวัตถุประสงค์ของรายการที่ต้องการสื่อความจริง2ด้านเพื่อให้ผู้ชมได้ตัดสินใจเลือก

    วันรุ่งขึ้น หลังบันทึกเทป เธอจึงโทรหาเจ้าหน้าที่ที่เชิญเธอและร้องเรียนรายการเถียงให้รู้เรื่องว่า เป็นการจัดแบบเอียงข้างเกินไป และขอให้แก้ไขโดยอัดรายการใหม่และให้มีผู้วิจารณ์ที่เป็นฝ่ายคปพ. มิเช่นนั้นเธอไม่เห็นด้วยที่จะให้ออกอากาศเทปรายการนี้  ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำเรื่องไปหารือกับหัวหน้ารายการในกรณีที่เธอร้องเรียน  และทางสถานียินยอมจะบันทึกเทปใหม่โดยที่เธอเสนอให้เชิญนายธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล มาเป็นผู้วิจารณ์ของฝ่ายคปพ.แต่ทราบจากทางสถานีในภายหลังว่าคุณมนูญไม่ยอมมาบันทึกเทปใหม่

    เธอเขียนอธิบาย ต่อว่า รองผู้อำนวยการของไทยพีบีเอส ซึ่งได้ดูเทปรายการนี้แล้ว ก็มีความเห็นว่าสัดส่วนของผู้ร่วมรายการขัดกับหลักความเป็นกลางตามที่เธอทักท้วงเพราะนักวิชาการที่มาร่วมรายการสังกัดอยู่ในกลุ่มERSอย่างชัดเจน จึงเสนอวิธีแก้ไขว่าจะตัดความเห็นส่วนของผู้วิจารณ์ออกไป

    นางสาวรสนา ระบุในโพสต์ข้อความด้วยว่า ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้เพราะเห็นว่าควรอัดเทปรายการใหม่โดยมีน้ำหนักของตัวแทนสองฝ่ายเท่ากัน แต่ก็ไม่ประสงค์จะแทรกแซงสื่อซึ่งย่อมมีสำนึกตามจรรยาบรรณวิชาชีพของสื่ออยู่แล้วว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร  พร้อมตอบโต้คุณมนูญ ที่ออกมากล่าวหาว่าที่ทางสถานีตัดผู้วิจารณ์ออกไป เป็นเพราะผู้อำนวยการอยู่ในแวดวงNGOนั้น เป็นการกล่าวที่สมควรหรือไม่?  และตำหนิเรื่องนี้ว่าเป็นความผิดพลาดของเจ้าของรายการที่ก่อให้เกิดความลำเอียงจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

    พร้อมเขียนข้อความในช่วงท้ายว่า เรื่องนี้ไม่ควรเบี่ยงเบนประเด็นด้วยการกล่าวหาว่าNGOใช้อิทธิพลเข้าไปเซนเซอร์รายการดังกล่าว เพราะคนทำงานภาคประชาสังคมตัวเล็กๆอย่างเธอไม่มีอิทธิพลอะไรนอกจากความยึดมั่นในหลักการอันชอบธรรมและความเท่าเทียม

    ถัดมาในวันที่ 8 มิ.ย.2559ทางองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ได้ออกเอกสารชี้แจงกระบวนการผลิตรายการเถียงให้รู้เรื่องซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2559 โดยสรุปใจความสำคัญว่า การที่ต้องตัดความเห็นของนักวิชาการ ออกทั้งหมด เพราะเมื่อบันทึกรายการเสร็จ นางสาวรสนาได้ทักท้วงผู้ดำเนินรายการว่ารูปแบบรายการไม่สมดุล คือ commentator ทั้งสองคนมีความคิดในกลุ่มความเห็นเดียวกัน จึงเกิดความไม่เป็นธรรมที่มีผู้อภิปรายไปในกลุ่มความเห็นเดียวกันถึง 3 คน ในขณะที่อีกฝั่งมีเพียงนางสาวรสนาคนเดียวในการให้ความเห็นอีกด้านหนึ่ง ซึ่งขัดกับหลักการที่สำคัญของ ไทยพีบีเอส ที่จะต้องดำรงความเป็นกลางในการนำเสนอความเห็นทั้ง 2 ฝั่งอย่างสมดุล

    โดยเมื่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบได้พิจารณาเทปบันทึกรายการเถียงให้รู้เรื่องตอนนี้แล้ว เห็นว่ากระบวนการผลิตรายการในการเชิญนักวิชาการอาจไม่มีความหลากหลายและแตกต่างทางความคิด ตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการให้รายการให้ความแตกต่างหลากหลายทางความคิดและมีความเป็นกลางอย่างแท้จริง จึงตัดสินใจที่จะปรับปรุงการผลิตรายการตอน "สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ ได้คุ้มเสียจริงหรือ?" โดยเสนอทางเลือก 2 ทาง คือ บันทึกรายการใหม่ โดยคงผู้นำเสนอข้อมูลและความเห็นหลัก คือ นายมนูญ ศิริวรรณ และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ส่วน commentator ให้มี ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ และนาย ธีรชัย ภูวนารถนรานุบาล เพื่อให้มีองค์ประกอบของผู้ให้ความเห็นที่แตกต่าง หลากหลายและเกิดความสมดุล แต่ทางเลือกนี้นายมนูญ ไม่เห็นด้วย  ผู้บริหาร ส.ส.ท.และผู้รับผิดชอบรายการ จึงตัดสินใจเลือกแนวทางที่ 2 คือ ตัดเทปรายการใหม่ โดยตัดความเห็นของนักวิชาการหรือ commentator ออก และคงไว้เฉพาะการถกเถียงระหว่างคุณมนูญและคุณรสนาไว้ทุกคำถามโดยไม่มีการตัดทอน และการตัดสินใจดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานการสร้างสมดุลของข้อมูล โดยที่มิได้มีการแทรกแซงจากภายนอกแต่อย่างใด

  • Date : 09 / 06 / 2016
    ปตท.สผ.เสนอซื้อคืนหุ้นกู้500ล้านเหรียญสหรัฐ

    ปตท.สผ.เสนอซื้อคืนหุ้นกู้ 500ล้านเหรียญสหรัฐ เสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุนรองรับความผันผวนของราคาน้ำมัน และโอกาสทางธุรกิจ

    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2559ที่ผ่านมา บริษัทได้เสนอซื้อคืนหุ้นกู้จำนวน 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ออกและเสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ซึ่งจะครบกำหนดชำระในปี 2561 ในรูปแบบของ Tender Offer ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2559นี้  

    ทั้งนี้บริษัทประเมินว่าผลสำเร็จจากการซื้อคืนหุ้นกู้ดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทมีโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งมากขึ้น สะท้อนผ่านอัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่อยู่ระดับต่ำ เพิ่มความเชื่อมั่นต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Ratings) ลดภาระดอกเบี้ยจ่าย อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะกับความต้องการใช้เงินได้ดียิ่งขึ้น โดยบริษัทสามารถระดมเงินได้ทันทีหากจำเป็น เนื่องจากตลาดเงินปัจจุบันมีสภาพคล่องสูงมาก และมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ

    บริษัทเชื่อว่าเงินสดคงเหลือที่มีอยู่ รวมวงเงินกู้หมุนเวียนแบบผูกพันและไม่ผูกพันที่มีกับธนาคารพาณิชย์อีกจำนวนรวมเทียบเท่าประมาณ1พันล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้สถานะการเงินของบริษัทมีความพร้อมที่จะรองรับความผันผวนของราคาน้ำมัน และโอกาสทางธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ได้ในขณะนี้

     “ในภาวะที่ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวน การลดต้นทุนในการดำเนินงาน และการบริหารจัดการทางการเงินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเป็นที่สิ่งสำคัญ เพื่อให้บริษัทมีความยืดหยุ่นและมีความพร้อมเพื่อรองรับทุกสถานการณ์ รวมถึงโอกาสทางธุรกิจในอนาคต” นายสมพร กล่าว