ข่าวทั้งหมด

Date : 18 / 09 / 2017

  • Date : 18 / 09 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานเผย ท่อส่งน้ำมันเหนือ-อีสาน มีความคืบหน้าตามแผน
    กรมธุรกิจพลังงาน เผยโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันภาคเหนือ เสร็จตามแผนเปิดใช้ปี 2562  หลังผ่าน EIA แล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้างคลังที่จ.พิจิตร และลำปาง  ในขณะท่อส่งน้ำมันภาคอีสานอยู่ระหว่างทำประชาพิจารณ์รอบแรก และว่าจ้างออกแบบก่อสร้าง ตามแผนเสร็จปี 2565  แจงระบบท่อส่งน้ำมันทั้งสองเส้นทางจะช่วยสร้างความปลอดภัยด้านการขนส่งได้มากขึ้น 
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันว่า โครงการสร้างท่อส่งน้ำมันจากภาคกลางไปภาคเหนือ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด หรือ FPT ได้ดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) และผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ไปแล้วเมื่อเร็วๆนี้  ซึ่งจะส่งผลให้ FPT สามารถเข้าดำเนินการวางท่อน้ำมันและสร้างคลังน้ำมันได้ทันที
     
    โดยขณะนี้ FPT อยู่ระหว่างการสร้างคลังน้ำมันที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งตามแผนงานจะสร้างเสร็จในปี 2561 จากนั้นจะสร้างคลังน้ำมันที่จังหวัดลำปาง และมีกำหนดเสร็จในปี 2562  จากนั้นจึงจะเปิดให้บริการได้ต่อไป 
     
    ส่วนความคืบหน้าโครงการสร้างท่อน้ำมันไปภาคอีสาน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ไทยไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด(TPN) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกลุ่มบริษัท SC Group อยู่ระหว่างว่าจ้างผู้ออกแบบโครงการและจัดทำรายงาน EIA รอบแรก โดยปกติการทำ EIA จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งตามแผนงานของ TPN กำหนดสร้างท่อน้ำมันไปภาคอีสาน โดยไปสิ้นสุดที่จังหวัดขอนแก่น และมีกำหนดเปิดใช้งานได้จริงในปี 2565
     
    นายวิฑูรย์​ กล่าวด้วยว่า กรมฯได้ติดตามการสร้างท่อส่งน้ำมันทั้งภาคเหนือและภาคอีสานอย่างใกล้ชิด ซึ่งระยะเวลาการดำเนินงานยังเป็นไปตามแผนงานที่แจ้งมายังกรมฯ ทั้งนี้เชื่อว่าหากเปิดใช้ได้จริงจะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการขนส่งน้ำมันลงได้มาก และราคาค่าขนส่งน้ำมันจะถูกลง ส่วนการพิจารณาอัตราค่าบริการจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในส่วนของกรมฯจะเน้นดูแลด้านความปลอดภัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตามกรมฯยังไม่มีแนวคิดให้ขยายส่วนต่อท่อน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยจะขอรอดูโครงการแรกทั้งภาคเหนือและภาคอีสานว่าประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่หากภาคเอกชนต้องการสร้างส่วนขยายเพิ่มก็สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องมาแจ้งกับกรมฯก่อน 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า สำหรับโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันภาคเหนือนั้น ปัจจุบันมีท่อน้ำมันจากดอนเมืองถึงบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่แล้ว ซึ่ง FPT เป็นเจ้าของ และ FPT จะสร้างส่วนขยายจากบางปะอิน ไปจังหวัดพิจิตรและจังหวัดลำปาง ระยะทาง 365 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ​ 7,500 ล้านบาท พร้อมกับสร้างคลังเก็บน้ำมันในจังหวัดพิจิตรและลำปางด้วย  ตามแผนงานจะสร้างเสร็จในปี 2562 
     
    ส่วนโครงการสร้างท่อส่งน้ำมันไปภาคอีสานนั้น บริษัท SC Group ได้เจรจากับบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด. หรือ แทปไลน์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อขอเชื่อมต่อท่อน้ำมันของแทปไลน์ที่สระบุรีไปยังคลังน้ำมันของTPN ที่จ.ขอนแก่น  โดยตามแผนงานจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และเสร็จในปี 2565 รวมระยะทาง 342 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุน 12,000 ล้านบาท  โดยท่อส่งน้ำมันดังกล่าวจะช่วยรองรับความต้องการใช้น้ำมันภาคอีสาน 2,700 ล้านลิตรต่อปี 
  • Date : 18 / 09 / 2017
    จี่อีแนะรัฐยกเครื่องภาคพลังงานคาดช่วยลดต้นทุนกว่า2แสนล้านบาท
    เจนเนอรัล อิเลคทริค จำกัด (จีอี) แนะรัฐ ยกเครื่องภาคพลังงาน ทั้งการปรับปรุงโรงไฟฟ้า ระบบสายส่งและการจ่ายไฟฟ้า ที่ผลการศึกษาหลายชิ้นระบุว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนลงได้มากกว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯหรือราว2แสนล้านบาท และต้นทุนอีก 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ราว86,000ล้านบาท จะลดลงด้วยการปรับระบบสู่ดิจิทัล
     
    ก่อนเริ่มงานสัมมนา Powering Thailand 2017 เจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า ภาพรวมพลังงานในอนาคตของไทย รวมถึงเทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่ๆ ที่มีผู้นำด้านพลังงานกว่า 250 รายเข้าร่วมงาน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่18 ก.ย.2560 จัดโดย จีอี ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และการบริการแบบบูรณาการสำหรับระบบโรงไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ   โดยมีผู้บริหารของจีอี คือนาย วอลเตอร์ แวน เวิร์ช ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร จีอี ประจำภูมิภาค อาเซียน และนายโกวิทย์ คันธาภัสระ ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารจีอี ประเทศไทยและลาว  ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน 
     
    โดยในเอกสารข่าวของบริษัทที่ส่งถึงสื่อมวลชน ระบุถึง ข้อมูลการวิเคราะห์ของจีอี (GE:NYSE)  ว่าหากประเทศไทยมีการยกระดับประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้า ที่มีอยู่ในปัจจุบันและโรงไฟฟ้าที่จะสร้างขึ้นใหม่ รวมไปถึงระบบสายส่งและการจ่ายไฟฟ้า ประเมินว่าจะได้รับ ผลดีหลายประการ    ซึ่งจีอีคาดว่าการปรับปรุงโรงไฟฟ้า ระบบสายส่งและระบบการจ่ายไฟฟ้าจะช่วย ลดต้นทุนลงได้ถึง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2 แสนล้านบาท ในขณะที่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะช่วยเพิ่มมูลค่าได้อีก 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 86,000 ล้านบาท จากอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่และที่กำลังจะสร้างขึ้นใหม่  ซึ่งหากมีการดำเนินการอย่างจริงจังยังจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้มากกว่า 8.6 ล้านตันต่อปี หรือประมาณร้อยละ 9 ของปริมาณการปล่อยก๊าซจากการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน
     
    ทั้งนี้ การปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบันน่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1 ซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนได้ราว 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1 แสนล้านบาทจากการยืดอายุการใช้งาน ของโรงไฟฟ้า และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ราว 3.5 ล้านตันต่อปี  จากทั้งหมดนี้ การเสริมสมรรถนะด้วยโซลูชั่นดิจิทัลนั้นคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ดียิ่งขึ้นไปอีก
     
    นายโกวิทย์ คันธาภัสระ ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารจีอี ประเทศไทยและลาว กล่าวว่า “การปรับเปลี่ยนภาคพลังงานให้ก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลคาดว่า จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ได้อย่างมากมาย สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษา (การวิเคราะห์) ของเราชี้ให้เห็นว่า การใช้ งานเซ็นเซอร์ ข้อมูล ซอฟต์แวร์และการวิเคราะห์ที่เพิ่มมากขึ้นในห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน สามารถนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพ ผลประกอบการ ตลอดจนช่วยลดการเกิดเหตุขัดข้องของเครื่องจักร และการซ่อมบำรุง นำไปสู่การประหยัดต้นทุนได้นับล้านล้านบาท”
     
    ทั้งนี้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลล่าสุดเพื่อยกระดับ ปรับปรุงโรงไฟฟ้าในไทยและระบบเครือข่ายให้ทำงาน อย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่วมกับการใช้เครื่องกังหันก๊าซสมรรถนะสูง เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าพลังงาน ถ่านหินระบบ Ultra-super critical รวมถึงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าในปัจจุบัน ระบบส่งกำลังและระบบจ่ายไฟฟ้า เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่คาดหวังว่าจะช่วยให้ไทยสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก ทั้งยังลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ได้อย่างมหาศาล นำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ในด้านประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนในภาคพลังงานของประเทศไทย
     
  • Date : 18 / 09 / 2017
    กกพ.วางยุทธศาสตร์4ปีรับมือ Disruptive Technology ในภาคพลังงาน
    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ. )วางยุทธศาสตร์กำกับกิจการพลังงานใน 4 ปีข้างหน้า รับมือกระแส Disruptive Technology โดยการเตรียมทบทวนโครงสร้างค่าไฟ ลดการผูกขาด เพิ่มการแข่งขันระบบก๊าซธรรมชาติ จัดตั้งศูนย์วิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูลพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน
     
    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  เปิดเผยว่า ในอีกไม่นานปรากฏการณ์ Disruptive Technology  (เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่และมีผลทําให้อุตสาหกรรมที่มีอยู่สั่นคลอน)  จะเกิดขึ้นในทุกวงการ ซึ่งในภาคพลังงานเองก็เช่นกัน  ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากทิศทางในระดับสากล ได้แก่ การพัฒนาเทคโนโลยีในภาคพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพลังงานทดแทน ควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งกักเก็บพลังงาน  (Energy Storage ) ,การพัฒนาพลังงานสะอาดและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเชื้อเพลิงในระบบขนส่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่องานกำกับดูแลภาคพลังงาน
     
    นายพรเทพ กล่าวว่า ปัจจัยที่จะส่งผลต่องานกำกับกิจการพลังงาน ดังกล่าว ทำให้ กกพ.จะต้องปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยวางเป็นยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงานใน 4 ปีข้างหน้า(2561-2564) ซึ่งมีงานสำคัญได้แก่ การยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลและระบบการผลิตไฟฟ้า การทบทวนโครงสร้างทางด้านต้นทุนและราคาจำหน่ายไฟฟ้า รวมไปถึงการพัฒนาหลักเกณฑ์ใหม่ๆเพื่อเข้ามากำกับดูแลเรื่องของการเปลี่ยนรูปแบบเชื้อเพลิงทั้งในภาคขนส่ง และภาคการผลิตไฟฟ้า ที่ต้องสามารถสร้างความเป็นธรรม เกิดความสมดุล และทันต่อการเปลี่ยนแปลง   โดยคาดว่าภายในปี 2561  จะสามารถประกาศโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ที่จะใช้ในช่วงปี 2561 - 2563 รวมทั้งการเตรียมการกำหนดหลักเกณฑ์การกำหนดค่าไฟฟ้าเพื่อให้มีความหลากหลายและสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนไป เช่น การสนับสนุนการลดใช้พลังงานในช่วง Peak  อัตราค่าไฟฟ้าตามมาตรการส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response) การกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ การกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า รวมทั้งอัตราค่าเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงานทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ  
     
    นอกจากนี้ ยังจะเข้าไปกำกับดูแลรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า โดยคาดว่าจะสามารถประกาศหลักเกณฑ์การกำกับดูแลตั้งแต่ต้นทางจนถึงสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าปลายทางได้ภายในปี 2561   รวมทั้งจะมีอย่างไรก็ตามทางสำนักงาน กกพ. จะมีการจัดตั้ง “ศูนย์วิเคราะห์ และพยากรณ์ข้อมูลพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และข้อมูลเพื่อประกอบการกำกับกิจการพลังงาน” โดยภายในปี 2563 สำนักงาน กกพ. จะเป็นศูนย์กลางเครือข่ายด้านการพยากรณ์และการควบคุมระบบไฟฟ้า สำหรับนโยบายการกำกับดูแล และจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ ขณะนี้ได้ทยอยประกาศหลักเกณฑ์ และแนวทางการกำกับดูแลระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้เกิดการแข่งขันกิจการก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่องทุกปี ในส่วนของการศึกษา หลักเกณฑ์ และกำหนดอัตราค่าบริการการขนส่งน้ำมันทางระบบท่อ ก็จะทยอยดำเนินการเช่นกันหลังจากมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วเสร็จ และคาดว่าจะสามารถกำกับอัตราค่าบริการขนส่งน้ำมันทางท่อได้ก่อนสิ้นสุดแผนยุทธศาสตร์ฯ ภายในปี 2564
     
    ด้านนายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. ได้กล่าวถึง ผลสำเร็จการดำเนินงานสำคัญที่ผ่านมาตลอดช่วงเวลา 3 ปี ว่า ในส่วนบทบาททางด้านภาคสังคมและประชาชนผู้ใช้พลังงานที่ผ่านมานั้น ได้ดำเนินการทบทวนและประกาศค่าไฟฟ้าฐานเพื่อให้สะท้อนต่อสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันมากขึ้นในปี 2558 และบริหารจัดการค่าไฟฟ้า ผันแปร (ค่าเอฟที) ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากกลางปี 2557 ถึงแม้จะมีการปรับเพิ่มขึ้นในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ค่าเอฟทีก็ยังอยู่ในระดับติดลบ  
     
    นอกจากนี้กกพ.ยังได้ดำเนินการทบทวนมาตรการค่าไฟฟรี 50 หน่วยให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจริงๆ รวมทั้งการสร้างความเป็นธรรมและยกระดับการให้บริการ โดยได้มีการออกมาตรฐานสัญญาให้บริการไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยในช่วงต้นปี 2559
     
    ในส่วนของการดูแลผู้เสียสละพื้นที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ผ่านกลไกกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในพื้นที่ประกาศได้มีการจัดทำโครงการแล้วกว่า 35,000 โครงการ หรือคิดเป็นมูลค่า กว่า 12,800 ล้านบาทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
     
    ที่ผ่านมา กกพ. ยังได้นำแนวทางการเปิดประมูลเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ผ่านการพัฒนาโครงการพลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆ รวมทั้ง เร่งรัดการลงทุนให้เป็นไปตามสัญญาส่งผลให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ7,375 เมกะวัตต์ รวมรับซื้อ 9,223 เมกะวัตต์ (ข้อมูล ณ เดือน ส.ค. 60) จากเป้าหมาย 16,778 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 (AEDP 2015)
     
     

Date : 15 / 09 / 2017

  • Date : 15 / 09 / 2017
    กกพ.ประกาศชื่อ2บริษัทชนะประมูลโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ3จังหวัดชายแดนใต้
    กกพ. ประกาศรายชื่อ 2 บริษัท ชนะประมูลโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฟส 2  รวมกำลังผลิต 3.7 เมกะวัตต์ กำหนดผลิตไฟฟ้าเข้าระบบภายใน 30 มิ.ย. 2562 โดยยังต่ำกว่าเป้าหมายรับซื้อรอบสอง ที่ตั้งไว้ 8 เมกะวัตต์​
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้ออกประกาศ รายชื่อผู้ชนะการประมูลใน "โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบการให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง(Feed in Tariff -FiT) ประเภทเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพจากน้ำเสีย ของเสีย ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอภาคใต้(จะนะ. เทพา สะบ้าย้อยและนาทวี) ระยะที่ 2" เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา
      
    โดยที่ประชุม กกพ. เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ได้พิจารณาเห็นชอบราคาประมูลโครงการดังกล่าว จึงให้ประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลอย่างเป็นทางการ  2 ราย ได้แก่ 1.บริษัท ปัตตานี มุ่งพัฒนาไบโอแก๊ส จำกัด ภายใต้ชื่อ "โครงการบริษัท ปัตตานี มุ่งพัฒนาไบโอแก๊ส จำกัด" มีกำลังการผลิตติดตั้ง 3 เมกะวัตต์ แต่เสนอขายไฟฟ้าที่ 2.8 เกมะวัตต์ และ 2.บริษัท กระบี่หยก จำกัด  ภายใต้ชื่อ"โครงการก๊าซชีวภาพ-คู1 (บริษัท กระบี่หยก จำกัด)" มีกำลังการผลิตติดตั้ง 0.95 เมกะวัตต์​ แต่เสนอขายไฟฟ้าที่ 0.9 เมกะวัตต์
     
    ทั้งนี้ผู้ชนะการประมูลทั้ง 2 รายจะต้องยื่นจะต้องลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคภายใน 120 วัน หรือภายในวันที่ 12 ม.ค. 2561 และกำหนดผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ภายใน 30 มิ.ย. 2562 
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อรวมปริมาณเสนอขายไฟฟ้าของทั้งสองโครงการดังกล่าวพบว่า มีการเสนอขายรวม 3.7 เมกะวัตต์ ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ กกพ. เปิดรับซื้อที่ 8 เมกะวัตต์  
    สำหรับโครงการประมูลผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ(น้ำเสีย/ของเสีย)ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอภาคใต้ เป็นโครงการที่ตั้งเป้าหมายการรับซื้อไว้ที่ 10 เมกะวัตต์ โดยการเปิดรับซื้อรอบแรกมีการประมูลผลิตไฟฟ้าได้เพียง 2 เมกะวัตต์ ดังนั้น กกพ. จึงเปิดประมูลรอบสองอีก 8 เมกะวัตต์เพื่อให้ครบเป้าหมายที่ 10 เมกะวัตต์ และรอบสองนี้มีปริมาณไฟฟ้าอีก 3.7 เมกะวัตต์เท่านั้น รวมการเปิดประมูลทั้งสองรอบมีปริมาณไฟฟ้าทั้งสิ้น 5.7 เมกะวัตต์ ยังขาดอีก 4.3 เมกะวัตต์ถึงจะครบเป้าหมายที่กำหนดไว้ 
  • Date : 15 / 09 / 2017
    ปตท.ทะยอยปรับขึ้นราคาเอ็นจีวี 16ก.ย.นี้ขึ้นแค่0.27บาทต่อกก.
    ปตท.ทะยอยปรับเพิ่มต้นทุนค่าดำเนินการปรับปรุงคุณภาพก๊าซเอ็นจีวี ตามมติประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)  เพื่อบรรเทาภาระผู้บริโภค ทำให้วันที่16ก.ย.นี้ราคาขายเอ็นจีวีในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะปรับเพิ่มขึ้น 0.27 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ 13.46 บาทต่อกิโลกรัม  ในขณะที่รถโดยสารสาธารณะที่มีบัตรส่วนลดราคาเอ็นจีวี จะยังคงได้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีที่10.00บาทต่อกิโลกรัมเช่นเดิม 
     
     นายศักดิ์เฉลิม สิทธิวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบผลการศึกษาต้นทุนราคาก๊าซเอ็นจีวีของสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในส่วนของค่าดำเนินการปรับปรุงคุณภาพก๊าซเอ็นจีวี 0.46 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาเอ็นจีวีสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 นั้น ปตท. ยังไม่ปรับราคาขึ้นในคราวเดียว เพื่อบรรเทาภาระค่าเชื้อเพลิงให้กับผู้ใช้รถเอ็นจีวีทั้งในภาคขนส่งและผู้ใช้รถทั่วไป
     
    ทั้งนี้ ปตท. จะทยอยปรับเพิ่มต้นทุนค่าดำเนินการโดยแบ่งออกเป็น 2 ครั้ง คือในรอบเดือนกันยายนและรอบเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งในวันที่ 16 กันยายน 2560 นี้ ราคาขายเอ็นจีวีในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะปรับเพิ่มขึ้น 0.27 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายเอ็นจีวีอยู่ที่ 13.46 บาทต่อกิโลกรัม (เป็นราคารวมค่าเนื้อก๊าซธรรมชาติ และค่าดำเนินการที่รวมค่าปรับปรุงคุณภาพก๊าซเอ็นจีวีแล้ว)
     
    "รถโดยสารสาธารณะที่มีบัตรส่วนลดราคาเอ็นจีวี จะไม่ได้ผลกระทบใดๆ เนื่องจากยังคงใช้สิทธิ์เติมก๊าซฯ ในราคาเดิมที่ 10.00 บาทต่อกิโลกรัม โดยที่ผ่านมา ปตท. ได้ให้การสนับสนุนส่วนลดราคาขายเอ็นจีวี ตั้งแต่ปี 2555 จนถึงเดือนสิงหาคม 2560 สะสมเป็นจำนวนเงินประมาณ 10,721  ล้านบาท ซึ่ง ปตท. ยังคงสนับสนุนราคาที่มีส่วนลดฯ ให้กับรถโดยสารสาธารณะจนถึงสิ้นปี 2560 นี้" นายศักดิ์เฉลิม กล่าว

Date : 14 / 09 / 2017

  • Date : 14 / 09 / 2017
    อธิบดีกรมเชื้อเพลิงฯบินเชิญ "Mubadala Petroleum" ร่วมวงแข่งประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ บงกช
    อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ"วีระศักดิ์ พึ่งรัศมี"เดินทางไปพบรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) เพื่อเชิญ Mubadala Petroleum (MP) ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่รัฐบาลยูเออี ถือหุ้น100% เข้าร่วมประมูลในแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุ ทั้งเอราวัณ และบงกช  ที่คาดว่าจะเริ่มขั้นตอนการเปิดประมูลได้ในเดือนต.ค.2560 นี้ 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 14กันยายน 2560 นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติพร้อมด้วยร.ท.โกเมศ กมลนาวิน ร.น. เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี  ได้เข้าเยี่ยมคารวะ H.E. Suhail Mohamed Faraj Al Mazrouei รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เพื่อพบปะหารือประเด็นด้านพลังงานและความร่วมมือของทั้งสองประเทศในด้านการลงทุนในกิจการปิโตรเลียม โดยอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ของไทย ได้เชิญชวนให้ทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เฉพาะเข้าร่วมการประมูลในแปลงสัมปทานปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดอายุของทั้งของแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ที่คาดว่าน่าจะเริ่มขั้นตอนการเปิดประมูลได้ภายในเดือนต.ค.นี้ 
     
     สำหรับ H.E. Suhail Mohamed Faraj Al Mazrouei นั้นเคยเป็นประธานบอร์ดของ Mubadala Petroleum(MP)และปัจจุบันขยับขึ้นไปนั่งเป็นประธานบอร์ดของ  Mubadala Investment Company -MIC)ซึ่งเป็นหน่วยลงทุนที่เป็นของรัฐ100% ในหลากหลายธุรกิจ มากกว่า30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งMP ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ด้วย  โดยมูลค่าการลงทุนของMIC มีมากกว่า 1.3แสนล้านเหรียญสหรัฐ 
     
    ทั้งนี้ ทางMubadala Petroleum แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลแข่งขัน ทั้งในส่วนของแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ ที่มีกลุ่มเชฟรอน เป็นผู้รับสัมปทานอยู่เดิม และแหล่งบงกช ที่มีบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด(มหาชน) หรือปตท.สผ. เป็นผู้รับสัมปทาน   โดยอยากที่จะจับมือเป็นพันธมิตรกับ ปตท.สผ. ที่มีรัฐบาลไทยถือหุ้นอยู่ผ่านทาง  ปตท.  อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาเป็นพันธมิตรกับปตท.สผ. ไม่บรรลุผล MP ก็พร้อมที่จะยื่นประมูลเพื่อเป็นโอเปอเรเตอร์ เพียงรายเดียว และเป็นคู่แข่งของทั้งกลุ่มเชฟรอน และปตท.สผ.
     
  • Date : 14 / 09 / 2017
    เริ่มงบปี2561เร่งเปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ

    รัฐมนตรีพลังงาน เผยแผนเร่งด่วนปี 2561 เน้นเดินหน้าประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ พร้อมให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงาน การประหยัดพลังงานเป็นพิเศษ เล็งปรับแผน AEDP ชี้หากระบบประมูลรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนช่วยให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกลง และผู้ประกอบการให้ความสนใจสูง อาจเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มได้   

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า แผนงานเร่งด่วนที่กระทรวงพลังงานจะดำเนินการในปีงบประมาณ 2561 คือ งานต่อเนื่องจากปี 2560 โดยเฉพาะเรื่องการเปิดประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ (แหล่งเอราวัณ หมดอายุ 2565 และแหล่งบงกช หมดอายุ 2566) และเรื่องสำคัญที่กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือ แผนงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศลง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

    “จากการตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการในหลายโรงงานที่ผ่านมาพบว่า การไปส่งเสริมผู้ประกอบการให้เปลี่ยนอุปกรณ์ในโรงงาน เช่น บอยเลอร์ เห็นผลการประหยัดพลังงานลงได้มาก ปีหน้าก็จะเน้นส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหญ่ให้เปลี่ยนอุปกรณ์ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและเกิดการประหยัดพลังงาน”

    นอกจากนี้ในส่วนของพลังงานทดแทน อยู่ระหว่างการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว(พ.ศ.2558-2579) หรือ PDP 2015  โดยหากพบว่าการเปิดประมูลผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนสามารถช่วยให้ราคาค่าไฟฟ้าต่ำลงได้และมีผู้ประกอบการให้ความสนใจจำนวนมาก ก็อาจมีการปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP)ให้เกิดการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นได้ ส่วนปริมาณรับซื้อเท่าไหร่นั้นขณะนี้กำลังรอดูราคาพลังงานทดแทนที่เหมาะสมอยู่ 

Date : 13 / 09 / 2017

  • Date : 13 / 09 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานแนะผู้ค้าเอทานอลปรับตัวรับมือยานยนต์ไฟฟ้า
    กรมธุรกิจพลังงาน แนะผู้ประกอบการเอทานอลปรับตัวสู่ธุรกิจผลิตไบโอพลาสติก รับมือกระแสยานยนต์ไฟฟ้า มาแรงในอนาคต พร้อมยืนยันปีนี้ไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนเอทานอลซ้ำรอยปี 2559 โดยข้อมูล 7 เดือนแรกของปีทั้ง ยอดผลิตและยอดใช้มีปริมาณใกล้เคียงกัน  ด้านนายกสมาคมเอทานอลฯ เผยปี 2561 จ่อเกิดปัญหาเอทานอลล้นตลาด เหตุมีโรงเอทานอลตั้งใหม่3 แห่ง กำลังผลิตรวมทั้งประเทศขยับขึ้นเป็น 5.6 ล้านลิตรต่อวัน ในขณะยอดใช้ทรงตัว 4 แสนลิตรต่อวัน  เสนอรัฐเร่งนโยบายเลิกแก๊สโซฮอล์91 
     
    เมื่อวันที่11ก.ย.2560 ที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.)ได้นำคณะเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนเยี่ยมชมโรงงานผลิตเอทานอล ของบริษัท อุบลไบโอ เอทานอล จำกัด จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าในปี 2560 จะไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนเอทานอลขึ้นอีก
     
    โดยนายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) กล่าวว่า กรมฯมีความเป็นห่วงผู้ค้าเอทานอล ในกรณีที่ทิศทางการใช้พลังงานของประเทศในภาคขนส่งจะปรับเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า(EV) ในอนาคต ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการใช้น้ำมันและเอทานอลในอนาคต โดยภาคเอกชนจะต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนนำวัตถุดิบมันสำปะหลังไปผลิตพลาสติกชีวภาพ หรือ ไบโอพลาสติก ให้มากขึ้นและหาตลาดเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
     
    สำหรับกรณีการตรวจสอบข้อมูลปริมาณเอทานอลในประเทศ นั้น ในปีน2560 นี้ กรมฯยืนยันจะไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนเอทานอลในประเทศไทยขึ้นอีก เนื่องจากกระทรวงพลังงานกำหนดให้สำรองน้ำมันสำเร็จรูปไว้ 1% ของการจำหน่าย และน้ำมันดิบ 6% ของการจำหน่าย และห้ามดึงปริมาณสำรองมาใช้แบบข้ามประเภทเหมือนในอดีต ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อมสำรองน้ำมันและเอทานอลล่วงหน้าเอาไว้เสมอ  ซึ่งเบื้องต้นปริมาณสำรองดังกล่าวสามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ 4-5 วัน 
     
    ขณะเดียวกันสมาคมเอทานอลมีการประชุมเตรียมความพร้อมสำหรับการหยุดซ่อมบำรุงของโรงงานเอทานอล เพื่อไม่ให้เกิดการปิดซ่อมพร้อมกันจนเกิดปัญหาขาดแคลน นอกจากนี้ยังพบว่าปลายปี 2560 นี้ จะมีโรงงานเอทานอลจากมันสำปะหลังเพิ่มขึ้นมาอีก 3 แห่ง จากปัจจุบันมีโรงงานทั้งหมด 24 แห่ง กำลังการผลิตรวม 5.81 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็นโรงเอทานอลจากกากน้ำตาล  7 แห่ง กำลังผลิตรวม 1.38 ล้านลิตรต่อวัน, โรงเอทานอลจากมันสำปะหลัง 10 แห่ง กำลังผลิตรวม 2.38 ล้านลิตรต่อวัน และโรงเอทานอลแบบผสมผสาน(ไฮบริด)อีก 7 แห่ง กำลังผลิตรวม 2.05 ล้านลิตรต่อวัน 
     
    ทั้งนี้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2560 (ม.ค.-ก.ค.)มีปริมาณการผลิตเอทานอลเฉลี่ย4.03 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 4 ล้านลิตรต่อวัน โดยกรมฯยังเฝ้าระวังและติดตามปริมาณการผลิตและการใช้เอทานอล เพื่อความมั่นคงในการบริหารจัดการนำ้มันของประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการนำไปใช้ผลิตน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ต่อไป 
     
    "มั่นใจว่าปีนี้จะไม่เกิดปัญหาขาดแคลนเอทานอลเหมือนปลายปี 2559 อีก ซึ่งจากการรับฟังข้อมูลของเอกชนพบว่า ในปี 2559 ปัญหาการขาดแคลนเกิดจากราคาเอทานอลตลาดโลกสูง ผู้ค้าหันไปส่งออก ทำให้ในประเทศขาดแคลนวัตถุดิบและโรงงานจึงถือโอกาสปิดซ่อมบำรุงหลายแห่ง ซึ่งปัจจุบันกรมฯได้ประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการปิดซ่อมพร้อมกัน และบริหารจัดการให้มีการสำรองเพื่อป้องกันการขาดแคลนแล้ว"นายวิศักดิ์ กล่าว
     
    ด้านนายเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์​ ประธานบริษัท อุบลไบโอ เอทานอล จำกัด และในฐานะนายกสมาคมผู้ ผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง กล่าวว่า ไทยจะประสบปัญหาเอทานอลล้นตลาดในช่วงไตรมาส4 ของปี 2560นี้ไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2561 เนื่องจากปัจจุบันโรงงานเอทานอลทั่วประเทศมีกำลังผลิตรวม 5 ล้านลิตรต่อวัน แต่ไทยใช้อยู่เฉลี่ย 4 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเท่ากับทุกโรงงานเดินเครื่องเพียง 80% ของประสิทธิภาพการผลิต 
     
    อย่างไรก็ตามปลายปี 2560 โรงงานจะเพิ่มอีก 3 แห่ง ทำให้กำลังการผลิตจะเพิ่มอีก 6 แสนลิตรต่อวัน เท่ากับกำลังการผลิตรวมทั้งประเทศจะขยับเป็น 5.6 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการใช้กลับไม่เพิ่มขึ้น เพราะราคาน้ำมันโลกถูก ผู้บริโภคหันไปเติมน้ำมันเบนซิน รวมถึงแก๊สโซฮอล์91 และ โซฮอล์ 95 มากกว่าเติมแก๊สโซฮอล์​E20 หรือ แก๊สโซฮอล์E85 ที่ใช้เอทานอลประมาณมาก ทำให้ยอดใช้เอทานอลทรงตัวและเติบโตช้า  นับเป็นสัญญาณไม่ดีต่ออุตสาหกรรมเอทานอลไทย 
     
    ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบราคาจะพบว่า ราคาน้ำมันดิบโลกทรงตัวระดับต่ำประมาณ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หรือคิดเป็นต้นทุนเนื้อน้ำมันไม่รวมภาษีที่ 13-15 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาเอทานอลอยู่ที่ 23.50-24 บาทต่อลิตร ดังนั้นส่วนต่างราคาน้ำมันโซฮอล์91 กับ โซฮอล์ E20 จึงต่างกันได้ไม่มากนัก 
     
    ดังนั้นแนวทางการเพิ่มยอดใช้เอทานอลในอนาคตนั้น ทางภาครัฐควรเร่งผลักดันนโยบายการเลิกจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ตามแผนเดิม และผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาใช้แก๊สโซฮอล์E20และ E85 ให้มากขึ้น ก็จะช่วยแก้ปัญหาเอทานอลล้นตลาดได้มาก 
     
    สำหรับในส่วนของโรงงานอุบลไบโอเอทานอล มีกำลังการผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลังอยู่  4 แสนลิตรต่อวัน ใช้มันสำปะหลังสด 2,400 ตันต่อวัน และมันสำปะหลังเส้น 1,200 ตันต่อวัน เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกรและช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ จ.อุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียงด้วย อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีแผนจะสร้างโรงงานเอทานอลเฟส 2 อีก 9 แสนลิตรต่อวัน ซึ่งผ่านการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)แล้ว แต่กำลังรอดูสถานการณ์การใช้เอทานอลของประเทศ เพื่อกำหนดระยะเวลาการเดินเครื่องโรงเอทานอลเฟส 2 ที่เหมาะสมต่อไป