ข่าวทั้งหมด

Date : 06 / 06 / 2017

  • Date : 06 / 06 / 2017
    ปตท. ลงทุนในกองทุนเทคโนโลยีและพลังงาน ต่อยอดนวัตกรรมและธุรกิจในอนาคต

    ปตท. ร่วมลงทุนในกองทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานกับ EIP ของสหรัฐฯ พร้อมจับมือเครือข่ายนักลงทุนบริษัทพลังงานชั้นนำของโลก เฟ้นหานวัตกรรมและเทคโนโลยี ต่อยอดธุรกิจ

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงทุนในกองทุนด้านเทคโนโลยีพลังงาน ผ่านบริษัท Energy Impact Partners LP (EIP) ของสหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการ รวมทั้งได้เข้าร่วมในเครือข่ายนักลงทุน Nexus Strategic Partner ซึ่งประกอบด้วยบริษัทพลังงานชั้นนำรายใหญ่จากหลากหลายประเทศ เพื่อร่วมกันเฟ้นหานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และรูปแบบใหม่ของธุรกิจพลังงานในอนาคต

    “การร่วมลงทุน กับ EIP และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายนักลงทุน Nexus Strategic Partner ซึ่งมุ่งเน้นในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานให้ดีขึ้นนั้น เป็นโอกาสที่ดีให้ ปตท. ได้ร่วมมือกับบริษัทพลังงานชั้นนำต่างชาติ เพื่อนำผลิตภัณฑ์หรือรูปแบบธุรกิจใหม่ในด้านพลังงานมาสร้างประโยชน์และความยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป”นายเทวินทร์กล่าว

    ด้านนายฮานส์ คอบเลอร์ (Hans Kobler) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดการกองทุน EIP กล่าวว่า EIP มีความยินดีที่ ปตท. ได้เข้าร่วมในกลุ่มเครือข่ายนักลงทุน Nexus Strategic Partner เนื่องจาก ปตท. เป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมในธุรกิจพลังงานมายาวนานกว่าสามทศวรรษ อีกทั้งยังมีความมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นบริษัทชั้นนำแห่งเดียวในไทยที่ถูกจัดอันดับใน Fortune Global 500 Companies ซึ่งจะช่วยให้ EIP และบริษัทด้านเทคโนโลยีพลังงานที่ EIP ลงทุน สามารถเติบโตได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลกในอนาคต

    บริษัท Energy Impact Partners LP (EIP) เป็นบริษัทบริหารจัดการเงินลงทุนขนาดใหญ่ เน้นการลงทุนในนวัตกรรมด้านพลังงานและไฟฟ้า ตั้งแต่การผลิตพลังงานด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เทคโนโลยีที่ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือการบริการรูปแบบใหม่แก่ผู้บริโภค มีความเชี่ยวชาญในการลงทุนในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งบริหารงานโดยผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานมากกว่า 20 ปี ล่าสุดบริษัทฯ ได้ลงทุนใน CIMCON Lighting ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบสื่อสารและจัดการ Smart City Lighting และการลงทุนใน Arcadia Power ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้พลังงานทดแทนผ่าน Advanced Billing Platform อีกทั้งยังเป็นผู้สร้างเครือข่ายพันธมิตรกับบริษัทพลังงานชั้นนำทั่วโลก ประกอบด้วย Southern Company, National Grid, Xcel Energy, Ameren, Great Plains Energy, Fortis Inc., AGL, Avista Corp., Madison Gas and Electric Co., TEPCO รวมถึง ปตท. ด้วย

  • Date : 06 / 06 / 2017
    บี.กริม คว้าโควต้าโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ24เมกะวัตต์แบบไม่ต้องรอจับสลาก

    บี.กริม คว้าโควต้าโซล่าร์ฟาร์มส่วนราชการ เฟสสอง ที่ร่วมกับองค์การทหารผ่านศึก 24 เมกะวัตต์ ในกรุงเทพฯและปริมณฑล แบบไม่ต้องรอจับสลาก ในขณะที่โควต้าในส่วนสหกรณ์ภาคการเกษตรฯ ต้องรอจับสลากวัดดวง  ในขณะที่เร่งทีมงานรับมือเทรนด์อนาคต ที่ลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมจะหันไป ติดโซล่าร์รูฟท็อปใช้เอง พร้อมลงทุนสร้างระบบกักเก็บพลังงาน(Energy storage)รวม ในนิคมอมตะนคร หวังขายไฟฟ้าที่มีความเสถียร

     นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า บี.กริม ได้สิทธิ์โควต้าการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการเฟสสอง ที่ร่วมมือกับองค์การทหารผ่านศึก ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่จำหน่ายให้กับการไฟฟ้านครหลวง จำนวน24 เมกะวัตต์แน่นอนแล้วโดยไม่ต้องรอลุ้นจับสลาก  เนื่องจากไม่มีคู่แข่ง ส่วนอีก 15 เมกะวัตต์ ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎ์ธานี นั้นจะต้องเข้าไปแข่งขันจับสลากกับเอกชนรายอื่นในวันที่ 26 มิ.ย. 2560 นี้ ซึ่งหากจับสลากได้ ก็เท่ากับว่าบริษัทจะได้สิทธิดำเนินโครงการในโควต้าส่วนราชการ รวมจำนวน  39 เมกะวัตต์ จากทั้งหมดที่เปิดรับซื้อ 100 เมกะวัตต์

    ในส่วนของโควต้าของสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟสสอง ที่เปิดรับซื้อ 119 เมกะวัตต์ แต่มีผู้ยื่นคำขอเข้ามา จำนวน680ราย รวมปริมาณ3,310 เมกะวัตต์ ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่รับซื้อ และจะต้องใช้วิธีจับสลากคัดเลือกผู้ดำเนินการนั้น นางปรียนาถ กล่าวว่า บริษัทก็มีความสนใจแต่ต้องมีการเจรจากับทางกลุ่มสหกรณ์ ที่จะต้องมีการจับสลากกันก่อน

    สำหรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการใช้ไฟฟ้าที่โครงงานอุตสาหกรรมจะหันมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)ใช้เอง เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า นั้น ทาง บี.กริม ได้จัดตั้งทีมงาน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีรวมถึงการติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป สำหรับจำหน่ายไฟฟ้าให้ลูกค้าในนิคมฯ พร้อมทั้งการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน( Energy Storage)โดยรวม เพื่อช่วยให้ไฟฟ้าเกิดความเสถียร ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำร่องแห่งแรกที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร นอกจากนี้ได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์จากบริษัท China Energy Engineering Corporation ติดตามเทคโนโลยีโซล่าร์รูฟท็อปและ Energy Storage เนื่องจากขณะนี้เทคโนโลยี Energy storage ยังมีราคาแพงประมาณ 10 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ แต่ในอนาคตราคาจะถูกลงและจะเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนมากทื่สุด ส่วนรายละเอียดยังอยู่ระหว่างการศึกษาให้เกิดความชัดเจนต่อไป

    พร้อมกันนี้ บี.กริม ยังเตรียมเปิดให้ยื่นเสนอราคาก่อสร้างโรงไฟฟ้าสำหรับโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) จำนวน 5 โครงการ ประกอบด้วย การก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามนโยบายการรับซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ทดแทนสัญญาชุดเดิมที่จะหมดอายุลง(SPP Replacement) โดยบริษัทได้รับอนุมัติให้สร้างโรงไฟฟ้า(SPP)ทดแทน 3 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 1,โรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 2 และโรงไฟฟ้าบี.กริม เพาเวอร์ (แหลมฉบัง) 1 กำลังการผลิต 140-160 เมกะวัตต์ต่อแห่ง โดยอยู่ระหว่างรอทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ(กฟผ.) ที่จะรับซื้อไฟฟ้าทดแทน 30 เมกะวัตต์ต่อแห่ง และที่เหลือจะขายให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม

     ส่วนอีก 2 แห่ง เป็นโรงไฟฟ้าSPP ใหม่ ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก กำลังผลิต 120 เมกะวัตต์ต่อแห่ง มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) แล้ว ซึ่งโรงไฟฟ้าทั้ง 5 แห่ง ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง และใช้เงินลงทุนประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาทต่อแห่ง โดยมีผู้ยื่นเสนอขายเครื่องจักร 2 ราย คือ จีอี และซีเมนส์ คาดว่าจะทยอยเริ่มการก่อสร้างได้ปลายปี 2560 นี้

    สำหรับความคืบหน้าการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น  บริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก(IPO) จำนวนไม่เกิน 716.9 ล้านหุ้น หรือประมาณ 27.5% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ซึ่งส่วนนี้จะเสนอขายให้กับนักลงทุนต่างประเทศ,นักลงทุนสถาบัน และผู้มีอุปการคุณ ไม่เกิน 60% ส่วนที่เหลืออีก 40% จะเสนอขายให้กับนักลงทุนรายย่อยในประเทศ 
    ล่าสุด ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) จะเข้ามาลงทุนในหุ้น IPO วงเงินไม่เกิน 75 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 5% ของหุ้นทั้งหมดของหลังการขาย IPO และยังมีกองทุนจากต่างประเทศอีกหลายรายสนใจร่วมเป็น Cornerstone Investor  โดยคาดว่าจะสรุปช่วงราคาเสนอขายได้ในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ และจะเริ่มทำการซื้อขายหุ้นในตลาดฯเป็นวันแรก 19 ก.ค.นี้

     ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะได้เม็ดเงินจากการระดมทุนครั้งนี้กว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยนำเงินใช้คืนหนี้สถาบันการเงิน 6-7 พันล้านบาท และใช้คืนหนี้หุ้นกู้ราว 2 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้ลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่ในมือ 
           

    นายนพเดช กรรณสูตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าว บริษัทยังมองหาจังหวะที่เหมาะสมในการออกหุ้นกู้อีก 3.5 หมื่นล้านบาท ช่วง3-5 ปีข้างหน้า ในลักษณะเดียวกันการออกหุ้นกู้ในช่วงเดือนเม.ย.ปี2560 ที่มูลค่า 1.15 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3.76% ต่อปี ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากสถาบันการเงิน ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 5.6% ต่อปี ซึ่งทำให้บริษัทประหยัดต้นทุนดอกเบี้ยได้ปีละ 200 ล้านบาท

    "การปรับโครงสร้างทางการเงินทั้งการออกหุ้นกู้และการระดมทุนผ่าน IPO จะทำให้สัดส่วนภาระหนี้ต่อทุนของบริษัท ลดลงเหลือระดับ 2 เท่าภายในปีนี้ จากไตรมาส 1 อยู่ที่ระดับ 3.4 เท่า และคาดว่าใน3-5ปีข้างหน้าจะเหลือระดับ 1.5 เท่า"  นายนพเดช กล่าว

Date : 05 / 06 / 2017

  • Date : 05 / 06 / 2017
    กฟผ.เริ่มนับหนึ่งแผนFSRU 5ล้านตันต่อปี และจะเป็นผู้นำเข้าแอลเอ็นจีล็อตแรกปี2562

    กฟผ. เริ่มนับหนึ่งแผนก่อสร้าง โครงการคลังรับแอลเอ็นจีลอยน้ำ(Floating Storage Regasification Unit –FSRU) ขนาด 5 ล้านตัน ในพื้นที่อ่าวไทย เตรียมหารือ บริษัทที่ปรึกษาเพื่อจัดทำอีไอเอ 3 ฉบับ คาดแล้วเสร็จส่ง สผ.พิจารณากลางปี 2561  ในขณะเดียวกันยังมีแผนการนำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตัน ต่อปี สนองนโยบายรัฐเปิดให้บุคคลที่สามแข่งขันเสรีธุรกิจก๊าซฯ (Third Party Access Regime : TPA)  ผ่านระบบคลังรับแอลเอ็นจีของปตท. ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำเข้าล็อตแรกปี 2562 

    นายนฤมิต คินิมาน ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า วันที่ 6 มิ.ย.2560 นี้ กฟผ.จะประชุมร่วมกับบริษัท อีอาร์เอ็ม- สยาม จำกัด ซึ่งเป็นที่ปรึกษาการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) เพื่อกำหนดกรอบการจัดทำอีไอเอโครงการก่อสร้างคลังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) แบบลอยน้ำ (Floating Storage Regasification Unit –FSRU ) ขนาด 5 ล้านตันต่อปี โดยจะต้องจัดทำอีไอเอ 3 ฉบับ คือ ฉบับแรกคือ การจัดทำอีไอเอท่าเทียบเรือสำหรับจอดเรือบรรทุกแอลเอ็นจี ฉบับที่สองคือ สถานีกักเก็บและแปลงสภาพแอลเอ็นจี และฉบับที่สาม คือ ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติรวมระยะทาง 60 กิโลเมตร แบ่งเป็นการวางแนวท่อในทะเล 20 กิโลเมตร และบนบก 40 กิโลเมตร

    เบื้องต้นท่าเทียบเรือจะอยู่ตั้งบริเวณอ่าวไทยห่างจากฝั่ง 20 กิโลเมตร และขึ้นฝั่งที่คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ โดยจะวางแนวท่อเลียบถนนบางนา-ตราด ผ่านห้างสรรพสินค้าอิเกีย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสองแนวทางว่าจะวางท่อก๊าซไปตามแนวถนนหรือแนวสายส่งไฟฟ้าเพื่อจัดส่งก๊าซฯป้อนให้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้ จ.สมุทรปราการ ก่อนเชื่อมต่อไปยังโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ผ่านแนวท่อส่งก๊าซฯของ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 

    นายนฤมิต กล่าวว่า โครงการก่อสร้างคลังเก็บก๊าซ แอลเอ็นจี แบบลอยน้ำ ของกฟผ.ไม่ถึงขั้นต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ อีเอชไอเอ เนื่องจากความยาวหน้าท่าเทียบเรือไม่ถึง 300 เมตร และแม้ว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการแรกที่ กฟผ.ดำเนินการ แต่ก็มั่นใจว่าการจัดทำอีไอเอจะสมบูรณ์ เพราะได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการจัดทำอีไอเอสำหรับFSRUในต่างประเทศหลายโครงการ โดยงบในการจัดทำอีไอเอครั้งนี้เบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

    ทั้งนี้การจัดทำอีไอเอจะใช้เวลา 12 เดือน หรือแล้วเสร็จกลางปี 2561 และจะส่งให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาตามขั้นตอน จากนั้นจะต้องส่งให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.)อนุมัติ เพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อไป 

    ด้าน นางราณี โฆษิตวานิช ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า สำหรับการโครงก่อสร้างFSRU ขนาด 5 ล้านตันต่อปีของ กฟผ.อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาที่ปรึกษามาศึกษาขอบเขตงานด้านวิศวกรรม (Frontier Engineering )รวมถึงจัดหาที่ปรึกษามาศึกษารูปแบบการจัดหาแอลเอ็นจี ซึ่งจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ โดยจะศึกษาในหลายรูปแบบทั้งสัญญานำเข้าแอลเอ็นจีระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เนื่องจาก กฟผ.ไม่มีประสบการณ์การนำเข้าแอลเอ็นจีมาก่อนและตลาดต่างประเทศยังมีความซับซ้อน โดยผลการศึกษาจะต้องแล้วเสร็จใน 1 ปี เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)พิจารณาไม่เกินสิ้นปี  2561

    นอกจากนี้ กฟผ.ยังได้รับมอบหมายภารกิจเร่งด่วนจากภาครัฐให้ดำเนินการตามนโยบายเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติในประเทศ(Third Party Access Regime : TPA) ที่เปิดให้บุคคลที่สามสามารถใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติและสถานีแอลเอ็นจีได้ จากปัจจุบัน ปตท.เป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ซึ่งขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างดำเนินโครงการขยายกำลังการแปรสภาพแอลเอ็นจี ที่แอลเอ็นจี เทอร์มินอล มาบตาพุด เพิ่มเติมอีก 1.5 ล้านตันต่อปี กำหนดเสร็จในปี 2562 ทำให้มีประสิทธิภาพรองรับแอลเอ็นจีสูงสุดรวมเป็น 11.5 ล้านตันต่อปี

    ดังนั้น กฟผ.ต้องเร่งศึกษาการนำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตันต่อปี โดยขณะนี้ กฟผ.ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาจากต่างประเทศทำการศึกษากลยุทธ์นำเข้าแอลเอ็นจีแล้ว และจะแล้วเสร็จกลางปีหน้า จากนั้นจะเปิดให้ยื่นข้อเสนอเพื่อเข้าร่วมประมูลนำเข้าแอลเอ็นจี ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาราว 1-2 เดือนถึงจะได้ผู้ชนะการประมูล และคาดว่าจะสามารถเริ่มนำเข้าแอลเอ็นจีลำแรกภายในปี 2562 ผ่านสถานีแอลเอ็นจีของปตท.ได้ 

    สำหรับปริมาณการนำเข้าแอลเอ็นจีที่เหมาะสม กฟผ.อยู่ระหว่างศึกษาความต้องการใช้ที่แท้จริง แต่เบื้องต้นสถานีมีประสิทธิภาพรองรับเพิ่ม 1.5 ล้านตันต่อปี ขณะเดียวกันยังมีคู่แข่งเอกชนรายอื่นที่สนใจเข้าร่วมใช้บริการ ดังนั้นการแข่งขันจะต้องคำนึงถึงราคานำเข้าที่ไม่สูง โดยที่ภาครัฐกำหนดเงื่อนไขราคานำเข้าต้องต่ำกว่าราคาน้ำมันเตา 

    ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังได้เร่งเตรียมความพร้อมปฏิบัติภาระกิจดังกล่าว ทั้งการพัฒนาด้านบุคลากร,กฎระเบียบต่างๆ,ศึกษาวิธีการเชื่อมต่อท่อก๊าซฯ,ศึกษาข้อกำหนดการเปิดให้ใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซฯบนบกแก่บุคคลที่สาม (TPA Code ) และการกำหนดรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เหมาะสม 

    โดยเบื้องต้น การนำเข้าผ่านสถานีแอลเอ็นจี ปตท.นั้น กฟผ.จะนำเข้าแอลเอ็นอาจส่งป้อนให้กับโรงไฟฟ้าวังน้อย และโรงไฟฟ้าบางปะกง ในบางส่วน แต่อย่างไรก็ตาม กฟผ.ยังจำเป็นต้องจัดซื้อแอลเอ็นจีส่วนใหญ่จากปตท. เพื่อผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศประมาณกว่า 4,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

    นางราณี กล่าวว่า การที่ กฟผ. เป็นผู้เล่นรายใหม่ในธุรกิจนำเข้าแอลเอ็นจี จะเป็นการช่วยกระจายความเสี่ยงด้านการจัดหาเชื้อเพลิง ทำให้เกิดการแข่งขันในกิจการก๊าซฯและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

    ทั้งนี้ การศึกษาโครงการFSRU 5 ล้านตันต่อปี เป็นไปตามมติ กพช.เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2559 ที่ให้ กฟผ. เป็นผู้ดำเนินโครงการภายใต้งบประมาณ 24,500 ล้านบาท ไม่รวมราคาจัดหาแอลเอ็นจี โดยมีกำหนดส่งก๊าซฯภายในปี 2567  
     

  • Date : 05 / 06 / 2017
    ปตท.สผ.หยุดผลิตน้ำมันดิบโครงการเอส1ในพื้นที่สปก.15,000บาร์เรลต่อวันตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

    ปตท.สผ.ส่งหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการหยุดผลิตน้ำมันดิบ โครงการเอส1 ในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน(สปก.) ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันดิบ15,000 บาร์เรลต่อวัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลงประมาณ 130 ตันต่อวัน และก๊าซธรรมชาติลดลงประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2560 บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.)  โดยนาย สมพร ว่องวุฒิพรชัย  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่  ได้มีหนังสือถึง กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อชี้แจง เรื่องการหยุดการผลิตชั่วคราว ในพื้นที่ ส.ป.ก. โครงการเอส 1 โดยเนื้อหาสำคัญในหนังสือ ระบุว่า ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจึงแจ้งให้ผู้รับสัมปทานบนบกทุกรายหยุดกิจกรรมการผลิตปิโตรเลียมที่มีการดำเนินการอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. เป็นการชั่วคราวนั้น  ทาง บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด (ปตท.สผ.สยาม) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท.สผ. ถือหุ้น 100% ทั้งทางตรงและทางอ้อม และเป็นผู้ดำเนินงาน โครงการเอส 1 ได้หยุดการผลิต เฉพาะในพื้นที่ ส.ป.ก. ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย. 2560

     ทั้งนี้ที่ผ่านมา การดำเนินการของ ปตท.สผ.สยาม เป็นไปอย่างถูกต้อง โดยบริษัท ไทยเชลล์ เอ็กซ์พลอเรชั่น แอนด์โปรดักชั่น จำกัด (ไทยเชลล์) ผู้รับสัมปทานเดิม ได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ และต่อมาในปี 2536 ได้มีการออกประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินทับซ้อนพื้นที่ที่ผู้รับสัมปทานเดิมเข้าใช้ประโยชน์ ในปี 2543 บริษัท ไทยเชลล์ ได้ดำเนินการยื่นขออนุญาตใช้ที่ดินในเขต ส.ป.ก. พร้อมยื่นคำขอรับคำยินยอมให้ใช้ที่ดินในเขต ส.ป.ก. ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อ ปตท.สผ. เข้าซื้อกิจการโครงการและเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2547 จึงได้ดำเนินการเข้าใช้ประโยชน์ตามที่บริษัท ไทยเชลล์ ได้รับอนุญาต รวมถึงได้ขออนุญาตการเข้าใช้ประโยชน์ตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับโครงการเอส 1 ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก และกำแพงเพชร โดย ปตท.สผ. และ ปตท.สผ.สยาม ถือสัดส่วนโครงการเอส 1 ร้อยละ 100 มีปริมาณการขายน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2559 อยู่ที่ประมาณ 27,351 บาร์เรลต่อวัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ประมาณ 264 ตันต่อวัน และก๊าซธรรมชาติประมาณ 21 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทั้งนี้ การหยุดการผลิตโครงการเอส 1 ในพื้นที่ ส.ป.ก จะส่งผลให้ปริมาณการขายน้ำมันดิบลดลงประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลงประมาณ 130 ตันต่อวัน และก๊าซธรรมชาติลดลงประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน อย่างไรก็ดี กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอยู่ระหว่างการรวบรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้รับสัมปทานบนบกรายอื่น เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

     

  • Date : 05 / 06 / 2017
    คนแห่ยื่นโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์และส่วนราชการกว่า720รายกว่า3,500MWเกินเป้า18เท่า

    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)สรุปยอดรวมการยื่นคำขอเป็นเจ้าของโครงการ “โซลาร์ฟาร์ม” ทั้งในส่วนของหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟสสอง กว่า 720 ราย รวมกำลังผลิต 3,500 เมกะวัตต์ สูงกว่าเป้าหมายรับซื้อถึง 18 เท่า  เตรียมประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 14 มิ.ย. 2560 นี้ ทางเว็บไซต์ www.erc.or.th และจับสลากคัดเลือก 26 มิ.ย. 2560  ที่ไบไทค

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ยอดรวมการยื่นคำขอเป็นเจ้าของโครงการเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ ในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร หรือโซลาร์ฟาร์ม ในเฟส 2 ปีนี้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ถึง 2 มิถุนายน 2560 รวม 5 วันที่ผ่านมานั้น มีจำนวนทั้งสิ้น 720 ราย และคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกเขตพื้นที่  เป็นจำนวน 3,510.46 เมกะวัตต์ และเมื่อเทียบกับเป้าหมายที่วางไว้ในเฟสสอง จำนวนรวม 219 เมกะวัตต์ ยังคงสูงกว่าเป้าหมาย

    โดยในส่วนของหน่วยงานราชการซึ่งมีเป้าหมายการรับซื้อจำนวน100 เมกะวัตต์ นั้น มีผู้ยื่นคำขอเข้ามาจำนวน200 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นหน่วยงานในมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 3 ราย จำนวน 15เมกะวัตต์ และองค์การที่รัฐจัดตั้งขึ้น(ไม่รวมองค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจ) จำนวน37 ราย รวม185 เมกะวัตต์    ในขณะที่ส่วนของสหกรณ์ภาคการเกษตร ซึ่งมีเป้าหมายการรับซื้อ119 เมกะวัตต์ นั้น มีผู้ยื่นคำขอเข้ามามากถึง 680 ราย รวม3,310.46เมกะวัตต์

    ทั้งนี้จำนวนคำขอที่ยื่นเข้ามานั้นเป็นส่วนที่เสนอขายในเขตพื้นที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)มากถึง 3,485.46 เมกะวัตต์ สูงจากเป้าหมายการจัดหาของPEA ที่รับเพียง 194  เมกะวัตต์ เกือบ 18 เท่า      

    นายวีระพล กล่าวว่า ทางกกพ.จะเริ่มเข้าสู่การพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ยื่นคำขอเป็นเจ้าโครงการเป็นอันดับแรก เพื่อประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ที่ประสงค์จะเป็นเจ้าของโครงการได้ในวันที่ 14 มิถุนายน 2560 ซึ่งจะปิดประกาศเผยแพร่ที่สำนักงาน กกพ. และทางเว็บไซต์ www.erc.or.th และเข้า สู่กระบวนการคัดเลือกผู้ที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติ โดยวิธีจับฉลาก ในวันที่ 26 มิถุนายน 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบไทค HALL 105 ชั้น 1 โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 08.00 – 09.30 น. 

Date : 04 / 06 / 2017

  • Date : 04 / 06 / 2017
    พลังงานเตรียมจัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทนรายภูมิภาคหนุน ระบบMicro Grid

    กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ศึกษาศักยภาพพลังงานทดแทนในแต่ละภาค  เพื่อจัดทำ “แผนพัฒนาพลังงานทดแทนรายภูมิภาค”และการสร้างโรงไฟฟ้าที่เหมาะสมกับพื้นที่และระบบสายส่งขนาดเล็กแบบMicro Grid หวังลดการลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงในอนาคต  คาดแล้วเสร็จภายในปีนี้ก่อนประกาศใช้ปี 2561

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมปรับแผนการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนของประเทศ  โดยจัดทำเป็นแผนพลังงานทดแทนรายภูมิภาค เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนด ประเภทเชื้อเพลิง และปริมาณรับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสม ในแต่ละพื้นที่   สอดรับกับความต้องการใช้ของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และลดความสิ้นเปลืองในการใช้งบประมาณลงทุนก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงในอนาคต

    ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ศึกษาศักยภาพพลังงานทดแทนในแต่ละภาค ว่าเหมาะสมกับเชื้อเพลิงประเภทใดพร้อมมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้เห็นความจำเป็นในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพในแต่ละพื้นที่ 
    แผนดังกล่าว จะนำไปสู่การตั้งโรงไฟฟ้าในพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ ในกรณีที่เป็นโรงไฟฟ้าชีวมวล และอยู่ใกล้กับความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยที่จะมีการสร้างระบบสายส่งย่อยแทนระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ในลักษณะของMicro Grid

    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า  หลังจาก พพ.และสนพ.จัดทำข้อมูลมาเชื่อมโยงกับ กฟผ.แล้ว ก็จะทำเป็นแผนปฏิบัติการเสมือนเป็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2558-2579(พีดีพี 2015) หรือ พีพีดีย่อย ที่กำหนดพื้นที่ไฟฟ้าที่ชัดเจน โดยการจัดทำแผนพัฒนาพลังงานทดแทน รายภูมิภาคจะต้องแล้วเสร็จ และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานภายในปีนี้ เพื่อประกาศใช้ในปี 2561 ซึ่งต่อไปการเปิดประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ก็จะประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน รายภูมิภาคฉบับนี้ 

    นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ กฟผ. ศึกษาการกำหนดพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ให้เหมาะสม และจัดทำเป็นแผนแม่แบบการจัดการ (blueprint) เพื่อให้เห็นข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น จากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2558-2579(พีดีพี 2015) ที่กำหนดเฉพาะจำนวนโรงไฟฟ้าและปริมาณการผลิตไฟฟ้า แต่ไม่ได้กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมไว้ ซึ่งการจัดทำแผนที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าหากเกิดปัญหาขึ้นในอนาคตก็สามารถปรับแผนให้เหมาะสมในภายหลังได้
    ส่วนแผนการลงทุนโครงการปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้า 500 เควี ของ กฟผ. ช่วงปี 2560-2561 เพื่อเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปยังภาคใต้นั้น ยังจำเป็นที่ กฟผ.ต้องดำเนินการต่อไป เพื่อความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ 

  • Date : 04 / 06 / 2017
    เตรียมส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป1,000 เมกะวัตต์หวังลดพีคไฟฟ้ารับมือวิกฤตก๊าซปี2564-2566

    กระทรวงพลังงานเตรียมแผนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือ โซลาร์รูฟท็อป ทั้งในรูปแบบที่ให้ขายเข้าระบบ และติดตั้งเพื่อใช้เอง กว่า1,000 เมกะวัตต์ หวังลดพีคไฟฟ้าช่วงเวลากลางวันและรองรับวิกฤตก๊าซธรรมชาติ ช่วงปี2564-2566

    นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า แนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) นั้น เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ช่วงกลางวัน  และเป็นส่วนหนึ่งของแผนเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตก๊าซธรรมชาติ ในปี2564-2566  โดยมีเป้าหมายการส่งเสริมประมาณ 1,000 เมกะวัตต์  ซึ่งจะดำเนินการทั้งรูปแบบโซลาร์รูฟท็อปเสรีที่ให้ภาคเอกชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและจำหน่ายส่วนที่เหลือ เข้าระบบ  และแบบที่ให้เอกชนติดตั้งเพื่อใช้เอง  โดยจะต้องมีการพิจารณาวางแผนระบบสำรองไฟฟ้า(back up) เพื่อรองรับความไม่เสถียรของไฟฟ้าที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย

    ทั้งนี้ในแผนการเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 – 2566 จากการที่คาดว่าก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะลดปริมาณลงเพราะเป็นช่วงรอยต่อการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่งทั้งเอราวัณ และบงกช ที่จะหมดอายุปี 2565-2566 นั้นจะหายไปราว 2 ล้านตันเทียบ หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหายไป 1,700 เมกะวัตต์ โดยในช่วงดังกล่าว รัฐไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่  เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ทันตามแผน  จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ในหลายๆทาง  ซึ่งคาดว่าแผนในรายละเอียดจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.ย.-ต.ค.นี้

    โดยในส่วนของการลดความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Side) นั้นนอกจากจะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป  เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ช่วงกลางวัน แล้ว ยังจะต้องมีมาตรการความร่วมมือเพื่อการลดใช้ไฟฟ้า (Demand Response -DR) เพื่อลดใช้ไฟฟ้าตามช่วงเวลาที่ภาครัฐกำหนดด้วย  นอกจากนี้ยังจะต้องมีการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า(Supply Side) ได้แก่  การเจรจาเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเสริม ในส่วนของไฟฟ้า จาก สปป.ลาว  ซึ่ง มีความเป็นไปได้ที่จะรับซื้อเพิ่มราว 500-600 เมกะวัตต์ จากโครงการโรงไฟฟ้าน้ำเทิน 1 ที่โครงการจะแล้วเสร็จก่อนกำหนดในปี 2564 จากเดิมปี 2565 และโครงการไซยะบุรี ที่จะส่งไฟฟ้าให้ไทยพิ่มขึ้น รวมทั้งการพิจารณารับซื้อก๊าซธรรมชาติจากมาเลเซียในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ) เพื่อนำมารองรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ 3 จ.สงขลา ขนาด 800 เมกะวัตต์  โดยมาเลเซียพร้อมที่จะจัดส่งก๊าซฯให้ไทย แต่ยังต้องเจรจาในรายละเอียดต่อไป
     

     

Date : 03 / 06 / 2017

  • Date : 03 / 06 / 2017
    โซลาร์ฟาร์มAdder8บาทต่อหน่วยคุ้มทุนแล้ว กระทรวงพลังงานยันไม่ช่วยอุดหนุนอีก

    รัฐมนตรีพลังงาน ยืนยันผู้ผลิตโซลาร์ฟาร์มที่ได้รับ Adder 8 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะหมดสัญญาการอุดหนุนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะไม่ได้รับการช่วยเหลือเพิ่ม  ด้านปลัดพลังงานระบุ เอกชนได้ผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุนไปแล้ว ที่เหลือต้องจ่ายไฟฟ้าให้ครบตามสัญญา   ในขณะที่ผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มรายใหญ่ ของประเทศ แนะรัฐเริ่มต้นเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีแบบจำกัดจำนวน  พร้อมตรวจสอบมาตรฐานแผงป้องกันปัญหาไฟไหม้  เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบทั้งวงการ

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เปิดเผยในระหว่างการเดินทางไปเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  ของบริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด(NED)  เมื่อวันที่2 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า  การสนับสนุนผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซล่าร์ฟาร์ม)ด้วยระบบ "ให้เงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ adder  ในอัตรา8 บาทต่อหน่วย ที่จะครบกำหนดสัญญากลุ่มแรกในปี2561  นั้น กระทรวงพลังงานคงจะปล่อยให้หมดสัญญาไปตามกฎเกณฑ์ เนื่องจากขณะนี้กระทรวงพลังงานได้เปลี่ยนมาส่งเสริมในรูปแบบ " การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ ฟีดอินทารีฟ(FiT)" แทนแล้วซึ่งสะท้อนต้นทุนการผลิตโซล่าเซลล์ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะขณะนี้ต้นทุนแผงโซล่าร์เซลล์ได้พัฒนาเทคโนโลยีไปมากแล้วและมีต้นทุนลดลง หากยังสนับสนุนในอัตราสูงต่อไปจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศให้สูงขึ้น  โดย กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบรวมต่อประเทศเป็นหลักก่อน 

    ในขณะที่ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเสริมว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มที่จะหมดสัญญาการสนับสนุนค่าไฟฟ้าในระบบadder กลุ่มแรกนั้น ทางกระทรวงพลังงานจะไม่มีการต่ออายุการสนับสนุนใดๆ ให้เพราะถือว่าเอกชนที่เข้าร่วมโครงการแต่แรก มีความคุ้มทุนแล้ว  ซึ่งระยะเวลาหลังจากนี้ที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าจนครบสัญญาโดยได้รับอัตราค่าไฟฟ้าปกตินั้น  เป็นเรื่องของภาคเอกชนที่จะต้องดำเนินธุรกิจต่อไปตามสัญญา

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษกกพ.  กล่าวว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มที่ได้รับAdder ในอัตรา 8 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปีนั้น นั้นจะเริ่มครบ กลุ่มแรกในปี 2561 และจากนั้นจะทยอยครบกำหนดจนหมดหลังปี 2563 เป็นต้นไป  ซึ่งการครบกำหนดดังกล่าวจะส่งผลให้หยุดการให้เงิน adder สนับสนุนการผลิตไฟฟ้า และจะมีผลดีต่อภาระค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ลดลงด้วย

    อย่างไรก็ตามปัจจุบันโครงการโซล่าร์ฟาร์มทั้งหมดที่เข้าระบบมีอยู่ 2,627 เมกะวัตต์ เป็นของผู้ประกอบการ 466 ราย ซึ่ง กกพ.ต้องเข้าไปตรวจสอบข้อมูลก่อนว่าในกลุ่มนี้มีโครงการที่ได้รับ adder 8 บาทต่อหน่วย มีทั้งหมดกี่ราย และเป็นปริมาณไฟฟ้าเท่าไหร่ เพื่อสรุปว่าจะช่วยลดค่า เอฟที ได้มากน้อยเพียงใด 

    ปัจจุบันโครงการพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ฟาร์ม ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าถึง 21 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นเงินที่นำไปสนับสนุน 13,500 ล้านบาทต่อ 4 เดือน" 

    ด้าน นายไชยวุฒิ แสงปรีดีกรณ์ ผู้จัดการโรงไฟฟ้าลพบุรีโซล่าร์ บริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด(NED) กล่าว ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์มของบริษัท นั้นอยู่ในกลุ่มที่ได้รับ adder 8 บาทต่อหน่วย  มาตั้งแต่ปี 2554 และจะครบสัญญาในปี 2564  ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรภายหลังหมดสัญญาการช่วยเหลือเรื่องadder  จากภาครัฐ แต่กำไรอาจลดลงเพราะขายไฟฟ้าได้ในราคาทั่วไปประมาณ 3 บาทต่อหน่วย โดยจะยังดำเนินการขายไฟฟ้าเข้าระบบตามสัญญา 25 ปี  

    ส่วนกรณีที่ภาครัฐจะหันมาเน้นการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)แบบเสรีนั้น เห็นว่าในช่วงเริ่มต้นภาครัฐควรทยอยดำเนินการด้วยการจำกัดปริมาณก่อน เพื่อให้ระบบสายส่งและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เตรียมพร้อมปรับตัว รวมทั้งต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานแผงโซล่าร์เซลล์อย่างเหมาะสม เพราะหากเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้บ้านเพราะแผงโซล่าร์เซลล์เพียงแห่งเดียวก็จะทำให้ธุรกิจโซล่าร์เซลล์ทั้งวงการได้รับผลกระทบทั้งหมด 

    สำหรับ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทNED  ถือเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีแผงโซลาร์แบบฟิล์มบาง ที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับโลก โดยติดตั้งมากกว่า 640,000 แผง บนพื้นที่กว่า 1,400 ไร่ มีกำลังการผลิตทั้งหมด 84เมกะวัตต์ โดยได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินและที่ปรึกษาโครงการจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ได้รับใบรับรองมาตรฐานมงกุฎไทยในฐานะผู้ดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ