ข่าวทั้งหมด

Date : 12 / 06 / 2017

  • Date : 12 / 06 / 2017
    เตรียมปรับแผนAEDPหวังเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนอีกเท่าตัว

    พพ.สนองบัญชานายกรัฐมนตรี เตรียมปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีกเท่าตัว เป็น 40% หรือ 37,000 เมกะวัตต์ เล็งเพิ่มโซล่าร์รูฟท็อป โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ในแผน AEDP2015 ใหม่ ด้าน สนพ.เร่งจัดทำพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าล่าสุด หลังพีคไฟฟ้าปี 2560 ต่ำกว่าที่คาดการณ์2%  เพื่อนำมาปรับแผนพีดีพี และแผนก๊าซฯของประเทศต่อไป

    นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า พพ.เตรียมเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอีกหนึ่ง เท่าตัว ตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจาก 20% เป็น 40% ภายในปี 2579 โดยขณะนี้ พพ.อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP2015)ใหม่เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พพ.อยู่ระหว่างพิจารณาเลือกเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนชนิดใด โดยต้องเป็นเชื้อเพลิงที่มีศักยภาพสูง ราคามีแนวโน้มลดลง และต้องไม่มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT) โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ เช่น การผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) และอาจรวมถึงโซลาร์ลอยน้ำ เป็นต้น

     แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน 20% ในปี 2579 คิดเป็น 1.95 หมื่นเมกะวัตต์ แต่หากเพิ่มเป็น 40% จะทำให้การผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มถึง 37,000 เมกะวัตต์ ส่วนจะเพิ่มเป็นพลังงานทดแทนชนิดใดบ้างอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อจัดทำเป็นร่างแผน AEDP ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1

     ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า คณะอนุกรรมการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ที่มีนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สนพ. เป็นประธาน อยู่ระหว่างจัดทำแผนพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) ของประเทศปี 2560 ที่ปรับลดลงต่ำกว่าคาดการณ์ อยู่ที่ 30,303.4 เมกะวัตต์ ต่ำกว่าปี 2559 อยู่ที่ 30,972.73 เมกะวัตต์ หรือต่ำกว่า 2% 
    ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ความต้องการใช้ต่ำกว่าแผน เช่น อุณหภูมิ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การผลิตไฟฟ้าใช้เองของประชาชนและมาตรการประหยัดพลังงานของภาครัฐ โดยการจัดทำแผนจะเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และจะนำไปใช้ในการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015)  และแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558-2579 (Gas Plan)

     ส่วนการปรับแผน AEDP สามารถดำเนินการควบคู่กับการจัดทำพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ และจะใช้ข้อมูลจากแผน AEDP ไปใช้ประกอบการจัดทำแผน PDP ใหม่ ในส่วนการปรับลดการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลักให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยการปรับแผนทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปี 2560

Date : 11 / 06 / 2017

  • Date : 11 / 06 / 2017
    รัฐเตรียมออกกฎหมายควบคุมขยะจากแผงโซลาร์เซลล์

    กระทรวงพลังงาน จับมือ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หาทางออกปัญหาขยะจากแผงโซลาร์เซลล์  ระบุอีก 15 ปี แผงโซลาร์หลายร้อยตันจะกลายเป็นขยะ  ด้าน พพ.คาดกฎหมายเพื่อควบคุมการกำจัดแผงโซลาร์เซลล์ที่จะหมดอายุอย่างถูกต้อง จะเริ่มบังคับใช้ในปี2561  พร้อมเกิดธุรกิจ รับกำจัดแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุ

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ร่วมมือกับกับกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วางมาตรการควบคุมการกำจัดแผงโซลาร์เซลล์ที่จะหมดอายุอย่างถูกต้องในอนาคต โดยทางการกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการออกกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาภาครัฐได้ให้การสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)และปัจจุบันกำลังจะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) ซึ่งจะทำให้อนาคตจะเกิดปัญหาขยะจากแผงโซลาร์เซลล์จำนวนมาก

    ทั้งนี้ในเบื้องต้นภาคเอกชนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์จะมีข้อตกลงกับบริษัทที่ขายแผงโซล่าร์เซลล์อยู่แล้ว ว่าบริษัทผู้ขายแผงจะต้องรับทำลายแผงเมื่อหมดอายุ  รวมทั้งขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ได้ออก ประมวลหลักการปฏิบัติงาน (Code of Practice หรือ CoP) ในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับกิจการไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตติดตั้งต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ที่จะควบคุมการกำจัดขยะแผงโซลาร์เซลล์ไว้แล้ว แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบริหารจัดการจะต้องออกเป็นกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ

    ด้าน นายสุรีย์ จรูญศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กล่าวว่า แผงโซลาร์เซลล์ที่จะเริ่มหมดอายุกลุ่มแรกนับหลายร้อยตันจะเกิดขึ้นในอีก 15 ปีข้างหน้า ดังนั้นภาครัฐได้เริ่มเตรียมการรับมือกับปัญหาขยะแผงโซลาร์เซลล์มาระยะหนึ่งแล้ว โดยทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้เคยจัดทำเป็นแผนแม่บทเกี่ยวกับการกำจัดขยะแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นการรีไซเคิลเป็นส่วนใหญ่ 

    อย่างไรก็ตามคาดว่าภาครัฐจะเร่งออกกฎหมายหรือระเบียบการควบคุมแผงโซลาร์เซลล์และน่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2561 นี้ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์แผงหมดอายุในอนาคต ทั้งนี้เบื้องต้นอาจต้องมีบริษัทที่รับจำกัดแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุเกิดขึ้น โดยอาจเป็นบริษัทที่รับกำจัดแบตเตอรี่ที่สามารถเข้ามาดำเนินการได้ เพราะมีประสิทธิภาพเหมาะสม ซึ่งในส่วนของกระทรวงพลังงานจะเป็นฝ่ายสนับสนุนข้อมูลวิธีการกำจัดที่ถูกต้องเหมาะสมให้กับกระทรวงอุตสาหกรรมใช้ประกอบการพิจารณาต่อไป 

  • Date : 11 / 06 / 2017
    กระทรวงพลังงานเปิดยิ่งใหญ่"อาคารศาลาไทย"ในงานAstana Expo2017ที่คาซัคสถาน

    กระทรวงพลังงานนำคณะเปิดตัว“อาคารศาลาไทย”อย่างยิ่งใหญ่ ในงานนิทรรศการโลก Astana Expo 2017 ที่กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2560 ประเทศไทย หวังโชว์ศักยภาพพลังงานทดแทนของไทยให้นานาชาติได้รับรู้ ควบคู่กับการเผยแพร่วัฒนธรรมไทย และการท่องเที่ยว โดยมั่นใจว่า อาคารศาลาไทย  ติดอันดับพาวิลเลียนที่มีผู้เข้าชมสูงสุดไม่น้อยกว่า5แสนคน   

    Astana Expo 2017 หรือ งาน International Recognized Exhibition  จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “พลังงานแห่งอนาคต (Future Energy)” มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 115 ประเทศ และกว่า 20 องค์กรระหว่างประเทศบนพื้นที่ 1,740,000 ตารางเมตร (1,087.5ไร่) ซึ่ง “อาคารศาลาไทย” (Thailand pavilion) ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ เป็นประเทศแรก พร้อมเปิดให้นานาชาติเข้าร่วมชมเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่10 มิ.ย.เป็นต้นไป โดย พลเอกสุรศักดิ์  ศรีศักดิ์  ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งนำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานและคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย เข้าร่วมพิธีเดงาน  แสดงความมั่นใจว่าตลอดการจัดงาน   3 เดือนระหว่างวันที่ 10 มิถุนายนถึงวันที่  10 กันยายน  2560 อาคารศาลาไทยจะเป็นหนึ่งในพาวิลเลียน ยอดนิยม และมีผู้เข้าร่วมชมจากทั่วโลกไม่น้อยกว่า 5 แสนคน

    ทั้งนี้ พลเอกสุรสักดิ์ กล่าวว่า  การที่ประเทศไทยมีส่วนเข้าร่วมในงาน Astana Expo 2017  จะเป็นเวทีที่แสดงออกถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยต่อทั่วโลก ซึ่งจะช่วยสร้างประโยชน์แก่ประเทศไทยทั้งในเรื่องของการท่องเที่ยว การเผยแพร่วัฒนธรรม การนำเสนอสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนทางการเกษตร และการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมทั้งยังกระชับความสัมพันธ์กับหลากหลายประเทศ โดยเฉพาะสาธารณรัฐคาซัคสถานและประเทศในแถบ CIS พร้อมกันนี้ยังเป็นเผยแพร่ให้เห็นถึงนโยบายด้านพลังงานทดแทนของไทยต่อนานาชาติให้เห็นถึงผลงานการพัฒนาพลังงานทดแทนของรัฐบาลไทย การใช้และการผลิตพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจากผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นการช่วยยกระดับราคาสินค้าทางการเกษตรและเกิดการพัฒนาพลังงานที่เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ของชุมชน

    การแสดงศักยภาพด้านพลังงานทดแทนของไทย ยังสอดรับกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในที่ประชุม COP21 ที่กรุงปารีส เมื่อปี พ.ศ.2558 โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะร่วมผลักดันให้เกิดข้อตกลงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ โดยไทยจะจัดทำแผนปฏิบัติการณ์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25  ภายในปี 2030 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการใช้พลังงานทดแทนอีกด้วย ทั้งนี้จะเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากแผนการพัฒนาพลังงานของไทย หรือ PDP 2015 ได้กำหนดที่จะให้มีการใช้พลังงานทดแทนที่พลังงานมาจากฟอสซิล (Fossil) ถึง 30% ภายในปี 2579

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน  ซึ่งร่วมเดินทางกับคณะผู้ชวยรัฐมนตรีพลังงาน กล่าวว่า ประเทศไทยนำเสนอ แนวคิด “การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)” เพื่อแสดงศักยภาพอันโดดเด่นในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติของไทยที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพและความก้าวหน้าในการพัฒนาพลังงานทดแทน  โดยการนำเสนอจะใช้รูปแบบ“EDUTAINMENT”หรือการเรียนรู้  ควบคู่ความสนุกผ่าน 3 ห้องนิทรรศการหลัก

    สำหรับ“อาคารศาลาไทย” (Thailand Pavilion) ตั้งอยู่ภายในอาคารที่ประเทศเจ้าภาพจัดไว้ให้บนพื้นที่ 974.67 ตารางเมตร ประกอบด้วยส่วนแสดง นิทรรศการชั้น 1 ขนาด 740.3 ตารางเมตร และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ชั้น 2 ขนาด 234.37 เมตร

    ในชั้นที่ 1 ประกอบด้วย นิทรรศการห้องที่ 1: Our Ways, Our Thai  ผู้เข้าชมงานจะได้ สัมผัสวิถีความเป็นไทย เอกลักษณ์ความงดงามของธรรมชาติ และวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาด้านพลังงานทดแทน นำเสนอในรูปแบบของ   Live Exhibition ควบคู่กับการจัดแสดง และสาธิตทางวัฒนธรรมไทย ที่จะมีการสลับผลัดเปลี่ยนการแสดง ตลอดระยะเวลาการจัดงาน

    นิทรรศการห้องที่ 2 : Farming the Future Energy เป็นห้องสรุปเรื่องราวแนวคิดของ อาคารศาลาไทยในรูปแบบเทคนิค 4D ภาพยนตร์ 3 มิติที่จะบอกเล่าเรื่องราวพลังงานของไทย และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย” โดยภาพยนตร์นี้จะเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวในห้องทดลองสุดมหัศจรรย์ที่จะเป็นจุดกำเนิดของพลังงานแห่งอนาคต  ซึ่งจะผนวกกับ 1 มิติเพลิดเพลินไปกับหุ่นยนต์ Animatronic น้อง ‘พลัง’

     และนิทรรศการห้องที่ 3 : Energy Creation Lab เป็นการนำเสนอพลังงานชีวภาพ และชีวมวลจากพลังงาน 9 ชนิด ประกอบด้วย พลังงานจากพืชพลังงานและมูลสัตว์/น้ำเสีย ได้แก่ อ้อย ยูคาลิปตัส ยางพารา หญ้าโตเร็ว        ข้าว ข้าวโพด มูลสัตว์ ของเสีย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมันในรูปแบบ Interactive Exhibition ซึ่งนอกเหนือจากนี้ยังมีการสาธิต และจัดแสดงสินค้าหัตถกรรมจากท้องถิ่นไทย การท่องเที่ยว และข้อมูลการค้าการลงทุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เข้าร่วมในงาน
    สำหรับการจัดแสดงนิทรรศการชั้นที่ 2 เปิดให้ผู้เข้าชมเลือกซื้อสินค้า อาหารไทย เครื่องดื่ม และทดลองรับนวดแผนไทย

    พร้อมกันนี้ยังเปิดพื้นที่”อาคารศาลาไทย” สำหรับภาคธุรกิจไทยผ่านการจับคู่ธุรกิจ Business Matching และ Investment Clinic ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้นำคณะนักธุรกิจจากไทย จำนวน 20 ราย เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ Business Matching ในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ พร้อมทั้งการจัดแสดงผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารฮาลาล        ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ สำนักสังคีตกรมศิลปากร และคณะ     นาฏยศาลาหุ่นละครเล็ก(โจหลุยส์) นำการแสดงทางวัฒนธรรมไปร่วมโชว์บนเวทีกลาง จำนวน 26 ชุด การแสดง ได้แก่ การแสดงโขน ตอน พระรามรบทศกัณฑ์, การแสดงดาบ 2 มือ, การรำมโนราห์ การฟ้อนต่างๆ เป็นต้น พร้อมทั้งการสาธิตทำเครื่องแต่งกายและนุ่งหุ่มแบบไทย การสาธิตหุ่นกระบอก และหุ่นละครเล็ก เป็นต้น ขณะที่กรมการพัฒนาชุมชนจัดให้มีการสาธิตหัถกรรมไทยและการแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ (OTOP), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดให้มีการสาธิตการเพ้นท์ร่ม การแกะสลักผลไม้ และการนวดแผนไทย เป็นต้น ติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมภูมิใจกับไทยแลนด์พาวิลเลียนผ่าน www.thailandpavilion2017.com

    พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวพลังงาน(คนกลาง)  นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน(ขวาสุด) ร่วมพิธีเปิดงาน

    ส่วนหนึ่งของการแสดงในพิธีเปิด"อาคารศาลาไทย"

Date : 09 / 06 / 2017

  • Date : 09 / 06 / 2017
    ส.ป.ก.เปิดข้อมูล4 บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมละเมิดใช้พื้นที่โดยไม่มีหนังสือยินยอม

     ส.ป.ก.เปิดข้อมูล4 บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมละเมิดใช้พื้นที่ส.ป.ก. โดยที่ยังไม่มีหนังสือยินยอม เตรียมคิดค่าเสียหาย ในขณะที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รวบรวมข้อมูลเสนอรัฐบาล พิจารณาหาทางออก การหยุดผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก. ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ซึ่งทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากค่าภาคหลวง และกระทบต่ออุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศ

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2560 ทางเลขาธิการสำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) นายสมปอง อินทร์ทอง ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ อำเภอปากช่อง นครราชสีมา เพื่อติดตามความก้าวหน้าการพัฒนาพื้นที่ที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่36/2559  โดยได้มีการเปิดเผยข้อมูลเอกสาร เกี่ยวกับบริษัทผู้รับสัมปทานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่ทาง ส.ป.ก.ยังไม่ได้ออกหนังสือยินยอมให้ทำการผลิตปิโตรเลียม  ซึ่งกำลังอยู่ในความสนใจ ประกอบด้วย

    1.บริษัทแพนโอเรียนท์ รีซอสเซส(ประเทศไทย) ในพื้นที่ อำเภอวิเชียรบุรี เพชรบูรณ์  อยู่ระหว่างการเสนอคณะกรรมการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) พิจารณา ที่จะคิดค่าตอบแทนผลิตปิโตรเลียม ร้อยละ20 ของราคาประเมินกรมธนารักษ์ และทบทวนมติเดิม 3/55 ที่ให้ใช้ที่ดินผลิตปิโตรเลียมเหลือ5แปลง รวม31ไร่ เป็นระยะเวลา20ปี

     2.บริษัทปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในพื้นที่อำเภอลานกระบือ กำแพงเพชร เนื้อที่580ไร่ ซึ่งส.ป.ก.อยู่ระหว่างการคิดค่าเสียหายกรณีละเมิด (ผลิตปิโตรเลียมโดยไม่ได้รับความยินยอม)  3 บริษัทซีเอ็นนี ซีเอชเค(ไทยแลนด์)จำกัด ที่ตั้งอำเภอ ลานกระบือ กำแพงเพชรเช่นเดียวกัน จำนวน5แปลง    โดยค่าเสียหายทั้ง2 บริษัทดังกล่าวนั้น จะคิดตั้งแต่วันกระทำการละเมิด จนถึงวันที่30 พ.ย.2558 เป็นเงินประมาณ 20 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการจัดเก็บค่าเสียหาย

    และ4 บริษัท อพิโก้ แอล แอล ที่ตั้งจังหวัดอุดรธานี  ซึ่งยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เนื่องจากมีปัญหาร้องเรียนจากราษฎรในพื้นที่

    ในขณะที่นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เผชิญหน้า Face Time  ทางสปริงนิวส์ ช่อง19 ดำเนินรายการโดยนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ออกอากาศ เมื่อวันที่8มิ.ย.2560  ว่า กรณี ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่1 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น ซึ่งมีผลให้บริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม7 บริษัท  ที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ ส.ป.ก. ต้องหยุดการผลิตปิโตรเลียมและกระบวนการสำรวจ  นั้น เป็นคดีที่ทางผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นฟ้อง คณะกรรมการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) มาตั้งแต่ปี2556

    โดยเมื่อระเบียบดังกล่าวเป็นโมฆะ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จึงไม่มีกฎหมายอะไรรองรับที่จะให้ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม เข้าไปใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ตามที่เคยปฎิบัติได้มาก่อนหน้าที่ ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มีการทำข้อตกลงกับทาง ส.ป.ก.

    นายสราวุธ กล่าวว่า ในส่วนของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่กำกับดูแลบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมตามกฎหมาย เตรียมหาทางออก โดยรวบรวมข้อมูลปัญหาและผลกระทบทั้งหมด นำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนดเป็นนโยบายว่าควรจะต้องมีการดำเนินการอย่างไร    อีกทางหนึ่งคือการนำเสนอผ่านคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น ที่มีชื่อย่อว่า บ.ย.ส. ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ต้องรอการตัดสินใจจากฝ่ายนโยบาย

    โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการหยุดผลิตปิโตรเลียมนั้น ส่งผลต่ออุตสากรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทำให้การน้ำมันดิบลดลง 16,000 บาร์เรล/วัน ก๊าซธรรมชาติลดลง 110 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ก๊าซธรรมชาติเหลวลดลง 100 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 47 ล้านบาทต่อวัน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ในรูปแบบค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กว่า 26 ล้านบาท/วัน และค่าภาคหลวงที่จะกระจายสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลดลงไปกว่า 3.55 ล้านบาท/วัน 

  • Date : 09 / 06 / 2017
    กฟผ.ลุยเฟส2ดัดแปลงรถยนต์เก่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหวังวิ่งได้500กม.ต่อการชาร์จไฟ1ครั้ง

    กฟผ.ตั้งงบ 25 ล้านบาท เดินหน้านำรถยนต์เก่า 3 รุ่น ดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(EV) เฟส2 หวังวิ่งได้ 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง หากเทคโนโลยี่แบตเตอรี่มีการพัฒนาดีขึ้น  ตั้งเป้าปี 2563 พัฒนาให้เกิดศูนย์บริการดัดแปลงรถไฟฟ้า และถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมพิมพ์เขียวให้บริษัทรถยนต์และอู่ติดตั้ง 3 ราย นำไปขยายผลเชิงพาณิชย์ ให้มีระดับราคาที่ประชาชนเป็นเจ้าของได้ 2 แสนบาทต่อคัน เพื่อเป็นทางเลือกช่วงเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีให้รถเก่าก้าวสู่รถ EV ได้ในต้นทุนต่ำ    

    น.ส.จิราพร ศิริคำ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิจัยและพัฒนา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้เริ่มศึกษานำรถยนต์ใช้แล้วมาดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2560-2562 โดยนำรถยนต์ 4 คันจาก 2 รุ่นที่ประชาชนใช้กันมากมาดัดแปลง ได้แก่ Nissan Almera และ Toyota Altis ซึ่งคาดว่าจะวิ่งได้ประมาณ200-300กิโลเมตรและหากเทคโนโลยีแบตเตอรี่มีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นคาดว่าจะวิ่งได้ไกลขึ้น อาจจะถึง400- 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง 

    ทั้งนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการศึกษาระยะที่ 1 เมื่อปี 2553-2559 ที่ได้นำรถใช้แล้ว 2 คันคือ Honda Jazz และ Toyota Vios มาดัดแปลงเป็นรถยนต์ EV สำเร็จ แต่วิ่งได้ระยะทาง 140 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง ที่ความเร็วเฉลี่ย 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นเฟส 2 จึงจะพัฒนาประสิทธิภาพให้สูงขึ้น  ที่สำคัญต้นแบบที่ศึกษาได้จะใช้เงินลงทุนเพียง 2 แสนบาทต่อคัน(ไม่รวมแบตเตอรี่) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการดัดแปลงรถยนต์เป็นรถ EV ได้ในอนาคต 

    อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าว กฟผ. ได้พัฒนาร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ด้วยงบประมาณ 60 ล้านบาท โดย กฟผ.ออก 25 ล้านบาท และสวทช.ออก 35 ล้านบาท โดยเป็นการศึกษาต้นแบบอุปกรณ์ดัดแปลง EV conversion Kit ต้นทุนไม่เกิน 2 แสนบาทต่อคัน ในระยะเวลา 2 ปี 

    น.ส. จิราพร กล่าวว่า เมื่อเฟส 2 ประสบความสำเร็จจะพัฒนาสู่ เฟส 3 คึอ การพัฒนาให้เกิดศูนย์ดัดแปลงรถ EV รวมถึงถ่ายทอดเทคโนโลยี ในการผลิตอุปกรณ์ EV conversion Kit ให้กับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมหรือผู้ที่สนใจ เบื้องต้นจะคัดเลือกอาสาสมัครจากบริษัทรถยนต์ หรือ อู่รถยนต์ 3 แห่งมาดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมมอบพิมพ์เขียวซึ่งเป็นวิธีการดัดแปลงรถใช้แล้วให้เป็นรถ EV ฟรี เพื่อดำเนินการเชิงพานิชย์ต่อไป และหลังจากนั้นจะเผยแพร่แบบมีค่าลิขสิทธิ์ 

    "การดำเนินโครงการนี้ของ กฟผ. เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและสนับสนุนให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศในช่วงเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี ที่กำลังก้าวสู่สังคมรถยนต์ EV ในอนาคต ซึ่งการใช้รถ EV จะช่วยลดมลภาวะสิ่งแวดล้อมได้ด้วย"น.ส.จิราพร กล่าว 

  • Date : 09 / 06 / 2017
    ซีอีโอปตท.โพสต์เฟซบุคถึงความตึงเครียดตะวันออกกลางกับพลังงานไทย

    ซีอีโอปตท.โพสต์เฟซบุค ในหน้าเพจTevin at PTT ถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางกับพลังงานไทย โดยระบุถึงผลกระทบด้านการขนส่งน้ำมันดิบสำหรับการ Co-load น้ำมันจากกาตาร์กับประเทศอื่นๆ ที่อาจมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น นอกจากนี้ โดยหากเหตุการณ์รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการผลิตและการขนส่งอย่างรุนแรง ก็จะทำให้เกิดวิกฤติการขาดแคลนน้ำมันดิบและ LNG รวมทั้งการปรับเพิ่มของราคาได้   ระบุไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าทั้งน้ำมันดิบและ LNG ต้องการบริหารความเสี่ยง ในการกระจายการจัดหาแหล่งพลังงานไปสู่ภูมิภาคอื่น นอกเหนือจากตะวันออกกลาง

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่9 มิ.ย.2560 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้โพสต์บทความผ่านช่องทางเฟซบุค หน้าเพจTevin at PTT  เกี่ยวกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางกับพลังงานไทย โดยมีไอคอนแสดงความรู้สึกวิตก ซึ่งมีสาระสำคัญของบทความ สรุปให้เข้าใจว่า สถานการณ์ที่โลกต้องจับตาอยู่ในช่วงนี้คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อวันจันทร์ที่5มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประเทศซาอุดิอาระเบียและกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางอีกหลายประเทศ ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูต ปิดพรมแดนทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศกับกาตาร์  โดยความขัดแย้งรอบนี้มีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก

    บทความดังกล่าว ย้อนถึงกรณีความขัดแย้งในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางด้วยว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2014 แต่ในครั้งนั้นประเทศคูเวตเป็นคนกลางมาช่วยไกล่เกลี่ย ซึ่งใช้เวลาถึง 9 เดือน จึงกลับมาเป็นปกติ และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตและขนส่งน้ำมันและ LNG  เพราะเป็นเพียงการตัดสัมพันธ์ทางการฑูตเท่านั้น และด้านราคาก็ไม่ได้รับผลกระทบเพราะเป็นช่วงราคาน้ำมันตกต่ำจากการผลิต Shale oil ของสหรัฐอเมริกาที่พุ่งสูงขึ้นจนทำให้อุปทานน้ำมันล้นตลาด

    อย่างไรก็ตาม ในความขัดแย้งในครั้งนี้ บทความของนายเทวินทร์ ระบุถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแน่ๆคือการขนส่ง เนื่องจากในการขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางนั้น เรือขนส่งน้ำมันไม่ได้รับน้ำมันจากประเทศเดียว แต่ผู้ซื้อจะขนน้ำมันจากหลายประเทศลงเรือมาด้วยกัน ที่ เรียกว่า "Co-load" เช่น รับน้ำมันที่กาตาร์แล้วไปแวะรับที่ UAE(สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์) หรือรับจากซาอุดิอาระเบียแล้วต่อไปรับที่กาตาร์ ก่อนที่จะวิ่งผ่านช่องแคบ Hormuz ออกมาจากอ่าวเปอร์เซียเพื่อไปยังปลายทาง  

    “ วันนี้พรมแดนกาตาร์ถูกปิดรอบด้าน เกิดข้อจำกัดสำหรับการ Co-load น้ำมันจากกาตาร์กับประเทศอื่นๆ ทำให้การขนส่งอาจมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น นอกจากนี้ ถ้าเหตุการณ์รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการผลิตและการขนส่งอย่างรุนแรง ก็จะทำให้เกิดวิกฤติการขาดแคลนน้ำมันดิบและ LNG รวมทั้งการปรับเพิ่มของราคาได้”  เนื้อหาในบทความตอนหนึ่งของนายเทวินทร์ ระบุ

    นายเทวินทร์ ยังเขียนถึงทางออกที่ประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้นำเข้าทั้งน้ำมันดิบและ LNG  ควรจะต้องดำเนินการ คือการบริหารความเสี่ยงโดยกระจายการจัดหาแหล่งพลังงาน ไปยังภูมิภาคอื่นๆ จากปัจจุบัน ไทยนั้นซื้อน้ำมันส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง ซึ่งก็มีส่วนของกาตาร์อยู่บ้าง และมีสัญญาระยะยาวรับซื้อ LNG จากกาตาร์

    โดยในส่วนของLNG นั้น ทางกาตาร์ยังยืนยันว่าสามารถส่ง LNG ได้ตามสัญญา แต่เรื่องจากเรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะลุกลามรุนแรงขึ้นหรือไม่ และเมื่อไหร่ ดังนั้น นายเทวนิทร์ จึงเสนอให้ ต้องเตรียมแผนสำรองที่จะจัดหาจากแหล่งอื่น หรือเก็บสำรองเพิ่มขึ้นด้วย โดยปัจจุบันเครือข่ายการจัดหาของ ปตท. ค่อนข้างมีความหลากหลายมากขึ้น  แม้จะยังพึ่งพาตะวันออกกลางอยู่มาก แต่ได้เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศผู้ผลิตต่างๆ เช่น รัสเซีย ออสเตรเลีย อาเซียน ลาตินอเมริกา และอัฟริกา ซึ่งในปีนนี้ ก็เพิ่งมีการเซ็นสัญญาจัดซื้อ LNG ระยะยาว กับ เชลล์ บีพี และเปโตรนาส ทำให้พอจะมีช่องทางจัดหาปิโตรเลียมจากแหล่งอื่นทดแทนได้หากตะวันออกกลางมีปัญหา

    ในช่วงท้ายของบทความ นายเทวินทร์ ยังกระตุ้นให้ทุกฝ่ายติดตามดูสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นดังกล่าว ที่อาจจะมีผลกระทบต่อการจัดหา ราคา และความมั่นคงทางพลังงานในประเทศของไทยได้

    ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่8มิ.ย. 2560 ช่วงเวลา 8.30 น นายเทวินทร์ CEO ก็ยังได้ร่วมพูดคุยFacebook Live กับนายสุทธิชัย หยุ่น ผู้ดำเนินการรายข่าวชื่อดัง เครือเนชั่น ผ่านของทางเฟซบุคของนาย สุทธิชัย ที่ใช้ชื่อว่า  suthichai Yoon โดยมีช่วงหนึ่งที่มีการพูดถึงความขัดแย้งในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางกับกาตาร์ ที่จะมีผลกับประเทศไทย  ในเนื้อหาในลักษณะเดียวกันกับที่เขียนลงบทความ  ว่า  สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ยังไม่ส่งผลกระทบกับการจัดหาพลังงานของไทยมากนัก โดยในส่วนของเรือจากหลายประเทศที่เข้าไปรับน้ำมันผ่านซาอุดิอาระเบีย  สหรัฐอาหรับเอมิเรต (UAE) และกาตาร์ อาจมีผลกระทบบ้าง แต่ในส่วนของเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) และน้ำมันยังสามารถขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซีย ทางช่องแคบฮอร์มุซได้ 

    โดยปัจจุบันไทยมีการนำเข้าLNG อยู่ที่3-4 ล้านตันต่อปี ซึ่งส่วนนี้เป็นการนำเข้าจากกาตาร์ 2 ล้านตันต่อปี คิดเป็น 5% ของการผลิตก๊าซฯในประเทศ ซึ่งส่วนนี้สถานการณ์ยังต้องจับตาและใช้ความระมัดระวัง เพราะหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ปตท.จะต้องไปจัดหาจากแหล่งอื่น โดยปัจจุบันเครือข่ายของปตท.กว้างขวางมากขึ้นในการจัดหาพลังงานเพื่อลดความเสี่ยง  

Date : 08 / 06 / 2017

  • Date : 08 / 06 / 2017
    เร่งจุฬาฯสรุปแผนศึกษาโซลาร์รูฟท็อปเสรีรอบใหม่ภายใน ส.ค.นี้
    กระทรวงพลังงาน เร่งจุฬาฯ สรุปแผนศึกษาโซลาร์รูฟท็อปเสรีรอบใหม่ภายในส.ค.นี้ ก่อนเดินหน้าโครงการจริงปลายปี 2560 ระบุยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า จะเปิดรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบหรือไม่ เผยกรณีถ้าไม่เปิดรับซื้อจริง ภาครัฐอาจใช้มาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาแทน ชี้โครงการโซลาร์ในอนาคตต้องเปิดประมูลเหมือนพลังงานหมุนเวียนชนิดอื่น
     
    นายสุรีย์ จรูญศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเร่งให้จุฬาลงกรณ์ลงกรณ์มหาวิทยาลัยสรุปผลการศึกษาการเปิดโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)เสรีที่จะเปิดรอบใหม่ ให้เสร็จภายในเดือนส.ค. 2560 นี้ ซึ่งต้องศึกษาทั้งเรื่องปริมาณเมกะวัตต์ที่เหมาะสมจะเปิดรับ สายส่งไฟฟ้าที่จะรองรับ ผลกระทบต่อระบบการจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อให้สามารถเดินหน้าโครงการได้ภายในปลายปี 2560 นี้  ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนกดดันให้กระทรวงพลังงานเปิดโซลาร์รูฟท็อปเสรีโดยเร็ว 
     
    อย่างไรก็ตามสาระสำคัญต้องมีการพิจารณาว่า โซลาร์รูฟท็อปเสรีจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบหรือไม่ หากรับซื้อจะต้องเป็นราคาต่ำเพื่อไม่จูงใจให้เกิดการผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นหลัก แต่ต้องผลิตเพื่อใช้เองเป็นหลักส่วนเกินจึงจะส่งขายเข้าระบบ แต่หากไม่รับซื้อไฟฟ้า ทางภาครัฐก็ต้องให้การสนับสนุนที่มีแรงจูงใจเพียงพอให้ประชาชนติดตั้ง เช่น การอนุญาตให้นำเงินลงทุนโซลาร์รูฟท็อปเสรีมาหักลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ เป็นต้น 
     
    “ปัจจุบันต้นทุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับกลุ่มบ้านเรือนอยู่ที่ 5-6 หมื่นบาทต่อกิโลวัตต์ ส่วนโรงงานมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นบาทต่อกิโลวัตต์   ดังนั้นการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปเสรี ระหว่างกลุ่มบ้านเรือนกับกลุ่มโรงงานต้องต่างกัน เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มโรงงานนอกจากจะมีศักยภาพผลิตได้มากทำให้ต้นทุนต่ำแล้ว ยังได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) สามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ ขณะที่กลุ่มบ้านเรือนมีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า จึงต้องได้รับการสนับสนุนที่แตกต่างกัน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่มาตรการส่งเสริมนั้นจะต้องไม่มีผลกระทบต่อภาพรวมของค่าไฟฟ้าประชาชนด้วย” 
     
    นายสุรีย์ กล่าวว่า นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพลังงานหมุนเวียนรายภูมิภาค โดยมอบหมายให้ 7 มหาวิทยาลัย เป็นแม่ข่ายให้การศึกษาแผนดังกล่าว อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นต้น ซึ่งต่อไปจะทราบว่าจะกำหนดแผนส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนแต่ละภาคอย่างไร โดยกำหนดให้เสร็จก่อนปี 2561 นี้  รวมทั้งการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ต่อไปอาจต้องเป็นระบบการประมูลเช่นเดียวกับพลังงานหมุนเวียนชนิดอื่นด้วย