ข่าวทั้งหมด

Date : 28 / 08 / 2017

  • Date : 28 / 08 / 2017
    กลุ่มปตท.ร่วมลงนามจัดตั้ง"บริษัทสานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม"ภายในเดือนก.ย.นี้
    กลุ่ม ปตท. ยกระดับการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) สู่การดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)โดยลงนามจัดตั้ง"บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ผ่านการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาวิสาหกิจจากฐานราก สอดคล้องกับนโยบายรัฐ ที่ต้องการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน
     
    เมื่อวันที่28 สิงหาคม 2560 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด ได้ร่วมลงนามในพิธีลงนามสัญญาผู้ถือหุ้น รวมกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. จำนวน 7 บริษัท เพื่อจัดตั้ง บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจการด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ของ กลุ่ม ปตท. โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมสนับสนุนการจ้างงานชุมชนในท้องถิ่น ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมนโยบายภาครัฐที่ต้องการให้ภาคเอกชนและประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ผ่านการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศ  
     
    โดยบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด จะมีการจัดตั้งขึ้นภายในเดือนกันยายน นี้ ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 10 ล้านบาท โดยมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 20 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 15 บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 15 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 15 บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 15 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 10 และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด ร้อยละ 10 ซึ่งบริษัทฯ จะดำเนินธุรกิจขายสินค้าหรือการให้บริการเพื่อสังคมแบบรวมศูนย์ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการจะถูกจัดสรรนำไปสร้างโครงการวิสาหกิจเพื่อสังคมใหม่หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมต่อไป 
     
    ทั้งนี้ โครงการวิสาหกิจเพื่อสังคมนำร่องของบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้แก่ โครงการคาเฟ่ อเมซอนสำหรับผู้ด้อยโอกาส โครงการจัดหาเมล็ดกาแฟจากชุมชนสำหรับร้านคาเฟ่อเมซอน  ศูนย์พัฒนาศักยภาพเด็กก่อนประถมวัย เป็นต้น
     
    “กลุ่ม ปตท. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในการดำเนินงานในครั้งนี้ จะเป็นการดำเนินกิจการเพื่อสังคมที่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจและการลงทุนที่ให้สังคมและชุมชนมีส่วนร่วม (Inclusive Business) มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน และเป็นการขับเคลื่อนกลุ่ม ปตท. ไปสู่การเป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศต่อไป” นายเทวินทร์ กล่าว
  • Date : 28 / 08 / 2017
    ปตท.มอบรางวัลPTT Group Logistics Zero AccidentและรางวัลEco-Driving
    ปตท.มอบรางวัลPTT Group Logistics Zero Accidentให้ผู้รับจ้างขนส่งและพนักงานขับรถขนส่ง ที่ปฏิบัติตามเกณฑ์ความปลอดภัยในการขนส่งผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. และรางวัล Eco-Driving เป็นรางวัลที่มอบให้ผู้รับจ้างขนส่งที่สามารถลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยรางวัลดังกล่าวช่วยลดอุบัติเหตุจากการขนส่งและขับขี่ประหยัดพลังงาน
     
    เมื่อวันที่28ส.ค.2560 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล PTT Group Logistics Zero Accident และรางวัล Eco-Driving  ประจำปี 2560  ณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ โดยรางวัล PTT Group Logistics Zero Accident เป็นรางวัลที่มอบให้ผู้รับจ้างขนส่งและพนักงานขับรถขนส่ง ที่ปฏิบัติตามเกณฑ์ความปลอดภัยในการขนส่งผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. และรางวัล Eco-Driving เป็นรางวัลที่มอบให้ผู้รับจ้างขนส่งที่สามารถลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
     
    โดยนายเทวินทร์ กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. มีความมุ่งมั่นที่จะลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน ผ่านแนวคิด “ ปตท. ปลอดภัยตลอดเส้นทาง ” เพื่อย้ำเตือนให้ผู้ขับขี่คำนึงถึงความปลอดภัยตลอดการขับขี่ นอกจากนี้ยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยได้กำหนดทิศทางและจัดทำแผนกลยุทธ์ระยะยาว หรือ PTT Group Zero Logistics Accident และ Eco-Driving Roadmap จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุในปัจจุบัน ที่เท่ากับ 0.07 ครั้ง/1 ล้านกิโลเมตร หรือประมาณ 15 ล้านกิโลเมตรเกิดอุบัติเหตุเพียงหนึ่งครั้ง โดย กลุ่ม ปตท. มีเป้าหมายโครงการ ฯ ในการลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการขนส่งทางรถยนต์ขั้นร้ายแรงให้เท่ากับ 0 ครั้ง/1 ล้านกิโลเมตร ภายในปี 2564
     
    สำหรับโครงการลดการใช้เชื้อเพลิงของผู้รับจ้างขนส่งทางรถ หรือ Fuel Saving Program  ได้ริเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งการประเมินผลการลดการใช้พลังงาน จะประเมินจากอัตราการใช้พลังงานเชื้อเพลิงหลังเข้าร่วมโครงการ ฯ เปรียบเทียบกับอัตราการใช้พลังงานเชื้อเพลิงก่อนเข้าร่วมโครงการฯ โดยมีเป้าหมายในการลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงเท่ากับ 15% ภายในปี 2561  โดยที่ผ่านมาสามารถ ลดการใช้เชื้อเพลิงได้ 2.5 ล้านลิตร/ปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศได้ 6,929 ตัน/ปี หรือ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 7.3 แสนต้น/ปี 
  • Date : 28 / 08 / 2017
    เปิดตัว"บ้านปู อินฟิเนอร์จี"ลุยธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร
    บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดตัว "บ้านปู อินฟิเนอร์จี " หนึ่งในบริษัทลูกอย่างเป็นทางการ ในฐานะผู้ให้บริการด้านการวางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร One Stop Service โดยในระยะแรกจะให้บริการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ระบบไฟถนน และอุปกรณ์ไฟส่องสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ หวังเจาะตลาดลูกค้าภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่ เผยแผนกลยุทธ์ในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้รวม 300 เมกะวัตต์
     
    นางสมฤดี ชัยมงคล กรรมการ บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด กล่าวว่า  บริษัทบ้านปูฯ ไม่เพียงพัฒนาธุรกิจเหมืองถ่านหินและธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการมามากกว่า 30 ปี แต่ยังมุ่งพัฒนาพลังงานทดแทนโดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เข้ามาผนวกกับการผลิตพลังงานเพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น  สะอาดขึ้น  และสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนที่สูงขึ้น  รวมทั้งการเชื่อมต่อสังคมยุคดิจิตอล  จึงได้เปิดตัวบริษัทบ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นการต่อยอดความเชี่ยวชาญจากการดำเนินธุรกิจโซลาร์ฟาร์มของบ้านปูฯ ในประเทศจีนและญี่ปุ่น มาสู่ธุรกิจวางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ อีกทั้งยังเป็นการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้านพลังงาน หรือนโยบายพลังงาน 4.0 ที่มุ่งเน้นผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานใหม่ๆ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ
     
    โดยในระยะแรก บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ จะให้บริการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Rooftop Solar) ระบบไฟถนน และอุปกรณ์ไฟส่องสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Streetlight and Accessories) ด้วยอุปกรณ์ชั้นนำที่มีคุณภาพสูง เน้นแพ็คเกจ Signature Infinergy ที่คุ้มค่ามากที่สุด  โดยลูกค้าไม่ต้องลงทุนค่าติดตั้งหรือค่าอุปกรณ์เลย(zero investment) และจ่ายค่าไฟจากระบบโซลาร์ในราคาที่ถูกลง พร้อมบริการดูแลรักษาระบบ และฟรีอุปกรณ์ตลอดอายุสัญญา 20-25 ปี นอกจากนี้ยังมีอีก 2 แพ็คเกจให้ลูกค้าเลือกตามความต้องการ ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจะแตกต่างกัน  โดยลูกค้าในปัจจุบันประกอบไปด้วยหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น โรงงานขนาดใหญ่ โรงแรม โรงเรียน และสถานีบริการน้ำมัน
     
     สำหรับแผนกลยุทธ์ในอีก 5 ปีข้างหน้า บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้รวม 300 เมกะวัตต์ เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าในอนาคต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการร่วมสนับสนุนแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (Alternative Energy Development plan : AEDP 2015) ของกระทรวงพลังงาน ที่ตั้งเป้าเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนโดยรวมของประเทศจาก 13.9% ในปัจจุบัน เป็น 30 % ภายในปี 2579 นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นที่จะศึกษาและนำระบบการบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) มาใช้ในการควบคุมการผลิต การส่ง และการกักเก็บพลังงาน เพื่อให้การใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ (Electric Vehicle)
     

Date : 26 / 08 / 2017

  • Date : 26 / 08 / 2017
    เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2

    ประชาชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้เกือบ 1,000 คน ร่วมเวทีรับฟังและเสนอความคิดเห็นเพื่อกำหนดขอบเขตการศึกษาในเวที ค.1 โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2 มุ่งพัฒนาท้องถิ่นควบคู่กับพลังงานไฟฟ้า โดยข้อคิดเห็นของประชาชนทั้งหมด บริษัทที่ปรึกษาจะนำไปกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในรายงาน EHIA ให้ครอบคลุมข้อห่วงกังวลของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มต่อไป

    วันนี้ (26 สิงหาคม 2560) นายศิริวัฒน์ ธนะผลเลิศ พลังงานจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย (ค.1) โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2 ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ซีคอท จำกัด โดยมีว่าที่ พ.ต. อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ และนายจิรยุตย์ ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการผลิตโรงไฟฟ้าพระนครใต้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายสรรเกียรติ กุลเจริญ นายกเทศมนตรีเมืองปู่เจ้าสมิงพราย หน่วยงานราชการ ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตร โดยรอบพื้นที่โครงการครอบคลุม 2 จังหวัด 3 อำเภอ 1 เขต ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอพระประแดง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานครฯ และบริเวณใกล้เคียงโรงไฟฟ้าพระนครใต้ สื่อมวลชน ตลอดจนผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟัง จำนวน 955 คน ตั้งแต่เวลา 8.30-12.00 น. ณ อาคารเอนกประสงค์ 2  เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

    นายขรรชัย เกรียงไกรอุดม ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม บริษัท ซีคอท จำกัด กล่าวว่า การจัดรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ เพื่อชี้แจงเหตุผล ความเป็นมา และรายละเอียดของโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2 รวมถึงนำเสนอร่างขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ พร้อมรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อห่วงกังวล ของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อนำไปจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2 ให้ครอบคลุมข้อห่วงกังวลของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

    สำหรับประชาชนที่ร่วมนำเสนอความคิดเห็นบนเวทีส่วนใหญ่มีข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การเข้ามาของแรงงานนอกพื้นที่จำนวนมากที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนทั้งด้านการจัดการขยะ น้ำเสีย การจราจร และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ ยังเสนอแนะให้มีการบริหารจัดการการคมนาคมขนส่งและการจราจร ทั้งช่วงก่อนและระหว่างดำเนินการก่อสร้างให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด รวมทั้งอยากให้มีสวนสาธารณะและโรงพยาบาลเกิดขึ้น เพื่อส่งเสริมและบริการด้านสุขภาพให้กับประชาชนในพื้นที่ 

    ด้านว่าที่ พ.ต. อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ขอขอบคุณประชาชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ รวมถึงผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นและข้อห่วงกังวลในเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.1 ครั้งนี้ สำหรับข้อห่วงกังวลต่างๆ บริษัทที่ปรึกษาจะนำไปกำหนดขอบเขตการศึกษาและหาแนวทางในการจัดการผลกระทบร่วมกับ กฟผ. อย่างรอบด้านที่สุด โดยคำนึงถึงประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก และขอให้มั่นใจในแนวนโยบายการพัฒนาพลังงานของ กฟผ. ที่เน้นความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าในภาพรวม ให้มีราคาเหมาะสมและสามารถแข่งขันได้ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นสำคัญ เพื่อให้โรงไฟฟ้าเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เติบโตและอยู่ร่วมกันกับชุมชนอย่างช่วยเกื้อกูลและมีความสุข

    สำหรับโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่ 2 กำลังการผลิตติดตั้ง 1,470 เมกะวัตต์ จะก่อสร้างในบริเวณพื้นที่ของโรงไฟฟ้าพระนครใต้ในปัจจุบัน เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ชุดที่ 1 และ 2 ที่จะปลดออกจากระบบภายใน ปี พ.ศ.2563 และ พ.ศ.2565 ตามลำดับ โดยโครงการนี้ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก และน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงรอง ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าใหม่จะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง เสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในเขตนครหลวงตอนล่าง

    ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นต่อการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ได้ที่ แผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ : นายทินกร ลิมปนสุทธิพงศ์/นางอรัญญา แสนชื่น ที่อยู่ : 112 หมู่ที่ 1 ตำบลบางโปรง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โทรศัพท์ : 02-3830510-21 ต่อ 2007,4010 โทรสาร : 02-3830510-21 ต่อ 4014 E-mail  : pr_sbp@egat.co.th และ บริษัท ซีคอท จำกัด : นางสาวจันทิมา ยะนิล ที่อยู่ : 239 ถนนริมคลองประปา แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800 โทรศัพท์ : 02-959-3600 ต่อ 412, 413 หรือ โทรสาร : 02-959-3535 E-mail: eed_13@secot.co.th ภายใน 15 วัน (11 กันยายน 2560) นับจากวันจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นฯ โดยความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการต่อไป

     

Date : 25 / 08 / 2017

  • Date : 25 / 08 / 2017
    PTTGCลงนามร่วมทุนพันธมิตรญี่ปุ่นจัดตั้งบริษัทGC Polyols
    PTTGC ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท Sanyo Chemical และ Toyota Tsusho จากญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัท GC Polyols ผลิตเม็ดพลาสติกโพลีออลส์ หนุนเศรษฐกิจในพื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC )คาดเดินเครื่องผลิตปี 2563 และสร้างรายได้เพิ่มกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยมีสถาบันการเงิน 4 รายประกอบด้วย กรุงไทย ,แลนด์แอนด์เฮ้าส์ ,ธนชาต และ,เกียรตินาคิน ร่วมสนับสนุนวงเงินลงทุน 23,100 ล้านบาท 
     
    นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)หรือ PTTGC เปิดเผยว่า  การลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท Sanyo Chemical Industries จำกัด (SCI) และบริษัท Toyota Tsusho Corporation (TTC) ในโครงการ Polyols & PU System เพื่อร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัท GC Polyols  ทาง PTTGC จะถือหุ้นสัดส่วน 82.1 % ส่วน SCI ถือหุ้น 14.9 % และ TTC 3 %
     
    สำหรับบริษัท GC Polyols นั้นตั้งอยู่ในนิคมเหมราชตะวันออก จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่การลงทุนภายในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)นับเป็นก้าวที่สำคัญของ PTTGC ที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S- Curve) ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ที่จะสามารถต่อยอดการดำเนินธุรกิจไปสู่ Performance Chemical เป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์
     
    โดยจะมีการสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกโพลีออล เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์(E&E)และอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง โดยโรงงานมีกำลังการผลิตโพลีออล 130,000 ตัน และเม็ดพลาสติก PU Systems กำลังการผลิต 20,000 ตันต่อปี คาดจะเริ่มการก่อสร้างในเดือน ก.ย.2560 และจะผลิตเชิงพาณิชย์ได้ประมาณปี 2563  โดยระยะแรกจะเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ 70-80%ก่อน จากนั้นอีก 2-3 ปีจะเต็มกำลังผลิตและสร้างรายได้ถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี
     
    ด้าน นายปฏิภาณ สุคนธมาน ประธานกรรมการ บริษัท GC Polyols จำกัด กล่าวว่า ภายใต้การร่วมลงทุน PTTGC จะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบหลัก Propylene Oxide (PO) และ Ethylene Oxide (EO) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต Polyols สำหรับใช้ในการผลิตโพลียูรีเทนคุณภาพสูงที่ใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยบริษัท SCI จะเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์โพลีออลส์ ประเภทต่างๆ   เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ส่วนบริษัท TTC จะให้การสนับสนุนด้านการตลาด การจัดจำหน่ายและการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ในทวีปเอเชีย และจะทำให้โครงการมีศักยภาพในการแข่งขันในภูมิภาคนี้ยิ่งขึ้น
     
    โครงการลงทุนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก สถาบันการเงิน 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารธนชาต และธนาคารเกียรตินาคิน วงเงินลงทุนรวม 23,100 ล้านบาท   โดยเป็นกลุ่มธนาคารที่ให้การสนับสนุนกับการลงทุนภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)  
  • Date : 25 / 08 / 2017
    "อารีพงศ์"คาดเริ่มซื้อไฟโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ได้ในปี2561
    ปลัดพลังงาน "อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม "คาดสิ้นปี 2560 ได้ข้อสรุปโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี และเริ่มดำเนินการซื้อไฟเข้าระบบได้ในปี2561 ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา ครม.เห็นชอบในหลักการแล้ว รอจัดทำ EIA และสรุปราคาค่าไฟฟ้าในปี2561 เช่นเดียวกัน ก่อนให้รัฐบาลตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการต่อหรือไม่  
     
    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สิ้นปี 2560 นี้กระทรวงพลังงานจะได้ข้อสรุปโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรีว่าจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าปริมาณกี่เมกะวัตต์ และรับซื้อในราคาเท่าไหร่ จากนั้นคาดว่าจะเริ่มโครงการได้ในปี 2561 เป็นต้นไป โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอผลสรุป “โครงการนำร่องโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบไม่อนุญาตให้ขายไฟฟ้าเข้าระบบ” ที่ดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างรอผลสรุปการศึกษาโซลาร์รูฟท็อปเสรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จะส่งมาให้กระทรวงพลังงานพิจารณาเร็วๆนี้
     
    “แม้ทางสถาบันวิจัยพลังงานจุฬาฯจะส่งผลศึกษาโซลาร์รูฟท็อปเสรีมาแล้ว แต่ทางกระทรวงพลังงานก็ต้องดูปัจจัยความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศประกอบควบคู่ไปกับการพิจารณาว่าจะเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีในปริมาณเท่าไหร่  โดยราคารับซื้อก็ต้องอยู่ระดับที่เหมาะสม แต่ยอมรับว่าขณะนี้ต้นทุนโซลาร์ยังแข่งขันกับฟอสซิลไม่ได้ ก็ต้องดูๆกันไป เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวเข้ามาทุกทีแล้ว” นายอารีพงศ์ กล่าว
     
    นายอารีพงศ์ ยังกล่าวถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ประเทศกัมพูชาว่า เป็นโครงการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)และคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติเห็นชอบในหลักการดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว ซึ่งภาครัฐมองว่าโครงการนี้จะช่วยให้ไทยสามารถบริหารจัดการได้ทั้งไฟฟ้าและน้ำ รองรับนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) อย่างไรก็ตามจากนี้ไปจะเข้าสู่กระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)และแผนการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี และต่อจากนั้นจึงจะสรุปเรื่องราคาค่าไฟฟ้า
     
    ทั้งนี้อัตราค่าไฟฟ้าอาจจะแพงกว่าทั่วไป เนื่องจากเป็นค่าไฟฟ้ารวมกับค่าน้ำที่จะผันเข้ามาให้ไทย ส่วนจะอยู่อัตรา 10 บาทต่อหน่วยหรือไม่นั้นจะมีการพิจารณาอีกทีในภายหลัง โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องอัตราค่าไฟฟ้าในปี 2561 และจากนั้นจะสรุปอีกครั้งว่าจะดำเนินการโครงการหรือไม่ 

Date : 24 / 08 / 2017

  • Date : 24 / 08 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานยืนยันปรับแผนพีดีพี2015ใหม่ให้ความสำคัญพลังงานทดแทนมากขึ้น
    รัฐมนตรีพลังงาน ยืนยันปรับแผน PDP2015 มีความชัดเจนภายในสิ้นปี 2560 ซึ่งจะให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น  โดยคำนึงปัจจัยความมั่นคงพลังงาน  ราคาที่เป็นธรรมไม่เป็นภาระประชาชน และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  
     
    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานสัมมนาอนาคตธุรกิจพลังงานไทย ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันที่24 ส.ค.2560 ว่า กระทรวงพลังงานยืนยันให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 ซึ่งคาดว่าจะชัดเจนภายในสิ้นปี 2560 นี้ 
     
    โดยเบื้องต้นกำลังศึกษาความเหมาะสมว่าจะขยายสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งหมด(พลังงานรวมกับความร้อน) จาก 30% เป็น 40% ของปริมาณพลังงานทดแทนทั้งหมดตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี ระบุได้หรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณา 3 ด้านประกอบกัน ได้แก่ ด้านความมั่นคงพลังงาน  ด้านราคาที่เป็นธรรมไม่เป็นภาระประชาชน และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน  
     
    นอกจากนี้จะปรับเปลี่ยนการพิจารณาปริมาณสำรองไฟฟ้าประเทศใหม่ จากปัจจุบันที่เน้นดูปริมาณสำรองไฟฟ้าโดยรวมทั้งประเทศ ซึ่งขณะนี้มีสูงถึง 30% ของปริมาณไฟฟ้าทั้งหมด แต่การปรับแผน PDP ใหม่ครั้งนี้จะพิจารณาปริมาณสำรองเป็นรายภูมิภาคแทน รวมถึงศึกษาการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าตามภูมิภาคด้วย เพื่อทำให้สำรองไฟฟ้าเกิดความเหมาะสม หากพื้นที่ใดสำรองไฟฟ้ามากก็สามารถแบ่งปันให้ภาคอื่นได้ เป็นต้น 
     
    พลเอกอนันตพร กล่าวด้วยว่า กระทรวงพลังงานกำลังเดินหน้าเรื่องการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสานสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP Hybrid ) ซึ่ง 2-3 เดือนนี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบไฮบริดจะเข้ามาทดแทนพลังงานหลักได้ดีเพียงใด และจะทำให้ราคาต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลงได้หรือไม่ โดยหากประสบผลสำเร็จกระทรวงพลังงานจะผลักดันพลังงานทดแทนให้ได้มากขึ้นต่อไป
     
    สำหรับความคืบหน้าการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ(แหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ)นั้น หากร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และเงื่อนไขการประมูล(TOR) ผ่านกฤษฎีกาและเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ทันในสิ้นเดือนส.ค.2560 นี้ กระทรวงพลังงานก็จะสามารถประกาศ TOR ได้ภายในเดือน ก.ย.- ต.ค. 2560 และจะรู้ผลการประมูลต้นปี 2561 ได้ โดยหากดำเนินการตามกระบวนการดังกล่าวได้เร็วก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ชัดเจนขึ้นและจะช่วยให้กำลังผลิตก๊าซธรรมชาติของไทยเดินหน้าได้ต่อเนื่อง