ข่าวทั้งหมด

Date : 17 / 04 / 2017

  • Date : 17 / 04 / 2017
    เตรียมให้ผู้ค้าLPGมาตรา7เพิ่มปริมาณสำรองLPGจาก1%เป็น2.5%เพื่อความมั่นคง

    กรมธุรกิจพลังงาน.เตรียมกำหนดให้ผู้ค้าLPG ตาม มาตรา7 ต้องสำรองLPG เพิ่มขึ้นจาก 1% (3วันครึ่ง)เป็น 2.5%(10วัน)ของปริมาณการค้า  เพื่อความมั่นคง เนื่องจากก๊าซLPGที่ผลิตได้จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะลดลงในอีก4-5ปีข้างหน้านี้ และประเทศจะต้องนำเข้าLPGมาทดแทนเพิ่มขึ้น  โดยมีผู้ค้ารายใหม่1-2รายนอกเหนือจาก ปตท. ยูนิคแก๊สฯ และสยามแก๊สฯ ที่แสดงความสนใจจะนำเข้าLPG 
                
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า การกำหนดให้ผู้ค้าLPGมาตรา 7 ต้องสำรอง LPG จากปัจจุบัน 1% (3วันครึ่ง) เป็น 2.5%( 10วัน)ของปริมาณการค้า โดยจะมีผลบังคับวันที่  1 ม.ค.  2564 ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ค้าได้มีเวลาในการก่อสร้างคลังLPGรองรับการนำเข้าLPG ที่คาดว่าจะมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นเพราะLPG ที่ผลิตได้จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยผ่านโรงแยกก๊าซ จะปริมาณลงในอีก 4-5 ปีข้างหน้า กรมธุรกิจพลังงานจึงต้องให้มั่นใจว่าจะมีปริมาณสำรองLPGไว้ใช้เพื่อความมั่นคง

     “ปัจจุบันการนำเข้าLPGเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละประมาณ 2 หมื่นกว่าตันแต่ในช่วง 4-5 ปีข้างหน้าที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งส่งผ่านโรงแยกก๊าซเพื่อผลิตเป็นLPG จะลดลง คาดว่า จะมีการนำเข้าLPG เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1แสนตันต่อเดือนดังนั้น เพื่อความมั่นคงผู้ค้าก็ต้องมีการสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อให้มีใช้ได้เพียงพอ 10 วัน โดยเทียบกับระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่งLPGจากตะวันออกกลางมายังประเทศไทย ”นายวิฑูรย์กล่าว
                    
    สำหรับการเปิดเสรีนำเข้าLPGที่เริ่มเปิดให้ผู้ค้ายื่นเรื่องขอนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศตั้งแต่ 22 ม.ค. 2560และให้นำเข้าจริงมี.ค. 2560 นั้น ขณะนี้ยอมรับว่าตลาดLPG ยังไม่ได้ขยายตัวมากนัก  โดยมีผู้ที่นำเข้าLPG  คือ ปตท.และบมจ.ยูนิคแก๊ส แอนด์ปิโตรเคมีคัล และ บมจ.สยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมี   โดยกรมธุรกิจพลังงานได้ทำหนังสือแจ้งไปยังกรมเจ้าท่าเพื่อให้อนุญาต  บริษัทสยามแก๊สฯ ใช้ เรือลอยน้ำเป็นคลังชั่วคราวในการนำเข้าLPG(Ship to Ship )ที่อ.ศรีราชา ไม่เกิน 3 ปี โดยกรมธุรกิจพลังงาน ต้องการให้สยามแก๊ส ลงทุนสร้างคลังบนบกแทน
                    
    นายวิฑูรย์ กล่าวว่า นอกเหนือจากผู้ค้า3 รายที่นำเข้าLPG แล้ว ยังมีเอกชน 1-2 รายใหม่ที่แสดงความสนใจที่จะนำเข้าLPGเพื่อจำหน่ายประเทศไทยส่วนหนึ่งและจะส่งออกส่วนหนึ่งโดยใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแต่ยังไม่ได้ยื่นขออนุญาตอย่างเป็นทางการ ใน ขณะที่เครือซิเมนต์ไทยได้ยื่นขอเป็นผู้ค้ามาตรา7 มาจำนวน 2 บริษัทเพื่อนำเข้าLPGเฉพาะการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเท่านั้น
                   
     นายวิฑูรย์กล่าวว่า  ส่วนเกณฑ์การนำเข้าLPGเสรีเดิมผู้ประสงค์นำเข้าต้องทำแผนนำเข้า 3 เดือน และต้องแจ้งรายงานการนำเข้าต่อกรมธุรกิจพลังงานทุกวันที่ 20 ของเดือน   เริ่มตั้งแต่  20 ม.ค. โดยหากไม่สามารถนำเข้าได้ตามปริมาณที่แจ้งจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.น้ำมันเชื้อเพลิง  อย่างไรก็ตามล่าสุด กรมธุรกิจพลังงานได้ขยายระยะเวลาของแผนนำเข้าเพิ่มเป็น 6 เดือนแล้วเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นให้กับเอกชนมากขึ้น   

Date : 12 / 04 / 2017

  • Date : 12 / 04 / 2017
    อู่ติดตั้งLPGและNGVปรับตัวเรียนรู้ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า

    นายกสมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทย เผยรถยนต์แห่ถอดถังก๊าซเปลี่ยนมาใช้น้ำมันตลอด 2 ปีที่ผ่านมา หลังราคาน้ำมันยังทรงตัวระดับต่ำ โดยอู่ติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซLPGและLNG หายไปจากระบบถึง80% เร่งปรับตัวธุรกิจเรียนรู้อุปกรณ์รถ EV แทน

    นายสุรศักดิ์ นิตติวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) ถึงสถานการณ์รถยนต์ติดตั้งก๊าซในประเทศไทยว่า ปัจจุบันรถยนต์ที่ติดตั้งก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) และก๊าซแอลพีจี(LPG) ลดลงอย่างต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวระดับต่ำ โดยจำนวนรถยนต์ NGV ในปัจจุบันเหลือไม่ถึง 1 หมื่นคัน จากเดิมมี 1 แสนคัน ขณะที่รถยนต์ LPG เหลือประมาณ 8 แสนคัน จากเดิมที่มีมากกว่า 1 ล้านคัน 

    เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ประกอบการติดตั้งและจำหน่ายอุปกรณ์ถังก๊าซ NGV และ LPG ได้เลิกกิจการไปจำนวนมาก อาทิ ในส่วนของผู้ประกอบการ NGV หายไปจากระบบถึง 80% จากเดิมที่ขึ้นทะเบียนไว้กว่า 1,000 แห่ง ปัจจุบันเหลือเพียง 100 แห่ง ส่วนผู้จำหน่ายอุปกรณ์เหลือเพียง 3-5 ราย จากเดิมมีผู้ประกอบการนำเข้าอะไหล่อุปกรณ์กว่า 50-60 ราย 

    อย่างไรก็ตามเห็นว่า กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ NGV ได้ปรับมาอยู่ในกลุ่มรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่ ดังนั้นผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจ NGV จึงมีไม่มากเท่ากับกลุ่มรถ LPG ซึ่งมียอดติดตั้งลดลงมากอย่างเห็นได้ชัด โดยแต่ละเดือนมีผู้ไปแจ้งยกเลิกการใช้ LPG ในรถยนต์ถึง 800-1,500 คันต่อเดือน 

    ทั้งนี้ยอมรับว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกตลาด ซึ่งผู้ประกอบการอู่ติดตั้งถังก๊าซในรถยนต์ ก็เริ่มปรับตัวไปเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจติดตั้งอุปกรณ์รถยนต์ไฟฟ้า(EV) มากขึ้น เพื่อรองรับทิศทางรถยนต์ในอนาคต ขณะเดียวกันก็หันไปให้บริการรับซ่อมเครื่องยนต์ร่วมกับการติดตั้งถังก๊าซด้วยเพื่อรักษาระดับรายได้ธุรกิจไว้ 

    นายสุรศักดิ์​ กล่าวด้วยว่า ในระยะสั้นราคาน้ำมันอาจจะปรับตัวสูงขึ้นจากความไม่สงบทางการเมืองต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้ประชาชนหันกลับมาใช้ก๊าซในรถยนต์มากขึ้น หลังจากยอดการติดตั้งถังก๊าซในรถยนต์ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วเมื่อปี 2558 โดยขณะนี้ธุรกิจติดตั้งก๊าซยังอยู่ในภาวะทรงตัว และมีโอกาสที่จะกลับมาฟื้นตัวในอีก 3-5 ปีข้างหน้าหากราคาน้ำมันกลับมาสูงอีกครั้ง 

Date : 11 / 04 / 2017

  • Date : 11 / 04 / 2017
    กกพ.เปิดให้ยื่นโซลาร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์ฯรวม219เมกะวัตต์วันที่15-19พ.ค.นี้

    กกพ.เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศรับซื้อไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์มส่วนราชการและสหกรณ์ฯรวม 219 เมกะวัตต์ โดยลดโควต้าในส่วนราชการจาก400เมกะวัตต์เหลือ 100 เมกะวัตต์  เนื่องจากมีเพียงองค์การทหารผ่านศึกเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการได้  ส่วนโควตาสหกรณ์เน้นรับซื้อในพื้นที่ภาคอิสาน 100 เมกะวัตต์ โดยเริ่มเปิดรับสมัคร15 -19 พ.ค. 2560 นี้น หลังจากนั้นจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนไฮบริด SPP 300 เมกะวัตต์ และVSPP 289 เมกะวัตต์ ตามมติกพช. ในปีนี้เป็นลำดับถัดไป

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการและสหกรณ์การเกษตรระหว่างวันที่ 7-21 เม.ย. 2560 โดยกำหนดปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจำนวน 219 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโควต้าราชการ 100 เมกะวัตต์ ซึ่งลดลงจากเป้าหมายรัฐซื้อเดิม400 เมกะวัตต์และโควตาสหกรณ์การเกษตร ส่วนที่เหลือ 119 เมกะวัตต์ ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าระบบเงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ)หรือFiT 4.12 บทต่อหน่วย เป็นเวลา  25 ปี แต่หากตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้อัตราฟีดอินทารีฟเพิ่มขึ้นอีก 50 สตางค์ตลอดอายุโครงการ

    โดยจะเปิดให้ยื่นคำขอร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 -19 พ.ค. 2560 ด้วยวิธีการจับฉลากและประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณา 16 พ.ย. 2560 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในวันที่ 16 มี.ค. 2561 และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(SCOD) วันที่ 31 ธ.ค. 2561 

    การลดโควตาในส่วนราชการลง เนื่องจากผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาพบว่า หน่วยงานราชการมีเพียงองค์การทหารผ่านศึกเท่านั้นที่ร่วมโครงการได้ ส่วนมหาวิทยาลัยนั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายจึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้

    ส่วนการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากสหกรณ์การเกษตร 119 เมกวัตต์ แบ่งเป็นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้  100 เมกะวัตต์ หลังจากในรอบแรกไม่ได้รับซื้อไฟฟ้าจากพื้นที่ดังกล่าวเนื่องจากมีปัญหาขาดสายส่งไฟฟ้ารองรับ ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคกลาง รวม 19 เมกะวัตต์  

    นอกจากนี้ กกพ.ยังออกประกาศร่างประกาศ เรื่อง การจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในแบบ Feed-in-Tariff ประเภทเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) เพิ่มเติมให้ครบ 10 เมกะวัตต์ สำหรับพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดสงขลา เฉพาะอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี พ.ศ.... จากเดิมที่เคยเปิดรอบแรกไปแล้วแต่มีผู้สนใจร่วมโครงการเพียง 2 เมกะวัตต์ ดังนั้นรอบนี้จึงเปิดเพิ่มอีก 8 เมกะวัตต์ให้ครบตามเป้าหมาย 10 เมกะวัตต์ โดยได้เปิดรับฟังความคิดเห็น 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 7-21 เม.ย.2560 จากนั้นจะกำหนดให้ยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย.2560 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือก วันที่ 14 ก.ย.2560 จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ภายในวันที่ 30 มิ.ย.2562

    นายวีระพล กล่าวด้วยว่า หากโครงการโซล่าร์ราชการและสหกรณ์ฯ ดำเนินการเสร็จแล้ว ทางกกพ.จะเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน(ไฮบริด)สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) จำนวน 300 เมกะวัตต์ ประมาณเดือนมิ.ย. 2560 จากนั้นจะเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน(ไฮบริด)สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก(VSPP) จำนวน 289 เมกะวัตต์ ประมาณเดือน ต.ค. 2560

Date : 10 / 04 / 2017

  • Date : 10 / 04 / 2017
    กฟผ.สั่งLNGจากปตท.เพิ่มเป็น1,100ล้านลบ.ฟุตต่อวันเตรียมรองรับพีคไฟฟ้าช่วงหลังสงกรานต์

    กฟผ.สั่งก๊าซ LNG นำเข้าจากปตท.เพิ่มเป็น 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อรองรับพีคไฟฟ้าหลังสงกรานต์ ที่ระดับ32,059เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเกิดจากความร้อนสะสม และประชาชนกลับมาทำงาน  พร้อมจับตาสถานการณ์พื้นที่ กทม.และภาคใต้เป็นพิเศษ เหตุกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งในพื้นที่ไม่พอใช้กับความต้องการ และต้องดึงไฟฟ้าจากภาคอื่นๆไปช่วย 

    นายเริงชัย คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้ทำหนังสือถึงบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เพื่อให้จัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า(LNG)  สำหรับผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ(พีค)ช่วงปลายเดือนเม.ย.-พ.ค. 2560 นี้ 32,059 เมกะวัตต์  เนื่องจากคาดว่าจะเกิดความร้อนสะสมตั้งแต่สัปดาห์นี้ไปจนจบเทศกาลสงกรานต์  ในกรณีที่ไม่มีฝนตก  อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 40 องศา และประชาชนกลับมาทำงานตามปกติ
    โดย กฟผ.ได้ขอให้ ปตท.จัดส่งก๊าซ LNG เพิ่มอีก 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปกติ ปตท.จัดส่งให้ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทำให้หน้าร้อนนี้ โรงไฟฟ้าของกฟผ.อาทิ จะได้รับก๊าซ LNG อยู่ที่ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  หรือเทียบเท่ากับก๊าซที่จัดส่งมาจากเมียนมา  ซึ่งปัจจุบันความต้องการใช้ก๊าซฯของประเทศไทย ทั้งจากอ่าวไทย  เมียนมา LNG และแหล่งก๊าซบนบกที่สินภูฮ่อม  มีปริมาณเกือบ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

    นายเริงชัย กล่าวว่า  ปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยที่พึ่งพาได้มีอยู่ประมาณ 34,000-35,000 เมกะวัตต์ ซึ่งหากเกิดพีคไฟฟ้า ที่ 32,000 เมกะวัตต์  ก็ยังสามารถรับมือพีคไฟฟ้าปี 2560 ได้ 

    อย่างไรก็ตามในส่วนของพื้นที่กทม.และภาคใต้นั้น ทาง กฟผ.ยังจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอกับความต้องการใช้  ที่ต้องพึงพาไฟฟ้าจากภาคอื่นมาช่วย  โดยกทม. มีการผลิตไฟฟ้าอยู่ 2,800 เกมะวัตต์ แต่ได้เกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 9,500-9,700 เมกะวัตต์  โดยส่วนเกินดังกล่าวจะต้องพึ่งพาไฟฟ้าจาก  พื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ มาช่วย   ในขณะที่ภาคใต้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้ 2,400-2,500 เมกะวัตต์ แต่พีคไฟฟ้าที่ผ่านมาเคยสูงถึง 2,700 เมกะวัตต์  ซึ่งก็มีการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วยเสริมความมั่นคง ผ่านระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง   เช่นเดียวกัน 

  • Date : 10 / 04 / 2017
    สหรัฐฯถล่มซีเรียทำราคาน้ำมันดิบแตะระดับสูงสุดในรอบ1เดือน

    หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บมจ.ไทยออยล์ ระบุ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือน หลังสหรัฐฯ ส่งขีปนาวุธโจมตีฐานทัพอากาศของซีเรีย โดยน้ำมันดิบดูไบปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่53.84 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อปิดตลาดวันที่ 7เม.ย. 2560 หรือเพิ่มขึ้น1.39เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

    รายงานวิเคราะห์ระบุด้วยว่า  ถึงแม้ว่าประเทศ ซีเรียจะไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ แต่ถ้าเกิดความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น อาจจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันดิบส่งออกน้อยลง เนื่องจากภูมิศาสตร์ที่ตั้งของซีเรียอยู่ใกล้กับประเทศที่มีการผลิตน้ำมันดิบส่งออกรายใหญ่ และทางรัสเซียได้ออกมาส่งสัญญาณว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ครั้งนี้จะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ

     นักวิเคราะห์คาดการณ์ ด้วยว่า ยังมีปัจจัยของ  เวเนซูเอล่า ที่จะมีการผลิตและส่งออกน้ำมันดิบต่ำกว่าระดับที่รายงานไว้เช่นเดียวกับอิรัก โดยเวเนซูเอล่าจะทำการส่งออกน้ำมันดิบอยู่ที่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ขณะนี้ยังไม่มีวี่แววของการส่งออกน้ำมันดิบออกมา ขณะที่คาซัคสถานสมาชิกนอกกลุ่มโอเปกได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกันข้ามกับที่เคยรายงานไว้ว่าจะปรับลดกำลังการผลิตลง 20,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงครึ่งปีแรก

    อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันหลังจาก Baker Hughes รายงานตัวเลขจำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐฯ ปรับเพิ่มมากขึ้นเป็นเวลา 12 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยมีแท่นขุดเจาะเพิ่มขึ้น 10 แท่นในสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 7 เม.ย. มาสู่ระดับ 672 แท่น ซึ่งมีปริมาณสูงสุดตั้งแต่เดือน ส.ค. 58 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

  • Date : 10 / 04 / 2017
    RATCH ลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซ275เมกะวัตต์ที่อินโดนีเซีย

    บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH  เข้าร่วมทุนกับบริษัท PT Medco Power Indonesia (MPI) จัดตั้งบริษัท PT Medco Ratch Power Riau (MRPR)  เพื่อดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม Riau กำลังผลิต 275 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง โดย MRPR ได้มีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นระยะเวลา 20 ปี กับ Perusahaan Listrik Negara (PLN) หรือ การไฟฟ้าประเทศอินโดนีเซีย เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560   และคาดว่าปี 2564 โรงไฟฟ้าจะสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้

    การลงทุนดังกล่าว ของRATCH ผ่าน บริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด (RHIS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัทฯ  ซึ่ง MRPR จะมี RHIS ถือหุ้น 49% และ  Power Indonesia (MPI)  ถือหุ้น 51%  

    นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นความก้าวหน้าสำคัญในการขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ของบริษัทฯ และอินโดนีเซียถือเป็นประเทศเป้าหมายที่มีศักยภาพและโอกาสการลงทุนทั้งในธุรกิจผลิตไฟฟ้าและพลังงาน ที่สำคัญโครงการนี้เป็นการร่วมทุนกับ MPI ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำของอินโดนีเซีย ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้ได้รับเลือกเป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม Riau จากรัฐบาลอินโดนีเซีย

    ทั้งนี้ MRPR เป็นบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 12,000 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 32.42 ล้านบาท) ทำหน้าที่ดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้า Riau มีมูลค่าโครงการประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ซึ่ง เงินลงทุนจะใช้จาก 2 แหล่ง คือ เงินส่วนทุนประมาณ 25% และเงินกู้ประมาณ 75%

    สำหรับ โครงการโรงไฟฟ้า Riau ตั้งอยู่ที่จังหวัด Riau บนเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 1,446 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้ระบบไฟฟ้าของอินโดนีเซียมีความมั่นคง อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตมั่นคงในระยะยาว