ข่าวทั้งหมด

Date : 03 / 06 / 2017

  • Date : 03 / 06 / 2017
    โซลาร์ฟาร์มAdder8บาทต่อหน่วยคุ้มทุนแล้ว กระทรวงพลังงานยันไม่ช่วยอุดหนุนอีก

    รัฐมนตรีพลังงาน ยืนยันผู้ผลิตโซลาร์ฟาร์มที่ได้รับ Adder 8 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะหมดสัญญาการอุดหนุนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะไม่ได้รับการช่วยเหลือเพิ่ม  ด้านปลัดพลังงานระบุ เอกชนได้ผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุนไปแล้ว ที่เหลือต้องจ่ายไฟฟ้าให้ครบตามสัญญา   ในขณะที่ผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มรายใหญ่ ของประเทศ แนะรัฐเริ่มต้นเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบจำกัดจำนวน  พร้อมตรวจสอบมาตรฐานแผงป้องกันปัญหาไฟไหม้  เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบทั้งวงการ

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เปิดเผยในระหว่างการเดินทางไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  ของบริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด(NED)  เมื่อวันที่2 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า  การสนับสนุนผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)ด้วยระบบ "ให้เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ adder  ในอัตรา8 บาทต่อหน่วย ที่จะครบกำหนดสัญญากลุ่มแรกในปี2561  นั้น กระทรวงพลังงานคงจะปล่อยให้หมดสัญญาไปตามกฎเกณฑ์ เนื่องจากขณะนี้กระทรวงพลังงานได้เปลี่ยนมาส่งเสริมในรูปแบบ " การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ ฟีดอินทารีฟ(FiT)" แทนแล้วซึ่งสะท้อนต้นทุนการผลิตโซล่าเซลล์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะขณะนี้ต้นทุนแผงโซล่าร์เซลล์ได้พัฒนาเทคโนโลยีไปมากแล้วและมีต้นทุนลดลง หากยังสนับสนุนในอัตราสูงต่อไปจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศให้สูงขึ้น  โดย กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบรวมต่อประเทศเป็นหลักก่อน 

    ในขณะที่ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเสริมว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มที่จะหมดสัญญาการสนับสนุนค่าไฟฟ้าในระบบadder กลุ่มแรกนั้น ทางกระทรวงพลังงานจะไม่มีการต่ออายุการสนับสนุนใดๆ ให้เพราะถือว่าเอกชนที่เข้าร่วมโครงการแต่แรก มีความคุ้มทุนแล้ว  ซึ่งระยะเวลาหลังจากนี้ที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าจนครบสัญญาโดยได้รับอัตราค่าไฟฟ้าปกตินั้น  เป็นเรื่องของภาคเอกชนที่จะต้องดำเนินธุรกิจต่อไปตามสัญญา

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษกกพ.  กล่าวว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มที่ได้รับAdder ในอัตรา 8 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปีนั้น นั้นจะเริ่มครบ กลุ่มแรกในปี 2561 และจากนั้นจะทยอยครบกำหนดจนหมดหลังปี 2563 เป็นต้นไป  ซึ่งการครบกำหนดดังกล่าวจะส่งผลให้หยุดการให้เงิน adder สนับสนุนการผลิตไฟฟ้า และจะมีผลดีต่อภาระค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ลดลงด้วย

    อย่างไรก็ตามปัจจุบันโครงการโซล่าร์ฟาร์มทั้งหมดที่เข้าระบบมีอยู่ 2,627 เมกะวัตต์ เป็นของผู้ประกอบการ 466 ราย ซึ่ง กกพ.ต้องเข้าไปตรวจสอบข้อมูลก่อนว่าในกลุ่มนี้มีโครงการที่ได้รับ adder 8 บาทต่อหน่วย มีทั้งหมดกี่ราย และเป็นปริมาณไฟฟ้าเท่าไหร่ เพื่อสรุปว่าจะช่วยลดค่า เอฟที ได้มากน้อยเพียงใด 

    ปัจจุบันโครงการพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ฟาร์ม ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าถึง 21 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นเงินที่นำไปสนับสนุน 13,500 ล้านบาทต่อ 4 เดือน" 

    ด้าน นายไชยวุฒิ แสงปรีดีกรณ์ ผู้จัดการโรงไฟฟ้าลพบุรีโซล่าร์ บริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด(NED) กล่าว ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์มของบริษัท นั้นอยู่ในกลุ่มที่ได้รับ adder 8 บาทต่อหน่วย  มาตั้งแต่ปี 2554 และจะครบสัญญาในปี 2564  ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรภายหลังหมดสัญญาการช่วยเหลือเรื่องadder  จากภาครัฐ แต่กำไรอาจลดลงเพราะขายไฟฟ้าได้ในราคาทั่วไปประมาณ 3 บาทต่อหน่วย โดยจะยังดำเนินการขายไฟฟ้าเข้าระบบตามสัญญา 25 ปี  

    ส่วนกรณีที่ภาครัฐจะหันมาเน้นการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)แบบเสรีนั้น เห็นว่าในช่วงเริ่มต้นภาครัฐควรทยอยดำเนินการด้วยการจำกัดปริมาณก่อน เพื่อให้ระบบสายส่งและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เตรียมพร้อมปรับตัว รวมทั้งต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานแผงโซล่าร์เซลล์อย่างเหมาะสม เพราะหากเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้บ้านเพราะแผงโซล่าร์เซลล์เพียงแห่งเดียวก็จะทำให้ธุรกิจโซล่าร์เซลล์ทั้งวงการได้รับผลกระทบทั้งหมด 

    สำหรับ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทNED  ถือเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีแผงโซลาร์แบบฟิล์มบาง ที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับโลก โดยติดตั้งมากกว่า 640,000 แผง บนพื้นที่กว่า 1,400 ไร่ มีกำลังการผลิตทั้งหมด 84เมกะวัตต์ โดยได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินและที่ปรึกษาโครงการจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ได้รับใบรับรองมาตรฐานมงกุฎไทยในฐานะผู้ดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

Date : 02 / 06 / 2017

  • Date : 02 / 06 / 2017
    เร่งตั้งคณะกรรมการเจรจาซื้อไฟจากลาวให้ครบ9,000เมกะวัตต์

    กระทรวงพลังงานเตรียมตั้งคณะกรรมการฝ่ายไทย เพื่อเจรจาซื้อไฟฟ้าจากสปป.ลาว ให้ครบตามเอ็มโอยู 9,000 เมกะวัตต์ ระบุหากต้องซื้อผ่านระบบสายส่งไฟฟ้า (Grid to Grid) ตามที่ฝ่ายสปป.ลาวต้องการ  จะต้องมีราคาค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้กับต้นทุนไฟฟ้าภายในประเทศ

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้านี้ กระทรวงพลังงานจะจัดตั้งคณะกรรมการฝ่ายไทย เพื่อเข้าร่วมในคณะกรรมการร่วมระหว่างไทยและลาว  ที่มีปลัดกระทรวงพลังงานของทั้ง 2 ประเทศเป็นประธาน เพื่อจัดการประชุมเจรจาใน 2 ประเด็นหลัก คือ การรับซื้อไฟฟ้าจากทาง สปป.ลาวให้ครบ 9,000 เมกะวัตต์ ตามกรอบที่ได้ลงนามความร่วมมือ(MOU)ระหว่างกัน จากปัจจุบันไทยมีการรับซื้อไฟฟ้าจากลาวแล้ว 5,427  เมกะวัตต์  โดยมีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 2,111 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก  3,316 เมกะวัตต์  ทั้งนี้ ยังมีโครงการผลิตไฟฟ้าที่ทางสปป.ลาว เตรียมเสนอขายไฟฟ้าให้กับไทยอีกกว่า 10 โครงการ

    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ไทยรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านการรับซื้อตรงจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี แต่ลาวต้องการให้ไทยรับซื้อไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งไฟฟ้า(Grid to Grid )ระหว่างการไฟฟ้าทั้ง 2 ประเทศมากขึ้น ซึ่งในอนาคตมีความเป็นไปได้ แต่ฝ่ายอยากซื้อผ่านโครงการผลิตไฟฟ้าโดยตรง เช่นที่ผ่านมามากกว่า  เพราะสามารถเจรจาค่าไฟฟ้าได้โดยตรง  จึงต้องดูอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม ที่ฝ่ายลาว นำเสนอมา ซึ่งจะต้องมีต้นทุนที่แข่งขันได้กับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทย  
    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า เบื้องต้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) มีการหารือทางเทคนิคกับการไฟฟ้าลาวแล้ว ซึ่งปีนี้และปีหน้าไทยใช้งบประมาณจำนวนมากในการลงทุนขยายสายส่งไฟฟ้าไทยและลาวเชื่อม 5 จุด ให้มีประสิทธิภาพรองรับความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างกัน   ทั้งนี้ หากไทยมีการอนุมัติรับซื้อไฟฟ้าจากลาวในโครงการต่างๆเพิ่มเติม จะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาอนุมัติต่อไป

    สำหรับอีกประเด็นที่จะมีการหารือคือ การผันน้ำจาก สปป.ลาวมาไทย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการขยายที่ความร่วมมือด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างไทย-ลาวที่ฝ่ายไทยจะรับซื้อ เพิ่มขึ้นจาก 7,000 เมกะวัตต์ เป็น 9,000 เมกะวัตต์  ว่าสปป.ลาว จะพัฒนาระบบผันน้ำเข้ามายังไทยทางด้าน จ.อุตรดิตถ์ เพื่อส่งเข้าไปยังเขื่อนสิริกิติ์ และผันน้ำเข้ามาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปยังเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เพื่อรองรับความต้องการในภาคเกษตรของไทย   อย่างไรก็ตามประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ โดยจะต้องมั่นใจว่า เป็นการผันน้ำส่วนเกิน ที่ไม่ทำให้ฝ่ายลาวเดือดร้อน ซึ่งต้องรับฟังความเป็นไปได้จากคณะกรรมการฝั่งลาวด้วย

    ด้านแหล่งข่าวจากระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  นอกเหนือจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ แล้ว ทางสปป.ลาวยังได้เสนอขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์)ให้กับไทยด้วย แต่ฝ่ายไทยยังมุ่งเน้นไปที่โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเป็นหลัก เพราะมีต้นทุนถูกเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอื่นๆ  โดยยืนยันว่า ไทยยังไม่สามารถรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จากลาวได้ เนื่องจากรัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายดังกล่าว และปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ที่ผลิตได้ในประเทศเป็นหลักก่อน
    สำหรับ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2558-2579(พีดีพี 2015) กำหนดสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศไว้ 20% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยปัจจุบันรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศรวมอยู่ที่ 11,016 เมกะวัตต์ มีสัญญาผูกพันแล้ว 3,316 เมกะวัตต์ และโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7,700 เมกะวัตต์

  • Date : 02 / 06 / 2017
    “พลังงาน” เดินหน้าแผนลดโลกร้อน แม้สหรัฐฯถอนตัวข้อตกลง COP21

    รัฐมนตรีพลังงานยืนยันไทยเดินหน้าตามพันธกิจ COP21 ต่อไป แม้สหรัฐฯจะยกเลิกข้อตกลง  ชี้มีความจำเป็นต้องลดโลกร้อนและส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อประโยชน์ของประเทศ  พร้อมผลักดันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ตามเป้าหมายนายกฯ ที่ 40%

    พล.อ.อนัตพร กาญจนรัตน์ เปิดเผยถึงกรณีที่นายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะยกเลิกข้อตกลงการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 หรือ COP21 ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยได้ร่วมลงนามข้อตกลงที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า ไทยจะยังคงเดินหน้าตามกรอบสนธิสัญญาการลดโลกร้อนตามกรอบความตกลงปารีสดังกล่าวต่อไป แม้สหรัฐฯ จะยกเลิกข้อตกลงก็ตาม เนื่องจากเป็นข้อตกลงที่ทำด้วยกันหลายประเทศ และไทยมีเหตุผลความจำเป็นในการลดโลกร้อน โดยหากดำเนินการสิ่งใดได้ก็พร้อมจะดำเนินการไปก่อน โดยเฉพาะการส่งเสริมพลังงานทดแทนที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย รวมทั้งการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ ก็ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่ช่วยลดมลภาวะลงมากด้วย

    นอกจากนี้ การที่นายกรัฐมนตรีไทยได้มอบนโยบายเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ 40% สูงกว่าที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ พีดีพี 2015 ที่กำหนดให้ทำพลังงานทดแทนให้ได้ 30% ในปี 2579 นั้น ทางกระทรวงพลังงานก็เร่งดำเนินการอยู่ โดยแผนพัฒนาพลังงานทดแทนก็มีการปรับอยู่ตลอดเพื่อให้ทันกับสถานการณ์

    ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศว่าสหรัฐฯจะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส ที่กำหนดให้ประเทศที่ให้คำมั่นในข้อตกลงต้องดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายเพื่อการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มเกิน 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม (Pre-industrial Era) อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าว ไม่น่าจะส่งผลต่อทิศทางการใช้พลังงานสะอาดของโลก แม้อาจจะทำให้การดำเนินการล่าช้าลงไปบ้าง และการถอนตัวของสหรัฐจากข้อตกลงปารีสดังกล่าว อาจทำให้ประเทศอื่นกล้ามาเล่นบทบาทผู้นำในเรื่องปัญหาสภาวะอากาศหลังจากนี้

    ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลและบริษัทเอกชนต่างๆ ในประเทศต่างๆทั่วโลก ได้ทุ่มเงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐในโครงการพลังงานสะอาด อาทิ พลังงานลมและโซลาร์ฟาร์ม ในขณะที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต้องเผชิญความยากลำบากมากขึ้น โดยประเทศอุตสาหกรรมจำนวนมากต่างเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด อาทิ เยอรมนีได้ตั้งเป้าหมายว่าการผลิตไฟฟ้า 85% ของไฟฟ้าในประเทศจะมาจากพลังงานสะอาด ขณะที่จีน ซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ได้ยกเลิกการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่หลายแห่งในปีนี้ และมีแผนลงทุนอย่างน้อย 3.6 แสน ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในโครงการพลังงานสีเขียวภายในปี 2020

  • Date : 02 / 06 / 2017
    "อนันตพร"ลงพื้นที่สีคิ้ว ชมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ที่กระทรวงพลังงานสนับสนุน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพร้อมคณะ ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมโครงการสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานชุมชน ด้วยระบบสูบน้ำจากพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้เป็นจำนวนกว่า 199 ล้านบาท

    เมื่อวันที่2มิ.ย.2560 พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนำคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพลังงานพร้อมด้วยสื่อมวลชนลงพื้นที่ บ้านมอดินแดง ม.6 ต.หนองหญ้าขาวอ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อเยี่ยมชมโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง ที่กระทรวงพลังงานให้การสนับสนุน

    โดยพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด และมีความห่วงใยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและปัญหาต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น จึงได้ดำเนินโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้งขึ้น  โดยให้การสนับสนุนความรู้ เทคนิคและเทคโนโลยีการสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในพื้นที่เกษตรกรรมที่เคยประสบปัญหาภัยแล้ง ให้มีอีกทางเลือกหนึ่งในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อช่วยไม่ให้พืชที่เพาะปลูกเสียหายจากการขาดแคลนน้ำเมื่อประสบปัญหาภัยแล้ง และช่วยลดต้นทุนจากการทดแทนการใช้น้ำมัน อีกทั้งยังมีส่วนช่วยเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้พลังงานทดแทนที่เหมาะสม

    ทั้งนี้ทางสำนักการมีส่วนร่วมของประชาชน(สสช.)ได้มอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัดดำเนินการประสานเครือข่ายพลังงานชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการดำเนินงาน โดยการส่งเสริมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อขยายผลเพิ่มจำนวนเทคโนโลยีพลังงานทดแทนในชุมชน ให้สอดคล้องกับศักยภาพและปัญหาของชุมชน และให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตัวเองทางด้านพลังงานและนำไปสู่การลดต้นทุนการใช้พลังงานเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค

    โดยโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา กระทรวงพลังงานได้จัดทำโครงการจำนวน 53 ระบบ ช่วยเกษตรกรได้ 410 ราย รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์จำนวน 4,600 ไร่ ซึ่งสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นจำนวน 133 กิโลวัตต์  ส่วนพื้นที่จังหวัดลพบุรีนั้น กระทรวงพลังงานได้จัดทำโครงการจำนวน 4 ระบบ ให้การช่วยเหลือเกษตรกร 31 ราย พื้นที่ได้รับประโยชน์จำนวน 364 ไร่ ซึ่งสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้เพิ่มขึ้นจำนวน 10 กิโลวัตต์​

    "สำหรับโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้งได้เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนก.ค. 2559 และได้ดำเนินการส่งเสริมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 846 ระบบ ในพื้นที่ 56 จังหวัดในเขตพื้นที่ภัยแล้งทั่วประเทศ ให้การช่วยเหลือเกษตรกรไม่น้อยกว่า 9,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่น้อยกว่า 40,000 ไร่ สามารถเพิ่มการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น จำนวน 2,115 กิโลวัตต์​ คาดการณ์ว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตของเกษตรกรได้ไม่น้อยกว่า 199 ล้านบาท" รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กล่าว

    ภาพโครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง ที่กระทรวงพลังงานให้การสนับสนุน

Date : 01 / 06 / 2017

  • Date : 01 / 06 / 2017
    "เทวินทร์"ในหมวกTMA เผยปีนี้อันดับขีดความสามารถการแข่งขันไทยดีขึ้นมาอยู่อันดับ27

    “เทวินทร์”ในหมวก ของสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) เผยผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของInternational Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2560 ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยขยับเลื่อนจากอันดับ28 ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 27 จาก 63ประเทศทั่วโลก ซึ่งผลสำรวจฯ ในปี 2560 ฮ่องกงและสวิตเซอร์แลนด์ยังคงครองอันดับที่ 1และ 2 เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่สิงคโปร์เลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 ทำให้สหรัฐอเมริกาตกไปเป็นอันดับที่ 4

    ทั้งนี้ ในปี 2560 ผลการจัดอันดับของไทยดีขึ้นทั้งโดยคะแนนและอันดับ โดยคะแนนภาพรวมในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 80.095 เปรียบเทียบกับ 74.681 ในปี 2559 และมีอันดับเลื่อนขึ้นจาก 28 ในปี 2559 เป็น 27 ในปี 2560 ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับ 5 ประเทศอาเซียนที่อยู่ในการจัดอันดับนี้ ซึ่งได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียแล้ว ไทยยังคงอยู่ในอันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยไทย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียมีอันดับดีขึ้น ในขณะที่มาเลเซียมีอันดับลดต่ำลง

    เมื่อพิจารณาคะแนนที่ประเทศไทยได้รับ ในระยะตั้งแต่ปี 2556 - 2560 จะเห็นได้ว่ามีคะแนนสูงขึ้นมาโดยตลอดนับตั้งแต่  ปี 2557 เป็นต้นมา และเริ่มมีแนวโน้มสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของทุกประเทศที่ได้รับการจัดอันดับตั้งแต่ปี 2558 โดยในปี 2560 ประเทศไทยมีคะแนน 80.095 ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยของ 63 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับเท่ากับ 77.033 อันแสดงให้เห็นว่าความพยายามของรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้เริ่มส่งผล ซึ่งหากมีการเร่งดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยมีอันดับความสามารถ   ที่สูงขึ้นจนเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำได้อย่างแน่นอน

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหฐ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการจัดการข้อมูลและการสื่อสารประชาสัมพันธ์ และ ประธานศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน TMA(TMA Center for Competitiveness) กล่าวว่า “การที่  ผลการจัดอันดับในปีนี้ดีขึ้นทั้งคะแนนและอันดับ โดยเป็นปีแรกที่มีคะแนนรวมเกินกว่า 80 คะแนนและสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยรวมของทุกประเทศ เป็นการยืนยันว่าการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นสิ่งที่ทั้งรัฐและเอกชนต้อง  มีจุดหมายและลงมือขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันผลักดันและสร้างความเปลี่ยนแปลงในประเด็นสำคัญๆ ที่เป็นฐานสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาวไปหลายเรื่อง ผลการจัดอันดับ   ทำให้เห็นว่าเรามาถูกทางแล้วและจะต้องพยายามร่วมมือกันต่อไป

    ทั้งนี้ในการจัดอันดับฯ ของ IMD มีการพิจารณา 4 ด้าน คือ สภาวะเศรษฐกิจ (Economic Performance) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ปรากฏว่า ปัจจัยที่ไทยมีอันดับดีที่สุดคือ สภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 10 จาก 63 ประเทศ โดยมีอันดับดีขึ้นถึง 3 อันดับจากปี 2559 ในขณะที่ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับดีขึ้น 3 อันดับเช่นเดียวกัน ทำให้อยู่ในอันดับที่ 20ในปีนี้    ส่วนปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานมีอันดับคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีอันดับที่ 25 และ 49 ตามลำดับในปี 2560

    “ถึงแม้ว่าเราจะมีอันดับที่ดีขึ้นในปีนี้  แต่ประเทศอื่นๆ ในโลกต่างก็เร่งพัฒนาตนเองไปเช่นเดียวกับเรา เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามทำให้มากขึ้นและเร็วขึ้น      โดยประเด็นท้าทายที่เราต้องขับเคลื่อนให้ก้าวหน้าไปให้ได้ คือการพัฒนาคนให้มีความรู้เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ และการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม”นายเทวินทร์ กล่าว

    ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า “ผลการ   จัดอันดับชี้ว่าสมรรถนะทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของภาครัฐอันดับดีขึ้นถึง 3 อันดับ สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจระดับมหภาคที่ส่งสัญญาณดีขึ้น และการปรับปรุงในด้านกฎระเบียบและกฎหมายธุรกิจที่ส่งผลดีให้ดำเนินธุรกิจมีความสะดวกและคล่องตัวมากขึ้น อาทิ การเริ่มต้นดำเนินธุรกิจ การดำเนินการด้านศุลกากรสำหรับการค้าขายข้ามพรมแดน นักธุรกิจจึง  มีความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐที่เอื้อต่อการทำธุรกิจของภาคเอกชนมากขึ้น รวมทั้งมีความเชื่อมั่น  ต่อความสามารถในการบริหารจัดการนโยบายของรัฐบาลมากขึ้นเช่นเดียวกัน”

    อย่างไรก็ตามเรื่องที่ไทยมีอันดับลดลงคือ การลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) จากอันดับที่ 28 ในปี 2559 เป็นอันดับที่ 37 ในปีนี้

    ในขณะที่ จุดเด่นของประเทศไทยในหมวดนี้ยังคงเป็นด้านที่เกี่ยวกับการจ้างงาน รายได้จากการท่องเที่ยว และความมั่นคงของบัญชีเดินสะพัด ส่วนประเด็นที่ยังต้องพัฒนาต่อไปคือ รายได้ประชาชาติต่อหัวของประชากรที่อยู่ในอันดับที่ 54 ด้านค่าครองชีพ ความเสี่ยงจากการย้ายฐานการผลิต และด้านการลงทุนทางตรงทั้งจากต่างประเทศและการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เป็นต้น

    สำหรับผลการจัดอันดับด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ในภาพรวมยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าตัวชี้วัดย่อยเกี่ยวกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาและบุคลากรด้านวิจัยมีอันดับดีขึ้นในทุกประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตัวชี้วัดในเชิงมูลค่าปรับตัวดีขึ้นถึง 4 อันดับ และสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้าน R&D ของภาคธุรกิจ ต่อ GDP (Business expenditure on R&D (%)) ปรับตัวดีขึ้นถึง 10 อันดับ นอกจากนั้น ความเห็นของภาคธุรกิจต่อความสามารถในการสร้างนวัตกรรม (Innovation Capacity) ของประเทศก็ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยปรับตัวดีขึ้นถึง 9 อันดับจากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้อง  ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากคือด้านที่เกี่ยวข้องกับการจดสิทธิบัตร ทั้งจำนวนการขอจดสิทธิบัตร และจำนวนสิทธิบัตรที่ได้รับการจด และสิทธิบัตรที่มีผลบังคับใช้

    ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งพัฒนาเป็นอย่างมาก โดยยังอยู่ในอันดับต่ำทั้งสองหมวด ประเด็นสำคัญที่ต้องปรับปรุงในด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้แก่ การเพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากร และการประหยัดพลังงาน ในขณะที่ด้านการศึกษา ต้องเร่งพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของบุคลากร รวมทั้งความสามารถทางวิชาการโดยเฉพาะด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และการปรับปรุงอัตราส่วนของครู    ต่อนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา เป็นต้น

     

  • Date : 01 / 06 / 2017
    ปตท.เปิดทางรัฐบาลเมียนมาและนักลงทุนต่างชาติร่วมทุนโครงการFSRU

    ปตท.ส่งรายงานผลศึกษาคลังLNGลอยน้ำ(Floating Storage and Regasification Unit -FSRU)ถึงมือ  สนพ. เปิดทางรัฐบาลเมียนมาร่วมลงทุนด้วย ในขณะเดียวกันยังมีนักลงทุนต่างชาติอีกหลายรายเสนอขอร่วมทุนด้วย  ระบุสามารถเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในปี2566 เร็วกว่าแผนที่กพช.เคยมีมติให้ดำเนินการภายในปี2570  โดย เตรียมนำเสนอความคืบหน้าต่อกพช.ในการประชุมปลายเดือนก.ค. 2560 นี้     

    นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2559 มีมติให้ ปตท.ไปศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในประเทศเมียนมา เพื่อทดแทนการผลิตก๊าซฯจากเมียนมาที่จะหมดไปในอนาคต และกระจายความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซฯ โดยกระจายไปฝั่งตะวันตก เพื่อลดการพึ่งพาการจัดหาจากฝั่งตะวันออก ขนาด 3 ล้านตันต่อปี กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2570 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 นั้น  ในเบื้องต้น ปตท.ได้นำเสนอมาที่ สนพ. แล้วว่า  แผนการลงทุนFSRU นั้นจะสร้างที่เมืองกันบ็อค ของเมียนมา และต้องการให้รัฐบาลเมียนมาเข้ามาร่วมลงทุนด้วย เพื่อความคล่องตัวในการลงทุน แต่รัฐบาลเมียนมายังไม่ได้ให้คำตอบ  โดยหากรัฐบาลเมียนมาไม่สนใจที่จะร่วมลงทุนในโครงการนี้  ก็จะไม่เป็นปัญหาต่อโครงการ เนื่องจากมีนักลงทุนจากต่างประเทศหลายราย แสดงความสนใจจะร่วมลงทุนกับ ปตท.   นอกจากนี้ ปตท.ยังรายงานด้วยว่า การเจรจาเรื่องค่าใช้บริการท่อก๊าซฯ ในส่วนของก๊าซที่จะส่งผ่านเมียนมานั้น ยังไม่สามารถเจรจาให้ได้ข้อยุติ

     นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า  ตามมติกพช. ที่กำหนดในการสร้าง FSRU ที่เมียนมา  นั้นควรต้องเสร็จภายในปี 2570 แต่ ปตท.แจ้งว่า สามารถที่จะเร่งให้เสร็จได้ภายในปี 2566 แต่เบื้องต้นทางกระทรวงพลังงานจะพิจารณาความต้องการใช้ก๊าซฯในประเทศควบคู่กับแผนบริหารจัดการก๊าซฯ ก่อน จึงจะทราบว่าจะต้องเร่งสร้าง FSRU หรือไม่ ทั้งนี้กระทรวงพลังงานจะรายการงานความคืบหน้าดังกล่าวต่อ กพช.ปลายเดือน ก.ค. 2560 นี้  

    ส่วนกรณีที่ภาครัฐมีแนวคิดที่จะให้ ปตท.ขยายคลังรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ระยะที่ 1 เพิ่มขึ้นจาก 11.5 ล้านตัน เพื่อรองรับวิกฤติก๊าซฯในปี 2564-2566 นั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขยายเพิ่มหรือไม่ หรือ หากขยายเพิ่มจะเป็น 13 ล้านตันหรือ 15 ล้านตัน  โดยขอประเมินสถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ของประเทศ และผลประมูลสัมปทานหมดอายุในแหล่งเอวัณและบงกชก่อน  ซึ่งหากผู้ที่ชนะการประมูลเป็นรายเดิมอาจช่วยบรรเทาปัญหาวิกฤติไฟฟ้าในช่วงปี 2564-256 ลงได้

    ทั้งนี้ ในแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 – 2566 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้ กพช.รับทราบไปเมื่อการประชุมวันที่15พ.ค.2560 นั้น ในกรณีที่บริหารจัดการก๊าซในอ่าวไทย ทำให้การผลิตไม่ต่อเนื่องและก๊าซมีปริมาณลดลง จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 13,623 ล้านหน่วย หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาด 1,700 เมกะวัตต์ โดย แนวทางแก้ปัญหาส่วนหนึ่งนั้น กระทรวงพลังงาน  จะต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บสำรองก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เช่น การขยายโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 1 มาบตาพุด จ.ระยอง และเร่งรัดการพัฒนาโครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่ภาคใต้ เป็นต้น รวมถึงการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม เช่น รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว หรือกัมพูชา) และรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมเพื่อเป็นทางออก

    สำหรับมติกพช.เมื่อวันที่8ธ.ค.2559 นั้น ที่ประชุม ได้รับทราบการปรับปรุงประมาณการความต้องการใช้และแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติตามแผน Gas Plan 2015 ที่ปรับปรุงใหม่ข้างต้น พร้อมเห็นชอบโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดหา/นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Facilities) ประกอบด้วย

    1) โครงการ LNG Receiving Terminal แห่งใหม่ จ.ระยอง [T-2] ที่มอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้ดำเนินโครงการ ให้ดำเนินการขยายกำลังการแปรสภาพ LNG เพื่อให้สามารถรองรับการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ความต้องการ LNG ในอนาคต จากเดิม 5 ล้านตันต่อปี เป็น 7.5 ล้านตันต่อปี ประมาณการเงินลงทุนรวม 38,500 ล้านบาท และกำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2565

    2) โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เพื่อรองรับการจัดหา LNG ในอนาคต รองรับการใช้ก๊าซฯ ของโรงไฟฟ้าพระนครใต้และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และเพิ่มการแข่งขันธุรกิจจัดหา LNG ในอนาคต ขนาด 5 ล้านตันต่อปี ประมาณการเงินลงทุนรวม 24,500 ล้านบาท และกำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2567 โดยมอบหมายให้ กฟผ. เป็นผู้ดำเนินการ และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ เป็นระยะ
     3) โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในประเทศเมียนมา เพื่อทดแทนการผลิตก๊าซฯจากพม่าที่จะหมดไปในอนาคต และกระจายความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซฯ โดยกระจายไปฝั่งตะวันตก เพื่อลดการพึ่งพาการจัดหาจากฝั่งตะวันออก ขนาด 3 ล้านตันต่อปี กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2570 โดยมอบหมายให้ ปตท. ไปดำเนินการศึกษาในรายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 และนำเสนอผลการศึกษาต่อ กบง.

     

  • Date : 01 / 06 / 2017
    ปตท.เปิดตัวรถบัสไฟฟ้า นำร่องนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ

    กลุ่ม ปตท. เปิดตัว ‘พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส’  รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า นำร่องการใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้าในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ  ตามแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงาน   โดยระยะเริ่มต้นมีให้บริการ3คัน เน้นอำนวยความสะดวกในการรับส่งพนักงานในกลุ่ม ปตท. ข้าราชการกระทรวงพลังงาน และประชาชนที่มาติดต่องาน เพื่อทดแทนการใช้รถโดยสารแบบเดิม  

    เมื่อวันที่1มิ.ย.2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดตัว พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส รถโดยสารพลังงานไฟฟ้าจากความร่วมมือของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)  บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)  ซึ่งถือเป็นโครงการ นำร่องการใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้าในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ  ตามแผนการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงาน  เพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย  โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงานนำโดยนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และผู้บริหาร ปตท.นำโดย นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ

    พลเอก อนันตพร เปิดเผยว่า  กระทรวงพลังงานมีแผนส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ให้เกิดการใช้งานจริงด้วยแผนการดำเนินการ 3 ระยะ  ซึ่ง พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการตามแผนงานระยะที่ 1 ที่เน้นการนำร่องการใช้งานในกลุ่มรถโดยสารสาธารณะ  และจะขยายผลไปสู่การมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงระบบการจัดการต่างๆ  เพื่อให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลในที่สุด

    พล.อ. อนันตพร  กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีกระแสสังคมเรียกร้องให้ภาครัฐลดภาษีรถ EV แต่มาตรการดังกล่าวจะใช้กับประเทศผู้ผลิตรถ EV เป็นหลัก เช่น จีน และสหรัฐฯ ในขณะที่ไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถ EV  จึงต้องพิจารณามาตรการส่งเสริมด้านอื่นๆ เช่น สิทธิพิเศษจุดจอดรถ EV มาตรการด้านภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์EV เป็นต้น ทั้งนี้มาตรการที่จะนำมาใช้ต้องสมดุลระหว่างนักธุรกิจและความมั่นคงพลังงานประเทศ

    ในขณะที่ นายเทวินทร์  กล่าวว่า “พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส เป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าต้นแบบ ที่เกิดขึ้นจาก องค์ความรู้ของ กลุ่ม ปตท. ผลิตขึ้นใหม่ในไทย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนด  พระราชบัญญัติ  และประกาศต่างๆ ด้านการจราจรของหน่วยงานภาครัฐที่มีการประกาศใช้ในประเทศ  มีขนาดเทียบเท่ารถมินิบัส โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 3 คัน ประกอบด้วย รถโดยสารทั่วไป 2 คัน และรถที่มีการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษรองรับผู้พิการ 1 คัน แต่ละคัน สามารถรองรับผู้โดยสารนั่งได้จำนวน 20 คน  ผู้โดยสารยืนจำนวน 20 คน  รวม 40 คน ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมระบบปรับอากาศภายในตัวรถ  กักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอร์รี่ลิเธียมขนาด 35.3  กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) สำหรับรถโดยสารทั่วไป และ ขนาด 80 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)  สำหรับรถที่มีอุปกรณ์พิเศษเพื่อผู้พิการ ใช้เวลาในการชาร์จแบบเร็ว 20 นาที และแบบปกติ 2 ชั่วโมง  วิ่งได้ระยะทาง 30 กิโลเมตร และ 60–100 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับประเภทของแบตเตอร์รี่ต่อการชาร์จ  1 ครั้ง  ซึ่งได้มีการติดตั้งจุดชาร์จ ณ อาคารเอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์  เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับส่งพนักงานในกลุ่ม ปตท. ข้าราชการกระทรวงพลังงาน และประชาชนที่มาติดต่องาน เพื่อทดแทนการใช้รถโดยสารแบบเดิม  โดย พีทีที กรุ๊ป อีวี บัส จะวิ่งในเส้นทางอาคารเอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ ไปยังสถานีรถไฟฟ้า BTS/ MRT หมอชิต/ จตุจักร”

    ปัจจุบัน  ปตท. ได้เปิดตัวสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (PTT EV Station) ทั้งสิ้น  6 แห่ง ได้แก่ จุดชาร์จ ณ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่  สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา   สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาแหลมฉบังขาออก จ.ชลบุรี  สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขา The Crystal PTT ถ.ชัยพฤกษ์ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาเข้า) และ  สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาออก) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการศึกษาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า

Date : 30 / 05 / 2017

  • Date : 30 / 05 / 2017
    เปิด3ช่องทางแสดงความคิดเห็นร่างพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    กระทรวงพลังงานเปิด 3 ช่องทางรับฟังความคิดเห็น ร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งผ่านเว็บไซต์ www.eppo.go.th   การจัดส่งเป็นเอกสาร และการแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีสัมมนา ย้ำความจำเป็นของการยกร่างเป็นพ.ร.บ.เพื่อลดผลกระทบประชาชนจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก และการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากฟอสซิล รวมทั้งการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับผู้มีรายได้น้อย

     นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  3 ช่องทาง ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.  ซึ่งดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 77 ที่กำหนดให้ก่อนการออกกฎหมายทุกฉบับต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน นั้นประกอบด้วย ช่องทางที่ 1 ผ่านเว็บไซต์ www.eppo.go.th ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2560    ช่องทางที่ 2 การแสดงความคิดเห็นเป็นเอกสาร สามารถส่งได้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2560  ได้ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนมาที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)  หรือโทรสาร 02-612 1391   และช่องทางที่ 3 การจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นที่จะมีขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายน 2560

    ทั้งนี้ความจำเป็นในการยกร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ  เพื่อเป็นการยกระดับกฎหมายจัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากที่เป็นคำสั่งนายกรัฐมนตรี ภายใต้พระราชกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ขึ้นเป็น “พระราชบัญญัติ” เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ และการใช้ประโยชน์ของเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นกลไกของภาครัฐมานานกว่า 40 ปีแล้วในการช่วยป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศจากความผันผวนของตลาดโลก ช่วยลดผลกระทบต่อประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ  และรัฐบาลเห็นว่า กองทุนยังมีความสำคัญและจำเป็นเพื่อเป็นกลไกช่วยกำกับดูแลมิให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดผลกระทบกับการดำรงชีพของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ และยังใช้เป็นกลไกในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศอันเป็นการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากฟอสซิล  ซึ่งถ้าหากไม่มีกองทุนน้ำมันฯ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะกระทบกับค่าครองชีพของประชาชน ราคาสินค้า ค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตาม  ซึ่งการปรับตัวต่ำหรือสูงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันจะกระทบกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  หากราคาน้ำมันไม่มีเสถียรภาพจะส่งผลต่อสภาวะทางเศรษฐกิจด้วย

    ในประเด็นความเห็นต่างว่า การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ด้อยโอกาสตามกฎหมายนี้ไม่มีความจำเป็นเพราะรัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือในการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยไว้แล้วนั้น  ในความเป็นจริงการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในด้านพลังงาน ยังสำคัญและจำเป็น เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อยจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกโดยเป็นการช่วยเหลือที่จำกัดขอบเขตเฉพาะด้านพลังงาน เหมือนมาตรการที่รัฐบาลเคยดำเนินการ เช่น การอุดหนุนราคาขาย NGV แก่รถโดยสารสาธารณะ เป็นต้น

    ส่วนประเด็นที่บุคคลบางกลุ่มเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการนำเงินกองทุนน้ำมันฯ 40,000 ล้านบาท ไปอุ้มการลงทุนของภาคเอกชนในการสร้างท่อก๊าซ หรือคลัง LNG นั้น  กระทรวงพลังงานแจ้งว่าไม่เป็นความจริงโดยวงเงินกองทุนน้ำมันฯ ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้กองทุนน้ำมันฯ มีจำนวนวงเงินไม่เกิน 40,000 ล้านบาท สามารถกู้ได้เฉพาะในวัตถุประสงค์ 3 ข้อคือ 1. รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ 2.สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ 3.บรรเทาผลกระทบการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันแก่ผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการใช้รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สามารถใช้เงินกองทุนในการรักษาระดับราคาน้ำมันไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน ความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นการนำเงินไปอุ้มผู้ลงทุนภาคเอกชนแต่อย่างใด

    ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความมั่นใจว่า ร่างพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ มีการวางกลไกกำกับดูแลที่ดีทั้งในระดับองค์กร และระดับคณะกรรมการบริหารของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุล และเพื่อให้สาธารณชนเกิดความไว้วางใจ การดำเนินการรับจ่ายเงินกองทุนน้ำมันฯ จะมีหน่วยงานรัฐ เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน เป็นผู้ตรวจสอบรายละเอียดความถูกต้องเกี่ยวกับปริมาณ อัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ อัตราชดเชย และสรุปยอดจำนวนเงินในการส่งให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อดำเนินการรับจ่ายเงินตามที่หน่วยงานดังกล่าวแจ้งยอดอย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ ที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วนั้น ได้กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อ 1. รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ 2.สนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ 3.บรรเทาผลกระทบการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันแก่ผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส 4.สนับสนุนการลงทุนสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ และ  5.สนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จากเดิมการป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ เนื่องจากหากมีกรณีวิกฤต  เช่น ภัยพิบัติ หรือสงคราม เกิดการขาดแคลนน้ำมัน การลงทุนเพื่อการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐาน จึงมีความสำคัญเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เพราะในกรณีวิกฤตแม้มีเงินก็ไม่สามารถซื้อน้ำมันได้ 

  • Date : 30 / 05 / 2017
    กฟน.แจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงไฟฟ้ารั่วจากฝนตกน้ำท่วมสูงให้รีบป้องกันย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้า

    กฟน. ห่วงปัญหาไฟฟ้ารั่วจากฝนตกน้ำท่วมสูง เตือนพื้นที่  ปากเกร็ด ,ถนนฉิมพลี-ทุ่งมังกร เขตตลิ่งชัน และชุมชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เสี่ยงน้ำท่วมสูงให้รีบป้องกันย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นระดับน้ำท่วม  โดยพร้อมให้บริการเลื่อนปลั๊ก-สวิตช์ไฟฟ้า ที่สามารถแจ้งได้ทั้ง3 ช่องทางการติดต่อ ทั้ง ห้องเวรแก้ไฟฟ้าขัดข้อง การไฟฟ้านครหลวงเขตใกล้บ้าน ,ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center โทร 1130 และช่องทาง MEA Smart Life Application ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    นายสมพงษ์ พงษ์สกุลรังษี รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า  กฟน.ห่วงปัญหาไฟฟ้าของประชาชนจากกรณีฝนตกหนัก  ดังนั้นจึงขอเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ที่เป็นลักษณะแอ่งกระทะน้ำท่วมบ่อยครั้ง ได้แก่บริเวณถนนฉิมพลี-ทุ่งมังกร เขตตลิ่งชัน รวมถึงชุมชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนพื้นที่อื่นๆ ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ ที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูง หากพบว่าระดับน้ำบริเวณบ้านเริ่มท่วมสูงขึ้นจนใกล้ถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าให้รีบดำเนินการย้ายปลั๊กไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นที่สูงให้พ้นจากระดับน้ำท่วมถึงเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว และอุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุด พร้อมทั้งควรติดตามข่าวสาร สถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    ทั้งนี้ กฟน.พร้อมให้บริการเลื่อนปลั๊ก-สวิตช์ไฟฟ้า ในพื้นที่ให้บริการที่น้ำท่วมสูง สามารถแจ้งขอใช้บริการได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ ห้องเวรแก้ไฟฟ้าขัดข้อง การไฟฟ้านครหลวงเขตใกล้บ้าน หรือแจ้งได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center โทร 1130 และช่องทาง MEA Smart Life Application ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง กฟน.จะประสานเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการแก้ไขหรือให้ความช่วยเหลือต่อไป 

    นอกจากนี้หากประชาชนพบเห็นเสา สายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าของกฟน. ชำรุด หรืออยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่กฟน.เขตได้ทุกเขต หรือแจ้งได้ที่ MEA CALL CENTER โทร 1130 รวมถึงสามารถแจ้งผ่าน MEA Smart Life Application ทั้งระบบ iOS และ Android บน Smart phone ได้ตลอด 24 ชั่วโมง