ข่าวทั้งหมด

Date : 14 / 08 / 2016

  • Date : 14 / 08 / 2016
    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุผู้ต้องสงสัยเผาเทสโกโลตัส นครศรีธรรมราช ไม่ใช่พนักงานเชฟรอน

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุผู้ต้องสงสัยเผาเทสโกโลตัส นครศรีธรรมราช ไม่ใช่พนักงานเชฟรอนฯ  โดยบริษัทแจ้งต่อกรมฯให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยความสะดวกในการเดินทางไปจับกุมมาดำเนินคดีอย่างเต็มที่

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้อนุมัติหมายจับนายศักรินทร์ คฤหัส ผู้ต้องสงสัยในคดีวางเพลิงเผาห้างเทสโกโลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถูกระบุว่าภายหลังก่อเหตุได้เดินทางไปปฏิบัติงานที่แท่นขุดเจาะปิโตรเลียม นั้นนายวีระศักดิ์  พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ออกมาชี้แจงว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทานในการประกอบกิจการด้านปิโตรเลียม ได้รับรายงานแล้ว  และได้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับพนักงานคนดังกล่าว  พบว่าเป็นพนักงานของบริษัท Weatherford KSP จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างเหมาบริการของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งช่วงเวลาที่ระบุว่าก่อเหตุนั้นเป็นช่วงเดินทางกลับขึ้นฝั่งเพราะหยุดพักการปฏิบัติงานบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมในอ่าวไทย และภายหลังจากนั้นเป็นช่วงสิ้นสุดการหยุดพักจึงได้เดินทางกลับไปปฏิบัติงานตามกำหนด

    นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า บริษัท เชฟรอนฯ ได้แจ้งต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติว่า มิได้ทราบและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของพนักงานคนดังกล่าว แต่ภายหลังจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีบุคคลต้องสงสัยว่ากระทำการผิดกฎหมายเดินทางมาปฏิบัติที่แท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ทางบริษัท เชฟรอนฯ ได้ให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดีและดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติของบริษัททุกประการ โดยได้อำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ออกเดินทางจากศูนย์สนับสนุนการบินของบริษัทเพื่อจับกุมบุคคลดังกล่าว ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติงานอยู่ที่แท่นขุดเจาะ T2 และนำตัวกลับฝั่งเพื่อสอบสวนต่อไป

     ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทานในการประกอบกิจการด้านปิโตรเลียม ได้สั่งการบริษัทให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย อย่างเต็มที่ และขอให้กำชับให้พนักงานทุกคนปฏิบัติตนให้เป็นไปตามกฎหมายทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมถึงกฎหมายอื่นอย่างเคร่งครัด

     

Date : 13 / 08 / 2016

  • Date : 13 / 08 / 2016
    กกพ.รอนโยบายเปิดประมูลโซลาร์ฟาร์มแบบไม่อุดหนุนค่าไฟ ส่วนนำร่องโซลาร์รูฟท็อปเสรีเริ่มรับสมัคร22ส.ค.นี้

    โฆษก กกพ. ชี้โครงการประมูลโซล่าร์ฟาร์มแบบไม่ให้เงินอุดหนุน มีโอกาสดำเนินการได้ เพราะยังมีโควต้ารับซื้อไฟฟ้าได้อีกเกือบ3,000 เมกะวัตต์ ภายในปี2579  แต่ต้องรอการประกาศเป็นนโยบายออกมา โดยปัจจุบันเหลือเพียงโครงการโซล่าร์ฟาร์มราชการสหกรณ์ฯ จำนวน519 เมกะวัตต์ เท่านั้นที่ยังต้องใช้ระบบFeed in Tariff    ในขณะที่โครงการนำร่องโซลาร์รูฟท็อปเสรี 100 เมกะวัตต์ เปิดให้ยื่นสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่22 ส.ค.2559 นี้เป็นต้นไป

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือเรกูเลเตอร์ และในฐานะโฆษก กพพ. เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาแนวทางในการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม) ด้วยวิธีการประมูล แบบไม่ให้เงินสนับสนุนค่าไฟฟ้า ว่าขณะนี้ กกพ.ยังไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในเรื่องดังกล่าว  แต่ถือว่ามีโอกาสทำได้ เนื่องจากเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ พ.ศ.2558-2579 หรือ PDP 2015 นั้น กำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ภายในปี 2579 รวมถึง 6,000 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่รับซื้อไฟฟ้าแล้วรวม 3,024 เมกะวัตต์ จึงมีปริมาณที่ยังเหลืออีกเกือบ3,000 เมกะวัตต์ที่จะรับซื้อได้ในอนาคต

    อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีนโยบายที่จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซล่าร์ฟาร์มเพิ่มขึ้นอีก นอกเหนือจากที่รัฐเคยมีนโยบายประกาศไปแล้ว  โดยโครงการสุดท้ายที่เตรียมจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าคือ โครงการโซล่าร์ฟาร์ม สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเบื้องต้นจะเปิดรับซื้อจำนวน 519 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นในส่วนของภาครัฐ 400 เมกะวัตต์ และในส่วนสหกรณ์การเกษตรอีก 119 เมกะวัตต์   ดังนั้นหากจะเปิดรับซื้อเพิ่มด้วยระบบการประมูลแบบไม่ให้เงินอุดหนุนนั้น จะต้องรอนโยบายจากภาครัฐประกาศออกมาก่อน

    สำหรับความคืบหน้าในโครงการนำร่อง (Pilot Project) การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอย่างเสรี พ.ศ. 2559 หรือโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี จำนวน100 เมกะวัตต์นั้น ทางกกพ. ได้ออกประกาศรับสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2559 โดยโครงการนำร่องดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในบ้านหรือในอาคารเป็นหลัก (Self-Consumption) และจะให้มีส่วนไฟฟ้าที่เหลือไหลย้อนเข้าสายจำหน่ายให้น้อยที่สุด โดยจะไม่มีการจ่ายเงินค่าไฟฟ้าที่ไหลคืนเข้าระบบ อย่างไรก็ตาม ได้มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบด้านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าหรือมิเตอร์ไฟฟ้าในกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการประเภทบ้านอยู่อาศัย และประเภทอาคารธุรกิจหรือโรงงานที่มีระดับแรงดันที่เชื่อมต่อต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ ที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายคือการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

    โดยครัวเรือนที่พักอาศัยหรืออาคารธุรกิจที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอในช่วงกลางวัน ซึ่งเป้าหมายจำนวน 100 เมกะวัตต์แรกนั้น จะแบ่งปริมาณตามกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ออกเป็น พื้นที่ของการไฟฟ้านครหลวงและพื้นที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พื้นที่ละ 50 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นประเภทบ้านที่อยู่อาศัย จำนวน 10 เมกะวัตต์ ขนาดติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ และประเภทอาคารธุรกิจ จำนวน 40 เมกะวัตต์ ขนาดติดตั้ง 10-1,000 กิโลวัตต์

    ในส่วนคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้เข้าร่วมโครงการที่สำคัญ คือ ต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตพื้นที่ดำเนินการของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรณีเป็นประเภทบ้าน จะต้องเป็นเจ้าของบ้านหรือที่ได้รับการยินยอมจากผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านหรือมีสัญญาเช่าบ้านและได้รับการยินยอมจากผู้ที่เป็นเจ้าของบ้าน หรือหากเป็นประเภทอาคารธุรกิจหรือโรงงาน จะต้องเป็นเจ้าของอาคารหรือที่ได้รับการยินยอมจากผู้ที่เป็นเจ้าของอาคารหรือมีสัญญาเช่าอาคารและได้รับการยินยอมจากผู้ที่เป็นเจ้าของอาคาร โดยทั้ง 2 ประเภท สถานที่ที่ติดตั้งระบบต้องมีมิเตอร์ที่มีการซื้อไฟฟ้าอยู่แล้ว หรือเป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้ารายใหม่ และสำหรับผู้ที่ได้รับหนังสือรับแจ้งการประกอบกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตจาก สำนักงาน กกพ. หรือผู้ที่ติดตั้งระบบด้วยตนเองอยู่ก่อนแล้ว สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการนำร่องนี้ได้เช่นกัน โดยแจ้งความประสงค์และยื่นแบบคำขอเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า เช่นเดียวกับผู้เข้าร่วมโครงการนำร่องรายใหม่

    ทั้งนี้การเปิดรับเข้าร่วมโครงการนำร่อง กำหนดเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2559 ถึงวันที่ปริมาณกำลังการผลิตติดตั้งครบถ้วนตามเป้าหมาย แต่ทั้งนี้ จะเปิดรับไม่เกินวันที่ 7 ตุลาคม 2559 ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) www.mea.or.th และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)http://vspp.pea.co.th

    นายวีระพล กล่าวถึงกรณีที่ภาคเอกชน รวมถึงโรงงานบางแห่ง มีความสนใจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ โซล่าร์รูฟท็อป โดยไม่ได้ขายไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งไฟฟ้า แต่ต้องการติดตั้งเพื่อผลิตใช้เองนั้น  และไม่ได้เข้าร่วมโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีนั้น  ยืนยันว่า ภาคเอกชนหรือครัวเรือนสามารถทำได้ แต่มีข้อจำกัดว่าจะต้องแจ้งขออนุญาตจาก กกพ.ก่อน โดยผู้ที่ติดตั้งขนาดตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ขึ้นไป จะต้องขอจดแจ้ง กับ กกพ. ส่วนโรงงานที่ติดตั้งต่ำกว่า 1 เมกะวัตต์ จะต้องขออนุญาตติดตั้งกับ กกพ. ก่อนจึงจะดำเนินการได้
     

     

     

     

     

Date : 12 / 08 / 2016

  • Date : 12 / 08 / 2016
    อนันตพร ออกทีวีแจงเดินหน้าพ.ร.บ.ปิโตรเลียม2ฉบับเพื่อความมั่นคงพลังงานของประเทศ

    รัฐมนตรีพลังงาน ออกทีวีรัฐสภา แจงเหตุผลรัฐบาลผลักดันร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม2ฉบับผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยืนยันกระทรวงพลังงานมุ่งสร้างความต่อเนื่องในการผลิตปิโตรเลียม เพื่อความมั่นคงพลังงานและรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ

    เมื่อวันที่11ส.ค.2559 ที่ผ่านมา ทีวีรัฐสภาช่องดิจิทัล10 มีการออกอากาศรายการมองรัฐสภา ซึ่งดำเนินรายการโดยนายสมาน งามโขนง และมีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นแขกรับเชิญร่วมรายการ เพื่อตอบประเด็นไขข้อข้องใจ ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในรายการ ว่า ร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และร่างแก้ไขพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 มีการดำเนินการแก้ไขมาแล้ว5 ครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางด้านปิโตรเลียมและให้รัฐได้รับผลประโยชน์ที่เป็นธรรมมากขึ้น  โดยร่างแก้ไขที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสนช.ในขณะนี้นั้นถือเป็นการแก้ไขครั้งที่6 ซึ่งมีการเพิ่มเติมทางเลือกของระบบการบริหารจัดการปิโตรเลียมให้มากขึ้น จากเดิมที่มีเฉพาะระบบสัมปทาน

    โดยยอมรับว่า กฏหมายปิโตรเลียมในช่วงเริ่มแรกเมื่อปี2514 นั้นรัฐพยายามที่จะสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมค่อนข้างมากเพราะเรายังไม่มีองค์ความรู้  โดยใช้ระบบสัมปทานที่เรียกว่าไทยแลนด์วัน มาบริหารจัดการ ซึ่งมีสัดส่วนที่รัฐได้ผลประโยชน์ตอบแทนเปรียบเทียบกับผู้รับสัมปทาน อยู่ประมาณ 50ต่อ 50 หลังจากนั้นเมื่อเราเริ่มมีองค์ความรู้มากขึ้น ในแปลงสำรวจใหม่ๆ ก็มีการแก้ไขปรับปรุงกฏหมายปิโตรเลียม ให้ใช้เป็นระบบสัมปทานไทยแลนด์ทู ที่รัฐได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อการสำรวจหยุดชะงักเพราะสำรวจไม่พบปิโตรเลียมหรือพบในปริมาณน้อย ไม่คุ้มค่าที่จะผลิตขึ้นมาใช้  จึงมีการแก้ไขกฏหมายเพื่อเปลี่ยนระบบสัมปทานจากไทยแลนด์ทู มาเป็นไทยแลนด์ทรี ในปี2532 ที่หากเอกชนพบปิโตรเลียมในปริมาณมาก รัฐก็เก็บผลประโยชน์มาก แต่หากเจอปริมาณน้อย ก็จัดเก็บผลประโยชน์น้อย ซึ่งก็ทำให้ภาพรวมผลประโยชน์ผลตอบที่รัฐได้รับเพิ่มสัดส่วนขึ้นมาเป็นประมาณ70 ต่อ30

    สำหรับการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับครั้งที่6นี้ รัฐได้เพิ่มทางเลือกของระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตและจ้างผลิตเข้ามา โดยระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ที่ตามหลักสากลทั่วไป รัฐจะต้องลงทุนและรับความเสี่ยงร่วมกับเอกชน แต่ในร่างแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียมฉบับใหม่นี้  ในกรณีที่สำรวจแล้วไม่พบปิโตรเลียม รัฐจะให้เอกชนเป็นผู้รับภาระ ความเสี่ยงแทนรัฐ  แต่ถ้าหากสำรวจพบปิโตรเลียม จึงค่อยนำมาหักเป็นค่าใช้จ่าย และเจรจาแบ่งปันผลประโยชนที่ได้กับรัฐ ซึ่งระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตที่ร่างออกมานี้ รัฐจะเข้าไปคุมเข้มในทุกขั้นตอน นับตั้งแต่มีการสำรวจพบปิโตรเลียม

    ส่วนระบบจ้างผลิต ที่ระบุไว้ในกฏหมายนั้น รัฐจะเป็นเจ้าของแหล่งปิโตรเลียม และจ่ายค่าจ้างผลิตให้กับเอกชน เมื่อมีการสำรวจพบปิโตรเลียม  และในกรณีที่สำรวจไม่พบ เอกชนก็จะต้องเข้ามาร่วมรับความเสี่ยงกับรัฐด้วย  ซึ่งกรณีที่จะพิจารณาระบบจ้างผลิตมาใช้ จะต้องเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีขนาดใหญ่พอสมควร

    พลเอกอนันตพร กล่าวว่า การที่รัฐบาลพยายามที่จะผลักดันให้ร่างแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับผ่านออกมาบังคับใช้ ก็เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้ ประเทศได้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งใหม่ๆ รวมทั้งการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่ระบบสัมปทานไทยแลนด์วัน จะหมดอายุ ในปี2565-2566 และไม่สามารถที่จะต่ออายุสัมปทานได้อีกตามกฏหมาย ให้สามารถดำเนินการผลิตปิโตรเลียมไปได้อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ไทยไม่ได้เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งในเรื่องของก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน  โดยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมเพียงร้อยละ0.1-0.2 เท่านั้นเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณสำรองปิโตรเลียมของโลก  ซึ่งปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่รัฐใช้นั้นคือปริมาณสำรองที่มีการพิสูจน์พบปิโตรเลียมแล้ว และที่มีข้อสงสัยว่าทำไมตัวเลขปริมาณสำรองไม่ได้ลดลง หรือบางครั้งกลับเพิ่มปริมาณขึ้น ก็เพราะว่า มีการสำรวจพบปิโตรเลียมในแหล่งใหม่ๆเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ   โดยหากไม่มีการสำรวจพบเพิ่ม แต่ความต้องการใช้ปิโตรเลียมยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ  ปริมาณสำรองก็จะลดลง   นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐจึงต้องการที่จะให้มีการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งใหม่ๆ  ก็เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะทำให้เราพบปิโตรเลียมที่มากขึ้น 

    “รัฐบาลพยายามที่จะบริหารให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงาน ใน2ส่วนคือการบริหารจัดการแหล่งผลิตปิโตรเลียมเดิมให้มีความต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาสให้มีการสำรวจพบปิโตรเลียมในแหล่งใหม่ๆ  ซึ่งการที่เราสามารถผลิตปิโตรเลียมได้ในประเทศ จะเป็นการช่วยลดการนำเข้า ลงได้  เพราะหากต้องพึ่งการนำเข้าเพียงอย่างเดียวหากมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นและทำให้การนำเข้าหยุดชะงัก ก็จะกระทบกับความมั่นคงได้   อย่างไรก็ตามในการบริหารจัดการเพื่อเปิดสำรวจแหล่งใหม่ หรือการเปิดประมูลให้เอกชนมาดำเนินการในแหล่งสัมปทานที่หมดอายุ   รัฐยืนยันว่าจะทำให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับทั้งประชาชนและนักลงทุน  โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ “ พลเอกอนันตพร กล่าว

    พลเอกอนันตพร กล่าวในช่วงต้นของรายการว่า  ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าสุทธิพลังงาน เพราะผลิตได้เองน้อยกว่าความต้องการใช้ในประเทศ โดยผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ1.6 แสนบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่มีความต้องการใช้อยู่ประมาณ1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องมีการนำเข้าน้ำมันดิบเข้ามาประมาณ8.4 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือร้อยละ84  ส่วนก๊าซธรรมชาติผลิตได้ประมาณ3,800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่มีความต้องการใช้ประมาณ5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งก็ต้องนำเข้ามาเช่นกัน  โดยการนำเข้าก็หมายถึงการต้องเสียเงินตราต่างประเทศออกไป  จึงต้องมีการจัดเก็บภาษีน้ำมันเพื่อให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย โดยพยายามที่จะบริหารจัดการในทุกมิติ ทั้งการดูแลไม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการเดือดร้อน และระบบการเงินการคลังของประเทศไม่เดือดร้อน  

     ทั้งนี้ราคาน้ำมันที่ประชาชนใช้ในขณะนี้นั้น เมื่อเปรียบเทียบ ราคาหน้าโรงกลั่นของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ นั้นถือว่าใกล้เคียงกัน แต่ที่ราคาขายปลีกแตกต่างกันนั้นเนื่องมาจากนโยบายการจัดเก็บภาษี  โดยไม่ควรนำราคาขายปลีกน้ำมันของประเทศที่ต้องนำเข้าสุทธิ  ไปเปรียบเทียบกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน อย่างมาเลเซีย ซึ่งเขามีรายได้จากการส่งออกน้ำมันจึงไม่จำเป็นต้องเก็บภาษี ในขณะที่ไทย ต้องเก็บภาษี เพื่อให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องการนำรายได้จากภาษีไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ      อย่างไรก็ตามปัจจุบันก็ถือได้ว่าประชาชนค่อนข้างได้ใช้น้ำมันในราคาถูก จากที่เคยใช้ดีเซลลิตรละ30บาท ก็เหลือลิตรละประมาณ22 บาทกว่า ในขณะที่ค่าครองชีพอื่นๆเท่าเดิม  แสดงว่ามีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น 

Date : 11 / 08 / 2016

  • Date : 11 / 08 / 2016
    SPRCเผยผลกำไรไตรมาส2ปีนี้กว่า3,003ล้านบาท

    ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันยังคงแข็งแกร่ง SPRC แถลงผลประกอบการไตรมาสที่ 2/2559 มีกำไรสุทธิ 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,003 ล้านบาท  พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกของ 2559 ในอัตรา 0.5378 บาทต่อหุ้น

    มร.บิล สโตน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บมจ.  สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง  (“SPRC”) เปิดเผยผลประกอบการของบริษัทฯ ว่า SPRC มีกำไรสุทธิประจำไตรมาสที่ 2/2559 จำนวน 85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 3,003 ล้านบาท  โดยมีกำไรสุทธิครึ่งปีแรกของปี 2559 จำนวน 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 4,706 ล้านบาท

    ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัย (safety), ความเชื่อถือได้ (reliability),และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมัน (utilization) นอกจากนี้ เรายังสามารถเพิ่มผลกำไรผ่านโครงการปรับปรุงผลกำไร (Bottom Line Improvement Program) ได้ดีกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้

    ดังนั้นที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทฯ ในวันที่11 ส.ค.2559จึงได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2559 ในอัตรา 0.5378 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นไปตามที่คณะผู้บริหารได้นำเสนอต่อที่ประชุม โดยพิจารณาจากอัตราส่วนร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิงวด 6 เดือนแรกของปี 2559 ทั้งนี้ วันที่กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD คือ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559 กำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันศุกร์ที่ 9 กันยายน 2559 และวันที่กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) คือวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2559