ข่าวทั้งหมด

Date : 15 / 05 / 2017

  • Date : 15 / 05 / 2017
    กพช.เลื่อนSCODโซลาร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์ไปอีก6เดือน

    ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)เห็นชอบขยายระยะเวลาSCODโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2560 (โครงการฯ ระยะที่ 2) ฯ ออกไป จากเดิมภายใน30 มิถุนายน 2561 เป็น30 ธันวาคม 2561  พร้อมมอบอำนาจ กบง.พิจารณาบทลงโทษ ผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ระยะที่1จำนวน11 ราย กำลังผลิตติดตั้ง 43.45 เมกะวัตต์ ที่ไม่สามารถจ่ายไฟเข้าระบบได้ตามกำหนด แต่ยื่นอุทธรณ์แล้วฟังขึ้น โดยปรับลดอัตรา FiT ลง ร้อยละ 5 จากอัตรา FiT ที่เคยได้รับอนุมัติไว้ที่ 5.66 บาทต่อหน่วย ในขณะที่เห็นชอบซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนของผู้ผลิตไฟฟ้าSPP ในระบบFiT แบบไม่ต้องประมูลแข่งขันราคา

    เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้รับทราบความคืบหน้าการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ซึ่งมีเป้าหมายการรับซื้อรวม 800 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น หน่วยงานราชการ 400 เมกะวัตต์ และ สหกรณ์ภาคการเกษตร 400 เมกะวัตต์

    ทั้งนี้ในส่วนของโครงการฯ ระยะที่ 1 ที่มีเป้าหมายการรับซื้อ 400 เมกะวัตต์นั้น มีผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรทั้งหมด จำนวน 67 ราย กำลังผลิตติดตั้ง 281.32 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันมีโครงการฯ ที่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามกำหนด 55 ราย กำลังผลิตติดตั้ง 232.87 เมกะวัตต์ ปฏิเสธการรับซื้อ 1 ราย กำลังผลิตติดตั้ง 5 เมกะวัตต์ และอีก 11 ราย กำลังผลิตติดตั้ง 43.45 เมกะวัตต์ ได้ยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากมีเหตุที่ทำให้โครงการฯ ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่ง กกพ. อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยที่ประชุม กพช.ได้เห็นชอบมอบอำนาจให้ กบง. พิจารณาการขยายระยะเวลาจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ของโครงการฯ ในระยะที่ 1 สำหรับกรณีที่ กกพ. พิจารณาการอุทธรณ์แล้วฟังขึ้น แต่ทั้งนี้ให้กำหนดบทลงโทษปรับลดอัตรา FiT ลง ร้อยละ 5 จากอัตรา FiT ที่เคยได้รับอนุมัติไว้ที่ 5.66 บาทต่อหน่วย เช่นเดียวกรณีโครงการโซลาร์ค้างท่อ และหักลดระยะเวลาการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามเหตุผลข้อเท็จจริงจากการอุทธรณ์ โดยอายุของสัญญาจะยังสิ้นสุดภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2584

     สำหรับโครงการฯ ในระยะที่ 2 เนื่องจาก กกพ. จำเป็นต้องหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกรณีหน่วยงานราชการ จึงทำให้ออกประกาศจัดหาไฟฟ้าฯ ได้ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 โดยมีเป้าหมายการรับซื้อ 219 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น สหกรณ์ภาคการเกษตร ประมาณ 119 เมกะวัตต์ และหน่วยงานราชการ 100 เมกะวัตต์ กำหนด SCOD ภายในวันที่ 30 มิถุนายน2561 แต่เนื่องจากในทางปฏิบัติมีข้อจำกัด ทั้งระยะเวลาในการดำเนินงานและข้อกำหนดตามกฎหมาย ที่อาจส่งผลทำให้โครงการฯ ไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้  ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล  จึงเห็นชอบให้เลื่อนกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2560 (โครงการฯ ระยะที่ 2) จากเดิมภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 เป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2561 โดยมอบหมายให้ กกพ. รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป และเห็นชอบให้ยุติการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการฯระยะที่1 ภายหลังจากการดำเนินการในระยะที่ 2 แล้วเสร็จ

    กพช.เห็นชอบการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) 

    ที่ประชุมกพช.ยังได้เห็นชอบการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) โดยมีหลักเกณฑ์เงื่อนไข ดังนี้ ขนาดโครงการมีกำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 50 เมกะวัตต์ เป็นสัญญาประเภท Non-firm สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าไม่ต้องผ่านกระบวนการแข่งขันด้านราคา (Competitive Bidding) โดยต้องเป็นโครงการที่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. หรือเป็นโครงการภายใต้ Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ของกระทรวงมหาดไทย ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการกลางจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย ผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าจะต้องมีสัญญาในการรับขยะชุมชนเป็นเชื้อเพลิงหรือเชื้อเพลิง RDF จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันปริมาณที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการผลิตตลอดอายุโครงการ และสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (กทม. และเมืองพัทยา) โดยมีอัตราการรับซื้อ FiT เท่ากับ 3.66 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ ในส่วนของการกำหนดปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าฯ มอบหมายให้ กกพ. กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย รับไปดำเนินการ โดยให้คำนึงถึงแผนแม่บทการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายของประเทศเป็นสำคัญ และนำเสนอ กบง. พิจารณาเห็นชอบก่อนออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าฯ

     

     กพช.รับทราบรายงานความคืบหน้าพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    นอกจากนี้ ที่ประชุม กพช. ยังได้รับทราบรายงานความก้าวหน้าร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 ขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และ สำนักงานบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) (สบพน.) อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนต่อร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ ผ่านทางเว็บไซต์ของหน่วยงาน ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2560 รวมทั้งจัดทำรายละเอียดการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย (RIA) และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติ มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา ครม. และ สนช. ต่อไป คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปลายปีนี้ ทั้งนี้ วัตถุประสงค์สำคัญในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ผันผวนมากจนเกินไป รวมทั้งเป็นกลไกหลักของประเทศในการป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนจากการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน

     

     กพช.รับทราบแนวทางการเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤติก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 – 2566 

    รวมทั้งรับทราบแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 – 2566 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เนื่องจากความล่าช้าของการสรุปแนวทางการบริหารจัดการก๊าซในอ่าวไทย ทำให้การผลิตไม่ต่อเนื่องและก๊าซมีปริมาณลดลง รวมทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดไม่สามารถดำเนินการได้ ส่งผลทำให้การจัดหาก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่คาดการณ์ไว้ตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558 – 2579 (Gas Plan 2015) ที่ปรับปรุงใหม่ ทั้งนี้ คาดว่าปัญหาดังกล่าวฯ จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 13,623 ล้านหน่วย หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาด 1,700 เมกะวัตต์ โดยกระทรวงพลังงานมีมาตรการในการดำเนินการต่างๆ ดังนี้ การเจรจาตกลงราคาและปริมาณการจัดหาก๊าซธรรมชาติโครงการบงกชเหนือ โดยมีการรับประกันอัตราขั้นต่ำในการผลิต ในช่วงปี 2562 - 2564 เพื่อให้มีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติก่อนสิ้นอายุสัมปทานในปี 2565 เพิ่มขึ้น พร้อมกำหนดแนวทางเลือกสำหรับการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านการลดความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Side) อาทิ การส่งเสริมติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีคกลางวันและการใช้มาตรการ Demand Response (DR) เพื่อประหยัดไฟฟ้าตามช่วงเวลาที่ภาครัฐกำหนดเป็นการเฉพาะ สำหรับด้านการจัดหาเชื้อเพลิง/พลังงานไฟฟ้า (Supply Side) อาทิ การจัดหาก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย (JDA) การเพิ่มความสามารถในการเก็บสำรองก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เช่น การขยายโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 1 มาบตาพุด จ.ระยอง และเร่งรัดการพัฒนาโครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่ภาคใต้ เป็นต้น รวมถึงการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม เช่น รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว หรือกัมพูชา) และรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมอีกตามนโยบาย SPP Hybrid-Firm และ VSPP-Semi Firm เพิ่มขึ้น เป็นต้น

     

    กพช.รับทราบ ความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้า-ประชารัฐ”  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

    สำหรับโครงการ “โรงไฟฟ้า-ประชารัฐ” สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชุม กพช. รับทราบรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ ซึ่งปัจจุบันการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ร่วมกับบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้พิจารณาคัดเลือกพื้นที่ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลเรียบร้อยแล้ว จำนวน 3 แห่ง คือ พื้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส พื้นที่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี และพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 15.9 เมกะวัตต์ และจะจ่ายไฟเข้าระบบจำหน่ายของ กฟภ. รวม12 เมกะวัตต์ ใช้เศษไม้ยางพาราเป็นเชื้อเพลิงหลัก โดยคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2562 – 2563 ทั้งนี้ โครงการฯ ดังกล่าว ยังกำหนดให้มีการจัดสรร 10% ของกำไรสุทธิในแต่ละปีกลับคืนให้แก่ชุมชนในพื้นที่ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเพิ่มการสร้างงาน สร้างรายได้ ส่งเสริมระบบป้องกันตนเองของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบกระจายศูนย์ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงในชุมชนอย่างยั่งยืน

  • Date : 15 / 05 / 2017
    กฟผ. เตรียมเปิดประมูลโซลาร์เซลล์ 2 โครงการ ส.ค.-ต.ค. นี้

    กฟผ. เตรียมเปิดประกวดราคาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 2 โครงการ ในเดือน ส.ค. และ ต.ค. นี้ คาดเริ่มจ่ายไฟเข้าระบบได้ปลายปี 61 และ ปลายปี 62 ตามลำดับ

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และในฐานะโฆษก กฟผ. กล่าวว่า อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารประกวดราคาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) 2 โครงการ คือ 1. โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ บริเวณอ่างเก็บน้ำ อ.วังน้อย จ.อยุธยา ขนาด 2 เมกะวัตต์ และ 2. โครงการโซลาร์ฟาร์มจอมบึง จ.ราชบุรี พร้อมติดตั้งระบบกักเก็บ Energy storage ขนาด 8 เมกะวัตต์

    ทั้งนี้ คาดว่าโครงการแรกจะสามารถประกาศขายซองและเปิดประมูลได้เดือน ส.ค. 2560 และโครงการที่ 2 ในเดือนต.ค. 2560 และทั้ง 2 โครงการจะรู้ผลประมูลในปี 2560 นี้และเริ่มก่อสร้างในปี 2561

    สำหรับโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ บริเวณอ่างเก็บน้ำ อ.วังน้อย กำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในเดือน ธ.ค. 2561 ซึ่งเป็นการจ่ายไฟเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าวังน้อย ส่วนโครงการโซลาร์ฟาร์มจอมบึง จ.ราชบุรี กำหนด COD ในเดือน ธ.ค. 2562 ซึ่งทั้ง 2 โครงการอยู่ในแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียน 500 เมกะวัตต์แรกของ กฟผ.

    ทั้งนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างขออนุมัติจากกระทรวงพลังงานเพื่อดำเนินการโครงการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์   

  • Date : 15 / 05 / 2017
    กฟผ. เล็งสร้างโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่ 3 แทน หากโครงการถ่านหินกระบี่ไม่เกิด

    กฟผ.ศึกษาแผนสร้างโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่3 ใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิง หวังทดแทนกรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ พร้อมเสนอปรับใหญ่แผน PDP2015 รองรับพลังงานหมุนเวียนตามทิศทางพลังงานโลก

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. เตรียมศึกษาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ แห่งที่ 3 จ.สงขลา ขนาด  800-1,000 เมกะวัตต์ ในพื้นที่เดียวกับโรงไฟฟ้าจะนะ 1 และจะนะ 2  โดยจะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการเติบโตความต้องการใช้ไฟฟ้าพื้นที่ภาคใต้ และทดแทนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ขนาด 800 เมกะวัตต์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผน

    "สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ส่งสัญญาณมายัง กฟผ.ว่ามีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะเจรจาซื้อก๊าซฯจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ JDA  เพิ่มขึ้น และให้ กฟผ. ไปศึกษาว่าจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร" นายกรศิษฏ์กล่าว

    ทั้งนี้ หากโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่3 เกิดขึ้นและสามารถทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ได้ แต่ยังมีความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 2 แห่ง ตามประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่3 ควรเกิดขึ้นก่อนปี 2564-2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้จะเติบโตใกล้เคียงกับกำลังการผลิต และจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เข้ามาเสริมสร้างความมั่นคง ซึ่งภาคใต้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตปีละ 5% หรือประมาณ 150 เมกะวัตต์

    นายกรศิษฏ์  กล่าวอีกว่า กฟผ. จะเสนอกระทรวงพลังงานปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015  เนื่องจากหลายสมมติฐานเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกรณีความล่าช้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 แห่งทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา โดยเบื้องต้นการปรับ PDP รอบใหม่ควรมีการกำหนดปริมาณสำรองไฟฟ้าเป็นรายภาค จากเดิมกำหนดปริมาณสำรองไฟฟ้าไว้ไม่ต่ำกว่า 15% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าหลักในแต่ละภาคที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าใกล้เคียงกับความต้องการใช้ โดยเฉพาะภาคใต้ที่จำเป็นต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้าหลัก เช่น ถ่านหิน หรือ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)

    นอกจากนี้ จะต้องมีแผนปรับปรุงและบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเก่าให้เกิดประสิทธิภาพพร้อมรองรับพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียร (Back-up) รวมถึงการนำระบบกักเก็บพลังงาน (Energy storage) มาช่วยให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีความเสถียร (Firm) พร้อมกันนี้ 3 การไฟฟ้า คือ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ควรต้องบูรณาการโครงข่ายสายส่งอัจฉริยะ (Smart grid ) เพื่อลดต้นทุนในการสร้างสายส่งที่มีมูลค่าสูง ไปรองรับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียร เพราะรูปแบบโรงไฟฟ้าในอนาคตจะเปลี่ยนไปสู่โรงไฟฟ้าขนาดเล็กมากขึ้น จึงควรกำหนดโซนนิ่งและขนาดโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่จะสร้างสายส่งขนาดใหญ่ไปรองรับ เช่น โรงไฟฟ้าที่มีขนาด 10  เมกะวัตต์ ขึ้นไปจึงจะพิจารณาสร้างสายส่งไปรองรับการจ่ายไฟฟ้า

    "ตอนนี้ กฟผ. และกระทรวงพลังงานมีความเห็นตรงกันที่จะต้องปรับใหญ่แผน PDP ส่วนกรอบระยะเวลายังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ เพราะยังต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน"

    ทั้งนี้ นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมในการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยวิจัยและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขนาด 5 เมกะวัตต์  บนเนื้อที่ 600 ไร่ โดยนำ 4 เทคโนโลยีมาติดตั้งไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ 1.ผลึกซิลิคอน ขนาด 1 เมกะวัตต์ ประเภทหมุนตามแสงอาทิตย์ได้ 2. ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิคอน ขนาด2 เมกะวัตต์ ประเภทติดตั้งแบบคงที่ 3.ชนิดไมโครคริสตอลไลน์อะมอร์ฟัสซิลิคอน ขนาด 1 เมกะวัตต์ และ 4.ชนิดสารประกอบของคอปเปอร์อินเดียมแกลเลียมไดเซเลไนด์ ขนาด 1 เมกะวัตต์ 

    โดยการติดตั้งระบบดังกล่าว เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสมในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี จากนั้นจะนำโครงการวิจัยไปใช้ในโครงการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ที่ กฟผ. อยู่ระหว่างขออนุมัติจากกระทรวงพลังงานเพื่อดำเนินการ

Date : 14 / 05 / 2017

  • Date : 14 / 05 / 2017
    กฟผ.ผุดโครงการDark Skyเปลี่ยนหลอดตะเกียบเป็นLED7หมื่นหลอดบนดอยอินทนนท์

    กฟผ.จับมือกับโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผุดโครงการ Dark Sky เปลี่ยนหลอดตะเกียบเป็น LED 7 หมื่นหลอด ในแปลงปลูกดอกเบญจมาศ ที่ดอยอินทนนท์ ช่วยลดการฟุ้งกระจายแสง แก้ปัญหาระบบนิเวศน์ ในขณะเดียวกันก็คาดว่าช่วยลดค่าไฟฟ้าลงจาก4แสนบาทต่อเดือนเหลือ1แสนบาทต่อเดือน


    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.จับมือกับโครงการหลวงและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดโครงการ "Dark Sky" ทดลองเปลี่ยนหลอดไฟฟ้า LED ประมาณ 7 หมื่นหลอด ในแปลงปลูกดอกเบญจมาศที่ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ใช้งบประมาณ 7-8 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้น กฟผ. อาจจะลงทุนให้ก่อน

    ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวใช้หลอดตะเกียบแบบเก่า ซึ่งทำให้แสงฟุ้งกระจายมองไม่เห็นดาวบนท้องฟ้า  และระบบนิเวศน์เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยแมลงเกิดความสับสนระหว่างกลางวันกลางคืน ยิ่งเปิดไฟฟ้ามาก ก็ทำให้มีแมลงในพื้นที่มาก และเกษตรกรก็จะใช้ยาฆ่าแมลงมากและซึมลงสู่ดิน

    ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กฟผ.จึงจะดำเนินการเปลี่ยนหลอดตะเกียบเป็นหลอด LED ที่แสงไฟฟ้าไม่ฟุ้งกระจาย สามารถมองเห็นดาวบนท้องฟ้าได้และจะช่วยลดค่าไฟฟ้าจาก 4 แสนบาทต่อเดือน เหลือ 1 แสนบาทต่อเดือนได้ 

    อย่างไรก็ตาม กฟผ.จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 22 พ.ค. 2560 เพื่อเริ่มต้นโครงการ โดยภายหลังจากติดตั้งหลอด LED แล้ว กฟผ.จะติดตามว่ามีผลกระทบต่อการเติบโตของดอกไม้หรือไม่ 

Date : 12 / 05 / 2017

  • Date : 12 / 05 / 2017
    เปิดร่างกฏกระทรวง3ฉบับเกี่ยวกับสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพื่อรับฟังความเห็นทางเว็บไซต์

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเปิดร่างกฏกระทรวง3ฉบับ ซึ่งออกตามพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.เมื่อวันที่30มี.ค.ที่ผ่านมา  เพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชนทางเว็บไซต์ www.dmf.go.th ระหว่างวันที่ 11 - 26 พ.ค2560 นี้ ก่อนนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามลำดับ

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในช่วงเย็นของวันที่11 พ.ค. 2560 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้นำร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1.ร่างกฎกระทรวงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการนำส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ สำหรับผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ....2. ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ..และ3. ร่างกฎกระทรวง กำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ....เผยแพร่ผ่านทาง เว็บไซต์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ www.dmf.go.th เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนระหว่างวันที่ 11 - 26 พ.ค 2560   ก่อนที่จะนำไปสรุปและนำเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบโดยลำดับ

    ทั้งนี้ร่างกฎกระทรวง 3 ฉบับที่นำออกเผยแพร่เพื่อรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ นั้นเป็นการออกตามพ.ร.บ.ปิโตรเลียม( ฉบับที่ ) พ.ศ..ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาให้ความเห็นชอบทั้ง3วาระ ตั้งแต่วันที่30 มี.ค.2560 ที่ผ่านมา โดยมีสาระสำคัญที่ให้เพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างบริการ เข้ามาอยู่ในพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่มีการแก้ไขนี้ด้วย จากเดิมที่มีเฉพาะ ระบบสัมปทาน 

Date : 11 / 05 / 2017

  • Date : 11 / 05 / 2017
    กระทรวงพลังงานชงกพช.15พ.ค.นี้ตัดสินโควต้าโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ300เมกะวัตต์

    รัฐมนตรีพลังงานเตรียม เสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ( กพช.)ในการประชุมวันที่ 15 พ.ค. นี้ พิจารณาแนวทางการดำเนินการโควต้าการผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ของหน่วยงานราชการที่ยังเหลืออีก 300 เมกะวัตต์ ในขณะที่การปรับแผนพีดีพี 2015  เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนให้มากขึ้น จะต้องมีการศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้

     พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 15 พ.ค.2560 นี้ ทางกระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอให้ กพช.พิจารณาโควต้าปริมาณไฟฟ้าจาก "โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)สำหรับหน่วยราชการ" ที่เหลืออีกประมาณ 300 เมกะวัตต์ ว่าจะนำไปให้โครงการอื่น หรือจะนำมาร่วมเป็นกองกลางเพื่อจัดสรรใหม่ 

    พร้อมกันนี้จะรายงานความคืบหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์ม สำหรับหน่วยราชการและสหกรณ์การเกษตร ระยะที่ 2 จำนวน 219 เมกะวัตต์ ที่จะมีการเปิดให้จับสลากหาผู้ร่วมโครงการในเดือนมิ.ย. 2560 นี้ด้วย

    สำหรับการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี (พ.ศ. 2558-2579) หรือ PDP 2015นั้น พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า กระทรวงพลังงานจะดำเนินการวิเคราะห์เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนสูงขึ้น เนื่องจากการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยดำเนินการได้ล่าช้า ประกอบกับกระแสโลกหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น

    ด้าน นายอารีพงศ์​ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จะรายงานสถานการณ์พลังงานโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบันต่อ กพช. และจากนั้นกระทรวงพลังงานจะกลับมาพิจารณาว่าควรปรับแผน PDP 2015 หรือไม่ 

  • Date : 11 / 05 / 2017
    พร้อมตั้งคณะกรรมการศึกษาตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)

    กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเลือกหน่วยงานและคณะกรรมการศึกษาตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)หลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ส่งพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ผ่านความเห็นชอบพร้อมข้อสังเกต ส่งถึงครม.เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ยันเดินหน้าเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ บงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี2565-2566

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียม 2-3 แนวทางสำหรับเลือกหน่วยงานและคณะกรรมการที่จะเป็นผู้ศึกษาการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC) เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)เร็วๆนี้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ได้นำเสนอเรื่องการศึกษาการจัดตั้ง NOCที่ใส่เอาไว้ในข้อสังเกตในท้ายกฎหมาย เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. และ ครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานรับมาดำเนินการในรายละเอียดเพื่อส่งกลับไปยังครม.พิจารณาอีกครั้ง

    โดยสัปดาห์หน้า กระทรวงพลังงานจะประชุมเพื่อสรุปทางเลือก 2-3 แนวทางดังกล่าวก่อนเสนอ ครม. ทั้งนี้ยืนยันว่าจะดำเนินการได้เสร็จทันภายในกรอบเวลาที่เหลืออีก30 วันตามที่ สนช.ระบุไว้ในข้อสังเกตแนบท้ายกฎหมาย อย่างแน่นอน

     “การประชุมสัปดาห์หน้าจะพิจารณาความเหมาะสมว่า หน่วยงานใด้จะเป็นผู้ศึกษาจัดตั้งNOC รวมถึงคัดเลือกตัวบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการศึกษาจัดตั้งNOCด้วย ซึ่งมี 2-3แนวทาง และจะต้องส่งเรื่องกลับไปครม.เพื่ออนุมัติให้หน่วยงานและบุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้ดำเนินการ โดยยืนยันว่าการจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวจะเสร็จภายใน 30 วัน ทันตามกรอบที่สนช.มอบไว้ 60 วัน” พล.อ.อนันตพร กล่าว

    ส่วนกรณีเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 วรรคสอง หรือไม่ เนื่องจากเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ได้กำหนดว่าก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ต่อประชาชนนั้น เรื่องดังกล่าวไม่หน้าจะกระทบต่อการเเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งทั้งเอราวัณ และบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566  โดยขณะนี้ ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เกี่ยวกับกฎเกณฑ์การเปิดประมูล ว่าแต่ละแหล่งจะเข้าเกณฑ์ระบบใด ทั้ง ระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) และระบบจ้างผลิต(เอสซี) คาดว่าจะใช้ระยะเวลา 15 วัน จากนั้นจะเสนอให้ครม.พิจารณาหลักเกณฑ์เงื่อนไข(ทีโออาร์)การเปิดประมูลภายในเดือนมิ.ย.นี้ 

    ทั้งนี้แม้การเปิดประมูลทั้ง 2 แหล่ง จะเลื่อนออกจากกำหนดการเดิม 1-2 เดือน แต่ก็ยังถือว่าเป็นไปตามแผนและไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นของเอกชน