ข่าวทั้งหมด

Date : 10 / 08 / 2017

  • Date : 10 / 08 / 2017
    เพิ่มคู่แข่งขันกับปตท.หลังปี2564-2566ยอดนำเข้าLNG และLPGเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด

    ปลัดพลังงาน เผยปี2564-2566 ไทยต้องนำเข้าทั้งLNGและLPG เพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดด เหตุแหล่งก๊าซอ่าวไทยและเมียนมาใกล้หมด ทำให้มีความจำเป็นต้องเตรียมการเปิดเสรีให้มีผู้ค้ารายใหม่ แข่งขันกับปตท.ซึ่งเป็นผู้นำเข้าเพียงรายเดียวในปัจจุบัน

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2560 ว่า ประเทศไทยจะต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)และก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) เพิ่มขึ้นจำนวนมากในปี 2564-2566 เนื่องจากเป็นช่วงที่ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและเมียนมากำลังจะหมดลง โดยในส่วนของ LNG  ปัจจุบันต้องนำเข้าอยู่ 5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นประมาณ10% ของความต้องการใช้ก๊าซ ก็จะเพิ่มขึ้นประมาณ 15ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% 

    ในขณะที่ ปี2570 ตัวเลขการนำเข้าLNG จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ  เนื่องจากก๊าซฯ ในอ่าวไทยแหล่งไพลิน และแหล่งอาทิตย์ รวมทั้งก๊าซในแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(JDA) จะหมดสัญญาลง แต่ยังเชื่อว่าในส่วนของแหล่งJDA จะสามารถต่ออายุสัญญาออกไปอีกได้

    ดังนั้นเพื่อรองรับทิศทางการนำเข้า LNG ที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต กระทรวงพลังงานจึงต้องวางโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับ ให้พร้อมรองรับการ เปิดเสรีนำเข้าLNG ที่จะมีผู้นำเข้าLNGรายอื่นๆ นอกเหนือจากปตท.เข้ามาแข่งขัน ” โดย เบื้องต้นทาง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ได้เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ทดลองเป็นผู้นำเข้า LNG ในปริมาณ1.5 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มนำเข้าปลายปี 2561 เพื่อทดลองระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งการใช้คลังรับก๊าซและท่อก๊าซของปตท. ซึ่งมีการแก้ไขCode ให้บุคคลที่สามเข้ามาใช้ได้โดยที่มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เป็นผู้กำกับดูแลค่าบริการ โดยคาดว่า หากการนำเข้าLNG ของกฟผ.ประสบผลสำเร็จที่สามารถจะจัดหาLNG ในราคาที่แข่งขันได้กับปตท. ก็จะเปิดให้เอกชนรายอื่น เป็นผู้นำเข้าLNG เข้ามาเพิ่มเติม ในส่วนของSpot market  แต่จะต้องประมูลแข่งขันราคากัน  โดยในส่วนนี้ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลและนำเสนอเรื่องต่อกพช.  

    สำหรับความคืบหน้าในการศึกษาความเป้นไปได้ในการสร้างคลัง LNG ลอยน้ำ หรือ FSRU 3 แห่ง คือ 1.บริเวณอ่าวไทย 5 ล้านตันต่อปี ซึ่ง มอบให้ กฟผ.ดำเนินการศึกษา   2.ประเทศเมียนมาที่เมืองกันบ็อค เพื่อซัพพลายก๊าซในฝั่งตะวันตก 3 ล้านตันต่อปี  ทดแทนแหล่งก๊าซจากเมียนมาที่จะหมดอายุสัญญา ได้มอบให้ ปตท.ดำเนินการศึกษา โดยรัฐบาลเมียนมาได้เห็นชอบในหลักการเบื้องต้นแล้ว และจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในหลักการ(MOA) ในวันที่ 26-28  ก.ย  2560 ในที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์  

    3. FSRU พื้นที่อ.จะนะ จ.สงขลา มอบ ปตท.เป็นผู้ศึกษา ในกรณีที่ กฟผ.ไม่สามารถที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาได้

    ปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซฯ อยู่ประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน มาจากอ่าวไทย 2,900 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากเมียนมา 1,050 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากJDA จำนวน 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากแหล่งผลิตบนบกของไทย 80-100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และนำเข้าLNG 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน(ประมาณ5ล้านตันต่อปี)

    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของก๊าซปิโตรเลียมเหลวนั้น  หรือ LPG ก็จะได้รับผลกระทบจากแหล่งก๊าซฯที่ลดลงดังกล่าว ด้วยเพราะส่วนหนึ่งLPG ที่ใช้ในประเทศผลิตมาจากโรงแยกก๊าซ โดยคาดว่าในปี 2564-2566 จะต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของความต้องการใช้ทั้งหมด จากปัจจุบันนำเข้าอยู่ 10% หรือประมาณ 4.3 หมื่นตันต่อเดือน จากความต้องการใช้ทั้งหมด 5 แสนตันต่อเดือน ส่วนในปี 2570 จะต้องนำเข้าเพิ่มถึง 30%

    อย่างไรก็ตาม กพช.ให้มีมติให้เปิดเสรีนำเข้า LPG ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยการเปิดเสรีนำเข้าจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาจำหน่ายในประเทศ เพราะมีการกำกับดูแลราคาที่เหมาะสม และมีเงินกองทุน LPG ที่ดูแลราคาไม่ให้ผันผวนอย่างรวดเร็ว แต่ในส่วนผู้นำเข้านั้น กรมธุรกิจพลังงานจะกำหนดให้สำรอง LPG เพิ่มจาก 1% เป็น 2% ของปริมาณการจำหน่าย หรือประมาณ 1.24 แสนตัน สามารถสำรองใช้ได้ 9 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เพียงพอสำหรับการจัดหาLPGในกรณีที่เกิดการขาดแคลนLPGในประเทศ โดยการเพิ่มปริมาณสำรอง LPG จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2564 เป็นต้นไป

    สำหรับความต้องการใช้ LPG ของไทยอยู่ที่ 5 แสนตันต่อเดือน แบ่งเป็นการใช้ในภาคครัวเรือน 1.7 แสนตันต่อเดือน ภาคอุตสาหกรรม 5 หมื่นตันต่อเดือน ภาคขนส่ง 1 แสนตันต่อเดือน  และภาคปิโตรเคมี 1.6 แสนตันต่อเดือน ส่วนการจัดหามาจากโรงแยกก๊าซ 3 แสนตันต่อเดือน จากโรงกลั่น 1.7 แสนตันต่อเดือน ส่วนที่เหลือ 4.3 หมื่นตันต่อเดือนนำเข้าจากต่างประเทศ       

     

Date : 09 / 08 / 2017

  • Date : 09 / 08 / 2017
    กระทรวงพลังงานชูโรงไฟฟ้าขยะชุมชน แพรกษาใหม่ เป็นต้นแบบแก้ปัญหาขยะล้นเมือง

    กระทรวงพลังงานชูศูนย์จัดการขยะตำบลแพรกษาใหม่ จ.สมุทรปราการ เป็นต้นแบบการจัดการขยะแบบครบวงจร โดยมีการคัดแยกขยะมูลฝอยประเภทต่างๆ นำไปสู่การรีไซเคิล และส่วนหนึ่งมาผ่านกระบวนการแปรรูปและจัดการต่างๆ เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติทางเคมี ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงขยะหรือ RDF (Refuse Derived Fuel) มาผลิตไฟฟ้าขนาดกำลังผลิต 9.9 เมกกะวัตต์ ป้อนการไฟฟ้านครหลวง สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้เกิดการนำขยะชุมชนมาผลิตไฟฟ้าขึ้นเพื่อลดปัญหาปริมาณขยะที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในเขตเมือง แทนการจัดหาพื้นที่ฝังกลบ

     

    เมื่อวันที่9ส.ค. 2560นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ เยี่ยมชมโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel) จากขยะชุมชนครบวงจร พื้นที่บ่อขยะตำบลแพรกษาใหม่ จ.สมุทรปราการ ของกลุ่มโรงงานบริษัท ราชบุรี –อีอีพี รีนิวเอเบิ้ล เอนเนอจี้ จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์บริหารจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจรที่มีประสิทธิภาพแห่งหนึ่งของประเทศ

     

    โดยนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง RDF จากขยะชุมชน ดังกล่าว นับเป็นศูนย์บริหารจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจรที่มีการรวบรวมขยะชุมชนในพื้นที่ และนำมาสู่การคัดแยกขยะมูลฝอยประเภทต่างๆ นำไปสู่การรีไซเคิล และนำส่วนหนึ่งมาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติทางเคมี ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงขยะหรือ RDF (Refuse Derived Fuel) ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการขยะ ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นเพื่อลดปัญหาปริมาณขยะ และปัญหาการจัดหาพื้นที่ฝังกลบ นับเป็นการควบคุมและบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ

     

    ปัจจุบันโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง RDF ในพื้นที่บ่อขยะตำบลแพรกษาใหม่ จ.สมุทรปราการ ของกลุ่มโรงงานบริษัท ราชบุรี –อีอีพี รีนิวเอเบิ้ล เอนเนอจี้ จำกัด นั้น สามารถนำขยะมาผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDF ได้ประมาณ 500 ตันต่อวัน เพื่อป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้า ขนาดกำลังการผลิต 9.9 เมกกะวัตต์ โดยได้รับการสนับสนุนรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนอัตราพิเศษในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ตามสัญญาซื้อ-ขายไฟฟ้า 20 ปี และได้เริ่มเดินเครื่องและสามารถขายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ให้กับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา

    ด้านนายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า ปัจจุบันศูนย์บริหารจัดการขยะชุมชนแบบครบวงจร ต.แพรกษาใหม่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งบริษัท อีสเทิร์น เอเนอร์จี้ พลัส จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอย่างถูกหลักโดยมีการคัดแยกขยะเป็นเชื้อเพลิง RDF คิดเป็นสัดส่วน 45% ของขยะใหม่ที่ 4,000 ตันต่อวัน รองลงมาเป็นการแยกขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้มาทำปุ๋ยอินทรีย์ดินผสม ขยะที่แยกเป็นพลาสติกมีแผนที่จะทำน้ำมันไพโรไลซิส ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการขยะที่ครบวงจรมีส่วนสำคัญต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม

     

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้วางเป้าหมายระยะยาวตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (AEDP 2015) ที่จะรับซื้อพลังงานไฟฟ้าจากขยะชุมชนให้ได้ 500 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าขยะแล้วทั้งสิ้นจำนวน 390 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น โรงไฟฟ้าใช้พลังงานจากขยะชุมชนที่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 30 โครงการ กำลังการผลิต180 เมกะวัตต์ มีโครงการที่เซ็นสัญญาซื้อ-ขายไฟ (PPA) แล้วแต่ยังไม่สามารถ COD 12 โครงการ กำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ รวมทั้งยังมีโครงการที่ตอบรับซื้อแล้วแต่ยังไม่เซ็น PPA 2 โครงการ กำลังการผลิต 120เมกะวัตต์ นับว่าการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าขยะจากชุมชน ตามแผน AEDP 2015 มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทย ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาขยะชุมชน ส่งผลให้เกิดการแก้ไขปัญหาขยะชุมชนที่มีการเพิ่มปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Date : 08 / 08 / 2017

  • Date : 08 / 08 / 2017
    Net Zero Energy Building และ ก๊าซCBG ในมข.หวังจะเป็นต้นแบบนำขอนแก่นสู่เมืองอัจฉริยะ
    ผอ.สนพ. นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการด้านพลังงานของมหาวิทยาลัยขอนแก่นทั้งในส่วนของอาคารศูนย์สุทธิ(Net Zero Energy Building)และการผลิตก๊าซชีวภาพอัด หรือCBG (Compressed Bio Gas) ที่จะมาทดแทนก๊าซNGVในยานยนต์ โดยหวังจะให้เป็นนวัตกรรมต้นแบบสำคัญในการพัฒนาจังหวัดขอนแก่นสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart Cities – Clean Energy) ในอนาคต 
     
    เมื่อวันที่5ส.ค.2560นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการด้านพลังงานต้นแบบที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในส่วนของมหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) ทั้งในส่วนของอาคารประหยัดพลังงานที่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าสุทธิภายในอาคารเป็นศูนย์  (Net Zero Energy Building) ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย จากกองทุนฯจำนวน 18 ล้านบาท  โครงการ KST (KKU Smart Transit) หรือ รถโดยสารขนส่งมวลชนมหาวิทยาลัยขอนแก่น   ที่ใช้ก๊าซชีวภาพอัดหรือ CBG (Compressed Bio Gas) ทดแทนก๊าซNGV และโครงการ “Khon Kaen Smart City” 1 ใน 7 ผู้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการสนับสนุน การออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities – Clean Energy) 
     
    โดยนายทวารัฐ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญพาคณะสื่อมวลชนมาเยี่ยมชมโครงการดังกล่าว ทั้ง ในส่วนของอาคารศูนย์สุทธิ หรือNet Zero Energy Building   และการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ (ขี้หมู และขี้ไก่) และนำมาใช้ในทดแทนก๊าซNGVในยานยนต์นั้น จะเป็นนวัตกรรมต้นแบบสำคัญที่จะทำให้จังหวัดขอนแก่น สามารถที่จะเป็นเมืองอัจฉริยะหรือSmart Cities – Clean Energy ได้ โดยหลักการสำคัญของเมืองอัจฉริยะคือ จะต้องพยายามออกแบบตัวเองให้ใช้พลังงานให้น้อยที่สุดก่อน จากนั้นจึงจะมาค้นหาศักยภาพของตัวเองว่าสามารถที่จะผลิตพลังงานอะไรได้บ้าง
     
     
     ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มข. ในฐานะผู้อำนวยการโครงการวิจัยฯ Net Zero Energy Building กล่าวว่า ได้รวบรวมนักวิจัยที่เกี่ยวข้องหลายสาขาเพื่อพัฒนา ปรับปรุงอาคารสำนักงานของกองสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นอาคารสำนักงานต้นแบบที่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าสุทธิภายในอาคารเป็นศูนย์ได้ตามหลักการ คือ ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่นำเข้าจากภายนอกสู่อาคาร เมื่อหักลบกับปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากอาคาร คิดคำนวณในแต่ละรอบปีต้องมีค่าเท่ากับศูนย์ จึงเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าภายในอาคารได้สูงสุด โดยอาคารสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้เพียงพอต่อความต้องการภายในอาคาร
     โดยจะเห็นได้ว่าสิ่งที่จะช่วยให้แนวคิดดังกล่าวสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สำคัญสองส่วน ส่วนแรก คือ เทคโนโลยีการประหยัดพลังงานที่นำมาใช้ในอาคาร เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง การออกแบบอาคาร และการจัดการพลังงาน เป็นต้น สำหรับส่วนที่สอง คือเทคโนโลยีการผลิตพลังงานที่ใช้ในอาคาร เช่นการผลิตไฟฟ้าหรือความร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น  นอกจากนี้ยังปรับปรุงผนังอาคารให้มีการถ่ายโอนความร้อนด้วยการเปลี่ยนแปลงวัสดุกรอบอาคารให้มีความเหมาะสม และปรับปรุงหลังคาอาคารเพื่อป้องกันความร้อนและให้เหมาะสำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์ เซลล์ (Solar Cell) ติดตั้งฟิล์มลดความร้อน ปรับปรุงระบบปรับอากาศ ด้วยเครื่องปรับอากาศชนิดไฮบริด ที่มีหลักการทำความเย็นด้วยความร้อนจากรังสีของแสงอาทิตย์ (Solar Cooling) ร่วมกับการใช้พลังงานไฟฟ้า
     
     นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งคูลลิ่ง แพด (Cooling Pad) ติดตั้งอุปกรณ์นำแสงธรรมชาติ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ให้แสงสว่างหลักใช้ โซลาร์ ไลท์ (Solar Light)  ที่มีหลักการนำแสงอาทิตย์ มาผ่านตัวกรองรังสียูวี และตัวกรองความร้อนไม่ให้เข้าสู่อาคาร เหลือแต่แสงสีขาวเข้าสู่ภายในอาคาร ส่วนการปรับปรุงระบบแสงสว่าง ได้ใช้อุปกรณ์ให้แสงสว่างชนิดหลอดแอลอีดี ( LED) แบบประหยัดพลังงาน พร้อมทั้งได้เปลี่ยนอุปกรณ์สำนักงาน พวกคอมพิวเตอร์รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าในสำนักงานทั้งหมด โดยเปลี่ยนมาใช้เป็นแบบประหยัดพลังงาน เช่น เปลี่ยนจากคอมพิวเตอร์พีซีเป็นโน้ตบุ๊ก และเปลี่ยนจากจอแบบแอลซีดี มาเป็นจอแอลอีดี เป็นต้น
     
    อย่างไรก็ตามอาคารศูนย์สุทธิที่มีการดำเนินการโดยมีการปรับปรุงจากอาคารหลังเดิมที่ไม่ได้มีการออกแบบในเรื่องของการประหยัดพลังงานมาตั้งแต่ต้น จะมีต้นทุนที่สูงกว่า และความคุ้มทุนที่น้อยกว่า  อาคารที่มีการออกแบบและก่อสร้างขึ้นมาใหม่ 
     
     สำหรับโครงการ KST (KKU Smart Transit) หรือ รถโดยสารขนส่งมวลชนมหาวิทยาลัยขอนแก่น   นายทวารัฐ กล่าวว่า  ต้องการให้เห็นถึงขั้นตอนการผลิต ก๊าซชีวภาพอัดหรือCBG (Compressed Bio Gas) ที่ใช้ในการเติมรถบัสโดยสาร ที่ทางมหาวิทยาลัยสามารถที่จะดำเนินการปรับปรุงคุณภาพได้เทียบเท่ากับก๊าซNGV ของปตท.  รวมทั้งมีการพัฒนาApplication  ชื่อ KK Transit บนมือถือ และการติดตั้งระบบ GPS ในรถทุกคัน เพื่อให้ผู้ใช้บริการ สามารถทราบได้ว่ารถอยู่ที่จุดใด  อย่างไรก็ตามรถบัสโดยสารที่มีการเติมก๊าซCBG นั้นยังมีเพียงคันเดียว จากที่รถบัสที่วิ่งให้บริการนักศึกษาทั้งหมด 21คัน 
     
    ในส่วนของวัตถุดิบที่นำมาผลิตก๊าซชีวภาพนั้น ผศ.ดร.ฉัตรชัย เบญจปิยะพร ผู้อำนวยการสถานจัดการและอนุรักษ์พลังงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น Energy Management and Conservation Office (EMCO) อธิบายเพิ่มเติมว่า  จะมาจากฟาร์มหมูขุน500 ตัวและฟาร์มไก่ไข่ ของนักศึกษาอีก20,000ตัว โดยมีบ่อหมักก๊าซ2บ่อในการผลิตก๊าซชีวภาพที่ได้จะส่งผ่านทางท่อมายังโรงงานทำความสะอาดก๊าซ ที่จะแยกองค์ประกอบก๊าซที่ไม่ต้องการออกไปคือไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือก๊าซไข่เน่า ซึ่งจะทำให้เกิดการกัดกร่อนเครื่องยนต์ รวมทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  โดยมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานที่กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน กำหนดไว้ คือข้อกำหนดองค์ประกอบทั้งด้านดีและไม่ดีของก๊าซไบโอมีเทนหมัก ซึ่งก๊าซที่เป็นปัญหาหลักคือก๊าซไข่เน่าจะต้องมีไม่เกิน 15 ppm โดยสถานีได้ใช้เทคโนโลยีคิดค้นสารเพื่อทำลายสารดังกล่าว วัดค่าได้ 0.9 ppm เทียบเท่ากับก๊าซ NGV ในปั้มทั่วไป 
     
  • Date : 08 / 08 / 2017
    คาดเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ-บงกช ปลายเดือนก.ย.2560นี้
    รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติแจงผ่านรายการ"ตลาดช่อง5" พร้อมเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ บงกช ปลายเดือนก.ย. 2560 นี้ โดยจะสามารถเสนอ TOR ต่อครม.ได้ในช่วง ส.ค.-ก.ย. 2560 มั่นใจจะช่วยดึงดูดนักลงทุนร่วมประมูลเพื่อรักษาระดับก๊าซฯในประเทศให้เทียบเคียงปัจจุบันมากที่สุด  ในขณะที่วงในเผยยักษ์ใหญ่วงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้ง จีน ตะวันออกกลาง ฝรั่งเศส  ญี่ปุ่น กำลังแต่งตัวเพื่อเตรียมเข้าร่วมประมูลครั้งนี้ 
     
    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช  ผ่านการให้สัมภาษณ์ในรายการ"ตลาดช่อง5 " ซึ่งออกอากาศเมื่อเวลา11.00น.ของวันที่8ส.ค.2560 ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก(ททบ.5)ว่า กระทรวงพลังงานคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุ (แหล่งเอราวัณ หมดอายุปี 2565 และแหล่งบงกช หมดอายุ 2566) ได้ในช่วงปลายเดือน ก.ย. 2560 นี้ โดยขณะนี้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอยู่ในระหว่างกระบวนการเสนอกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) และคาดว่าในเดือนส.ค.-ก.ย.​2560 จะสามารถนำเสนอหลักเกณฑ์เงื่อนไขการประมูล(TOR) ให้ ครม.พิจารณา ก่อนที่จะเปิดให้มีการประมูลได้
     
    นายสราวุธ กล่าวว่า ในการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช  รัฐได้เพิ่มทางเลือกที่มากขึ้นอีก2ระบบคือ ระบบแบ่งปันผลผลิต( PSC) และระบบสัญญาจ้างบริการ(SC) จากเดิมที่มีเพียงระบบสัมปทาน  โดยจะคำนึงถึงความสมดุลและผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลักด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น เพราะแหล่งปิโตรเลียมของไทยค้นพบได้ยากขึ้น
     
    ทั้งนี้ศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยเริ่มมีปริมาณลดลง จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงขึ้นในการผลิตปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ ทั้งนี้จากข้อมูลภาครัฐพบว่า การสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในไทยทำได้ยากกว่าในหลายประเทศ โดยการผลิตก๊าซฯจากอ่าวไทยเพื่อให้ได้ปริมาณก๊าซ  600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต้องใช้เจาะหลุมถึง 334 หลุม ขณะที่แหล่งยาดานา ของเมียนมา ผลิตก๊าซได้ปริมาณ 770 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่ใช้การเจาะหลุมเพียง 17 หลุมเท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้การผลิตก๊าซฯมีต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตก๊าซฯ ให้ใกล้เคียงกับปัจจุบันมากที่สุด
     
    นายสราวุธ กล่าวว่า  เชื่อว่าTOR การประมูลปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณและบงกช จะสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนโดยผู้ที่สนใจส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนข้ามชาติ ซึ่งกรมฯ พิจารณาแนวทางเพื่อให้ผู้ผลิตที่ชนะประมูลรักษาการผลิตปิโตรเลียมให้ใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน แม้ว่าไทยจะมีการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยมากว่า 40 ปีแล้ว และเหลือปริมาณปิโตรเลียมอยู่ไม่มากก็ตาม
     
    นายสราวุธ กล่าวด้วยว่า เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่ไทยใช้ระบบสัมปทานในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ก็ใช้ระบบนี้ แต่ยอมรับว่าระบบ PSC ก็มีใช้ในหลายประเทศรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยการใช้ระบบ PSC แม้จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับไทย แต่กรมฯ ก็กำหนดกติกาไว้ชัดเจน โดยเทียบเคียงกับแหล่งก๊าซธรรมชาติร่วมไทย-มาเลเซีย(JDA) ที่ใช้ระบบ PSC เช่นกัน แต่ไม่ว่าจะใช้ระบบใด เชื่อว่าทุกระบบมีความใกล้เคียงกันโดยเฉพาะการรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ดีที่สุด 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า การประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชครั้งนี้ นักลงทุนให้ความสำคัญกับเรื่องของระบบการบริหารจัดการที่รัฐจะนำมาใช้เป็นกติกา ว่าจะเป็นระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี หรือระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และมีรายละเอียดกำหนดเงื่อนไขต่างๆเอาไว้อย่างไร เพื่อนำมาพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของผลตอบแทนในการลงทุน   โดยนอกเหนือจากกลุ่มเชฟรอน และปตท.สผ. ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานรายเดิม จะแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมการประมูลครั้งนี้แล้ว ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากประเทศจีน คือ China National Petroleum Corporationหรือ CNPC บริษัทมูบาดาลา ของสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์  จากตะวันออกกลาง  รวมทั้งบริษัทโททาล จากฝรั่งเศส และบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด  ของญี่ปุ่น  กำลังเตรียมความพร้อมที่จะเข้าร่วมการประมูลครั้งนี้ด้วย 
     

Date : 07 / 08 / 2017

  • Date : 07 / 08 / 2017
    กกพ.ออกประกาศซื้อไฟSPP Hybrid Firm แล้วปริมาณไม่เกิน300เมกะวัตต์
    กกพ. ออกประกาศเชิญชวนรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ SPP Hybrid Firm แล้วในปริมาณไม่เกิน300 ให้FiT 3.66บาทต่อหน่วย กำลังการผลิตมากกว่า10ถึง50เมกะวัตต์ เน้นต้องมีความพร้อม 4 ด้าน คือ เชื้อเพลิง ที่ดิน  เทคโนโลยี และ แหล่งเงินลงทุน  โดยจะเปิดให้ตรวจสอบจุดเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้ตั้งแต่วันที่ 7 – 21 สิงหาคม 2560 และภายในเดือนกันยายน 2560 สำนักงาน กกพ. จะจัดประชุมชี้แจงเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการยื่นข้อเสนอขอขายไฟฟ้าที่จะเปิดให้ยื่นระหว่างวันที่ 2 – 6 ตุลาคม 2560 ณ สำนักงาน กกพ. อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 19 
     
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษกของ กกพ. เปิดเผยว่าตามที่ กกพ. ได้ออกประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ได้แก่ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) พลังน้ำขนาดเล็ก (ขนาดกำลังผลิตติดตั้งระหว่าง 0.1 -10 MW ต่อเครื่อง) ก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ โดยสามารถมีประเภทพลังงานหมุนเวียนที่นำมาผลิตไฟฟ้าได้ตั้งแต่หนึ่งประเภทขึ้นไป ในแบบ SPP Hybrid Firm ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ได้เห็นชอบหลักการโดยให้ใช้วิธีการคัดเลือกโดยการแข่งขันทางด้านราคา (Competitive Bidding) และเห็นชอบอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ในอัตราที่ 3.66 บาทต่อหน่วย แบ่งเป็นอัตรา FiT คงที่ 1.81 บาทต่อหน่วย และอัตรา FiT ผันแปร 1.85 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะแข่งกันทุกประเภทเชื้อเพลิงโดยเสนอส่วนลด (%) จากอัตรา FiT คงที่ และมีเป้าหมายการรับซื้อรวมในปริมาณไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าตามพื้นที่ ดังนี้ ภาคใต้ 100 เมกะวัตต์ (จังหวัดภูเก็ต 20 เมกะวัตต์ และอำเภอเกาะสมุย 15 เมกะวัตต์) ภาคเหนือ 65 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 60 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตก 20 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออก 20 เมกะวัตต์ ภาคกลาง 20 เมกะวัตต์ และกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีก 15 เมกะวัตต์
     
    ​จากการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลากำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) จากเดิมภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการมีเวลาในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทั้งนี้ การยื่นข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในโครงการ SPP Hybrid Firm นี้ เป็นการเปิดรับซื้อรายใหม่เท่านั้น และต้องมีกำลังผลิตติดตั้งต่อโครงการมากกว่า 10 เมกะวัตต์ แต่ไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ ที่ขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และจะต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ 1) โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) หรือเงินอุดหนุนอื่นๆ 2) โครงการที่เคยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าแล้ว และ 3) โครงการที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่
     
    ​สำหรับลักษณะของโครงการ SPP Hybrid Firm จะต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า 100% ในช่วง Peak และไม่เกิน 65% ในช่วง Off-peak โดย กฟผ. จะมีบทปรับหากคู่สัญญาไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามสัญญาในช่วง Peak นอกจากนี้ โครงการ SPP Hybrid Firm ยังสามารถใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่าหรือเท่ากับ 1 ประเภท และอาจใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ร่วมได้ กรณีใช้เชื้อเพลิงชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) จะต้องมีแผนการพัฒนาเชื้อเพลิงใหม่เพิ่มเติมร่วมด้วย เช่น การปลูกพืชพลังงาน ไม้โตเร็ว ในสัดส่วน 20% ของเชื้อเพลิงที่ใช้ โดยโครงการดังกล่าวมีอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 20 ปี ซึ่งสัญญาประเภท Firm จะช่วยทำให้การจ่ายไฟฟ้ามีเสถียรภาพและสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบไฟฟ้า
     
    “สำหรับผู้ที่จะยื่นข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในโครงการนี้ต้องมีความพร้อม 4 ด้าน คือ ความพร้อมด้านเชื้อเพลิง ด้านที่ดิน ด้านเทคโนโลยี และด้านแหล่งเงินลงทุนโครงการ โดยการคัดเลือกข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก คณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติและประเมินข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิคจะพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติตามเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการตามหลักเกณฑ์ และขั้นตอนที่สอง คณะอนุกรรมการพิจารณาประเมินข้อเสนอขายไฟฟ้าด้านราคา จะพิจารณาข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคาต่อไป และจะประกาศผลการคัดเลือกบนเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพ. www.erc.or.th” นายวีระพล กล่าว
     
    ​ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถตรวจสอบจุดเชื่อมโยงระบบไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้ตั้งแต่วันที่ 7 – 21 สิงหาคม 2560 และภายในเดือนกันยายน 2560 สำนักงาน กกพ. จะจัดประชุมชี้แจงเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการยื่นข้อเสนอขอขายไฟฟ้าที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 2 – 6 ตุลาคม 2560 ณ สำนักงาน กกพ. อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 19 โดยภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 กกพ. จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและการประเมินข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค และจะพิจารณาเปิดซองข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคา ภายในวันที่ 8 ธันวาคม 2560 และจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกภายในวันที่ 14 ธันวาคม 2560 ผ่านทางเว็บไซต์ www.erc.or.th ทั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการ กกพ. จะแจ้งผ่านทางเว็บไซต์สำนักงานต่อไป