ข่าวทั้งหมด

Date : 10 / 10 / 2017

  • Date : 10 / 10 / 2017
    กระทรวงพลังงานพร้อมรับมือแหล่งJDA A-18 หยุดซ่อม28ต.ค.-3พ.ย.นี้
    กฟผ.เตรียมน้ำมันดีเซล 8.5 ล้านลิตร และน้ำมันเตา 4.5 ล้านลิตร สำรองให้โรงไฟฟ้าภาคใต้ รองรับการปิดซ่อมแหล่งก๊าซฯ JDA A-18  ช่วง 7 วัน ระหว่างวันที่ 28 ต.ค.-3 พ.ย.2560 นี้  มั่นใจรับมือได้ ด้านโฆษกกระทรวงพลังงานระบุ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีพลังงาน กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน ในขณะที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)เผยอาจไม่ใช้มาตรการ  Demand Response Rate : DR ในรอบนี้ เชื่อมือ กฟผ.เอาอยู่  
     
    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้อำนวยการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ.ได้เตรียมแผนรับมือการปิดซ่อมบำรุง "แหล่งก๊าซธรรมชาติพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(JDA A-18) "แล้ว ซึ่งจะปิดซ่อมระหว่างวันที่ 28 ต.ค.-3 พ.ย. 2560 รวมระยะเวลา 7 วัน โดยคาดว่าการปิดซ่อมครั้งนี้จะมีผลกระทบโดยตรงต่อโรงไฟฟ้าจะนะ หน่วยที่ 1 และ 2 ในภาคใต้เป็นหลัก
     
    ทั้งนี้ กฟผ.ประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ภาคใต้ ช่วงปิดซ่อมแหล่ง JDA A-18 อยู่ที่ 2,400 เมกะวัตต์ ขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าโดยรวมในช่วงเวลาดังกล่าวเหลืออยู่ที่ 2,200 เมกะวัตต์ เท่ากับยังขาดไฟฟ้าอยู่ 250 เมกะวัตต์ 
     
    โดยแผนแก้ไขปัญหา คือ 1.เปลี่ยนให้โรงไฟฟ้าจะนะหน่วยที่ 1 ไปเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลแทน เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าอยู่ในระดับปกติ 700 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้ กฟผ.เตรียมสำรองน้ำมันดีเซลไว้แล้ว 8.5 ล้านลิตร เพียงพอรองรับการปิดซ่อมของแหล่ง JDA A-18ได้ทั้ง 7 วัน ส่วนโรงไฟฟ้าจะนะหน่วยที่ 2 กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ จำเป็นต้องหยุดเดินเครื่องในช่วงแหล่ง JDA A-18 ปิดซ่อม เนื่องจากยังไม่ได้ปรับปรุงเครื่องให้ใช้น้ำมันดีเซลได้
     
    2.ไฟฟ้าที่ยังขาดอยู่ 250 เมกะวัตต์นั้น จะใช้วิธีดึงไฟฟ้าจากภาคกลางลงมา 250 เมกะวัตต์แทน ซึ่งสายส่งนี้ปกติจะรองรับไฟฟ้าได้ถึง 650 เมกะวัตต์ แต่เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนต่อฤดูหนาว ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ไม่สูงมากนัก จึงดึงไฟฟ้าจากภาคกลางลงมาเท่าที่จำเป็น 
     
    3.เตรียมสำรองน้ำมันเตาให้โรงไฟฟ้ากระบี่ 4.5 ล้านลิตร กรณีฉุกเฉิน ซึ่งโรงไฟฟ้ากระบี่มีกำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ แต่ปกติจะเดินเครื่องตามความต้องการใช้เพียง 100 เมกะวัตต์  เพราะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง ต้นทุนสูงประมาณ 3-4 บาทต่อหน่วย เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ที่ต้นทุนเพียง 2 บาทต่อหน่วย ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นจะไม่เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต 
     
    อย่างไรก็ตามในครั้งนี้จะไม่มีแผนซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย ที่มีราคาสูง5-8 บาทต่อหนวย รวมถึงจะไม่มีการนำมาตรการ "ส่งเสริมการลดใช้ไฟฟ้าโดยให้ผลตอบแทน" หรือ Demand Response Rate : DR มาใช้ เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ไม่สูงมาก และแผนรับมือที่ กฟผ.จัดเตรียมไว้ คาดว่าจะรับมือกับสถานการณ์ปิดซ่อมแหล่งก๊าซฯ JDA A-18ได้  
     
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดซ่อมแหล่งก๊าซฯ JDA A-18ซึ่งการปิดซ่อมครั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ต้นปี 2560 เพื่อให้ปิดซ่อมตรงกับช่วงฤดูฝน และโลว์ซีซั่น เป็นช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อย และมีผลกระทบไม่มาก เพื่อให้ง่ายต่อการแก้ไขปัญหา 
     
    โดยการปิดซ่อมแหล่ง JDA A-18 แม้จะมีผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าจะนะที่ภาคใต้ ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 1,476 เมกะวัตต์ แต่ กฟผ.มีแผนแก้ปัญหาไว้แล้ว และยังคงให้โรงไฟฟ้าภาคใต้ที่เหลืออยู่เดินเครื่องปกติ ไม่ให้ปิดซ่อมบำรุงในช่วงเวลานี้ รวมทั้งการดึงไฟฟ้าจากภาคกลางมาเสริมระบบ มั่นใจว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ หากไม่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่นๆเกิดขึ้นมาซ้ำซ้อน
     
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ.กล่าวว่า กกพ.จะหารือกับ กฟผ. ใน 1-2 วันนี้ ถึงแนวทางการรับมือกับการปิดซ่อมแหล่งก๊าซฯ JDA A-18 และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยคาดว่ามาตรการ DR อาจไม่นำมาใช้ในครั้งนี้ เพราะ กฟผ. น่าจะบริหารไฟฟ้าภาคใต้ได้เพียงพอกับความต้องการใช้ ส่วนผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT) ก็อาจจะไม่มากนัก อย่างไรก็ตามจะมีการสรุปและนำเสนอต่อสาธารณะชนต่อไป 
     

Date : 09 / 10 / 2017

  • Date : 09 / 10 / 2017
    ปตท.แต่งตัวพร้อมซื้อขายน้ำมันดิบ แอลเอ็นจี กับรัสเซียเพิ่มมากขึ้น
    ปตท.แต่งตัวพร้อมเดินเครื่องซื้อขายน้ำมันดิบ และ LNG จากรัสเซียในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น หลังจัดทำระบบสัญญาซื้อขายและการชำระเงินผ่านระบบธนาคารเสร็จเรียบร้อยแล้ว  โดยจะใช้สำนักงานตั้งใหม่ที่กรุงลอนดอน เป็นตัวแทนดำเนินการ ในขณะที่ธุรกิจด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม นั้นวางกลยุทธ์ให้ ปตท.สผ. ร่วมเป็นพันธมิตรลงทุนในประเทศที่สาม
      
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศรัสเซีย ว่า เมื่อเร็วๆนี้ กลุ่มปตท. ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานและการพัฒนาธุรกิจ กับนายอเล็กซานเดอ ดูคอล์ฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แก๊สพรอมเน็ฟ พีเจเอสซี (Gazpromneft PJSC) สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของแก๊สพรอม( Gazprom) ที่ดำเนินธุรกิจปลายน้ำด้านน้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมี เทรดดิ้ง 
     
    ทั้งนี้การลงนามเอ็มโอยูดังกล่าว เป็นความต่อเนื่องจากเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่ทาง ปตท. ได้ลงนามความร่วมมือเพื่อเป็นพันธมิตรด้านพลังงานในระยะยาว  บริษัท Rosneft  ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ของรัสเซีย และบริษัท Gazprom ซึ่งเป็นบริษัทแก๊สแห่งชาติของรัสเซีย
     
    นายเทวินทร์ กล่าวว่า ในช่วงระหว่างทางที่ผ่านมาหลังการลงนามเอ็มโอยู ทาง ปตท. ก็ได้มีการประสานงานกับทางแก๊สพรอม  เพื่อติดตั้งระบบสัญญาต่างๆ  และระบบการชำระเงิน ให้มีความพร้อมที่จะทำธุรกิจร่วมกัน ซึ่งจนถึงขณะนี้ ระบบต่างๆถือว่ามีความพร้อมแล้ว  สามารถที่จะดำเนินธุรกิจซื้อขายน้ำมันดิบหรือแอลเอ็นจี ระหว่างกันได้ตามกลไกตลาด โดยหากทางแก๊สพรอมเสนอขายน้ำมันดิบ  หรือ แอลเอ็นจีคาร์โก้ เข้ามา แล้ว ปตท. เห็นว่ามีราคาที่แข่งขันได้กับคู่แข่งรายอื่นๆ  ปตท.ก็พร้อมที่จะสั่งซื้อ โดยจะใช้บริษัท ปตท.อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง ลอนดอน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกมีสำนักงานอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ  เป็นตัวแทนในการดำเนินการ 
     
    ทั้งนี้ที่ผ่านมาปตท.เคยสั่งซื้อน้ำมันดิบเพียงแต่ล็อตเดียวเท่านั้น แต่ในอนาคตหากทางรัสเซียเสนอราคาที่แข่งขันได้ในตลาด ปตท. ก็จะพิจารณาซื้อเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของน้ำมันดิบและแอลเอ็นจี  โดยแก๊สพรอม มีสำนักงานอยู่ที่สิงคโปร์  ซึ่งคอยเสนอราคาแอลเอ็นจี เป็นราคาspot เข้ามาแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่น เมื่อ ปตท. มีความต้องการที่จะซื้ออยู่แล้ว
     
    นอกจากนี้ในการที่ปตท. ลงนามเอ็มโอยูกับทางแก๊สพรอม ยังมีเรื่องของการ  จับมือเป็นพันธมิตร ที่จะเข้าไปร่วมประมูลและลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมในประเทศที่สาม ที่เห็นว่ามีศักยภาพในการลงทุนและ ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจคล้ายๆกัน โดยที่ ปตท. จะลงทุนผ่าน ปตท.สผ. แต่จะเป็นประเทศใดนั้น ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด  
     
    ส่วนอีกความร่วมมืออีกเรื่องคือ ทางรัสเซียได้จัดตั้งโรงงานคาตาลีสติก หรือตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการกลั่นและปิโตรเคมี ซึ่งบริษัทในเครือ ปตท. ที่มีความจำเป็นต้องใช้สารตัวนี้ ก็จะพิจารณาโอกาสที่จะจัดซื้อจากรัสเซียแทนการจัดซื้อจากประเทศอื่น  เพราะโรงงานของรัสเซีย นั้นเป็นโรงงานใหม่ มีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันราคากับประเทศอื่นได้  ซึ่งนอกจากเป็นเป็นการจัดซื้อมาใช้แล้ว ก็จะพิจารณาไปถึงโอกาสในการเข้าร่วมลงทุนในโรงงานดังกล่าวด้วย
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รายงานว่า เมื่อเดือน ก.ย. 2559 นายเทวินทร์ ได้เดินทางไปที่เมือง Vladivostok ซึ่งอยู่ในเขต Far East ของสหพันธรัฐรัสเซีย และมีการลงนามความร่วมมือด้านพลังงานกับ Rosneft ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของรัสเซีย พร้อมกันนั้นยังได้ร่วมอธิปรายในหัวข้อ Energy Cooperation within the Asia-Pacific Region: Building Bridge ในงาน Eastern Economics Forum 2016 
     
    โดยการอภิปรายดังกล่าวนายเทวินทร์ ได้เสนอแนวคิดว่าไทยสามารถเป็นตลาดพลังงานของรัสเซีย เนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซแอลเอ็นจีมากกว่าครึ่งของความต้องการใช้ และยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่รัสเซียเป็นผู้ส่งออกปิโตรเลียมรายใหญ่ของโลก
     
    นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีการลงทุนในระบบคมนาคมทุกรูปแบบเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่ง โดยจะทำให้ไทยสามารถส่งสินค้าและพลังงานไปยังประเทศเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชาได้อย่างสะดวก ดังนั้นอาเซียนกับรัสเซียจึงเป็นเสมือนพันธมิตรกันโดยธรรมชาติ และการที่ประเทศรัสเซียมีทรัพยากรมาก ผลิตน้ำมันเป็นอันดับหนึ่งของโลก ผลิตก๊าซธรรมชาติเป็นอันดับสอง ไทยจึงควรรักษาโอกาสสร้างความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายต่อไป
     
  • Date : 09 / 10 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานยันไม่ย้ายอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกรณีถูกศาลตัดสินคดีหมิ่นประมาท

    รัฐมนตรีพลังงาน ยันไม่ย้าย”อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ” โดยระบุคำพิพากษาของศาลที่ให้รอลงอาญา ไม่กระทบต่อการทำงาน  ในขณะที่ปลัดกระทรวงพลังงาน ชี้กรณีหมิ่นประมาท เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้ใช้ตำแหน่งอธิบดี

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีที่ ศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษาให้รอลงอาญาโทษจำคุก 9เดือน เป็นระยะเวลา 2ปีกับ นาย วีระศักดิ์ พึ่งรัศมี  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในข้อหาหมิ่นประมาท ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี  กรณี แชร์ข้อความทางเฟซบุก ว่า จะไม่สั่งย้ายนายวีระศักดิ์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรมชาติ เนื่องจาก เห็นว่าคำพิพากษาไม่กระทบต่อการทำงาน  โดยยืนยันจะเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช  ตามแผนภายในปลายปีนี้ 

    อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีคำพิพากษาดังกล่าว พลเอกอนันตพร ได้กำชับให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานใช้ความระมัดระวังในการให้ข้อมูลที่นำเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ  

    ด้านนายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กรณีของนายวีระศักดิ์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งแชร์ข้อความในเฟซบุก และถูกฟ้องหมิ่นประมาท จนศาลมีคำพิพากษาตัดสินนั้น เป็นการกระทำที่เป็นการส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้ตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  จึงยังสามารถที่จะปฏิบัติงานในตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ต่อไป   โดยได้ให้คำแนะนำกับนายวีระศักดิ์ ว่าไม่ควรที่จะให้สัมภาษณ์ตอบโต้ในเรื่องดังกล่าว และปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า คดีของนายวีระศักดิ์ ยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุด เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของการยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์  

  • Date : 09 / 10 / 2017
    กระทรวงพลังงานขีดวงซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปเสรีช่วงแรก300เมกะวัตต์

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ ขีดวงรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ช่วงแรกแค่300เมกะวัตต์ โดยจะเร่งประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) อีกรอบในวันที่ 15ต.ค.นี้ หลังการประชุมวันที่ 4ต.ค.2560ที่ผ่านมา ที่ประชุมยังไม่อนุมัติ เพราะรายละเอียดปลีกย่อยยังไม่ชัดเจน  คาดนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ในช่วงปลายเดือนต.ค.นี้

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) จะเปิดประชุมพิจารณาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรี ในช่วงกลางเดือน ต.ค. 2560 นี้อีกครั้ง หลังจากการประชุม กบง.เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา ยังไม่ได้อนุมัติโครงการดังกล่าวและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปพิจารณาในรายละเอียดให้ชัดเจนขึ้น

    ทั้งนี้จำเป็นต้องเร่งเปิดประชุม กบง.เป็นครั้งที่ 2 ภายในเดือน ต.ค.นี้ เนื่องจากต้องรีบสรุปโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีให้เสร็จ เพื่อจะได้ทันต่อการนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในช่วงปลายเดือนต.ค. 2560 นี้

    สำหรับโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรีที่นำเสนอเข้า กบง.ที่ผ่านมานั้น มีการเสนอเปิดรับซื้อไฟฟ้ารอบแรกจำนวน  300 เมกะวัตต์ แต่ยังไม่ได้อนุมัติ เพราะมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอีกมาก แต่ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการเปิดทุกปี เป็นเพียงแค่การนำร่องเปิดรอบแรกก่อนที่ 300 เมกะวัตต์เท่านั้น

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center -ENC รายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุม กบง. (4 ต.ค. 2560) ให้ พพ. กลับไปพิจารณารายละเอียดโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี ได้แก่ เกณฑ์การติดตั้งผลิตไฟฟ้า ระยะเวลาเปิด-ปิดโครงการ และวิธีการรับสมัครเข้าร่วมโครงการ เป็นต้น  รวมทั้งวิธีการรับสมัครเข้าร่วมโครงการที่ต้องเป็นธรรมและครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยจะมีการกำหนดปริมาณเปิดรับซื้อเป็นรายภาค ซึ่งพิจารณาตามสายส่งไฟฟ้าที่สามารถรองรับได้ และจะกำหนดระยะเวลาเปิดและปิดโครงการอย่างชัดเจน 

    ทั้งนี้การเสนอเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเสรีจำนวน 300 เมกะวัตต์ที่ผ่านมานั้น เป็นจำนวนเดียวกับที่  พพ.ได้มอบหมายให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษา ซึ่งได้ศึกษาไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่  1. เปิดรับซื้อปีละ 300เมกะวัตต์ จนครบเป้าหมายที่ 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP ส่วนทางเลือกที่ 2. เปิดรับซื้อปีละ 600 เมกะวัตต์ จนครบเป้าหมาย 12,000เมกะวัตต์ ในปี 2579 และทางเลือกที่ 3. เปิดรับซื้อปีละ 1,000 เมกะวัตต์ ภายใน 3 ปี หรือครบเป้าหมายที่ 3,000 เมกะวัตต์ในปี 2563 

  • Date : 09 / 10 / 2017
    สนพ.ประกาศขยายระยะเวลารับสมัครตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าอีก21วัน ถึง31ต.ค.2560

    สนพ.ประกาศขยายรับสมัครตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าอีก21วัน จากเดิมถึงแค่วันที่ 10ต.ค. 2560 ขยายไปเป็น 31ต.ค. 2560 หลังพบว่ามีผู้ประกอบการหลายรายแสดงความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมากแต่เตรียมเอกสารไม่ทัน

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพลังงานได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้เปิดตัว “โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (eTukTuk)” ไปเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และพบว่ามีผู้ประกอบการหลายท่านให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนมาก ทางโครงการฯ จึงขยายเวลาการรับสมัคร จากเดิมวันที่ 10 ตุลาคม 2560 เวลา 16.30 น. ขยายออกไปเป็นวันที่ 31 ตุลาคม 2560 เวลา 16.30 น. เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มีเวลาในการจัดเตรียมเอกสารและสมัครเข้ามาภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

    โดยผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ สามารถสอบถามได้ที่ โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (eTukTuk)กลุ่มวิจัยเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน EnConLab มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โทรศัพท์ 0 2470 9604-8 ต่อ 1408 หรือEmail :http://etuktukthailand@gmail.com หรือ Inbox Facebook : http://www.facebook.com/etuktukthailand/

     ทั้งนี้ ผู้ขอรับการสนับสนุน ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นระยะสาธิตเทคโนโลยี ได้แก่ รถตุ๊กตุ๊กประเภทรับจ้างจำนวน 10 คัน จะต้องมีคุณสมบัติผ่านข้อกำหนดของโครงการฯ โดยจะได้รับการสนับสนุนในอัตราสูงสุด  350,000 บาทต่อคัน แต่ไม่เกินราคากลางของโครงการตามสเปกรถ ปัจจุบันได้ผู้เข้าร่วมโครงการครบ 10 คันแล้ว ส่วนระยะที่ 2 ซึ่งเป็นระยะทดลองตลาด ได้แก่ รถรับจ้างและประเภทส่วนบุคคล อาทิ รถที่ให้บริการในโรงแรมและคอนโดมีเนียม จำนวน 90 คัน จะได้รับการสนับสนุนร้อยละ 85 แต่ไม่เกินราคากลางตามสเปกรถ สูงสุด 300,000 บาทต่อคัน

     

    ทวารัฐ สูตะบุตร ผอ.สนพ.

Date : 07 / 10 / 2017

  • Date : 07 / 10 / 2017
    ปตท. เตรียมเชื้อเพลิงสำรอง รับแหล่งก๊าซเจดีเอปิดซ่อมปลาย ต.ค. นี้

    ปตท. วางแผนบริหารเชื้อเพลิงสำรองสำหรับพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เหตุแหล่งก๊าซฯ เจดีเอ เอ-18 จะปิดซ่อมบำรุงอุปกรณ์ปลาย ต.ค. ถึง ต้น พ.ย. นี้ พร้อมตั้งศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวีในช่วงดังกล่าว เพื่อดูแลสถานการณ์จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ 

    นายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ทรานส์ ไทย – มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด หรือทีทีเอ็ม จะทำการซ่อมบำรุงวาล์วบนแท่นผลิตก๊าซ เจดีเอ เอ-18 ระหว่าง 28 ตุลาคม–3 พฤศจิกายน 2560 รวม 7 วัน โดยเป็นอุปกรณ์ส่วนที่จ่ายก๊าซฯ ไปยังพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา จึงจำเป็นต้องหยุดจ่ายก๊าซฯ เป็นการชั่วคราว ส่งผลต่อโรงไฟฟ้าจะนะ สถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ และสถานีบริการเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การผลิตก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบท่อส่งก๊าซฯ ฝั่งตะวันออกสามารถดำเนินได้ตามปกติ

    ทั้งนี้ ปตท. ได้ร่วมหารือกับ กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนเชื้อเพลิงสำรองให้พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างแล้ว โดย ปตท. เตรียมจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับโรงไฟฟ้าภาคใต้ และเรียกรับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น รวมถึงจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ตลอดระยะเวลาดังกล่าว สำหรับสถานีบริการเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับผลกระทบรวม 15 แห่ง ในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี ซึ่งมีปริมาณการใช้เอ็นจีวีในช่วงเวลาปกติประมาณ 120 ตันต่อวัน นั้น ปตท. เตรียมแผนขนส่งเอ็นจีวีจากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักราชบุรี พร้อมทั้งผลิตเอ็นจีวีสำรองไว้ล่วงหน้า ณ สถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีปริมาณเอ็นจีวีที่จัดสรรรองรับในช่วงดังกล่าวได้ทั้งหมด 84 ตันต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 70 ของปริมาณการใช้เอ็นจีวีในช่วงปกติ ซึ่งสำรองก๊าซได้ปริมาณมากกว่าการหยุดซ่อมบำรุงที่ผ่านมา โดย ปตท. ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถได้รับทราบล่วงหน้าตั้งแต่ 24 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ใช้รถวางแผนการเดินทาง และขอความร่วมมือผู้ใช้รถยนต์ 2 ระบบ (น้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี) โปรดวางแผนการใช้เชื้อเพลิง

    นอกจากนั้น ปตท. ยังเตรียมเปิดศูนย์บริหารจัดการเอ็นจีวี ในช่วงแหล่งก๊าซเจดีเอปิดซ่อมบำรุง เพื่อติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการทำงานของทีทีเอ็ม รวมถึงดูแลสถานการณ์การใช้เอ็นจีวีในพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

Date : 06 / 10 / 2017

  • Date : 06 / 10 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานเตรียมออกกฎหมายคุมเข้มความปลอดภัยอู่ติดตั้งและค่ายรถยนต์ ที่เก็บถังNGV
    กรมธุรกิจพลังงาน เตรียมยกร่างกฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาก๊าซธรรมชาติ เป็นครั้งแรก หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2560ที่ผ่านมา  โดยเมื่อกฎหมายประกาศใช้จะบังคับให้สถานที่เก็บและถัง NGVโดยเฉพาะในอู่ติดตั้งที่มีถังจำนวนมากที่มีอยู่กว่า100 แห่งทั่วประเทศ  รวมถึงค่ายรถยนต์ที่มีการติดตั้งถัง NGV จากโรงงาน  จะต้องได้มาตรฐานความปลอดภัย 
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา เห็นชอบให้กรมฯ ยกร่างกฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. ...  ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับสถานที่เก็บก๊าซธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในอู่ติดตั้งถังก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ที่มีอยู่ประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงค่ายรถยนต์ที่ติดตั้งถัง NGV จากโรงงาน
       
    ทั้งนี้อู่ติดตั้งNGV และค่ายรถยนต์ดังกล่าว ส่วนใหญ่จะมีถังที่บรรุจก๊าซแล้วจำนวนมาก เพื่อใช้ทดสอบเติมก๊าซฯให้กับรถยนต์ที่มาติดตั้งถังNGV ซึ่งถ้าไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยควบคุมอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการระเบิดได้ 
     
    โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดไว้ ดังนี้ 
     
    1.สถานที่เก็บก๊าซฯจัดให้เป็นกิจการที่ต้องแจ้งกับกรมธุรกิจพลังงาน 
     
    2.ต้องเป็นสถานที่เฉพาะสำหรับติดตั้งระบบรถยนต์ที่ใช้ก๊าซฯหรือทดสอบการติดตั้ง หรือ ใช้ในงานเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น 
     
    3.กำหนดให้การเก็บรักษาก๊าซฯต้องเก็บในถังชนิดติดตั้งเหนือพื้นดิน และต้องอยู่ชั้นล่างของอาคาร 
     
    4. ต้องแสดงรายละเอียดแผนผัง เช่น ตำแหน่งที่ตั้งถังและระบบจ่ายก๊าซ, เครื่องสูบอัด, ระบบท่อ, ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมถึงต้องแสดงแบบก่อสร้าง แบบระบบไฟฟ้า แบบอาคารและรายการคำนวณความมั่นคงแข็งแรง ส่วนการออกแบบสร้าง ติดตั้ง ตรวจสอบและทดสอบ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และก่อนใช้งานต้องทำการทดสอบตรวจสอบเพื่อป้องกันความเสียหายและอันตราย
     
    5. อาคารเก็บก๊าซฯต้องเป็นคอนกรีตเรียบ ฝาและผนังต้องเป็นวัตถุทนไฟ มีช่องระบายอากาศ หลังคาต้องทำด้วยวัสดุติดไฟยากหรือไม่เป็นเชื้อเพลิง ส่วนถังเก็บและจ่ายก๊าซฯ เครื่องสูบอัดก๊าซฯต้องตั้งไว้ในที่ที่มีการระบายอากาศอย่างเหมาะสม มีป้ายห้ามและคำเตือนเพื่อความปลอดภัย เช่น ห้ามเก็บวัตถุไวไฟ หรือพักอาศัยในอาคารดังกล่าว 
     
    นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมฯได้ออกตรวจสอบสถานที่เก็บก๊าซฯอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำแนะนำด้านความปลอดภัยกับผู้ประกอบการมาโดยตลอด แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายด้านสถานที่เก็บก๊าซฯ มารองรับก็ตาม  แต่ต่อไปเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้จะช่วยจัดระเบียบสถานที่เก็บก๊าซฯได้ชัดเจนขึ้น ความปลอดภัยจะสูงขึ้น    อย่างไรก็ตาม กระบวนการออกฎหมายยังมีอีกหลายขั้นตอน ดังนั้นคาดว่าไม่สามารถออกประกาศได้ทันใน 1-2 ปีนี้ แต่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อรองรับความต้องการใช้ในอนาคตที่อาจจะเพิ่มขึ้นหากราคาน้ำมันกลับมาแพงอีกครั้ง