ข่าวทั้งหมด

Date : 28 / 09 / 2017

  • Date : 28 / 09 / 2017
    ชี้ซื้อขายไฟ ลาว-ไทย-มาเลเซีย นำร่องสู่อาเซียน พาวเวอร์ กริด

    รัฐมนตรีพลังงานของไทยย้ำความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างมาเลเซียกับ สปป.ลาว โดยผ่านระบบสายส่งของประเทศไทย จะเป็นโครงการนำร่องสำคัญไปสู่ความร่วมมือ ASEAN Power Grid ในอนาคต ในขณะที่ผู้ว่าการ กฟผ.ระบุ ความร่วมมือดังกล่าว ใช้ระบบสายส่งของไทยที่มีการลงทุนอยู่แล้ว และหากมีการลงทุนเพิ่ม อาจจะต้องมีการปรับค่าผ่านสายส่งใหม่

    เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา พลเอกอนันตพร  กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามในสัญญา Energy Purchase and Wheeling Agreement (EPWA) สำหรับโครงการ Lao PDR  Thailand and Malaysia – Power Interconnection Project  (LTM–PIP) หรือ การซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง 3 ประเทศ คือ ลาว -ไทย -และมาเลเซีย โดยผู้แทนฝ่ายไทยมี นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  ลงนามร่วมกับนาย Bounoum Syvanpheng กรรมการผู้จัดการ รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricite du Laos : EDL) และ Datuk Seri  Ir Azman Mohd ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การไฟฟ้ามาเลเซีย (Tenaga Nasional Berhad :TNB)

    ทั้งนี้ พิธีดังกล่าว ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของการประชุม เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงาน (ASEAN Minister on Energy Meeting and its Associated Meetings : AMEM) ครั้งที่ 35 ที่กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยในรายละเอียดสำคัญของการลงนามครั้งนี้  ทางมาเลเซียจะมีการซื้อไฟฟ้า จาก สปป.ลาว เมื่อมีความต้องการ และระบบสายส่งไฟฟ้าของไทยต้องมีความพร้อมที่จะรับส่งไฟฟ้าในปริมาณไม่เกิน 100เมกะวัตต์ ซึ่งจะเริ่มมีการซื้อขายกันในทางปฏิบัติ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 เป็นต้นไป เป็นระยะเวลา 2 ปี  โดยทาง สปป.ลาวจะได้รับค่าไฟฟ้าจากการขายให้มาเลเซียในอัตราประมาณ  6.3 เซนต์สหรัฐต่อหน่วย ส่วนไทยจะได้ค่าผ่านสายส่ง (wheeling charge ) 0.86 เซ็นต์สหรัฐต่อหน่วย และมาเลเซียจะต้องเป็นผู้รับภาระเรื่องความสูญเสียของไฟฟ้าในระบบสายส่ง (Loss) ในอัตรา 5% (เช่นกรณี สปป.ลาว ส่งไฟฟ้ามา 100 หน่วย มาเลเซียต้องจ่ายค่าไฟฟ้า 105 หน่วย)

    พลเอกอนันตพร กล่าวว่า การลงนามที่มีขึ้นครั้งนี้ ถือเป็นโครงการนำร่องที่สำคัญของอาเซียนที่มีความสำคัญ เพราะจะเป็นการพิสูจน์ว่าความร่วมมือเรื่องของ ASEAN Power Grid หรือการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าในอาเซียน ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับกลุ่มประเทศในอาเซียน สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่ โดยหากโครงการประสบความสำเร็จ ก็จะนำไปสู่การเจรจาเพื่อขยายความร่วมมือกันให้เพิ่มมากขึ้นต่อไป

    ด้านนายกรศิษฏ์ กล่าวว่่า ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ไทยไม่จำเป็นจะต้องมีการลงทุนอะไรเพิ่ม เพราะในความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงปกติ สามารถใช้โครงข่ายระบบสายส่งที่มีอยู่เดิมได้ อย่างไรก็ตาม การส่งไฟฟ้าจากสปป.ลาว ไปยังมาเลเซีย มีเงื่อนไขในการส่งได้เฉพาะกรณีที่ไทยบอกว่าสายส่งพร้อมรองรับเท่านั้น โดยในกรณีที่ไทยเกิดพีคไฟฟ้า หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นสูงในช่วงหน้าร้อน และต้องเตรียมสายส่งเอาไว้รองรับ ทางสปป.ลาวและมาเลเซีย ก็อาจจะไม่สามารถส่งขายไฟฟ้าระหว่างกันในช่วงดังกล่าวได้

    ในส่วนของอัตราค่าผ่านสายส่งที่ไทยได้รับที่ 0.86 เซนต์สหรัฐต่อหน่วย ก็เป็นอัตราที่คุ้มค่ากับโครงสร้างสายส่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่หาก กฟผ. จะมีการลงทุนระบบสายส่งเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็จะต้องมีการพิจารณาปรับเพิ่มอัตราค่าผ่านสายส่งขึ้นอีก ตามความเหมาะสม 

Date : 27 / 09 / 2017

  • Date : 27 / 09 / 2017
    เปิดใจ"ชนินทร์"ก่อนอำลาเอ็กโก กรุ๊ป ภูมิใจผลงานสร้างโรงไฟฟ้าขนอมมากที่สุด

    “ชนินทร์ เชาวร์นิรัติศัย” อำลาตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เผยภาคภูมิใจผลงานการตั้งโรงไฟฟ้าขนอมหน่วยที่ 4 มากที่สุด เหตุบริษัทได้ผลตอบแทนดีและที่สำคัญช่วยรักษาความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ ไม่มีปัญหาการคัดค้านจากชาวบ้าน พร้อมระบุเตรียมศึกษาสร้างนิคมอุตสาหกรรม จ.ระยอง 500 ไร่ รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) คาดสรุปได้กลางปี 2561    

    นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวอำลาตำแหน่ง ก่อนจะหมดวาระการทำงานในวันที่ 1 ต.ค. 2560ว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา(นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2558) รู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานการสร้างโรงไฟฟ้า ขนอมหน่วยที่ 4 มากที่สุด ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของตัวเองและทีมงานเอ็กโกเป็นอย่างมาก เนื่องจากโรงไฟฟ้าขนอมไม่เพียงแต่สร้างประโยชน์ทางธุรกิจให้กับเอ็กโก แต่ยังช่วยรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้และสร้างความมั่นคงไฟฟ้าประเทศอีกด้วย

    เนื่องจากโรงไฟฟ้าขนอมเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ 930 เมกะวัตต์ สามารถเข้ามาช่วยเสริมระบบไฟฟ้าของภาคใต้ได้ทันทีและต่อจากโรงไฟฟ้าขนอมหน่วยที่ 2 และ3ที่หมดอายุลง โดยเริ่มเดินเครื่องผลิตช่วงเวลา 12.00 น.ของในวันที่ 19 มิ.ย. 2559 ซึ่งเป็นวันและเวลาเดียวกับที่โรงไฟฟ้าขนอมหน่วยที่ 2และที่ 3 หยุดผลิตเช่นกันด้วย จึงเป็นการช่วยเสริมความมั่นคงของไฟฟ้าภาคใต้ได้ทันทีและต่อเนื่อง อีกทั้งไม่เกิดปัญหาการต่อต้านจากชาวบ้าน เพราะชุมชนในพื้นที่เข้าใจในสิ่งที่เอ็กโกทำเป็นอย่างดี

    นอกจากนี้การดำเนินงานในระหว่างดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่เอ็กโก กรุ๊ป ตลอดเวลาที่ผ่านมา สามารถผลักดันให้เกิดการผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามเป้าหมายทุกโครงการ ทั้งโครงการโรงไฟฟ้าขนอมหน่วยที่ 4 รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม ขนาด 80 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2559 และการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินมาซินลอค ของประเทศฟิลิปปินส์

    ส่วนในปี 2560 มีโรงไฟฟ้าเข้าระบบคือ โรงไฟฟ้าคลองหลวง ขนาด 121 เมกะวัตต์ เข้าระบบเมื่อ 20 ก.ค. 2560 ล่าสุดในเดือน ต.ค. 2560 นี้จะเข้าระบบอีก 2 โรง คือ โรงไฟฟ้าบ้านโป่ง 2 โรง ขนาดกำลังการผลิตรวม 220 เมกะวัตต์ รวมถึงเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมทุนโรงไฟฟ้าน้ำเทิน1 ใน สปป.ลาว ขนาด 645 เมกะวัตต์ คาดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ปี 2565

    นายชนินทร์ กล่าวว่า ส่วนนายจักษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ที่จะเข้ามารับตำแหน่งแทนตัวเองนั้น ถือเป็นบุคคลที่ทางผู้บริหาร กฟผ.ได้คัดเลือกมาเป็นอย่างดีแล้ว และมีพื้นฐานทางธุรกิจ เชื่อว่าสามารถปรับตัวสู่ธุรกิจผลิตไฟฟ้าได้ ประกอบกับทีมงานเอ็กโกมีความแข็งแกร่ง เมื่อทำงานเป็นทีมร่วมกันจะช่วยให้เอ็กโกเติบโตอย่างต่อเนื่องได้

    สำหรับแผนงานธุรกิจของเอ็กโกจะเดินต่อไปตามแผนที่ตั้งไว้ พร้อมกันนี้เตรียมศึกษาการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม ที่จ.ระยอง บนเนื้อที่ 500 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่โรงไฟฟ้าระยองที่หมดอายุไปนานแล้ว ทั้งนี้กำลังศึกษาว่าจะสร้างเป็นนิคมฯ หรือสวนอุตสาหกรรม เพื่อรองรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปกลางปี 2561

    สำหรับปัจจุบันเอ็กโกมีโรงไฟฟ้าเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว 27 โครงการ กำลังการผลิตรวม 4,352 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 6 โครงการ กำลังการผลิตรวม 911 เมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิตทั้งหมด 5,263  เมกะวัตต์            

     

  • Date : 27 / 09 / 2017
    ดีเดย์ซื้อไฟ 3 ประเทศ ลาว-ไทย-มาเลเซีย 100 เมกะวัตต์ 1 ม.ค. 2561 นี้

    ดีเดย์ 1 ม.ค. 2561 ซื้อขายไฟสามประเทศอาเซียน ลาว -ไทย-มาเลเซีย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังเจรจารายละเอียดค่าไฟได้ข้อยุติ โดยลาวจะได้ค่าไฟฟ้าจากการขายให้มาเลเซีย จำนวน 100 เมกะวัตต์ ในอัตราประมาณ  6.3 เซนต์สหรัฐต่อหน่วย ส่วนไทยจะได้ค่าผ่านสายส่ง (wheeling charge ) 0.86 เซ็นต์สหรัฐต่อหน่วย

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน หรือ ASEAN Ministers on Energy Meetings - AMEM ครั้งที่ 35 ในวันนี้ (27 ก.ย. 2560) ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์  ไฮไลท์สำคัญที่สุดของงานซึ่งจะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของความร่วมมือด้านพลังงานของอาเซียนที่เป็นรูปธรรม คือการลงนามซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง 3 ประเทศคือ ลาว -ไทย -และมาเลเซีย (Mutilateral) ที่จะมีผลให้เกิดการเริ่มซื้อขายไฟฟ้ากันในทางปฏิบัติ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2561 นี้

    ทั้งนี้ หน่วยงานที่เป็นตัวแทนสามฝ่ายลงนาม ประกอบด้วย รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricite du Laos : EDL) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ การไฟฟ้ามาเลเซีย (Tenaga Nasional Berhad : TNB)  โดยมาเลเซีย จะซื้อไฟฟ้าจากลาว ผ่านระบบสายส่งของไทย จำนวน 100 เมกะวัตต์ ในราคารวมประมาณ 7.16 เซ็นต์สหรัฐต่อหน่วย ซึ่งแบ่งเป็นค่าไฟฟ้าที่ลาวจะได้รับประมาณ  6.3 เซนต์สหรัฐต่อหน่วย และเป็นค่าผ่านสายส่ง (wheeling charge) ที่ไทยจะได้รับ 0.86 เซ็นต์สหรัฐต่อหน่วย มีระยะเวลาการซื้อขายตามสัญญา 2 ปี

    ทั้งนี้ หากความร่วมมือดังกล่าวประสบความสำเร็จ จะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างอาเซียน ที่มีระบบสายส่งเชื่อมโยงถึงกัน (ASEAN Power Grid ) ที่มีการริเริ่มโครงการมานานกว่าสิบปีแล้ว

    ก่อนหน้านี้ ในการประชุม AMEM ครั้งที่ 34 ที่กรุงเนปยีดอ ประเทศเมียนมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ ก็ได้เดินทางไปร่วมประชุมและลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการ LTM on Power Integration Project ร่วมกับรัฐมนตรีจากลาวและมาเลเซีย มาแล้ว และนำมาสู่การเจรจาร่วมกันในรายละเอียด และการลงนามซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันในที่สุด

    สำหรับโครงการ LTM  on Power Integration Project  อยู่ในแผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน 2016-2025 ในระยะที่ 1 ระหว่างปี  2016-2020 โดย มาเลเซียนั้นมีความต้องการซื้อไฟฟ้าจาก ลาว และไทยก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพความพร้อมในเรื่องระบบสายส่ง

Date : 26 / 09 / 2017

  • Date : 26 / 09 / 2017
    ครม.ตั้ง"ยงยุทธ จันทรโรทัย"เป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน

    ครม. มีมติแต่งตั้ง "ยงยุทธ จันทรโรทัย" ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ให้เป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง 

    พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (26 ก.ย. 2560) คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติแต่งตั้งนายยงยุทธ จันทรโรทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักปลัดกระทรวงพลังงาน ให้ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงพลังงาน ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอมา เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า ก่อนที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งรองปลัดฯ นี้ นายยงยุทธ ตำแหน่งผู้ช่วยปลัดกระทรวงพลังงาน ก่อนที่จะขยับไปเป็นรองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จากนั้นได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีให้ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน และล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2560 ก็แต่งตั้งให้ขยับขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน เพื่อมาช่วยงานนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

     

  • Date : 26 / 09 / 2017
    ไออาร์พีซีลงทุน 10 ล้านเหรียญ ใช้ระบบดิจิทัลในระบบสั่งซื้อและกระบวนการผลิต

    ไออาร์พีซี เตรียมลงทุน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี นำเทคโนโลยีดิจิตอลมาใช้ในระบบสั่งซื้อวัตถุดิบและกระบวนการผลิต ช่วยให้เกิดความรวดเร็ว ยกระดับธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นให้แข่งขันในยุคดิจิตอลได้  พร้อมขยายกำลังผลิตโพลีโพรไพลีน (PP) อีก 3 แสนตันต่อปี คาดช่วยดันกำไรเพิ่ม 80 เซ็นต์ต่อบาร์เรล

    นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC กล่าวในงาน IRPC Business Forum 2017 ภายใต้แนวคิด “พลิกโฉมธุรกิจ พิชิตภารกิจ 4.0” ครั้งที่ 3 ว่า IRPC เตรียมยกระดับเทคโนโลยีในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจร เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิตอลและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกที่ปรึกษาเพื่อมาดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลใน 1-2 เดือนนี้

    ทั้งนี้ในเบื้องต้นบริษัทฯจะลงทุนประมาณ 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้กับระบบการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งปกติต้องใช้เวลาถึง 85 วันกว่าจะได้สินค้าวัตถุดิบ ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อนำระบบดิจิตอลเข้ามาใช้ จะช่วยให้ลดกระบวนการสั่งซื้อสินค้าเหลือเพียง 30 วัน โดยขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว นอกจากนี้ จะนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในด้านการผลิต เพื่อจะช่วยให้ทราบว่าเครื่องจักรตัวใดถึงเวลาต้องซ่อม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายรุนแรง โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2561

    ส่วนความคืบหน้าในธุรกิจนั้น บริษัทฯ ได้ขยายกำลังผลิตโพลีโพรไพลีน (PP) อีก 3 แสนตันต่อปี จากปัจจุบัน 4.75 แสนตันต่อปี โดยการก่อสร้างโครงการขยายกำลังการผลิตดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีกำลังผลิตเม็ดพลาสติกธรรมดา เพิ่มขึ้น 1.6 แสนตันต่อปี และเม็ดพลาสติกคอมพาวด์ หรือพลาสติกชนิดพิเศษขนาด 1.4 แสนตันต่อปี โดยโครงการนี้จะทำให้มาร์จิ้นเพิ่มขึ้น 80 เซ็นต์ต่อบาร์เรล และจะรับรู้ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้

    ขณะที่โครงการ Everest ซึ่งเป็นโครงการตามกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพในทุกด้านนั้น บริษัทฯ คาดว่า จะมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี (EBIT ) ทั้งปีนี้อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย แม้ว่าครึ่งปีแรกจะต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย เนื่องจากมีการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และปีหน้า EBIT จะเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านบาท

  • Date : 26 / 09 / 2017
    ไออาร์พีซีแจงกรณีมหาดไทยเพิกถอนที่ดินเป็นการเข้าใจผิด

    บริษัทไออาร์พีซีชี้แจงกรณีกระทรวงมหาดไทย สั่งเพิกถอนการใช้ที่ดินสาธารณะประโยชน์ในเขตประกอบการ IRPC ที่ระยอง ยืนยันเป็นความเข้าใจผิด ระบุที่ผ่านมาดำเนินการตามกฎหมายถูกต้อง และอยู่ขั้นตอนการซื้อที่ดินใหม่เพื่อมาแลกเปลี่ยนกับที่ดินสาธารณะประโยชน์ 200 ไร่ของ 3 ตำบล แต่กฎหมายมีขั้นตอนมากและใช้เวลานาน จึงใช้วิธีตามมาตรา 9 ของกรมที่ดินดำเนินการเช่าควบคู่กันไป พร้อมยืนยันชาวบ้านได้ประโยชน์และไม่มีการรุกพื้นที่ป่าแน่นอน

    นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกรณีที่กระทรวงมหาดไทยออกมาให้ข่าวว่าจะสั่งเพิกถอนการใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะของบริษัท ไออาร์พีซี ในเขตประกอบการ IRPC ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยองว่าน่าจะเป็นการเข้าใจผิด เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายอย่างถูกต้อง  โดยในเขตประกอบการ IRPC มีเนื้อที่ทั้งหมด 6,000 ไร่ นั้น มีพื้นที่สาธารณประโยชน์ราว 200 ไร่ แต่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ถนนเก่า และไม่มีสิ่งปลูกสร้างถาวร

    อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2553 ทางไออาร์พีซี ได้ดำเนินการซื้อที่ดินเพื่อมาแลกเปลี่ยนกับที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว ซึ่งครอบคลุม 3 ตำบล ได้แก่ ต.เชิงเนิน ต.ตะพง และ ต.บ้านแลง เพื่อให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ของทั้ง 3 แห่ง ได้จัดสรรนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนพื้นที่ต่อไป แต่กระบวนการแลกเปลี่ยนที่ดินตามกฎหมายมีขั้นตอนมากและใช้เวลา ดังนั้น บริษัทฯจึงใช้ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 คือ การเช่าที่ดินแทนไปก่อน ซึ่งได้ดำเนินการจ่ายเงินเช่าที่ดินของ ต.เชิงเนิน และ ต.ตะพง แล้ว ตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ส่วน ต.บ้านแลง ยังติดปัญหาภายในชุมชนเอง จึงยังอยู่ในกระบวนการจ่ายค่าเช่า โดยยืนยันว่าชุมชนได้รับผลประโยชน์อย่างแน่นอน

    สำหรับกระบวนการการแลกที่ดิน ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ดำเนินการแลกที่ดินแล้ว 2 แห่ง คือ ต.เชิงเนิน และ ต.ตะพง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกรมที่ดิน ส่วนที่ดิน ต.บ้านแลง ทาง อบต. ได้เสนอที่ดินแลกเปลี่ยนมาแล้ว แต่ขั้นตอนยังไม่แล้วเสร็จ โดยพบว่ามีการร้องเรียนในตำบล รวมทั้งมีการประเมินราคาที่ดินใหม่ จึงทำให้การดำเนินการล่าช้าออกไป

    “ข่าวที่ออกมาว่าบริษัทถูก มท.เพิกถอนการใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะนั้น น่าจะเป็นการเข้าใจผิด และยืนยันว่าไม่ได้รุกพื้นที่ป่าอย่างแน่นอน ที่ผ่านมาบริษัททำถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย และมั่นใจว่าชุมชนได้ประโยชน์” นายสุกฤตย์ กล่าว

  • Date : 26 / 09 / 2017
    กรมเชื้อเพลิงฯเดินสายต่อ ชวน Mitsui เข้าร่วมวงประมูลเอราวัณ-บงกช

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเดินสายต่อ พบผู้บริหารระดับสูง Mitsui Oil Exploration จำกัด เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้มีผู้เข้าร่วมประมูลในแหล่งปิโตรเลียมมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เดินทางไปพบ Mubadala Petroleum ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาแล้ว  ในขณะที่ลำดับถัดไปมีแผนจะบินไปพบบริษัท China National Offshore Oil Corporation หรือ CNOOC ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรายใหญ่ที่สุดของจีน ในช่วงเดือน ต.ค. นี้

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ประจำวันที่ 26 กันยายน 2560  ถึงสื่อมวลชน โดยเนื้อหาสำคัญ เป็นการเปิดเผยจากนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ว่า ได้มอบหมายให้คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 24 - 27 กันยายน 2560 เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และหารือประเด็นด้านพลังงานกับบริษัทผู้ประกอบการปิโตรเลียมในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งเชิญชวนให้มาลงทุนในกิจการปิโตรเลียม โดยเฉพาะการเข้ายื่นประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกช รวมถึงการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมภายใต้พระราชบัญญัติปิโตรเลียมฉบับใหม่ โดยในวันที่ 25 กันยายน 2560 ได้พบกับ Mr. Mitsuo Hidaka ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท Mitsui Oil Exploration จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญธุรกิจด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โดยจากการหารือ บริษัทฯ ได้แสดงความสนใจสอบถามการเตรียมการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช รวมถึงการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ เช่น เงื่อนไขและระเบียบต่างๆ รวมทั้งกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ และการดำเนินการด้านรื้อถอนสิ่งติดตั้งในการประกอบกิจการปิโตรเลียม (Decommissioning)

    ทั้งนี้  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นของคณะฯ ครั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเข้ามาร่วมลงทุนในประเทศไทย ซึ่งการดำเนินการต่างๆ นั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติตระหนักถึงการสร้างความมั่นคงและความต่อเนื่องในการจัดหาพลังงานของประเทศเป็นสำคัญ จากการที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเดินทางไปพบปะกับบริษัทในประเทศต่าง ๆ ตามแผน เป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้มีผู้เข้าร่วมประมูลมากขึ้น เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสและเป็นธรรมในการประมูลครั้งนี้มากที่สุด กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14กันยายน 2560 นายวีระศักดิ์ พร้อมด้วยร.ท.โกเมศ กมลนาวิน ร.น. เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูดาบี  ได้เข้าเยี่ยมคารวะ H.E. Suhail Mohamed Faraj Al Mazrouei รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เพื่อพบปะหารือประเด็นด้านพลังงานและความร่วมมือของทั้งสองประเทศในด้านการลงทุนในกิจการปิโตรเลียมเช่นเดียวกัน โดยมูบาดาลา ปิโตรเลียม  แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลแข่งขัน ทั้งในส่วนของแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ ที่มีกลุ่มเชฟรอน เป็นผู้รับสัมปทานอยู่เดิม และแหล่งบงกช ที่มีบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เป็นผู้รับสัมปทาน โดยอยากที่จะจับมือเป็นพันธมิตรกับ ปตท.สผ.

    นอกจากนี้ในเดือน ต.ค. นี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยังมีแผนที่จะไปพบกับบริษัท China National Offshore Oil Corporation หรือ CNOOC ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ของประเทศจีน อีกด้วย

Date : 25 / 09 / 2017

  • Date : 25 / 09 / 2017
    ปตท.เดินหน้าสร้างโรงแรมในปั๊ม คาดรู้ผลเอกชนร่วมทุนพ.ย.นี้

    ปตท.เดินหน้าตั้งโรงแรมในปั๊มขนาดไม่เกิน 80 ห้อง เตรียมคัดเลือกผู้ประกอบการโรงแรมจาก 3 ราย เหลือ 1 ราย รู้ผลในเดือน พ.ย. 2560 ก่อนเสนอให้บอร์ดพิจารณา พร้อมนำร่องสร้างโรงแรมเป็นต้นแบบ 4-5 แห่ง ตั้งเป้าสร้าง 50 แห่งใน 5-6 ปี

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดตั้งโรงแรมในปั๊มน้ำมัน ปตท. ว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการโรงแรมเสนอขอเข้าร่วมลงทุนสร้างโรงแรมในปั๊ม ปตท.แล้ว 5-6 ราย ซึ่งปตท.ได้คัดเลือกเหลือเพียง 3 รายแล้ว และจะคัดเลือกให้เหลือเพียง 1 ราย ซึ่งจะทราบผลภายในเดือน พ.ย. 2560 นี้ ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด)ปตท. ในเดือนธ.ค. 2560 ต่อไป

    อย่างไรก็ตามเบื้องต้น ปตท.จะนำร่องสร้างโรงแรมต้นแบบ 4-5 แห่งก่อน โดยคาดว่าใช้พื้นที่ 2-3 ไร่ต่อแห่ง ส่วนใครจะเป็นผู้ลงทุนนั้น อยู่ที่การเจรจาตกลงกันของปตท.กับพันธมิตรเจ้าของโรงแรม ทั้งนี้หากการตั้งโรงแรมประสบความสำเร็จจะขยายไปยังปั๊ม ปตท.ที่เป็นดีลเลอร์ เพื่อให้สามารถลงทุนได้เช่นกัน โดยปตท.ตั้งเป้าให้มีโรงแรมทั้งหมด 50 แห่ง ใน 5 ปี

    นายอรรถพล กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกโรงแรมพันธมิตรที่จะเข้าร่วมลงทุนนั้น จะพิจารณาจากความน่าเชื่อถือของโรงแรม และการยอมรับได้ของรูปแบบธุรกิจที่ ปตท.จะดำเนินการ อย่างไรก็ตามการตั้งโรงแรมในปั๊มดังกล่าวนี้ เพื่อเป็นธุรกิจเสริมในปั๊ม ปตท. ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทาง แต่ไม่ใช่โรงแรมหรู เป็นโรงแรมที่มีขนาดไม่เกิน 80 ห้องต่อแห่ง

         

  • Date : 25 / 09 / 2017
    บอร์ดเอ็กโกกรุ๊ป ตั้ง"จักษ์กริช"เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่แทน"ชนินทร์"

    เอ็กโก กรุ๊ป ประกาศแต่งตั้งนายจักษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ กฟผ. ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่เอ็กโก กรุ๊ป แทนนายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง โดยมีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. 2560นี้                                   

    คณะกรรมการ(บอร์ด) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป มีมติเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2560 แต่งตั้ง นายจักษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ แทน นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง โดยนายจักษ์กริชจะเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของเอ็กโก กรุ๊ป ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 เป็นต้นไป ซึ่งจะรับผิดชอบและสานต่อภารกิจสำคัญ ได้แก่ การแสวงหาโอกาสในการลงทุน การกำกับดูแลโรงไฟฟ้าในกลุ่มเอ็กโกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และการบริหารจัดการโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย

    ปัจจุบัน นายจักษ์กริชดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาประสิทธิภาพและบริหารจัดการโรงไฟฟ้ามาอย่างยาวนาน นายจักษ์กริชสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ