ข่าวทั้งหมด

Date : 16 / 06 / 2017

  • Date : 16 / 06 / 2017
    กฟผ.เผยเลิกสัญญาอิตาเลียนไทยในการสร้างท่าเทียบเรือคลองรั้ว จ.กระบี่

    กฟผ.เผยเลิกสัญญาประมูลสร้างท่าเทียบเรือคลองรั้วกับบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ในขณะที่ผู้ชนะประมูลโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จากจีน กำลังพิจารณาจะเลิกสัญญา หรือยืดเวลาต่อไปอีก 1 ปี   เตรียมสรรหาที่ปรึกษาจัดทำ EIA และEHIA รอบใหม่ คาดรู้ผล1-2 เดือนนี้ 

    นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล็อปเม็นต์ จำกัด(มหาชน). หรือ ITD ผู้ชนะการประมูลก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จ.กระบี่ ได้แจ้งขอยกเลิกสัญญาการก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว กับทาง กฟผ.แล้วเมื่อปลายเดือนพ.ค. 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถรอเวลาการตัดสินของภาครัฐในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ได้  ขณะที่กลุ่มกิจการค้าร่วมPower Construction Corporation of China ผู้ชนะประมูลสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเลิกสัญญา หรือจะขอต่อระยะเวลาออกไปอีก1ปี ตามที่กฟผ.ยื่นขอเสนอ

    ที่ผ่านมา กฟผ.ได้แจ้งกับผู้ชนะประมูลทั้ง 2 ราย ว่าต้องการขอขยายเวลาพิจารณาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ออกไปอีก 1 ปี แต่หากผู้ชนะประมูลทั้ง 2 รายไม่ยินยอมก็สามารถยกเลิกสัญญาได้ เพราะยังไม่มีการลงนามสัญญาการก่อสร้าง   โดยหากมีการยกเลิกสัญญาระหว่างกัน ทาง กฟผ.จะต้องเปิดประมูลเพื่อหาผู้ดำเนินการก่อสร้างรายใหม่ต่อไป 

    สำหรับสาเหตุที่ กฟผ.ต้องขอขยายเวลาพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ไปอีก 1 ปี เนื่องจากภาครัฐกำหนดให้ กฟผ.ต้องกลับมาสู่การเริ่มต้นทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) และรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(EHIA)ใหม่อีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดยขณะนี้ กฟผ.อยู่ระหว่างการสรรหาที่ปรึกษาเพื่อจัดทำ EIA และ EHIA คาดว่าจะรู้ผลใน 1-2 เดือนนี้

    ทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มีหนังสือถึงกฟผ.โดยระบุว่าในการจัดทำ.จัดทำ EIA และ EHIA รอบใหม่นี้ให้เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนรอบโรงไฟฟ้าให้มากขึ้น   

    ทั้งนี้เมื่อจัดทำ EIA  และ EHIA เสร็จแล้ว  ก็จะเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) โดยหากมีแนวโน้มว่ารายงานดังกล่าวจะผ่านความเห็น คชก. ทาง กฟผ.ก็จะเริ่มเปิดประมูลการก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วคู่ขนาดกับกระบวนการพิจารณาของ คชก.ทันที เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างรวดเร็ว 

    นายวิวัฒน์ กล่าวว่า หากเป็นไปตามแผนงานก็คาดว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะเสร็จในปี 2567 ขณะที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2566 โดยขณะนี้อยู่ขั้นตอนการพิจารณา EHIA ครั้งที่ 3 ของ คชก.  ดังนั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ทั้ง 2 โรงนี้ จะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าจากวิกฤติก๊าซธรรมชาติของไทยในปี 2564-2565 ได้ทัน ซึ่งในช่วงเวลาวิกฤติดังกล่าวภาคใต้ต้องอาศัยไฟฟ้าที่ส่งมาจากภาคกลางเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม  กฟผ.ได้เสนอทางเลือกหลายกรณีหากสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาไม่ได้ เช่น ให้เปลี่ยนเป็นการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะอยู่ติดทะเลรองรับก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ที่นำเข้าจากต่างประเทศได้  และต่อเชื่อมกับระบบส่วยส่งเพื่อป้อนไฟฟ้าให้พื้นที่ฝั่งอันดามันของไทย ส่วนกรณีที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาไม่ได้ ให้เปลี่ยนไปสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ 3 ที่ใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิงแทน   โดยการตัดสินใจว่าจะเป็นทางเลือกใดจะ ขึ้นอยู่กับการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศ(พ.ศ. 2558-2579) หรือ PDP 2015 ที่กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นปี 2560 นี้ 

    สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ มีแผนจะสร้างขนาดกำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพามีแผนก่อสร้างขนาด 1,000 เมกะวัตต์ จำนวน 2 เครื่อง โดยเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2559 กฟผ.เปิดเผยผลการประมูลการก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยกลุ่มกิจการค้าร่วมPower Construction Corporation of China  และ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล็อปเม็นต์ จำกัด(มหาชน). หรือ ITD เสนอราคาต่ำสุดที่ประมาณ 32,000 ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลไป

  • Date : 16 / 06 / 2017
    ปตท.แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯปรับเพิ่มเงินลงทุนปี2560อีกกว่าหมื่นล้านสร้างโอกาสในธุรกิจLNG

    ปตท.ส่งหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องปรับเพิ่มแผนการลงทุนปี2560  หลังจากที่บอร์ด ปตท.ประชุมเมื่อวันที่16มิ.ย. 2560  อนุมัติเพิ่มวงเงินลงทุน อีก 10,338 ล้านบาท จาก จากเดิม 83,661 ล้านบาท เป็น 93,999 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับเพิ่มแผนการลงทุนเพื่อแสวงหาโอกาสในห่วงโซ่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG value chain)

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy New Center –ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่16มิ.ย. 2560   นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือเรื่อง แจ้งปรับเพิ่มแผนการลงทุนปี2560 ถึงกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  โดยมีเนื้อหาในหนังสือระบุว่า  บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน  ขอแจ้งให้ทราบว่า  คณะกรรมการปตท.ในการประชุมครั้งที่6/2560 ได้ทบทวนแผนการลงทุน และอนุมัติให้ปรับเพิ่มแผนการลงทุนปี 2560 จากเดิม 83,661 ล้านบาท เป็น 93,999 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับเพิ่มแผนการลงทุนเพื่อแสวงหาโอกาสในห่วงโซ่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG value chain)

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า  เกี่ยวกับเรื่องของนโยบาย เรื่องก๊าซธรรมชาติเหลว  นั้น ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่15 พ.ค. 2560 ได้รับทราบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 – 2566  ในกรณีที่บริหารจัดการก๊าซในอ่าวไทย ทำให้การผลิตไม่ต่อเนื่องและก๊าซมีปริมาณลดลง จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 13,623 ล้านหน่วย หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาด 1,700 เมกะวัตต์ โดย แนวทางแก้ปัญหาส่วนหนึ่งนั้น  จะต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวเข้ามาทดแทนมากขึ้น  ดังนั้น กระทรวงพลังงาน  จะต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บสำรองก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เช่น การขยายโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 1 มาบตาพุด จ.ระยอง และเร่งรัดการพัฒนาโครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่ภาคใต้ เป็นต้น รวมถึงการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม เช่น รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว หรือกัมพูชา) และรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมเพื่อเป็นทางออก

Date : 14 / 06 / 2017

  • Date : 14 / 06 / 2017
    กกพ. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติโซลาร์ฟาร์ม 639 ราย

    “กกพ.” เผยยอดรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติจากหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ในโครงการโซลาร์ฟาร์ม เฟส 2 จำนวน 639 ราย รวม 3,119.34 เมกะวัตต์ จากยอดที่ยื่นคำขอทั้งหมด 720 ราย ไม่ผ่านการพิจารณา 81 ราย ระบุจะจับสลากเพื่อคัดเลือกผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ วันที่ 26 มิ.ย. นี้

    นายวีรพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า มีหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตร ที่ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นเจ้าของโครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร หรือโซลาร์ฟาร์ม ในเฟส 2 จำนวนทั้งสิ้น 639 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกเขตพื้นที่ เป็นจำนวน 3,119.34 เมกะวัตต์ จากหน่วยงานที่ยื่นเรื่องเข้ามา ทั้งสิ้น 720 ราย รวม 3,510.46 เมกะวัตต์

    ทั้งนี้  โครงการโซลาร์ฟาร์ม เฟสที่ 2 มีเป้าหมายรับซื้อจำนวน 219 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็นส่วนราชการ ยื่นขอได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมจำนวน 100 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ภาคการเกษตร รวม  119 เมกะวัตต์

    สำหรับจำนวนหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ 81 รายนั้น จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ได้ยื่นมา พบว่า เอกสารหลักฐานไม่สอดคล้องกับตามคุณสมบัติของหลักเกณฑ์ในประกาศฯ

    สำหรับขั้นตอนต่อไป กกพ. ได้กำหนดวันจับสลากเพื่อคัดเลือกผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ โดยจะเป็นการจับสลากต่อหน้าสักขีพยาน ในวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2560 ณ ห้องประชุมฮอลล์ (HALL) 105 ชั้น 1 ศูนย์ประชุมนานาชาติไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 09.30 น. โดยกำหนดประกาศผลการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ ปิดประกาศที่สำนักงานและทางเว็บไซต์ ในวัน 28 มิถุนายน 2560 เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 ให้ผู้ผ่านการคัดเลือกดำเนินการหาผู้ร่วมลงทุนโครงการของหน่วยงานราชการ และผู้สนับสนุนโครงการของสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อมายื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าต่อไป

    ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการจับสลากเพิ่มเติมได้ที่ www.erc.or.th

     

    ตัวอย่างรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ

     

     

     

Date : 13 / 06 / 2017

  • Date : 13 / 06 / 2017
    เปิดรับฟังความเห็นร่างประกาศซื้อไฟโครงการSPP Hybrid Firm 12-27มิ.ย.นี้

    สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.)เปิดรับฟังความคิดเห็น ร่างประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm พ.ศ. ....ตั้งแต่วันที่12-27 มิ.ย.2560 นี้ ผ่านทางเว็บไซต์ขององค์กร โดยกำหนดปริมาณรับซื้อ 300 เมกะวัตต์ในรูปแบบการให้ใช้วิธีการคัดเลือกโดยการแข่งขันทางด้านราคา (Competitive Bidding)  ระบุผู้เสนอขายไฟฟ้าที่ใช้ชีวมวลเป็นเชื้อเพลิงจะต้องมีแผนปลูกพืชพลังงานในสัดส่วนไม่น้อยกว่า20%ของเชื้อเพลิงที่ใช้  พร้อมวางหลักประกันเข้ม กรณีที่ผ่านการคัดเลือกแต่ไม่ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟได้ หรือลงนามแล้วแต่ไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามกำหนด

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า  ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สกพ.)ได้เผยแพร่ ร่างประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm พ.ศ. ....ผ่านทางเว็บไซต์ขององค์กร ตามลิงก์ที่ปรากฎ  http://www.erc.or.th/ERCWeb2/Front/PublicHearing/PublicHearingDetail.aspx?rid=343  ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อร่างประกาศดังกล่าวได้ ตั้งแต่วันที่12 -27 มิ.ย.2560 ในแบบฟอร์มที่ทาง สกพ.จัดเตรียมไว้ให้   ทั้งนี้การเปิดรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว ถือเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจของรัฐ

    โดยการออกประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm พ.ศ. ....เป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2560 (ครั้งที่ 11) เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560  ที่เห็นชอบในหลักการและอัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงาน หมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) แบบ SPP Hybrid Firm ในปริมาณ 300 เมกะวัตต์ ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm ตามประกาศฉบับนี้  จะประกอบด้วย ขยะชุมชน ขยะอุตสาหกรรม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) พลังน้ำขนาดเล็ก (ขนาดกำลังผลิตติดตั้งระหว่าง 0.1 - 10 เมกะวัตต์ต่อเครื่อง) ก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์

    ส่วน “การผลิตไฟฟ้าผสมผสาน (Hybrid)” ให้หมายความถึง การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยมี ประเภทพลังงานหมุนเวียนที่นำมาผลิตไฟฟ้าหนึ่งประเภทหรือมากกว่า  และ “ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS)” ให้หมายความว่า ระบบหรืออุปกรณ์ ต่างๆ ที่ติดตั้งในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm เพื่อให้สามารถแปลงพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เป็นพลังงานรูปแบบอื่นที่สามารถกักเก็บไว้ได้ และสามารถแปลงพลังงานที่กักเก็บไว้ให้กลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้าใหม่เพื่อขายเข้าสู่ระบบร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน

    โครงการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ในอัตรา3.66 ต่อหน่วยโดยใช้วิธีการคัดเลือกโดยการแข่งขันทางด้านราคา (Competitive Bidding) จากผู้ที่ให้อัตราส่วนลด เป็นร้อยละของราคารับซื้อไฟฟ้าสูงที่สุด  และจะต้องมีปริมาณพลังไฟฟ้าขายเข้าระบบมากกว่า 10 เมกะวัตต์แต่ไม่เกิน 50 เมกะวัตต์  ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) จะพิจารณาการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่เสนอกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้า ระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.2563

    สำหรับสาระสำคัญในร่างประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าว  ผู้ที่ยื่นขอผลิตไฟฟ้า จะต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน จำกัด ที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า แต่ไม่รวมถึงหน่วยงานของรัฐ โดยจะต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้  คือ1ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ส่วนเพิ่มราคา รับซื้อไฟฟ้า (Adder) เงินอุดหนุนอื่นๆ  2 ได้เคยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว และ  3 สัญญาซื้อขายไฟฟ้ายังมีผลใช้บังคับ

    โดยที่ตั้งโครงการต้องไม่ขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่า ด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการผังเมือง กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กฎหมาย ว่าด้วยที่ราชพัสดุ รวมถึงมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการ พลังงานตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550  รวมทั้ง ต้องมีความพร้อม 4 ด้าน คือ(1) ความพร้อมด้านเชื้อเพลิง โดยกรณีที่เป็นโครงการที่ใช้ชีวมวลเป็นเชื้อเพลิง จะต้องมีแผนการพัฒนาเชื้อเพลิงเพิ่มเติม เช่น การปลูกพืชพลังงาน ไม้โตเร็ว เป็นต้น ในสัดส่วนร้อยละ 20 ของปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ทั้งหมดสำหรับโรงไฟฟ้า โดยจะต้องใช้พืชพลังงานที่ปลูกสำหรับการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น   เช่นเดียวกับกรณีที่เป็นโครงการซึ่งใช้ก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) เป็นเชื้อเพลิง  (2) ความพร้อมด้านที่ดิน (3) ความพร้อมด้านเทคโนโลยี  และ(4) ความพร้อมของแหล่งเงินลงทุนโครงการ

    สำหรับการคัดเลือกคำเสนอขอขายไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน  คือ1 การพิจารณาคุณสมบัติและประเมินข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค และ(2) การประเมินข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคา โดยข้อเสนอที่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์การประเมินข้อใดข้อหนึ่ง ให้ถือว่าข้อเสนอนั้นไม่ผ่านการประเมิน   

    โดยผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่เสนอคำขอขายไฟฟ้า จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดลักษณะกระบวนการผลิตไฟฟ้าแบบ Hybrid ดังต่อไปนี้ คือ(1) ผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานจากพลังงานหมุนเวียนในแบบ SPP Hybrid Firm ต่างๆ โดยมี ประเภทพลังงานหมุนเวียนที่นำมาผลิตไฟฟ้าหนึ่งประเภทหรือมากกว่า (2) กรณีใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่า 1 ประเภท ไม่มีข้อบังคับกำหนดสัดส่วน แต่ผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้ารายเล็กจะต้องระบุสัดส่วนไว้ในคำเสนอขอขายไฟฟ้า และหากประสงค์จะปรับเปลี่ยนสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนหรือเทคโนโลยีจะต้องเสนอให้ กฟผ. พิจารณาให้ความเห็นชอบ   (3) ในการผลิตไฟฟ้าของโครงการสามารถใช้ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS ร่วมด้วยได้ (4) ห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาผลิตไฟฟ้า ยกเว้นในช่วงการเริ่มต้นเดินเครื่องโรงไฟฟ้า (Start up) ให้สามารถใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทุกชนิดได้ยกเว้นถ่านหิน

    ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่เสนอคำขอขายไฟฟ้า จะต้องควบคุมการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าให้ปริมาณพลังไฟฟ้าที่จ่ายเข้า ระบบของ กฟผ. ดังต่อไปนี้ (1) ในช่วง Peak ไม่เกินปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญาบวกร้อยละสอง (2%) และไม่ต่ำกว่าร้อยละ เก้าสิบแปด (98%) ของปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญา (2) ในช่วง Off-Peak ต้องไม่เกินปริมาณพลังไฟฟ้าที่กำหนดในช่วง Off-Peak บวกร้อยละสอง (2%)   โดยมีการกำหนดเวลาในช่วง Peak และ Off-Peak ดังนี้ (1) ช่วง Peak เวลา 09.00 - 22.00 น. วันจันทร์– วันศุกร์ (2) ช่วง Off-Peak เวลา 22.00 - 09.00 น. วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 00.00 - 24.00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดราชการปกติ (ไม่รวมวันหยุดชดเชย) ซึ่งตารางเวลากำหนด Peak และ Off-Peak รายปีของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ ตามความเหมาะสม โดย กฟผ. จะแจ้งล่วงหน้าให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กทราบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อนวันเริ่มต้น ปีปฏิทิน

    ในหมวดของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และหลักประกัน  ตามร่างประกาศเชิญชวน  ผู้ที่ได้รับคัดเลือกต้องดำเนินการเพื่อลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. โดยมีอายุสัญญา ซื้อขายไฟฟ้า 20 ปี  โดยต้องลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ภายใน 2 ปี นับถัดจากวันที่ กกพ. ประกาศรายชื่อผู้ ได้รับคัดเลือก โดยกำหนดวัน SCOD ที่ระบุในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจะต้องตรงกับคำเสนอขอขายไฟฟ้า หากไม่มี การลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าคำเสนอขอขายไฟฟ้าของผู้ได้รับคัดเลือกราย นั้นเป็นอันยกเลิก และสำนักงาน กกพ. จะริบหลักประกันการยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้า (2) ต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายว่าด้วยการ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือตามระเบียบ กกพ. ว่าด้วยการรับฟังความเห็นและทำความ เข้าใจกับประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2559 แล้วแต่กรณี (3) ต้องนำผลการอนุมัติพร้อมรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) หรือรายงานการ วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือผลการอนุมัติพร้อมรายงานการดำเนินการตามประกาศ กกพ. ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการป้องกัน แก้ไข และ ติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Code of Practice: CoP) มาแสดงกับ กฟผ. ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วันทำการ ก่อนวันลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า  และ ผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้ารายเล็กต้องวางหลักประกันการยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้า จำนวน 500 บาทต่อกิโลวัตต์ ตามปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขาย  ทั้งนี้กรณีที่ผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้ารายเล็กขอถอนความจำนงขอขายไฟฟ้า หรือไม่สามารถลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ที่ได้มีการตกลงตามขั้นตอนของการเจรจาแล้ว อันมีสาเหตุจากผู้ได้รับคัดเลือก และมิใช่เหตุสุดวิสัย ทางสำนักงาน กกพ. จะยึดหลักประกันการยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้าเต็มจำนวน  

    ผู้ได้รับคัดเลือกต้องวางหลักประกันสัญญาก่อนวันเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้า กับ กฟผ. ล่วงหน้าไม่ น้อยกว่า 10 วันทำการ ก่อนวันลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ในวงเงินเท่ากับเท่ากับ 8,000 บาทต่อกิโลวัตต์ ตามปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขาย โดย กรณีผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ในวัน SCOD ดังกล่าว ให้ กฟผ. ริบหลักประกันสัญญา ก่อนวันเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้าเต็มจำนวน และให้ถือว่าสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสิ้นสุดลงทันที

  • Date : 13 / 06 / 2017
    สนพ.นำร่องเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กใช้น้ำมันกับแก๊สเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าคันใหม่10คันฟรีเดือนก.ค.นี้

    สนพ. พร้อมนำร่องแลกเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า กับรถตุ๊กตุ๊กคันเก่าที่ใช้น้ำมันหรือแอลพีจี  10 คันฟรี ในเดือน ก.ค.นี้ ก่อนปล่อยล็อตใหญ่อีก 90 คันต่อเนื่อง ด้าน ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผู้ดำเนินโครงการฯ เร่งหารือผู้ผลิตตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า กำหนดสเปคแบตเตอรี่ 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ราคาต้นทุนไม่เกิน 3.5 แสนบาทต่อคัน พร้อมเปิดอบรมวิธีซ่อมให้อู่รถตุ๊กตุ๊ก เชื่อไทยมีโอกาสก้าวเป็นผู้นำการผลิตรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าของโลก 

    รศ.ดร.อภิชิต เทอดโยธิน รองศาสตราจารย์ คณบดีคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมแกล้าธนบุรีดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าในประเทศ โดยใช้งบกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 70 ล้านบาท ดำเนินการนำรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าใหม่ 100 คัน ไปแลกเปลี่ยนกับรถตุ๊กตุ๊กที่ใช้แล้วฟรี เพื่อยกระดับรถตุ๊กตุ๊กในเมืองไทยให้กลายเป็นตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงาน ลดภาวะโลกร้อน และรองรับทิศทางรถยนต์ไฟฟ้า(EV)ของโลกในอนาคต 

    สำหรับการแลกเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าคาดว่าจะเริ่มต้นในเดือนก.ค. 2560 นี้ โดยนำร่อง 10 คัน โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่จะแลกเปลี่ยนจะต้องมีชื่อเป็นเจ้าของตามทะเบียนอย่างถูกต้อง สภาพรถที่นำมาแลกต้องวิ่งได้ตามปกติไม่เก่าจนเกินไป และต้องพร้อมให้ความร่วมมือในกรณีที่ภาครัฐต้องการให้ร่วมกิจกรรมโปรโมทรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า เป็นต้น และจากนั้นอีกประมาณ 1-2 เดือนจะเปิดให้ทำการแลกรถที่เหลืออีก 90 คันต่อไป 

    เบื้องต้นได้หารือกับผู้ผลิตรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าในเมืองไทยกว่า 10 ราย เพื่อกำหนดคุณภาพรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า 100 คัน ที่จะผลิตออกมาตามโครงการดังกล่าว จะต้องใช้แบตเตอรี่ที่ทำให้รถวิ่งได้ 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟฟ้าบ้าน 1 ครั้ง และความเร็วต้องวิ่งได้เท่ากับรถตุ๊กตุ๊กปัจจุบัน เนื่องจากการเก็บข้อมูลพบว่า รถตุ๊กตุ๊กที่ใช้น้ำมันจะวิ่งความเร็วเฉลี่ย 50-80 กิโลเมตรต่อวัน ความเร็วสูงสุดเฉลี่ย 60-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ราคาต้นทุนการผลิตรวมแบตเตอรี่ต้องอยู่ประมาณ 3-3.5 แสนบาทต่อคัน 

    "เป้าหมายกลุ่มที่จะมาแลกเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊ก คือ กลุ่มรถรับส่งโดยสาร และกลุ่มรถส่วนบุคคลที่วิ่งตามโรงแรมต่างๆ เป็นต้น เบื้องต้นจากการพูดคุยกับเจ้าของรถตุ๊กตุ๊ก ยังมีความกังวลว่ารถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าจะวิ่งได้ดีเท่าตุ๊กตุ๊กน้ำมันหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องการชาร์จไฟฟ้าจะใช้เวลานาน ถ้าชาร์จตามบ้านจะกินเวลา 6-8 ชั่วโมง ถ้าชาร์จตามสถานที่ชาร์จสาธารณะจะประมาณ 1-2 ชั่วโมง ดังนั้นรถตุ๊กตุ๊กที่มีกว่า 2 แสนคันทั่วประเทศ คงไม่มาร่วมโครงการในทันที และจะต้องทำความเข้าใจเพื่อให้เข้าร่วมโครงการในระยะแรกก่อน. "

    รศ.ดร.อภิชิต กล่าวว่า นอกจากนี้ได้ทำข้อตกลงเพื่อให้ผู้ผลิตรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าที่ร่วมโครงการต้องรับประกันเครื่อง 3 ปี ถ้ามีการแจ้งซ่อมต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง หากช้ากว่ากำหนดจะต้องจ่ายเงินชดเชยคืนให้ ซึ่งทางผู้ผลิตได้ตอบรับเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว เนื่องจากมั่นใจคุณภาพรถ อีกทั้งรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า มีอะไหล่น้อยชิ้นซ่อมง่าย พร้อมกันนี้ได้ประสานไปยังอู่ซ่อมรถตุ๊กตุ๊กเพื่อให้เข้าร่วมอบรมวิธีซ่อมรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าด้วย

    อย่างไรก็ตามเจ้าของรถตุ๊กตุ๊กเมื่อเข้าร่วมโครงการแล้วจะไม่สามารถขอคืนรถคันเดิมได้ เนื่องจากรถตุ๊กตุ๊กคันเก่าจะถูกแจ้งกับกรมขนส่งทางบกว่าเป็นรถดัดแปลงเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าไปแล้ว ส่วนตุ๊กตุ๊กคัดเก่าที่รับแลกมานั้น ทางภาครัฐจะนำไปปรับเปลี่ยนเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าต่อเพื่อนำกลับไปใช้ในเขตอุทยานหน่วยงานราชการต่อไป

    ทั้งนี้โครงการดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงาน ลดโลกร้อนและยกระดับเทคโนโลยีรถ EV ในประเทศแล้ว ยังเป็นการช่วยผลักดันให้ไทยก้าวเป็นผู้นำของผู้ผลิตรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าของโลกได้ เพราะปัจจุบันไทยผลิตรถตุ๊กตุ๊กใช้เองเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว แต่คงไม่สามารถแข่งขันการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ EV โลกได้ เนื่องจากโลกมีการแข่งขันและทำการตลาดสูงมากแล้ว

Date : 12 / 06 / 2017

  • Date : 12 / 06 / 2017
    เตรียมปรับแผนAEDPหวังเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนอีกเท่าตัว

    พพ.สนองบัญชานายกรัฐมนตรี เตรียมปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีกเท่าตัว เป็น 40% หรือ 37,000 เมกะวัตต์ เล็งเพิ่มโซล่าร์รูฟท็อป โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ในแผน AEDP2015 ใหม่ ด้าน สนพ.เร่งจัดทำพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าล่าสุด หลังพีคไฟฟ้าปี 2560 ต่ำกว่าที่คาดการณ์2%  เพื่อนำมาปรับแผนพีดีพี และแผนก๊าซฯของประเทศต่อไป

    นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า พพ.เตรียมเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอีกหนึ่ง เท่าตัว ตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจาก 20% เป็น 40% ภายในปี 2579 โดยขณะนี้ พพ.อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP2015)ใหม่เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พพ.อยู่ระหว่างพิจารณาเลือกเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนชนิดใด โดยต้องเป็นเชื้อเพลิงที่มีศักยภาพสูง ราคามีแนวโน้มลดลง และต้องไม่มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(FT) โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ เช่น การผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) และอาจรวมถึงโซลาร์ลอยน้ำ เป็นต้น

     แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน 20% ในปี 2579 คิดเป็น 1.95 หมื่นเมกะวัตต์ แต่หากเพิ่มเป็น 40% จะทำให้การผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มถึง 37,000 เมกะวัตต์ ส่วนจะเพิ่มเป็นพลังงานทดแทนชนิดใดบ้างอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อจัดทำเป็นร่างแผน AEDP ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1

     ด้าน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า คณะอนุกรรมการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ที่มีนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สนพ. เป็นประธาน อยู่ระหว่างจัดทำแผนพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) ของประเทศปี 2560 ที่ปรับลดลงต่ำกว่าคาดการณ์ อยู่ที่ 30,303.4 เมกะวัตต์ ต่ำกว่าปี 2559 อยู่ที่ 30,972.73 เมกะวัตต์ หรือต่ำกว่า 2% 
    ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ความต้องการใช้ต่ำกว่าแผน เช่น อุณหภูมิ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การผลิตไฟฟ้าใช้เองของประชาชนและมาตรการประหยัดพลังงานของภาครัฐ โดยการจัดทำแผนจะเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และจะนำไปใช้ในการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015)  และแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558-2579 (Gas Plan)

     ส่วนการปรับแผน AEDP สามารถดำเนินการควบคู่กับการจัดทำพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ และจะใช้ข้อมูลจากแผน AEDP ไปใช้ประกอบการจัดทำแผน PDP ใหม่ ในส่วนการปรับลดการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลักให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยการปรับแผนทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปี 2560