ข่าวทั้งหมด

Date : 01 / 09 / 2017

  • Date : 01 / 09 / 2017
    แบงก์กรุงเทพสาขาโตเกียวชี้ญี่ปุ่นน่าลงทุนด้านโรงแรม รีสอร์ท และพลังงานหมุนเวียน
    ผู้บริหารแบงก์กรุงเทพสาขาโตเกียว ชี้ญี่ปุ่นยังมีโอกาส สำหรับนักลงทุนไทยให้เข้าไปขยายการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม รีสอร์ท รวมทั้งการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน  ที่รัฐบาลให้การส่งเสริมเรื่องค่าไฟ
     
    เมื่อเร็วๆนี้ นาย ชาคร  หนูคงใหม่ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ นำคณะสื่อมวลชนซึ่งเข้าอบรมในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2560 ภายใต้หัวข้อ “ยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” จำนวน 41 คน เข้าเยี่ยมชมธนาคารกรุงเทพ สาขาโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมรับฟังบรรยายสรุป ถึงภาพรวมเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่น และการให้บริการของธนาคารกรุงเทพ ที่ได้เปิดให้บริการมากว่า 60 ปี โดยปัจจุบันมี 2 สาขา ประกอบด้วย สาขาโตเกียว และสาขาโอซาก้า โดยมี นาย ทวี พวงเกตุแก้ว เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Senior Vice President ผู้จัดการทั่วไปสาขาในประเทศญี่ปุ่น และผู้จัดการสาขาโตเกียว ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ พร้อมรับฟังบรรยายจาก คุณณัฐิยา  สุจินดา อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว
     
    โดยเนื้อหาสำคัญจากการบรรยาย นายทวี ระบุถึงโอกาสการลงทุนในที่ปุ่นที่เปิดให้นักลงทุนไทยขยายการลงทุน โดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ทั้งโรงแรม รีสอร์ท และคอนโดมีเนียม ซึ่งที่ผ่านมาก็มีนักลงทุนไทยหลายรายเริ่มเข้ามาลงทุนในกิจการดังกล่าวอยู่บ้างแล้ว 
     
    นายทวี ให้เหตุผลว่า คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีเงินออมสูง แต่ไม่ยอมใช้จ่าย ไม่ยอมลงทุน เพราะไม่มั่นใจว่าในอนาคตรัฐบาลจะมีเงินเลี้ยงพวกเขาหรือเปล่า  โดยจะเลือกใช้จ่ายเพื่อตัวเอง เฉพาะที่จำเป็น ดังนั้น เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายยกเลิกการทำวีซ่า ให้กับบางประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวและใช้จ่ายภายในประเทศ  แต่ปรากฎว่าโรงแรม และที่พัก มีห้องที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับ เพราะคนญี่ปุ่นไม่อยากลงทุน  จึงเป็นโอกาสที่เปิดช่องให้นักลงทุนไทย และต่างชาติ เข้ามาลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ 
     
    ในขณะที่อีกธุรกิจที่เปิดช่องให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนกันมากคือการลงทุนด้าน พลังงานหมุนเวียน(Renewable Energy)  เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด และเป็นประเทศที่มีแผ่นดินไหว ถ้ามีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มากๆ ประชาชนส่วนหนึ่งก็ยังไม่มั่นใจ  รัฐบาลจึงพยายามที่จะส่งเสริมให้มีการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์ฟาร์ม  พลังงานลม  มากขึ้น  โดยให้การสนับสนุนเรื่องค่าไฟ 
     
    โดยปัจจุบัน กลุ่มนักลงทุนไทยที่มีการลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่น มีหลายรายเช่นกลุ่มปตท.กลุ่มบ้านปู  บริษัทกันกุล ซึ่งก็มีบางรายที่กำลังหารือเรื่องสินเชื่อกับทางธนาคารกรุงเทพฯสาขาในญี่ปุ่น 
     
    นายทวี บอกด้วยว่า ประเทศญี่ปุ่นที่เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้เพราะมีประชากรจำนวนมากกว่าร้อยล้านคน ซึ่งเมื่อประชาชกรในประเทศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในระดับหนึ่ง ก็เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อผลิตสินค้าป้อนความต้องการในประเทศ  ที่สำคัญคือ  คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีวินัย และเชื่อมั่นในผู้นำ 
     
    สำหรับโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2560 ภายใต้หัวข้อ “ยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”ของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงเทพ นั้น จะมีพิธีปิดโครงการในวันที่ 2 ก.ย.2560 นี้ โดยผู้เข้าอบรมจะนำเสนอรายงานจากการศึกษาดูงานยังประเทศญี่ปุ่น และมีการมอบวุฒิบัตรและกล่าวปิดโครงการโดย นายเดชา ตุลานันท์  ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 
     
  • Date : 01 / 09 / 2017
    โฆษก กกพ.เผยรู้ปัญหาโซลาร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์ฯเฟส2เปลี่ยนคู่ผู้ร่วมทุน แต่ยุ่งไม่ได้
    โฆษก กกพ.เผยรับทราบประเด็นปัญหา สหกรณ์การเกษตรบางรายผิดสัญญากับผู้ร่วมทุน  หันไปจับคู่ใหม่ที่ยื่นข้อเสนอดีกว่าภายหลังจากผ่านการจับสลากได้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์การเกษตรและหน่วยราชการ เฟส 2 แต่ไม่สามารถเข้าไป ก้าวก่ายได้ ด้านแหล่งข่าวในวงการเผยความไม่ชัดเจนในกฎระเบียบตั้งแต่ต้น เปิดช่องให้มีการต่อรองผลประโยชน์ ระหว่างสหกรณ์ฯ และผู้ลงทุนรายใหม่ ที่เสนอผลตอบแทนที่สูงกว่า  เพราะอัตราFeed in Tariff -FiTที่4.12 บาทต่อหน่วยที่รัฐรับซื้อ ยังจูงใจ  
     
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. ได้รับทราบกรณีปัญหาการซื้อขายหรือเปลี่ยนคู่สัญญาระหว่างกลุ่มสหกรณ์การเกษตรที่ผ่านการจับสลากและได้เข้าร่วม โครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร หรือโซลาร์ฟาร์ม ในเฟส 2  กับผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์ม ที่เดิมตกลงจับคู่กันโดยทำสัญญาปากเปล่าว่าจะร่วมมือกับผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้า   แต่ภายหลังเกิดผิดสัญญา  โดยหันไปจับคู่กับผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มรายใหม่ ที่ให้ข้อเสนอผลตอบแทนที่ดีกว่า 
     
    อย่างไรก็ตาม นายวีระพล กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าว  กกพ.ไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือกจับคู่ระหว่างสหกรณ์ภาคการเกษตรฯกับผู้ร่วมทุนได้  เนื่องจาก เป็นเรื่องที่สองฝ่าย ซึ่งเป็นคู่สัญญา จะต้องไปตกลงกันเอง  โดย กกพ.ต้องทำหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด  โดยภายหลังจากการจับสลากเข้าร่วมโครงการโซลาร์ฟาร์มหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรเฟส2ไปแล้ว  ก็ได้เปิดให้กลุ่มสหกรณ์การเกษตรและผู้สนับสนุนโครงการมายื่นเสนอขายไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.-9 ต.ค.2560 และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาในวันที่ 3 พ.ย.2560 หลังจากนั้นจะต้องมาลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายใน 120 วัน หรือจนถึงวันที่ 2 มี.ค. 2561 และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในวันที่ 30 ธ.ค. 2561   
     
    ทั้งนี้กระบวนการเข้าร่วมโครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ในเฟส 2 นั้น แตกต่างกับเฟสแรก โดย เฟส 2 นี้ กกพ. ใช้วิธีจับสลากคัดเลือกผู้ร่วมโครงการให้เสร็จก่อน จากนั้นก็ให้ผู้ผ่านเข้าร่วมโครงการไปจับคู่กับผู้ร่วมทุน แล้วจึงมายื่นเสนอขายไฟฟ้า ขณะที่เฟสแรกกำหนดให้จับคู่มาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนแล้วจึงมาจับสลากเข้าร่วมโครงการ ซึ่ง กกพ.เห็นว่ากระบวนการของเฟส 2 เหมาะสมกว่า เนื่องจากหน่ายงานราชการมีข้อติดขัดเรื่อง พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่ต้องใช้เวลาดำเนินการพอสมควร กกพ.จึงพิจารณาเปิดให้จับสลากไปก่อน ซึ่งถือเป็นการให้เวลากับผู้ร่วมโครงการได้เตรียมความพร้อมด้วย
     
    “กกพ.รู้ว่าเกิดการเปลี่ยนคู่ ระหว่างสหกรณ์ฯกับผู้ร่วมทุน แต่เราเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ เราต้องทำหน้าที่ตามขั้นตอน ตอนแรกที่เขาจับคู่กัน ก็เป็นการสัญญาปากเปล่า ซึ่งภายหลังมาเปลี่ยนคู่กันจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม กกพ.ไปยุ่งไม่ได้ และเห็นว่าแม้ กกพ.จะใช้วิธีไหนก็ตามหากผู้ร่วมโครงการหรือผู้ร่วมทุนไม่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ซื่อสัตย์ต่อกันก็อาจบิดพริ้วกันได้ในภายหลังอยู่ดี  โดยการที่ กกพ.เปิดให้จับคู่กันภายหลังจากจับสลากได้ ก็เพราะหวังดีเห็นว่า ทางราชการมี พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่เขาต้องไปดำเนินการเป็นเวลานาน จึงเปิดโอกาสให้เวลามากขึ้นในการจับคู่กับนักธุรกิจ ไม่เช่นนั้นทางราชการก็จะเข้าร่วมโครงการไม่ทันอีก” นายวีระพล กล่าว
     
    ด้านแหล่งข่าวในวงการผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์ม  กล่าวถึงกรณีประเด็นปัญหาการผิดสัญญาระหว่างสหกรณ์การเกษตรที่ผ่านการจับสลาก และผู้ร่วมทุน  ว่า เป็นเพราะกฎระเบียบของการ กกพ. ที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้เปิดช่องให้ เกิดการซื้อขายโครงการกันได้  ซึ่งผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มรายใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน สามารถที่จะเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าให้กับกลุ่มสหกรณ์ที่ผ่านการจับสลาก ในภายหลังได้ โดยที่ไม่ต้องมาเสียเวลาจับคู่กับกลุ่สหกรณ์เพื่อรอลุ้นการจับสลาก ในตอนแรก  เพราะอัตราFiT ที่4.12 บาทต่อหน่วย นั้นสูงพอที่จะทุ่มเงินจ่ายให้กับสหกรณ์ฯ ให้ยอมผิดสัญญากับผู้ลงทุนรายเดิม ที่ให้ผลประโยชน์ต่อสหกรณ์น้อยกว่า 
     
    สำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์การเกษตรและหน่วยงานราชการเฟส2นั้น ถือว่าได้รับความสนใจจากสหกรณ์ในการเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก โดยมีหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตร ที่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นเจ้าของโครงการจำนวนทั้งสิ้น 639 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกเขตพื้นที่ เป็นจำนวน 3,119.34 เมกะวัตต์ จากหน่วยงานที่ยื่นเรื่องเข้ามา ทั้งสิ้น 720 ราย รวม 3,510.46 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายรับซื้อจำนวน 219 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็นส่วนราชการ 100 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ภาคการเกษตร รวม  119 เมกะวัตต์
     
    อย่างไรก็ตามในการจับสลากเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ที่ผ่านการคัดเลือกที่มีสิทธิยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าอย่างไม่เป็นทางการ จำนวน 38 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้าที่รวมทุกพื้น รวม 171.52 เมกะวัตต์  โดยเป็นโครงการจากหน่วยงานราชการ ได้แก่ องค์การ ที่รัฐจัดตั้งขึ้น (ไม่รวมองค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจ) จำนวน 11 ราย หรือคิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า รวม 52.52 เมกะวัตต์ และโครงการจากสหกรณ์ภาคการเกษตร (สหกรณ์ภาคการเกษตร/สหกรณ์นิคม/สหกรณ์ประมง) จำนวน 27 ราย หรือคิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า รวม 119.00 เมกะวัตต์
     
    โดยก่อนหน้านี้ รัฐมีแนวคิดที่จะให้มีการประมูลแข่งขันราคา เพื่อให้ผู้บริโภครับภาระในค่าเอฟทีน้อยที่สุด แต่ก็ถูกกลุ่มสหกรณ์ฯ เดินเกมประท้วงให้เปลี่ยนจากการประมูลมาใช้วิธีจับสลาก ซึ่งสหกรณ์รายใดที่ผ่านการวัดดวงจับสลากได้ ก็จะถูกยื่นข้อเสนอผลประโยชน์ จากผู้ลงทุนรายใหม่ และหากเห็นว่าได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า ก็ยอมที่จะผิดสัญญากับคู่สัญญาเดิม 
  • Date : 01 / 09 / 2017
    โซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ระยะที่1 ที่หนอกจอกและบางบัวทองของกลุ่มIFEC เดินหน้าขายไฟเข้าระบบแล้ว
    IFEC ขายกระแสไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ ระยะที่1 เข้าระบบได้เพิ่มอีก 2 แห่ง คือโครงการที่หนองจอก และ บางบัวทอง กำลังผลิตรวม6เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นประมาณ48ล้านบาทต่อปี 
     
    นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม2560ที่ผ่านมา บริษัทลูกของIFEC  ได้ดำเนินการขายกระแสไฟฟ้า ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรระยะที่ 1 ตามนโยบายรัฐบาล ในส่วนของโครงการที่บางบัวทอง เข้าระบบแล้ว โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งประมาณ 1 เมกะวัตต์   ในขณะที่ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม  โครงการที่หนองจอก  กำลังการผลิตติดตั้ง 5 เมกะวัตต์ ก็ได้จ่ายไฟฟ้าขายเข้าระบบแล้วเช่นเดียวกัน โดยทั้งสองโครงการ กำลังการผลิตรวม 6 เมกะวัตต์  นั้นจะได้รับค่าไฟฟ้าในอัตรา5.377บาทต่อหน่วย    ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้รวมต่อเดือนประมาณ 4 ล้านบาท หรือราว 48 ล้านบาทต่อปี
     
    ทั้งนี้โครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรระยะที่ 1  ทั้งในส่วนของ หนองจอกนั้น  เป็นการลงทุนผ่านบริษัทลูกคือ บริษัทสแกน อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด โดยร่วมลงทุนกับสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธ.ก.ส.กรุงเทพมหานคร จำกัด ตั้งอยู่บนพื้นที่ 51 ไร่ ใช้จุดเชื่อมโยงระบบที่สถานีโรงไฟฟ้าย่อยสุวินทวงศ์  ส่วนโครงการที่บางบัวทอง  ลงทุนผ่าน บริษัท ซีอาร์ โซลาร์ จำกัด โดยร่วมลงทุนกับสหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย ตั้งอยู่บนพื้นที่ 15 ไร่ ใช้จุดเชื่อมโยงระบบที่สถานีโรงไฟฟ้าย่อยไทรน้อย
     
    ในส่วนของปัญหาความขัดแย้งภายในบริษัทIFEC นั้น นายวิชัย กล่าวว่า ได้มุ่งมั่นเดินหน้าแก้ปัญหามาโดยตลอดและวอนขอให้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่และอดีตกรรมการบริษัท  กลับมาร่วมมือกันและมาช่วยกันผลักดันให้ธุรกิจของไอเฟคเดินหน้าต่อไป ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมทั้งผู้ถือหุ้น และผู้ถือหุ้นรายย่อย

Date : 31 / 08 / 2017

  • Date : 31 / 08 / 2017
    กกพ.เตรียมเก็บค่าback up ผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองประเภทที่3 เดือนก.ย.นี้
     กกพ. เปิดรับฟังความเห็นการเรียกเก็บค่า back up rate สำหรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท 3 ที่หันไปผลิตไฟฟ้าใช้เองหรือจำหน่าย โดยหากเป็นโรงไฟฟ้าประเภทcogeneration เรียกเก็บ26.36-33.22 บาทต่อกิโลวัตต์​ ส่วนเชื้อเพลิงอื่นเรียกเก็บอัตรา 52.71-66.45 บาทต่อกิโลวัตต์ คาดประกาศใช้ ก.ย. 2560 โดยยืนยันไม่มีการเรียกเก็บกับกลุ่มโซล่าร์เซลล์และพลังงานลม
     
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ.เปิดเผยว่า กกพ.ได้เปิดรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง(Focus Group) สำหรับการออกหลักเกณฑ์การปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าสำรอง(back up rate)ใหม่ โดยเชิญกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมรับฟัง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.), การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) ,การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าต่างๆ และกลุ่มโรงงานน้ำตาล เป็นต้น ซึ่งภายหลังจากรับฟังความเห็นแล้วจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกพ. และคาดว่าจะประกาศได้ในเดือน ก.ย. 2560 นี้ 
     
    ทั้งนี้ในรายละเอียดการเปิดรับฟังความเห็นในครั้งนี้ เป็นการเตรียมออกระเบียบรองรับให้สามารถเรียกเก็บค่าback up rate สำหรับกลุ่มลูกค้าของการไฟฟ้าที่หันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองหรือจำหน่าย จนก่อให้เกิดการลดปริมาณซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าลง  แต่ยังมีความ ต้องการซื้อสำรองไฟฟ้าจากการไฟฟ้า เผื่อเอาไว้ด้วยเพื่อรองรับความเสี่ยงกรณีเกิดเหตุขัดข้องในการผลิตไฟฟ้า ของตัวเอง
     
    โดยอัตราค่า back up rate ที่จะมีการเรียกจัดเก็บนั้น จะมีผลเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 3 (กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 33 กิโลวัตต์ขึ้นไป) ซึ่งกลุ่มนี้หากต้องการผลิตไฟฟ้าขึ้นมาใหม่และต้องการซื้อสำรองจะมีการเรียกเก็บค่า back up rate ตามอัตราดังต่อไปนี้ 
     
    โรงไฟฟ้าประเภท cogeneration จะเรียกเก็บค่า back up rate ระหว่าง 26.36-33.22 บาทต่อกิโลวัตต์​ และถ้าเป็นเชื้อเพลิงประเภทอื่นเรียกเก็บอัตรา 52.71-66.45 บาทต่อกิโลวัตต์​ ซึ่งขึ้นกับระดับแรงดันไฟฟ้าเป็นหลัก 
     
    ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการเรียกเก็บค่า back up rate และมีระเบียบกฎหมายรองรับอยู่แล้วใน 2 ประเภท คือ 1.ผู้ผลิตไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อใช้เองเป็นหลัก แต่ต้องการซื้อสำรองไฟฟ้ากรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งเรียกเก็บback up rate ระหว่าง 52.71-66.45 บาทต่อกิโลวัตต์ และ 2.กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภท cogeneration โดยต้องการซื้อสำรองไฟฟ้าให้กับลูกค้าตัวเอง ซึ่งค่า back up rate จะอยู่ที่ 26.36-33.22 บาทต่อหน่วย ส่วนกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นลูกค้าการไฟฟ้าและหันมาผลิตไฟฟ้าเองนั้น ยังไม่เคยมีระเบียบรองรับให้เก็บค่า back up rate จึงต้องออกระเบียบดังกล่าวด้วย
     
    โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้ไฟฟ้าที่หันไปผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ที่อาจเข้าข่ายการใช้ back up rate ใหม่(ประเภทที่3)นี้ประมาณ 1-2 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม
    อย่างไรก็ตาม นายวีระพล ยืนยันว่า จะไม่เรียกเก็บกับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าที่ผลิตจากโซล่าร์เซลล์และลมทุกประเภท เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าไม่แน่นอน ประกอบกับการผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ปัจจุบันเข้าระบบ เพียง 3,000 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ  0.1% ของกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งถือว่ามีผลกระทบต่อการไฟฟ้าน้อยมาก แต่ในอนาคตยังต้องทำการศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่มีความนิยมผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์หรือลมเข้าระบบจำนวนมาก โดยหากผลิตเข้าระบบถึง 20% ของกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด ก็จะมีผลกระทบสูงได้ 
     
    นายวีระพล กล่าวว่า อัตราค่า back up rate ใหม่ดังกล่าว เป็นเพียงอัตราชั่วคราวที่จะใช้ไปถึงสิ้นปี 2560 นี้ หรือจนกว่า กกพ.จะจัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่เสร็จ เพราะค่า back up rate ทั้งระบบก็จะมีการคำนวณใหม่ไปพร้อมกับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2561-2565   
     
  • Date : 31 / 08 / 2017
    "อนันตพร" ย้ำกฎเหล็ก5ข้อคุมข้าราชการกระทรวงพลังงานไม่ให้เรียกรับผลประโยชน์
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน วางกฎเหล็ก 5ข้อกำชับข้าราชการกระทรวงพลังงานทุกคนห้ามเรียกรับผลประโยชน์ ดึงเรื่อง หรือ เอื้อประโยชน์ ระบุหากพบมีความผิดจริงจะถูกลงโทษสถานหนัก หลังเกิดกรณีพลังงานจังหวัดพิจิตรถูกกล่าวหาว่าเรียกรับผลประโยชน์จนถูกสั่งย้ายภายใน24 ชั่วโมง 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ภายหลังจากเกิดกรณีที่นายอินใจ วงศ์รัตนเสถียร พลังงานจังหวัดพิจิตร  ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)สนธิกำลังกัน ในนาม ศอตช. นำตัวส่งเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหาว่า มีการเรียกรับเงินเกี่ยวกับการขนส่งพลังงาน จนถูก นายธนชัย จังพาณิชย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และได้สั่งย้ายนายอินใจ  ไปปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงพลังงาน ภายใน 24 ชั่วโมงตั้งแต่วันที่29ส.ค2560  แล้วนั้น
     
    ล่าสุดเมื่อวันที่ 30ส.ค. 2560 ทางเฟซบุคแฟนเพจกระทรวงพลังงาน(www.facebook.com/ministryofenergy )ได้โพสต์ถึง นโยบายการต่อต้านการทุจริตของพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เคยให้เป็นแนวทางปฎิบัติเอาไว้ ก่อนหน้านี้  เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้ข้าราชการในสังกัดกระทรวงพลังงานทุกคนได้ยึดถือ  โดยมีเนื้อหาสำคัญ ระบุว่า ในกรณีที่มีการร้องเรียนและมีข้อมูลหรือพบการทุจริต  เช่นเรียกรับผลประโยชน์/ดึงเรื่อง/เอื้อประโยชน์) ผู้ที่มีอำนาจรับผิดชอบจะต้องดำเนินการดังนี้
    1.ดำเนินการย้ายออกจากตำแหน่ง
    2.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว (อย่างช้าไม่เกิน3 เดือน)
    3.หากไม่มีความผิด ให้กลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม
    4.หากมีความผิดจริง ให้ลงโทษสถานหนัก
    5.หากผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ดำเนินการอย่างเคร่งครัด จะถือว่ามีส่วนรู้เห็นด้วย 
     

Date : 30 / 08 / 2017

  • Date : 30 / 08 / 2017
    สนพ.คาดเปิดให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จEVตั้งราคาค่าไฟได้อย่างเสรีภายในปีนี้

    สนพ. เตรียมเปิดให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จสามารถตั้งราคาจำหน่ายไฟฟ้าได้อย่างเสรี  ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี2560นี้  พร้อม แนะผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถไฟฟ้ารีบจดแจ้งขออนุญาตกับทาง กกพ.ให้ถูกต้อง ก่อนกฟน.และ PEA ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมเน้นระบบชำระค่าชาร์จไฟฟ้าผ่านบัตร เรียกเก็บเงินในบิลค่าไฟฟ้าแทนการใช้เงินสด  ด้านบีโอไอ เผยบอร์ดบีโอไออนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการรถยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภทแล้ว

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา "Create The Future Energy: พลังงานไทย 4.0" ซึ่งจัดโดย สนพ.ร่วมกับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจว่า กระทรวงพลังงานคาดว่าจะเปิดให้ ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือEV สามารถตั้งราคาจำหน่ายได้อย่างเสรี  ภายในปี 2560 นี้ ซึ่งทางการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)จะมีการประกาศราคาจำหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) หรือปั๊มชาร์จ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้กับลูกค้าที่ใช้รถ EVต่อไป 

    อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ยังไม่สามารถตั้งราคาจำหน่ายไฟฟ้ากับผู้ใช้บริการได้ โดยต้องรอกระบวนการให้ กฟน. และ PEA ออกประกาศอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ EV ในเร็วๆนี้ก่อน  ขณะเดียวกันผู้ประกอบการปั๊มชาร์จก็ต้องดำเนินการขออนุญาตและจดแจ้งกับทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ให้ถูกต้องด้วย ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2560 นี้จะมีปั๊มชาร์จทั้งสิ้นกว่า 200 สถานี ได้แก่ ปั๊มชาร์จที่อยู่ในโครงการที่สนพ.สนับสนุน 150 แห่ง รวมทั้งของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) 20 แห่ง ของกฟน. 10 แห่ง ของ PEA 5-6 แห่ง และของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 1-2 แห่ง  


     ส่วนอัตราค่าจำหน่ายไฟฟ้าสำหรับรถ EV ที่ทางการไฟฟ้าจะจำหน่ายให้ผู้ประกอบการปั๊มชาร์จนั้น จะเป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ(กพช.)ที่ผ่านมาได้กำหนดไว้ คือ  "อัตราการใช้ไฟฟ้าตามช่วงเวลา(TOU)" แบ่งเป็นกลางวันคิดในราคา 4.10 บาทต่อหน่วย และกลางคืน และเสาร์ อาทิตย์ หรือช่วงออฟพีค คิดอัตรา 2.60 บาทต่อหน่วย โดยอัตราดังกล่าวถือเป็นอัตราชั่วคราว ส่วนอัตราถาวร ทาง กกพ.จะเป็นผู้พิจารณาต่อไป 

    นอกจากนี้รูปแบบการซื้อไฟฟ้าสำหรับการชาร์จรถ EV นั้น จะพยายามกำหนดให้เป็นระบบอี-เพย์เม้นท์ คือการใช้บัตร โดยลูกค้าที่ใช้บริการชาร์จไฟฟ้ารถ EV จะชำระเงินโดยการแตะบัตร และจะมีการเรียกเก็บเงินไปอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าแทนการใช้เงินสด 

    นายทวารัฐ กล่าวว่า สำหรับโครงการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กให้เป็นตุ๊กตุ๊กไฟฟ้านั้น สนพ.มีเป้าหมายที่จะรับเปลี่ยนรถตุ๊กแก๊สและน้ำมัน ให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า จำนวน100 คัน ภายในปี 2561 นี้โดยใช้งบกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  76 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ขั้นตอนการเปิดรับสมัครผู้ร่วมโครงการ ซึ่งมีเงื่อนไขเบื้องต้นว่า เมื่อนำรถตุ๊กตุ๊กมาเทิร์นแล้วจะต้องไม่ของเปลี่ยนคืน และต้องเป็นรถที่ถูกต้องตามกฎระเบียบกรมขนส่งทางบก เป็นต้น สำหรับการเทิร์นรถนั้น สามารถดำเนินการได้ที่ผู้ประกอบการค่ายรถตุ๊กตุ๊กในประเทศที่มีประมาณ 7-8 ค่าย โดยราคาตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณกว่า 3 แสนบาทต่อคัน  

    นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า สำหรับทิศทางพลังงานไทย ปัจจุบันกำลังจะก้าวไปสู่ Go green Go electric โดยเฉพาะธุรกิจโรงไฟฟ้ากับรถยนต์ ซึ่งกุญแจสู่อนาคตดังกล่าวคือ Energy storage ดังนั้น กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินโยบาย Energy  4.0 ซึ่งเปลี่ยนจากการพึ่งพาฟอสซิลไปสู่นวัตกรรมมากขึ้น 

    แบ่งเป็น 1. ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกระทรวงกำลังผลักดันรถ EV และปั๊มชาร์จอย่างจริงจัง 2.ด้าน energy storage กระทรวงให้ความสำคัญมาก เพราะสามารถช่วยเก็บพลังงานไฟฟ้ามาใช้ช่วงที่ราคาค่าไฟฟ้าสูงขึ้นได้  3.โรงไฟฟ้ารุ่นใหม่ต้องเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(ไฮบริด) ซึ่งจะช่วยผลิตไฟฟ้าได้ 24 ชั่วโมง และอนาคตจะกลายเป็นพลังงานที่ทดแทนพลังงานหลักได้ โดยตอนนี้ ทาง กกพ. อยู่ระหว่างเปิดรับซื้อไฟฟ้า SPP Hybrid แบบสัญญาเสถียร(firm) รอบแรก 300 เมกะวัตต์  และสุดท้ายประเทศไทยจะก้าวไปสู่เมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ที่ใช้พลังงานทดแทนแบบครบวงจร 



    นายยศพงษ์​ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาทางสมาคมฯได้รับมอบหมายจากกระทรวงพลังงานให้ดำเนินโครงการส่งเสริมการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยเป้าหมายอยู่ที่ 150 สถานีหรือหัวจ่าย ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดรับสมัครในรอบที่ 4 ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ก.ย. 2560  สำหรับเอกชนที่สนใจลงทุนและให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะสามารถสมัครเพื่อขอรับเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า 30% ของราคาหัวจ่าย 

    นอกจากนี้สมาคมฯยังได้รับมอบหมายจากสำนักงานเพื่อการพัมนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(สกรศ.) หรือ EEC ให้สมาคมฯหารือผู้ประกอบการในการเสนอแนวทางการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อจะช่วยให้เกิดความชัดเจนกับผู้ประกอบการยานยนต์ไฟฟ้าที่จะมาผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในเขต EEC ต่อไป 

    นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการของBOI ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการรถยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภท ได้แก่ 1) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้า (Hybrid Electric Vehicle หรือ HEV) 2) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมเสียบปลั๊ก (Plug-in Hybrid Electric Vehicle หรือ PHEV) 3) กิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Bettery Electric Vehicle หรือ BEV) นอกจากนี้ ยังให้การส่งเสริมกิจการผลิตรถโดยสารไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Bus) กิจการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

  • Date : 30 / 08 / 2017
    ยืนยัน รายงาน EHIA โครงการเทพา ทำตามขั้นตอนกฎหมาย

    กฟผ.-สผ. ย้ำ โครงการโรงไฟฟ้าเทพา ทำตามแผน PDP2015 และมติ ครม. ที่เห็นชอบตั้งแต่ปี 2555 และใช้เวลาศึกษา รวมถึงพิจารณารายงาน EHIA โดย คชก. อย่างรอบคอบรวมเกือบ 3 ปี ชี้ยังต้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี พิจารณาอนุมัติโครงการก่อน จึงจะเริ่มก่อสร้างได้

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. กล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าเทพา จังหวัดสงขลา เป็นโครงการที่เกิดขึ้นตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2579 (PDP2015) เพื่อแก้ปัญหาความไม่มั่นคงระบบไฟฟ้าในภาคใต้ที่ปัจจุบันยังต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง โดยมี กฟผ. เป็นผู้รับผิดชอบศึกษาโครงการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2555

    โฆษก กฟผ. กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่ กฟผ. ได้รับมอบหมายให้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเทพา ได้มีการลงพื้นที่ให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกระตุ้นให้คนในชุมชนใช้สิทธิ์แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีในหลายช่องทาง สำหรับในขั้นตอนการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) นั้น กฟผ. ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งชาวจังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดปัตตานี ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำ EHIA ตั้งแต่ต้น และจัดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างโปร่งใสทั้งจากผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย พร้อมรับทุกข้อห่วงกังวลมาปรับปรุงเพื่อพัฒนาโครงการร่วมกัน ข้อคิดเห็นและข้อวิตกกังวลทุกประเด็น ได้ถูกบันทึกและรวบรวมเป็นมาตรการเพื่อลดความวิตกกังวลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น 

    ทั้งนี้ กฟผ. ใช้เวลาในการศึกษาและจัดทำรายงาน EHIA ประมาณ 1 ปี จากนั้นคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ได้ใช้เวลาในการพิจารณารายงาน EHIA อย่างรอบคอบอีกถึง 1 ปี 10 เดือน รวมเป็นเวลาเกือบ 3 ปี คชก. จึงได้พิจารณาเห็นว่าข้อมูลในรายงานฉบับดังกล่าวมีความครบถ้วน ซึ่งจากนี้จะได้มีการนำรายงานฉบับสมบูรณ์เสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) อีกครั้ง ก่อนจะนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เพื่อประกอบการพิจารณาของ ครม. ตามขั้นตอนต่อไป

    “กฟผ. เลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การดำเนินการของโรงไฟฟ้าเทพาเป็นไปตามมาตรการติดตามตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในรายงาน EHIA ฉบับสมบูรณ์ ที่เปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ที่ www.egat.co.th โดย กฟผ. ต้องรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุก 6 เดือน รวมถึงเปิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นภาคีในการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าอีกทางหนึ่งด้วย จึงมั่นใจได้ว่า กฟผ. จะดูแลให้โรงไฟฟ้าเทพาเป็นมิตรกับชุมชนอย่างแท้จริง”ณ์ ที่เปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อม และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้นายรายงาน ่ละประเด็ โฆษก กฟผ. กล่าว

    ด้านนางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ชี้แจงประเด็นที่มีการคัดค้านการโครงการโรงไฟฟ้าเทพาว่า คชก. ได้พิจารณารายงาน EHIA และให้ความเห็นตามหลักวิชาการ ซึ่งความเห็นของ คชก. ไม่ใช่การอนุมัติโครงการ แต่จะใช้ประกอบการพิจารณาของ กก.วล. เพื่อเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาอนุมัติโครงการของ ครม. โดย คชก. ได้ประชุมเพื่อพิจารณารายงานดังกล่าว รวมทั้งรายงานชี้แจงเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้นถึง ๖ ครั้ง ทั้งได้พิจารณาหนังสือและประเด็นการคัดค้านโครงการจาก 3 เครือข่าย (เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ เครือข่ายคนสงขลาปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเครือข่ายนักวิชาการภาคใต้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน) ประกอบการพิจารณารายงานนี้ด้วย ก่อนที่จะมีมติในวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา ว่ารายงาน ดังกล่าวมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอสำหรับการพิจารณาของ กก.วล.  

    ในส่วนของการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น นางรวีวรรณชี้แจงว่า กฟผ. ได้ดำเนินการตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน 3 ครั้ง (ค.1, ค. 2 และ ค. 3) เพื่อประกอบการศึกษาข้อมูลและจัดทำมาตรการให้สมบูรณ์ โดยครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย อย่างน้อย 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ผู้รับผลกระทบจากโครงการ 2) หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายงาน EHIA ได้แก่ เจ้าของโครงการ และนิติบุคคลผู้มี สิทธิจัดทำรายงาน 3) หน่วยงานที่ทำหน้าที่พิจารณารายงาน 4) หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับโครงการ 5) องค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา และนักวิชาการอิสระ 6) สื่อมวลชน และ 7) ประชาชนทั่วไป

    ทั้งนี้ ตามกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการต้องจัดรับฟังความคิดเห็นอีกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะมีการอนุญาตให้ก่อสร้างได้  นอกจากนั้น ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทางช่องทางต่างๆ ได้โดยตลอด ทั้งในขั้นระหว่างการจัดทำรายงาน EHIA ขั้นการพิจารณารายงาน และขั้นการอนุมัติโครงการ

    ในประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมและข้อเท็จจริงของทรัพยากรชีวภาพในพื้นที่ ทั้งบนบกและในทะเล นั้น คชก. ได้ลงตรวจสอบพื้นที่โครงการและสภาพแวดล้อมโดยรอบเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณารายงานด้วย และมีประเด็นข้อคิดเห็นที่มอบให้ กฟผ. และบริษัทที่ปรึกษาชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมและแก้ไขข้อมูลในแต่ละประเด็นอย่างละเอียดชัดเจน ทั้งนี้ เห็นว่าโครงการโรงไฟฟ้าเทพา มีการกำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการในการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อเสนอดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปแล้ว

Date : 29 / 08 / 2017

  • Date : 29 / 08 / 2017
    บอร์ดกฟผ.ระงับเจรจาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา รอความชัดเจนนโยบาย

    บอร์ดกฟผ.ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ซึ่งประชุมเมื่อวันที่28ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ให้ระงับการเจรจาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้บริหารโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา เอาไว้ก่อน โดยรอความชัดเจนด้านนโยบายจากกระทรวงพลังงาน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือบอร์ดกฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีวาระการพิจารณาที่สำคัญคือเรื่องของการซื้อไฟฟ้าจากโครงการ โรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของกัมพูชา  โดยกฟผ.ถือเป็นหน่วยงานฝ่ายปฎิบัติ ที่เป็นคู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนผู้บริหารโครงการดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า ควรจะระงับการเจรจาซื้อขายไฟฟ้าเอาไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจน ทางด้านนโยบายจากทางกระทรวงพลังงาน  เสียก่อน  ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ทางกระทรวงพลังงานได้มีการรายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรี รับทราบไปเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา   ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะใช้ทางเลือกใดที่คุ้มค่าการลงทุนและเป็นประโยชน์ต่อ 2 ประเทศอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ของ กัมพูชา เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 24 เมกะวัตต์ ซึ่งนอกจากจะผลิตได้กระแสไฟฟ้าแล้ว ยังได้น้ำที่ผันมาจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า ปริมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มาสนับสนุนความต้องการใช้น้ำจืดในภาคตะวันออก  สอดคล้องกับแผนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อรองรับการลงทุนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะทำให้เกิดความใช้น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเพิ่มปริมาณขึ้น

    โดยในเบื้องต้นที่เอกชนผู้พัฒนาโครงการได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนนั้น ได้เลือกรูปแบบดำเนินโครงการจะมีการสร้างเขื่อนเก็บน้ำและโรงไฟฟ้าในฝั่งกัมพูชาขนาด 24 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าที่ผลิตได้ 105.6 ล้านหน่วยต่อปี ราคาค่าไฟฟ้า 10.75 บาทต่อหน่วย มูลค่าไฟฟ้า 2.60 บาทต่อหน่วย และมูลค่าน้ำ 2.87 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งค่อนข้างเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่า โครงการดังกล่าวมีราคาค่าไฟฟ้าค่อนข้างสูง  และทำให้กระทรวงพลังงานต้องออกมาชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นโครงการโดยมีการรายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)รับทราบไป เมื่อวันที่ 15  พ.ค. 2560 ว่าเป็นโครงการที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทยและกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2543 และต่อมาเมื่อวันที่ 18-19 ธ.ค. 2558 นายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา ได้หารือความร่วมมือโครงการเพื่อให้เกิดความร่วมมือด้านพลังงานและการบริหารจัดการน้ำร่วมกันแบบบูรณาการ

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังจะต้องพิจารณาในประเด็นอื่น ๆ ร่วมกับผู้พัฒนาโครงการ เช่น สัดส่วนการลงทุน มูลค่าของโครงการเพิ่มเติมด้วย ในส่วนขั้นตอนการผันน้ำเข้ามาใช้ประโยชน์นั้น จะมีกรมทรัพยากรน้ำเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดแนวทางเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำ และกรมชลประทานจะเข้ามาร่วมพิจารณาในรายละเอียดความเหมาะสมของเส้นทางการผันน้ำ การใช้เครือข่ายคลองและระบบส่งน้ำต่าง ๆ เพื่อรองรับการใช้ในช่วงที่ขาดแคลนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตที่สำคัญของประเทศ โครงการ ฯ ดังกล่าวถึงแม้จะช่วยเสริมความมั่นคงทางด้านไฟฟ้าไม่มากนัก แต่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมาก