ข่าวทั้งหมด

Date : 23 / 04 / 2016

  • Date : 23 / 04 / 2016
    พลเอกอนันตพรนัดหารือปมแก้มติกพช.ช่วยSPPรายเดิม25เม.ย.นี้

    รมว.พลังงาน นัดหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสรุปตัดสินการรับซื้อไฟฟ้า SPPโคเจนในวันที่ 25 เม.ย.นี้  หลังจากยังมีความเห็นขัดแย้งเกี่ยวกับปริมาณและราคาขายไฟฟ้า

     

                   แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะหารือร่วมกับทางสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP) ระบบ Cogeneration ที่ขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะสิ้นสุดอายุสัญญาภายในอีก 4-5 ปีข้างหน้า มีจำนวน 25 ราย กำลังการผลิตที่ขายเข้าระบบ 1.3 พันเมกะวัตต์ 

     

                 ทั้งนี้ที่ผ่านมายังมีข้อถกเถียงและยังไม่มีข้อยุติว่าจะดำเนินการต่ออายุให้หรือไม่  เนื่องจากเมื่อมีมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ครั้งที่ 1/2558 ออกมา ทางสมาคมฯได้หารือกับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) แล้วได้ข้อสรุปร่วมกันคือปรับแก้มติ กพช. และปรับลดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจาก 90 เมกะวัตต์ ลดเหลือไม่เกิน 40 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นประมาณ 40% ของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ขณะที่ราคาขายไฟฟ้าจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.20 บาทต่อหน่วย จากเดิมอยู่ที่ 3.80 บาทต่อหน่วย แต่ต่อมา สนพ. ในฐานะเลขา กพช. ได้เจรจาต่อรองกับทางสมาคมฯเพื่อให้ยึดตามมติ กพช.เดิม ส่งผลให้เรื่องดังกล่าวยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน

             

          อย่างไรก็ตามคาดว่าจะใช้มติ กกพ. ที่ปรับลดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเหลือ 40% ของสัญญาเดิม และให้ทางกลุ่ม SPP เน้นขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าในนิคมฯก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT) ในอนาคต  โดยภายหลังจากได้ข้อสรุปจะเสนอ กพช.ในกลางเดือนพ.ค.นี้ ต่อไป

     

Date : 21 / 04 / 2016

  • Date : 21 / 04 / 2016
    กกพ.เปิดรายชื่อ67รายได้สิทธิ์ขายไฟโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์

    กกพ.เผยรายชื่อผู้โชคดีจับสลากได้สิทธิ์ร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มกลุ่มสหกรณ์การเกษตรทั้ง 67 ราย รวม 281.32 เมกะวัตต์ ชี้ภาคกลางสูงสุด 108.2 เมกะวัตต์จาก 25 ราย

    รายงานข่าวจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) แจ้งว่า กกพ.ได้ประกาศรายชื่อแบบไม่เป็นทางการ ของผู้ที่ผ่านการจับสลากและได้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม) สำหรับกลุ่มสหกรณ์การเกษตร โดยมีจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งสิ้น 67 ราย จากผู้แข่งจับสลากทั้งสิ้น 167 ราย โดยปริมาณไฟฟ้าที่จะขายเข้าระบบ 281.32 เมกะวัตต์ ซึ่งต่ำกว่าโควต้าที่กำหนดไว้ 300 เมกะวัตต์ เนื่องจากข้อจำกัดด้านหม้อแปลง สายส่งไฟฟ้า และข้อตกลงยินยามลดปริมาณไฟฟ้าตามเงื่อนไขสำหรับผู้จับสลากได้ลำดับท้ายๆที่เลือกพื้นที่เดียวกันหลายราย

    อย่างไรก็ตามปริมาณไฟฟ้าที่เหลือจากโควต้ารอบนี้ จะนำไปรวมกับการเปิดรับในรอบ 2ต่อไป โดยรอบ 2 จะเปิดโควต้ารับซื้อไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มจากภาคราชการ 400 เมกะวัตต์ และกลุ่มสหกรณ์ฯอีกกว่า 100 เมกะวัตต์

    ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเป็นรายภาคพบว่า กลุ่มสหกรณ์ฯภาคกลางได้รับสิทธิ์ร่วมโครงการสูงสุดรวม 108.2 เมกะวัตต์ จากกลุ่มสหกรณ์ 25 ราย ทั้งนี้ กกพ.จะประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการในวันที่ 26 เม.ย.นี้ และกำหนดให้สหกรณ์ฯที่ได้ร่วมโครงการต้องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบภายใน 30 ธ.ค. 2559 ต่อไป

    สำหรับรายชื่อผู้ได้สิทธิ์ร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มกลุ่มสหกรณ์การเกษตรทั้ง67ราย มีรายละเอียดตามภาพข้างล่างดังนี้ 

     

  • Date : 21 / 04 / 2016
    เผยผลสำรวจแนวโน้มอีก5ปีข้างหน้าบริษัทน้ำมันและก๊าซยังมุ่งลงทุนเทคโนโลยีดิจิทัลหวังลดต้นทุน

    เอคเซนเชอร์เผยผลสำรวจแนวโน้มในอีก3-5ปีข้างหน้าบริษัทน้ำมันและก๊าซยังมุ่งลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลหวังลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจช่วงที่น้ำมันและก๊าซมีราคาถูก

     

    ผลสำรวจซึ่งจัดทำต่อเนื่องเป็นปีที่5โดย PennEnergy Research  ร่วมกับวารสาร Oil & Gas Journal  และได้รับการสนับสนุนจากเอคเซนเชอร์ (ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก: ACN) ร่วมกับไมโครซอฟท์(ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก: MSFT)เมื่อเดือนมกราคม2559ที่ผ่านมา ได้สอบถามไปยังผู้บริหารระดับสูงและระดับกลาง ,ผู้จัดการโครงการ และวิศวกรในบริษัทน้ำมันและก๊าซจากทั่วโลกจำนวน250 คน แสดงให้เห็นว่า นับจากนี้ไปอีก 3 - 5 ปี 80% ของกิจการน้ำมันและก๊าซทั่วโลกต่างมีแผนที่จะลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล โดย 30% จะลงทุนเท่ากับในปัจจุบัน 36%จะลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม และ 14% จะลงทุนมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

    การลงทุนต่อเนื่องในดิจิทัลเป็นผลมาจากความมั่นใจของผู้ตอบแบบสำรวจว่า เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยให้องค์กรพัฒนาไปได้ต่อเนื่องด้วยความคล่องตัวมากขึ้นและชาญฉลาดขึ้น สำหรับกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจเทรนด์ดิจิทัลในธุรกิจน้ำมันและก๊าซประจำปี2016 ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันระดับสากล หน่วยงานอิสระ และบริษัทขุดเจาะน้ำมัน

    มากกว่าครึ่งหนึ่งหรือ 53% ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า ดิจิทัลได้ก่อให้เกิดมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจของตน โดยปัจจุบัน การลดต้นทุนเป็นประเด็นที่ท้าทายมากที่สุด ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยแก้ปัญหา นอกจากนี้ 56% ของผู้ตอบยังระบุว่า คุณประโยชน์ที่ดีที่สุดของเทคโนโลยีดิจิทัลคือการช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นและเร็วขึ้น ส่วนหนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการชี้วัดคุณค่าของดิจิทัลในเชิงธุรกิจคือการขาดยุทธศาสตร์หรือกรณีศึกษาทางธุรกิจ ไม่ได้เป็นปัญหาเกี่ยวกับตัวเทคโนโลยี

    สำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันมุ่งเน้นที่โมบิลิตี้ โดยเกือบ 3 ใน 5 ของผู้ตอบ (57%) ระบุว่ามีการลงทุนในเทคโนโลยีโมบายล์ เทียบกับสัดส่วนผู้ตอบ 49% ในปีที่แล้ว ถัดมาคือเรื่องการลงทุนในอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (IoT) ซึ่งปีนี้มี 44% ของผู้ตอบลงทุน เทียบกับ 25% ในปี 2558 ในส่วนของระบบคลาวด์ ปีนี้มีผู้ตอบ 38% เพิ่มขึ้น 8% จากปีที่แล้ว ส่วนในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า การลงทุนการปรับเปลี่ยนไปสู่ด้านบิ๊กดาต้าและอนาลิติกส์มากขึ้น (38%) ด้าน IoT (36%) และด้านโมบายล์ (31%)

    ปีนี้นับเป็นครั้งแรกในเอเชียที่เอคเซนเชอร์เผยผลสำรวจพร้อมกันในมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และประเทศไทย มีการจัดบรรยายสรุปสำหรับสื่อมวลชนและสาธิตให้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลในระบบอนาลิติกส์ โมบิลิตี้ และ IoT ว่ามีบทบาทในธุรกิจค้าปลีกด้านพลังงาน การบำรุงรักษาโรงงาน และการฝึกอบรมบุคลากรอย่างไร

    นางสาว อินทิรา เหล่ามีผล กรรมการผู้จัดการ–กลุ่มธุรกิจพลังงานและทรัพยากร และกลุ่มเทคโนโลยี เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวถึงผลการสำรวจว่า ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจแสดงให้เห็นพัฒนาการที่น่าสนใจในอาเซียนว่า อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่ง ช่วยให้ธุรกิจก้าวผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในปัจจุบันได้อย่างไร   

    ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่าสองในสาม (66%) ที่ระบุว่าระบบอนาลิติกส์เป็นหนึ่งในศักยภาพที่สำคัญของการปรับเปลี่ยนองค์กร แต่มีเพียง 13% เท่านั้นที่เชื่อมั่นว่าระบบอนาลิติกส์ขององค์กรพัฒนาไปเต็มที่แล้ว ผู้ตอบเกือบสองในสาม (65%) มีแผนจะนำอนาลิติกส์เข้ามาใช้มากขึ้นในช่วงสามปีข้างหน้าเพื่อรองรับความต้องการขององค์กร

    “ผู้บริหารองค์กรสามารถที่จะวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆได้แบบเรียลไทม์ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือไอแพด หรือสามารถที่คาดการณ์ไปล่วงหน้าเกี่ยวกับเรื่องของเทรดดิ้งในธุรกิจน้ำมันและก๊าซ  การซ่อมบำรุงอุปกรณ์สำคัญในกระบวนการผลิต การเรียนรู้และฝึกอบรมด้วยภาพจำลองเสมือนจริง แม้จะอยู่กันคนละพื้นที่ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่สามารถจะนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจเพื่อจุดมุ่งหมายในการลดต้นทุนหรือเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในกระบวนการผลิตที่ค่อนข้างจะมีความซับซ้อนได้” นางสาวอินทิรา กล่าว

    ด้าน นาย. เซนทิล รามานี ผู้อำนวยการศูนย์ Internet of Things Center of Excellence ของเอคเซนเชอร์ กล่าวว่า “ศักยภาพการเติบโตของเทคโนโลยี IoT ในอาเซียนมีสูงกว่าที่อื่นมาก เพราะไม่มีระบบหรือกรอบเดิม และเทคโนโลยีดิจิทัลยังสร้างประโยชน์แก่ตลาดอย่างรวดเร็วแม้ตลาดนี้จะมีพื้นที่กว้างขวางมาก อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ขึ้นอยู่กับว่ามีการลงทุนในเทคโนโลยี IoT ด้านใด ลูกค้าหลายรายของเอคเซนเชอร์ก็เริ่มได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในระบบอนาลิติกส์และระบบบำรุงรักษาแล้ว”

     

     

     

     

  • Date : 21 / 04 / 2016
    รอคิวตี3จับสลากโซล่าร์ฟาร์มสหกรณ์คึกคัก กกพ.ยันโปร่งใส

    เปิดจับสลากโครงโซล่าร์สหกรณ์ฯ คึกคัก แห่รอคิวตั้งแต่ตี 3 ผู้ผ่านเกณฑ์มาร่วมจับสลากครบ 167 ราย 798 เมกะวัตต์ ขณะกกพ.เปิดรับซื้อรอบแรกแค่ 300 เมกะวัตต์ ระบุไม่เปิดรับซื้อภาคอีสานเหตุสายส่งเต็ม ให้รอรอบสองคาดเปิดปี 2560 ยืนยันกระบวนการจับฉลากโปร่งใสรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการภายในวันนี้

            นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ.ได้เปิดจับสลากคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)ของส่วนราชการและสหกรณ์ จำนวน 300 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ 08.00 น.ของวันนี้(21 เม.ย. 2559) โดยตั้งแต่ช่วงเช้าของการลงทะเบียนเข้าร่วมจับสลากพบว่า มีกลุ่มสหกรณ์การเกษตรที่ผ่านคุณสมบัติมายื่นเข้ารับการจับสลากครบทั้ง 167 ราย รวมปริมาณ 798.62 เมกะวัตต์  โดยคาดว่าจะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการทั้งหมดประมาณ 14.00 น.ของวันนี้ และจะประกาศผลอย่างเป็นทางการวันที่ 26 เม.ย. 2559 ต่อไป

           อย่างไรก็ตามผู้ที่จับฉลากและได้ร่วมโครงการจะต้องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2559 นี้ สำหรับโครงการดังกล่าวกำหนดโควตารับซื้อไว้ทั้งสิ้น 800 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกลุ่มสหกรณ์การเกษตร 400 เมกะวัตต์ และ กลุ่มราชการ 400 เมกะวัตต์ แต่เปิดรับรอบแรก 600 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น ราชการ 300 เมกะวัตต์ และกลุ่มสหกรณ์การเกษตร 300 เมกะวัตต์ แต่เนื่องจากกลุ่มราชการทั้งหมดติดปัญหาเรื่องพ.ร.บ.ร่วมทุนทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการรอบแรกนี้ได้ นอกจากนี้การจับสลากรอบแรกนี้จะไม่มีพื้นที่ภาคอีสานมาร่วมโครงการ เนื่องจากติดปัญหาสายส่งเต็มหมด ซึ่งภาคอีสานจะต้องรอในรอบต่อไป

           ดังนั้นการเปิดรอบที่ 2 จะกำหนดให้รับซื้อไฟฟ้าในส่วนราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์การเกษตรที่เหลืออีก 100 เมกะวัตต์ โดยจะพยายามดำเนินการให้เสร็จก่อนม.ค. 2560 เพราะรอบที่สองจะต้องขายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2561 

          นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ไม่ยืนยันว่าผู้ที่จับสลากได้ลำดับแรกจะได้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด เพราะต้องขึ้นอยู่กับการประมวลผลความพร้อมของจุดเชื่อมต่อไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งจะทราบผลพร้อมกันช่วงบ่ายของวันที่จับสลากนี้ 

           สำหรับกระบวนการจับสลากในครั้งนี้ยืนยันว่าโปร่งใสอย่างแน่นอน ซึ่งมีการถ่ายทอดสดการจับสลาก  ใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผล รวมทั้งมีใช้บุคลากรประมวลผลรวมด้วย เพื่อป้องกันการผิดพลาด และมีกรรมการเป็นสักขีพยานนั่งสังเกตการณ์อยู่ด้วย เช่น ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนหน่วยงานกระทรวงพลังงานและสื่อมวลชน 

           โดยกระบวนการเริ่มตั้งแต่ 08.00-09.30 เปิดให้แสดงตนลงทะเบียน และไปจับสลากบอลเพื่อกำหนดลำดับการขึ้นเวทีไปจับสลาก จากนั้นจะเริ่มชี้แจงขั้นตอนทั้งหมดกับผู้มาร่วมโครงการทั้งหมด และจากนั้นจะเป็นการจับสลากอย่างเป็นทางการ 

            “กระบวนการจับสลากตั้งแต่เช้าถือว่าคึกคัก และเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย โดยมีผู้มาลงทะเบียนครบทั้ง 167 ราย แต่ผู้ที่จับสลากได้ลำดับแรกๆ ไม่ใช่ว่าได้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด เนื่องจากข้อกำหนดให้ผู้ร่วมโครงการยื่นเข้าระบบได้ไม่เกินรายละ 5 เมกะวัตต์ ซึ่งต้องมาดูว่า ผู้ที่เลือกพื้นที่เดียวกัน มีหม้อแปลง สายส่งไฟฟ้า รองรับได้เท่าไหร่ ซึ่งผู้ที่ได้ลำดับท้ายๆ ของพื้นที่เดียวกัน อาจต้องรอลุ้นว่าเหลือปริมาณไฟฟ้าที่เข้าระบบได้เท่าไหร่ หากเหลือไม่ถึง 5 เมกะวัตต์ ลำดับท้ายอาจต้องเลือกว่าจะยอมลดเมกะวัตต์ลงหรือไม่ด้วย”นายวีระพล กล่าว

             สำหรับบรรยากาศการจับสลากเข้าร่วมโครงการโซล่าร์ฟาร์มของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรในครั้งนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีผู้มารอตั้งแต่เวลา 03.00 น.ของวันนี้ ซึ่งการจับสลากมีลักษณะคล้ายการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยให้ผู้สมัครขึ้นจับสลากบอลบนเวที โดยระหว่างจับสลากก็มีเสียงเฮดังลั่นเมื่อตัวแทนของกลุ่มสหกรณ์ฯ จับสลากได้เลขลำดับต้นๆ และฮือฮาเมื่อจับได้เลขลำดับท้ายๆ โดยเฉพาะผู้ที่ได้ลำดับท้ายสุด 167  ทั้งนี้ กกพ.คาดว่าอาจมีผู้เข้าใจผิดว่าการได้ลำดับต้นๆจะมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตามทุกคนที่มาจับสลากก็จะรู้ผลภายในวันนี้ทันที

          

       

     

Date : 20 / 04 / 2016

  • Date : 20 / 04 / 2016
    ปตท.แจง6ประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการแปรรูป

    ปตท.แจง6ประเด็นข้อกล่าวหา หวั่นสร้างความสับสนผู้ถือหุ้นและประชาชน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อองค์กรพลังงานของประเทศ  ย้ำแปรรูป โปร่งใสถูกต้องตามกฏหมายและยังคงสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

    ฝ่ายสื่อสารองค์กรของบริษัทปตท. จำกัด(มหาชน) ออกมาชี้แจงกรณีที่ถูกกล่าวหาผ่านสื่อมวลชนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในกระบวนการแปรรูป   เรื่องของค่าตอบแทนกรรมการ และเรื่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อาจจะสร้างความสับสนต่อผู้ถือหุ้นและประชาชน ใน6ประเด็นดังนี้

    1. แปรรูป ปตท. โปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน

    ปตท. ยืนยันว่าการแปรรูป ปตท. มีความโปร่งใสและดำเนินการถูกต้องทุกขั้นตอนของ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 โดย ปตท. ได้รับโอนอำนาจ สิทธิ และประโยชน์พิเศษที่มีอยู่ตามกฎหมายเดิมจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยมายัง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินงานเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยว่าการยุบเลิกการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการแปรรูป ปตท. ก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนแต่อย่างใด

    2. อำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของ ปตท. เป็นของรัฐและคนไทย เพราะหลังแปรรูป ปตท. ยังคงมีสถานะรัฐวิสาหกิจ

    ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2544 กำหนดให้ภาครัฐถือหุ้นใน บมจ.ปตท. มากกว่า 51% ปัจจุบัน กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท. นอกจากนี้ยังมีกองทุนวายุภักดิ์ กองทุนบำเหน็จบำนาญ สำนักงานประกันสังคมอีก รวมแล้วรัฐและคนไทยมีสัดส่วนถือหุ้น ปตท. รวมกันประมาณ 80% ดังนั้น หลังปตท. แปรรูปสิทธิและผลประโยชน์ต่างๆ ของ ปตท. จึงยังคงเป็นของรัฐและประชาชน

    การที่ ปตท. เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ต้องปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และยังต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรอิสระต่างๆ อย่างใกล้ชิดมากกว่าก่อนแปรรูป อาทิ จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. สตง. และผู้ถือหุ้น เป็นต้น

    3. การกระจายหุ้นของ ปตท. เป็นไปตามแนวปฏิบัติที่เป็นสากล

    การกระจายหุ้น ปตท. ที่ถูกจองซื้อหมดอย่างรวดเร็ว เกิดจากการประชาสัมพันธ์และความพยายามที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนนักลงทุนทั่วไปสามารถจองซื้อหุ้นผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ของธนาคารพาณิชย์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย จำนวนมากกว่า 10,000 หน้าจอ พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวิธีการทั่วไปที่บริษัทต่างๆ ถือปฏิบัติ ณ ขณะนั้น การกำหนดวิธีการจองซื้อหุ้นและจัดสรรหุ้นได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบโดยผ่านการอนุญาตและกำกับดูแลจาก ก.ล.ต. ให้เป็นธรรมและทั่วถึง 
    สำหรับการเสนอขายหุ้นให้แก่พนักงานเป็นแนวปฏิบัติที่กระทำกันโดยทั่วไปเพื่อให้พนักงานได้มีโอกาสถือหุ้นในฐานะเป็นเจ้าของบริษัท และรู้สึกมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของบริษัทด้วย อันจะส่งผลให้พนักงานร่วมมือในการสร้างความเจริญให้แก่ ปตท. ต่อไป

    4. กรณีมีนอมินีถือหุ้น ปตท.

    การที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างมีการถือหุ้นโดยนอมินีเป็นเรื่องปกติ และอาจเป็น นอมินีที่มีรายชื่อเดียวกัน เพราะการถือหุ้นโดยนอมินีนั้นนับเป็นเพียงอีกช่องทางหนึ่งของการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติหลายๆ ราย ลงทุนผ่านบริษัทนอมินีของสถาบันการเงิน คล้ายกับบริษัทไทยเอ็นวีดีอาร์ของไทย ซึ่งเป็นการช่วยกระตุ้นการลงทุนและระดมทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นผ่านนอมินีเหล่านี้ไม่ได้มีสิทธิ์ออกเสียงหรือกำหนดนโยบายใดๆ ในบริษัทเหล่านั้นได้เลย

    สำหรับนอมินีที่ถือหุ้นใน ปตท. นับเป็นสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่รายอื่นๆ ดังนั้น หาก ปตท. มีผลประกอบการที่ดีมากเพียงใดก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ไม่ใช่เป็นเพียงนอมินีเท่านั้น แต่ประโยชน์จะตกกับผู้ที่ถือหุ้น ปตท. ส่วนใหญ่ซึ่งก็คือ กระทรวงการคลัง รัฐบาลไทย และประชาชนชาวไทย

    5. ค่าตอบแทนกรรมการ

    ปตท. ได้กำหนดนโยบายค่าตอบแทนกรรมการอย่างเป็นธรรมและสมเหตุสมผล โดยดูจากผลการดำเนินงานเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้และผลประกอบการ ตลอดจนปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ แนวปฏิบัติของบริษัทจดทะเบียนในอุตสาหกรรมเดียวกันและบริษัทชั้นนำ ทั้งระดับประเทศและระดับโลก และแนวปฏิบัติของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นรัฐวิสาหกิจ การกำหนดค่าตอบแทนกรรมการมีคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณาแนวทางการกำหนดค่าตอบแทนให้แก่กรรมการ ตลอดจนกำหนดวิธีการและหลักเกณฑ์การกำหนดค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและสมเหตุสมผล เนื่องจากค่าตอบแทนเป็นปัจจัยสำคัญในการเชิญชวนและรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถให้อยู่คู่องค์กร อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้น การกำหนดค่าตอบแทนกรรมการจึงดำเนินการด้วยความรอบคอบ สมเหตุสมผล นอกจากนี้ ค่าตอบแทนกรรมการยังต้องนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติ รวมทั้ง ปตท. ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลค่าตอบแทนกรรมการในรายงานประจำปีให้สาธารณชนรับทราบอีกด้วย

    6. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร

    ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก ทำให้ราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดโลก การมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจึงมีประโยชน์ในการช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ และช่วยให้ประชาชนไม่ต้องจ่ายราคาน้ำมันในราคาที่สูงเกินไปในภาวะวิกฤติการณ์ราคาน้ำมัน
    กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เป็นผู้ดูแลและกำหนดนโยบาย โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ทำหน้าที่เลขานุการ ออกประกาศกำหนดอัตราเงินส่งเข้า อัตราชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในขณะที่กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รับผิดชอบในการจัดเก็บเงินและส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ทั้งนี้ ปตท. ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดดังกล่าว และไม่สามารถแทรกแซงการกำหนดนโยบายใดๆ เกี่ยวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้

    “ปตท. ขอยืนยันว่าได้ดำเนินงานทุกขั้นตอนภายใต้หลักธรรมภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเห็นว่าการกล่าวหาใดๆ ควรมีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน และควรพิสูจน์ข้อเท็จจริงกันในชั้นศาล ซึ่งจะเป็นการยุติธรรมต่อทุกฝ่าย” ฝ่ายสื่อสารองค์กรของปตท.ระบุในตอนท้ายของการชี้แจง 

  • Date : 20 / 04 / 2016
    กกพ.ปรับลดค่าไฟลง28.49สต.ต่อหน่วย
    กกพ.ประกาศลดค่าFT 28.49 สต./หน่วย ส่งผลให้ค่าFT พ.ค.-ส.ค. อยู่ที่ -33.29 สต./หน่วย พร้อมใช้เงินที่เหลือกว่า 12,000 ล้านบาท พยุงค่าFT ตลอดถึงสิ้นปีให้คงที่ ระบุงวดนี้ค่าFTลดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา
     

          นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้พิจารณาปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT) ประจำงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2559 ลง 28.49  สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่า FT ติดลบเพิ่มขึ้นเป็น -33.29 สตางค์ต่อหน่วย จากเดิม(งวดม.ค.-เม.ย.)ติดลบ -4.80 สตางค์ต่อหน่วย ทั้งนี้เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.75 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวด พ.ค.-ส.ค. มาอยู่ที่ 3.42 บาทต่อหน่วย โดย กกพ.จะเปิดรับฟังความเห็น www.erc.or.th ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.-4 พ.ค. 2559 และจะประกาศใช้ตั้งแต่กลางเดือน พ.ค. 2559 

     
        สำหรับค่าFT ดังกล่าวปรับลดลงจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อยู่ประมาณ 35.38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ซื้อเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้ถูกลง ประกอบกับคาดว่างวด พ.ค.-ส.ค. ความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวมจะเพิ่มขึ้นจากงวดก่อน 8.46% เพราะอากาศร้อน รวมทั้งราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าทั้งก๊าซธรรมชาติ ดีเซล ถ่านหิน ปรับลดลง
     
            อย่างไรก็ตามจากการคำนวณค่าFT งวดนี้(พ.ค.-ส.ค.)ที่เกิดขึ้นจริงจะต้องลดมากกว่าที่ประกาศดังกล่าว คือค่า FT ต้องลดถึง 38.68 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งค่า FT จริงควรอยู่ที่ -43.48 สตางค์ต่อหน่วย แต่เนื่องจากเมื่อพิจารณาค่า FT งวดหน้า(ก.ย.-ธ.ค.) ค่าFT จะปรับขึ้นจากมาตรการรัฐที่อนุมัติให้ผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลเปลี่ยนหลักเกณฑ์การขอรับเงินสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากระบบแอดเดอร์ หรือ การให้เงินส่วนเพิ่มผลิตไฟฟ้า เป็นระบบฟีทอินทารีฟ หรือ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง 
     
           ดังนั้นเพื่อไม่ให้ค่า FT ผันผวน ทาง กกพ.จึงต้องเฉลี่ยค่า FT โดยนำเงินที่เหลือจากส่วนต่างของค่าFT ที่คำนวณได้ กับค่า FT ที่คาดว่าจะเรียกเก็บของงวด ม.ค.-เม.ย. ที่ผ่านมา จำนวน 12,512 ล้านบาท มาช่วยลดค่าFT และทำให้ค่า FT งวดนี้พ.ค.-ส.ค. และงวด ก.ย.-ธ.ค. 2559 สามารถปรับลดลง และอยู่ระดับที่เท่ากันที่ -33.29 สตางค์ต่อหน่วย 
     
        "ตั้งแต่ กกพ.ชุดนี้มาบริหารค่า FT ตั้งแต่ปี 2558 สามารถลดค่า FT รวม 52.68 สตางค์ต่อหน่วย และงวดนี้ที่ FT ที่ลด 28.49 สตางค์ต่อหน่วย ถือว่าลดมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา"นายวีระพล กล่าว
     
        

Date : 19 / 04 / 2016

  • Date : 19 / 04 / 2016
    โรงไฟฟ้าชีวมวลรายเก่าได้เปลี่ยนระบบเป็นFiTแบบมีเงื่อนไข

    กระทรวงพลังงานยอมผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลรายเก่าเปลี่ยนระบบแอดเดอร์เป็นFeed in Tariff (ฟีดอินทารีฟ)แบบมีเงื่อนไข อัตราใหม่4.35-5บาทต่อหน่วย รอ กกพ.ประกาศเกณฑ์รายละเอียด

         แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่สมาคมโรงไฟฟ้าชีวมวลเรียกร้องขอเปลี่ยนมาตรการขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐสำหรับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลรายเก่า จากระบบเดิมคือ การให้เงินส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้า(แอดเดอร์) มาเป็นระบบ การสนับสนุนอัตราค่าไฟตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ)นั้น จากการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนโรงไฟฟ้าชีวมวลหลายครั้ง จนเข้าสู่การตัดสินพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่ผ่านมา และได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า กพช.ได้อนุมัติให้โรงไฟฟ้าชีวมวลรายเก่าสามารถปรับเปลี่ยนระบบแอดเดอร์เป็นฟีทอินทารีฟได้แบบมีเงื่อนไข

          โดยจะให้อัตราฟีดอินทารีฟสำหรับผู้ผลิตรายเล็กที่น้อยกว่า 1 เมกะวัตต์ ในราคาประมาณ 5 บาทต่อหน่วย รวมค่าพรีเมี่ยมอีก 30 สตางค์ต่อหน่วย ส่วนผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลที่มากกว่า 3 เมกะวัตต์ขึ้นไปให้ราคา 4.24 บาทต่อหน่วยและรวมค่าพรีเมี่ยมอีก 30 สตางค์ต่อหน่วย อัตราเมื่อเทียบกับระบบแอดเดอร์ที่ผู้ประกอบการได้รับอยู่ 30 สตางค์ต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 2.80 บาทต่อหน่วย ในระยะเวลา 8 ปี ถือว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมและทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจอยู่ต่อไปได้

         ส่วนระยะเวลาการให้ฟีดอินทารีฟนั้น ปกติจะกำหนดให้ 20 ปี แต่กรณีของกลุ่มโรงไฟฟ้าชีวมวลเก่าดังกล่าวจะให้ระยะเวลาฟีดอินทารีฟที่แตกต่างกัน โดย 1. ต้องหักระยะเวลาที่ขายเข้าระบบ(COD)ไปแล้ว และ 2. หักระยะเวลาตามสัดส่วนการผลิต ซึ่งเป็นไปตามสูตรคำนวณของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) โดยเฉลี่ยจะโดนหักเวลาอีก 27-56 เดือน เช่น ถ้าผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบไปแล้ว 1 ปีจะต้องตัดวันรับฟีดอินทารีฟออกไป 56 เดือน  เป็นต้น

         ทั้งนี้สาเหตุที่ต้องหักระยะเวลาการให้ฟีดอินทารีฟนั้น เนื่องจากเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบภาครัฐและกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้ากับประชาชนได้ เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการดังกล่าวได้รับประโยชน์จากระบบแอดเดอร์ไปแล้ว 

          อย่างไรก็ตามเงื่อนไขการให้เปลี่ยนเป็นระบบฟีดอินทารีฟดังกล่าวนั้น ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ จะออกประกาศที่ชัดเจนอีกครั้งและเร็วที่สุด ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลรายเก่าทั้งหมดประมาณ 204 โรง จะตัดสินใจเข้าสู่ระบบฟีดอินทารีฟแบบมีเงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่ด้วย แต่จากการสอบถามเบื้องต้นผู้ประกอบการประมาณ 200 รายยอมรับข้อเสนอดังกล่าวแล้ว 

         “ขอยืนยันว่าการให้โรงไฟฟ้าชีวมวลรายเก่าเปลี่ยนจากระบบแอดเดอร์เป็นฟีดอินทารีฟแบบมีเงื่อนไขนี้ เป็นไปตามมติของ กพช. เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่รอดในธุรกิจและสามารถแข่งขันได้ ซึ่งในอนาคตจะต้องเปลี่ยนระบบสนับสนุนจากแอดเดอร์เป็นฟีดอินทารีฟทั้งหมดเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงด้วย และที่สำคัญรัฐก็ต้องไม่เสียหลักการในการบริหารพลังงานเช่นกัน” แหล่งข่าวกล่าว

     

  • Date : 19 / 04 / 2016
    พีคไฟฟ้าครั้งที่7ทะลุ28,351เมกะวัตต์สูงกว่าปี2558กว่า1,000เมกะวัตต์

    พีคไฟฟ้าครั้งที่7ของปี2559ทำลายสถิติพีคปี2558กว่า1,000เมกะวัตต์  สนพ.รณรงค์ขอความร่วมมือประชาชนช่วยประหยัดไฟฟ้าช่วงหน้าร้อน  เกาะติดสถานการณ์พีคทะลุ28,500เมกะวัตต์หลังวันที่ 26 เม.ย นี้เป็นต้นไป ด้านกฟผ.ระบุพีคไฟฟ้าเฉพาะภาคใต้ทำลายสถิติเดิมแล้ว10ครั้งสงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชใช้ไฟสูงสด

     นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือ Peak(พีค)ของปี2559เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเวลา 14.17น.ของวันที่19เม.ย.2559 ที่28,351.7 เมกะวัตต์ ณ อุณหภูมิ 36.6องศาเซนเซียส ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าพีค ของปี2558 ซึ่งเกิดเมื่อวันที่11มิถุนายน ที่  27,345.8 เมกะวัตต์ ถึง. 1,005.9 เมกะวัตต์  โดยหากประชาชนไม่ช่วยกันลดใช้ไฟฟ้าลงคาดว่าด้วยอุณหภูมิที่ยังอยู่ในระดับสูงช่วงหน้าร้อนนี้  ก็มีโอกาสที่จะเกิดพีคไฟฟ้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือประมาณ 28,500-29,000 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ 26 เม.ย เป็นต้นไป

     การเกิดพีคไฟฟ้าครั้งนี้ ถือว่าสูงกว่าและเร็วกว่าที่ สนพ.ประเมินเอาไว้ว่า พีคไฟฟ้าน่าจะเกิดในวันที่21เม.ย.ที่ความต้องการไฟฟ้าอยู่ที่27,600 เมกะวัตต์

    สำหรับพีคไฟฟ้าสูงสุดของปี2559ซึ่งอยู่ที่ระดับ 28,351.7 เมกะวัตต์ นั้นถือเป็นการเกิดพีคครั้งที่7ของปี2559  โดยพีคไฟฟ้าครั้งที่6 เกิดขึ้นเมื่อวันที่6เมษายน เวลา20.21 น. อยู่ที่27,639เมกะวัตต์  ที่อุณหภูมิ31.1 องศาเซ็นเซียส  ส่วนพีคไฟฟ้าครั้งที่5 นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่23 มี.ค.2559เวลา14.40น. อยู่ที่ 27,279เมกะวัตต์  ส่วนพีคครั้งที่4 ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.47 น.ของวันที่22มี.ค.2559 อยู่ที่ 27,222.5 เมกะวัตต์  

    ทั้งนี้การเกิดพีคไฟฟ้าจะไม่เป็นผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บกับประชาชนเพราะในการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้า กฟผ.จะสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดก่อน ส่วนโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงจะเก็บเป็นกำลังการผลิตสำรอง และจะสั่งเดินเครื่องเมื่อเกิดกรณีพีคไฟฟ้า เพื่อให้มีกำลังการผลิตเพียงพอกับความต้องการใช้  จึงทำให้้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นได้ 

    นายทวารัฐกล่าวว่า สนพ.ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยประหยัดไฟฟ้าเพื่อลดพีคในช่วงหน้าร้อน ด้วยการปฏิบัติตามแนวทาง4ป. ดังนี้คือ 1. ปิด คือปิดไฟที่ไม่จำเป็น 2. ปรับ คือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาหรือปรับ Fan Mode 3. ปลด คือปลดปลั๊กอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ และ4.เปลี่ยน คือเปลี่ยนอุปกรณ์มาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ประหยัดพลังงาน โดยจะขอความร่วมมือประชาชนให้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงของทุกวัน 

    ด้าน นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีค (Peak) มี สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 36.6 อาศาเซลเซียส และเป็นช่วงวันทำงานปกติหลังจากการหยุดเทศกาลสงกรานต์ จึงมีการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม กฟผ. ได้เตรียมกำลังผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงเพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้า และขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้าตามมาตรการ “ปิด - ปรับ - ปลด - เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มีนาคม - 20 พฤษภาคม 2559 

    นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 เวลา 21.00 น. พีคของภาคใต้ 14 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงมาอยู่ที่ 2,630 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 5 หรือ 125 เมกะวัตต์ เนื่องจากอากาศร้อนอบอ้าว มีการใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น และการใช้ไฟฟ้าใน 14 จังหวัดภาคใต้ ส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยทำลายสถิติเดิมมาแล้วถึง 10 ครั้ง โดยจังหวัดที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ได้แก่ สงขลา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และกระบี่ ในส่วนของระบบผลิตไฟฟ้า ได้มีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในภาคใต้ จำนวน 2,225 เมกะวัตต์ และรับซื้อไฟฟ้าจากภาคกลาง อีกจำนวน 375 เมกะวัตต์ ซึ่งในขณะนี้ยังสามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าได้ แต่ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นอีกในอนาคต ภาคใต้จึงจำเป็นต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าในพื้นที่โดยใช้เชื้อเพลิงที่เหมาะสม โดยไม่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ หรือเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเป็นสำคัญ