ข่าวทั้งหมด

Date : 26 / 06 / 2017

  • Date : 26 / 06 / 2017
    แจงรายการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปี2560ที่ยังเหลืออีกเกือบ700MW

    กกพ.แจงรายการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนปี 2560 ที่ยังเหลืออีกเกือบ 700 เมกะวัตต์ ทั้งแบบ SPP Hybrid Firm VSPP Semi-Firm และSPP ขยะชุมชน

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.คาดว่าจะออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆ ภายในปี2560 อีกเกือบ 700 เมกะวัตต์  ประกอบด้วย

    การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm จำนวน 300 เมกะวัตต์ น่าจะออกประกาศได้ในต้นเดือนก.ค. หลังจากที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 27 มิ.ย. 2560  ซึ่งถ้าไม่มีการแก้ไขมากก็อาจจะนำเข้าสู่ที่ประชุมกกพ.ในวันที่ 28 มิ.ย.2560 ก่อนออกเป็นประกาศรับซื้อต่อไป

    ขณะที่การรับซื้อไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมในระบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก  แบบ VSPP Semi-Firm จำนวน 269 เมกะวัตต์ ภายในเดือนต.ค.2560 นี้ จากปัจจุบันอยู่ระหว่างร่างระเบียบการรับซื้อ

    ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ปัจจุบันอยู่ระหว่างกำลังจะออกระเบียบ และกำหนดปริมาณรับซื้อ โดยคาดว่าจะสามารถออกประกาศรับซื้อได้ภายในปี 2560 นี้ ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีผู้ผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน สำหรับ SPP พร้อมที่จะดำเนินการอยู่ในในพื้นที่กรุงเทพฯและนนทบุรี ซึ่งมีกำลังการผลิตมากกว่า 10 เมกะวัตต์ต่อราย

    ทั้งนี้ การรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน สำหรับ SPP จะถูกรวมในเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนตามแผนประมาณ 130 เมกะวัตต์ ซึ่งก่อนหน้านี้กกพ.ได้ออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าสำหรับขยะชุมชนในกลุ่ม VSPP ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เกินรายละ 10 เมกะวัตต์ จำนวนรวม 78 เมกะวัตต์ แต่ได้เลื่อนการเปิดให้ยื่นเสนอขายไฟฟ้าออกไป เนื่องจากต้องรอกระทรวงมหาดไทยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขออกมาก่อน ทำให้คาดว่าการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนทั้งหมดอาจจะประกาศรับซื้อออกมาพร้อมกัน

    นายวีระพล กล่าวด้วยว่า กกพ.ยังเตรียมเปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นเสนอขายไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในแบบ FiT ประเภทเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา พ.ศ. 2560 ในวันที่ 29-30 มิ.ย.2560 นี้ เพื่อรับซื้อไฟฟ้าอีกจำนวน 8 เมกะวัตต์ คาดว่าจะมีผู้มายื่นเสนอขายไฟฟ้าไม่เกิน 15 ราย

  • Date : 26 / 06 / 2017
    กกพ.คาดออกใบอนุญาตผู้จัดหาและค้าส่งLNG เดือนก.ค.นี้

    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)คาดออกใบอนุญาตผู้จัดหาและค้าส่ง LNG ได้ในเดือน ก.ค.2560 นี้ พร้อมเปิดให้จองการนำเข้า LNG 1.5 ล้านตันต่อปีระหว่างวันที่ 28-31 ส.ค.2560  ตามนโยบาย LNG เสรี 

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้เปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นขอใบอนุญาตเป็นผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) หรือLNG  shippers ตามมาตรการเปิดให้บุคคลที่สามใช้ท่อและคลัง LNG เสรี โดยขณะนี้ 2 หน่วยงานที่แสดงความสนใจ ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ยื่นขอใบอนุญาตมาแล้ว และกลุ่มบริษัท กัลฟ์ได้ประสานมายัง กกพ.ว่าจะยื่นขอใบอนุญาตเช่นกัน จากปัจจุบันมีเพียง บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)เพียงรายเดียวที่มีใบอนุญาตดังกล่าว ทั้งนี้ กกพ. คาดว่าจะออกใบอนุญาตได้ในเดือน ก.ค.​2560 นี้ 

    สำหรับผู้ที่ได้ใบอนุญาตเป็นผู้จัดหาและค้าส่งจาก กกพ.แล้ว จะสามารถจองการนำเข้า LNG ในโควต้า 1.5 ล้านตันต่อปี ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)อนุมัติให้ขยายคลังรองรับ LNG เพิ่มอีก 1.5 ล้านตันต่อปี จากเดิมรองรับได้ 10 ล้านตันต่อปี เป็น 11.5 ล้านตันต่อปี ซึ่ง กกพ.จะเปิดให้จองการนำเข้าได้ระหว่างวันที่ 28-31 ส.ค. 2560 นี้ อย่างไรก็ตาม ปตท.ก็สามารถจองได้เช่นกัน ถ้ามีใบอนุญาตเป็นผู้จัดหาและค้าส่ง

    ส่วนใบอนุญาตค้าปลีกก๊าซฯ ปัจจุบันมีบริษัท ปตท.จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด หรือ PTT NGD ที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว และขณะนี้กลุ่มกัลฟ์ได้แสดงความสนใจจะขอใบอนุญาตดังกล่าวด้วยเช่นกัน  

  • Date : 26 / 06 / 2017
    ได้38ราย 171เมกะวัตต์ ผ่านการจับสลากโซลาร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรเฟส2

    “กกพ.” ประกาศผลจับสลากโซลาร์ฟาร์ม สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร อย่างไม่เป็นทางการแล้ว มีหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ผ่านการคัดเลือกรวม 38 ราย(ส่วนราชการ11 ราย และสหกรณ์ภาคการเกษตร27 ราย ) จาก636 รายที่ผ่านคุณสมบัติ หรือ คิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกพื้นที่ รวม 171.52 เมกะวัตต์ 

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยภายหลังจากที่ได้ดำเนินการจับสลาก เพื่อคัดเลือกผู้ที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติในรอบแรก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร หรือ “โซลาร์ฟาร์ม” ที่มีสิทธิจับสลาก ทั้งสิ้นจำนวน 636 ราย ว่า สำนักงาน กกพ. สามารถนำผลการจับสลากมาประมวลผลการคัดเลือก  ผู้มีสิทธิจากหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พร้อมทั้งการประมวลผลจัดอันดับจำนวนโครงการในแต่ละเป้าหมายการจัดหาตามพื้นที่ที่สามารถป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ (Feeder) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี   ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกที่มีสิทธิยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งสิ้นจำนวน  38 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้าที่รวมทุกพื้น รวม 171.52 เมกะวัตต์ ซึ่งมีเป้าหมายรวมไม่เกิน 219 เมกะวัตต์ แบ่งประเภทและเป้าหมายการจัดหาตามพื้นที่

     สำหรับ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกฯ (อย่างไม่เป็นทางการ) เป็นโครงการจากหน่วยงานราชการ ได้แก่ องค์การ ที่รัฐจัดตั้งขึ้น (ไม่รวมองค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจ) จำนวน 11 ราย หรือคิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า รวม 52.52 เมกะวัตต์ และโครงการจากสหกรณ์ภาคการเกษตร (สหกรณ์ภาคการเกษตร/สหกรณ์นิคม/สหกรณ์ประมง) จำนวน 27 ราย หรือคิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า รวม 119.00 เมกะวัตต์

    “กกพ. จะพิจารณารายชื่อผู้ที่ผ่านกระบวนการจับสลาก และประกาศผลอย่างเป็นทางการ ภายในวันที่ 28 มิถุนายน นี้ โดยปิดประกาศที่สำนักงาน กกพ. และทางเว็บไซต์ www.erc.or.th ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่กระบวนยื่น    คำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าต่อไป” นายวีระพล กล่าว

    สำหรับรายชื่อของโครงการที่ผ่านการประเมินผลเบื้องต้น ทั้งในส่วนของรหัสวงจร หม้อแปลง สถานี และพื้นที่ และการจับสลาก จำนวน38 รายประกอบด้วย

    1.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานกิจการโรงงานในอารักษ์) สมุทรปราการ

    2.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานรักษาความปลอดภัย)นนทบุรี

    3 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (ศูนย์ฝึกอบรมและนันทนาการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก) สุพรรณบุรี

    4 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตราชบุรี) ราชบุรี

    5.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตชลบุรี) ฉะเชิงเทรา

    6.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาว) จันทบุรี

    7.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุพรรณบุรี) กาญจนบุรี

    8.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตลพบุรี) สระบุรี

    9.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(โรงพยบาลทหารผ่านศึก)กรุงเทพมหานคร

    10.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานกิจการพลังงาน) กรุงเทพมหานคร

    11.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานกิจการการเกษตรการอุตสาหกรรมและการบริการ)กรุงเทพมหานคร

    12.สหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บ้านไผ่สีทองจำกัด   หนองคาย

    13.สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธ.ก.ส.ขอนแก่นจำกัด   ขอนแก่น

     14. สหกรณ์การเกษตรโนนสังจำกัด ขอนแก่น

    15.สหกรณ์โคนมศรีธาตุจำกัด ขอนแก่น

    16.สหกรณ์การเกษตรไชยวานพัฒนาพิบูลย์รักษ์จำกัด อุดรธานี

     17.สหกรณ์การเกษตรเมืองชัยภูมิจำกัด  ชัยภูมิ

    18.สหกรณ์การเกษตรบัวลายจำกัด ชัยภูมิ

    19.สหกรณ์การเกษตรหนองบุญมาก จำกัด  นครราชสีมา

     20.สหกรณ์ประมงจังหวัดบุรีรัมย์ จำกัด  นครราชสีมา

    21.สหกรณ์การเกษตรโนนไทยจำกัด  นครราชสีมา

    22. สหกรณ์โคนมอำเภอปะคำจำกัด บุรีรัมย์

    23.สหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต้ำ เมืองพะเยาจำกัด พะเยา

    24.สหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้งจังหวัดแพร่ จำกัด  แพร่

    25.สหกรณ์การเกษตรนาบ่อคำพัฒนาจำกัด  กำแพงเพชร

    26.สหกรณ์การเกษตรวิเชียรบุรี จำกัด  เพชรบูรณ์

    27.สหกรณ์การเกษตรชนแดน  เพชรบูรณ์

    28.สหกรณ์การเกษตรกะทูน จำกัด  สุราษฎร์ธานี

    29.สหกรณ์ผู้ผลิตยางพาราสุราษฎร์ธานี จำกัด   สุราษฎร์ธานี

    30.สหกรณ์การเกษตรบ้านนาเดิมจำกัด  สุราษฎร์ธานี

    31.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดินนาจำกัด  กระบี่

    32.สหกรณ์การเกษตรลำทับจำกัด  กระบี่

    33.สหกรณ์การเกษตรคลองยาจำกัด  กระบี่

    34.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านห้วยพลูหนัง จำกัด กระบี่

    35.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านตากแดดจำกัด  พังงา

    36. สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธ.ก.ส.ตรัง จำกัด  ตรัง

    37.สหกรณ์การเกษตรพูนสุขจำกัด  ระนอง

    38.สหกรณ์ผู้ผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ อำเภอกระแสสินธ์ จำกัด   สงขลา

     

     

     

     

     

  • Date : 26 / 06 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานหวังประสบการณ์นอร์เวย์เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแผนก๊าซของประเทศ

    รัฐมนตรีพลังงานพร้อมนำประสบการณ์ของประเทศนอร์เวย์ในเรื่องของLNG มาปรับใช้ในการปรับปรุงแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) ระยะยาวของไทย  ในขณะที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พร้อมเปิดทางผู้ค้าLNG รายอื่นนำเข้าLNG มาแข่งขันกับปตท.ในอนาคต

    เมื่อวันที่26มิ.ย. 2560 พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาความร่วมมมือด้านLNG ระหว่างนอร์เวย์และไทย ที่ห้องประชุม ชั้น15  ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ อาคารบี กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานและบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเรื่องของLNG  ที่ได้รับเชิญจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดงาน เข้าร่วมกว่า 100 คน

    งานสัมมนาในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย และคณะ เดินทางไปศึกษาดูงานด้านปิโตรเลียม ที่นอร์เวย์ เมื่อวันที่16-21 พ.ค.2560 ที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและกระทรวงการต่างประเทศของไทย ร่วมกับสถานฑูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในธุรกิจLNG  เทคโนโลยี รวมถึงการกำกับดูแลของภาครัฐ เนื่องจากนอร์เวย์ เป็นประเทศที่มีประสบการณ์ในธุรกิจLNG ครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการขนส่งและการค้า  

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  กระทรวงพลังงานมีความคาดหวังว่าบทสรุปที่ได้จากงานสัมมนาครั้งนี้จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ(Gas Plan) ระยะ 20 ปี  โดย ต้องการที่จะเรียนรู้ประสบการณ์ของนอร์เวย์ซึ่งเป็นประเทศที่มีทรัพยากรปิโตรเลียมที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า และมีต้นทุนการผลิตก๊าซที่ต่ำกว่าไทย  ได้เล่าถึงแนวทางในการบริหารจัดการ ทั้งในส่วนของการกำกับดูแล  เทคโนโลยี  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่เกี่ยวข้อง  ร่วมไปถึงกระบวนการการสร้างความเข้าใจกับภาคประชาชน ว่า ทำอย่างไรจึงทำให้ประเทศของเขาสามารถที่จะเดินหน้าในเรื่องของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้ตามแผน

    นอกจากนี้นอร์เวย์ยังมีประสบการณ์ในเรื่องของพลังงานหมุนเวียน หรือRenewable Energy –RE จึงอยากจะฟังมุมมองของทางนอร์เวย์ด้วยว่า ในอนาคตRE โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม จะเข้ามามีบทบาทมากน้อยแค่ไหน  มีผลต่อการใช้เชื้อเพลิง LNG อย่างไร เพื่อจะได้ประมาณการการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่และLNG ในอนาคต

    “กระทรวงพลังงานมีความคาดหวังว่า บทสรุปที่ได้จากการสัมมนา  ครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแผนก๊าซระยะ20ปี  วึ่งที่ผ่านมาความร่วมมือระหว่างนอร์เวย์ กับไทยในทางวิชาการก็มีกันมาเป็นระยะๆ  ส่วนจะมีความร่วมมมือกันในด้านอื่นๆเพิ่มเติม หรือจะมีการตั้งคระทำงานร่วมกันโดยเฉพาะหรือไม่ การเทคโนโลยี ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะเป็นผู้ดูแล  และจัดทำเป็นรายงานเสนอขึ้นมา “ พลเอกอนันตพร กล่าว

    พลเอกอนันตพร กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน ไทยมีการนำเข้าLNG  ประมาณ5 ล้านตันต่อปี และตามแผนก๊าซ จะต้องมีการนำเข้าLNG ถึงประมาณ 34 ล้านตันต่อปี ในปี2579  ซึ่งการที่ไทยจะซื้อLNG จากนอร์เวย์หรือไม่ ก็อยู่ที่ต้นทุนราคา บวกกับค่าขนส่ง เพราะนอร์เวย์เป็นประเทศที่อยู่ไกลกับไทยมาก  แต่ถ้าหาก เขาสามารถปรับลดต้นทุนและการขนส่งที่แข่งขันราคาได้ กระทรวงพลังงานก็ยินดี พิจารณา   โดยการซื้อLNG นั้นจะพิจารณาจากต้นทุนราคาเป็นหลัก คงไม่ต้องระบุว่าเป็นประเทศใดประเทศหนึ่ง

    Mr.Kjetil Paulsen   Ambassador of Norway to Thailand กล่าวว่า ต้องขอบคุณประเทศไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงต่างประเทศ ที่จัดงานตั้งนี้ขึ้น  และหวังว่าจะเกิดฟอรัมแลกเปลี่ยนกันระหว่างเอกชนไทยกับนอร์เวย์ เพื่อ นำไปสู่ ความร่วมมือกันที่มากยิ่งขึ้นในอนาคต  โดยLNG ถือเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด ที่จะเข้ามารองรับช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่พลังงานหมุนเวียน

    ด้านนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า LNG นำเข้า จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะลดปริมาณสำรองลงเรื่อยๆ ซึ่ง กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีการจัดตั้งหน่วยงาน ที่ในอนาคตจะยกระดับขึ้นเป็นกองงาน ภายใต้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ขึ้น เพื่อมาดูแลเรื่องLNG โดยเฉพาะ 

    ทั้งนี้การนำเข้าLNG ที่จะเพิ่มมากขึ้น เป็น34 ล้านตันในปี2579 จากปัจจุบันที่มีสัญญานำเข้าระยะยาวอยู่แล้ว5.2 ล้านตัน นั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติพยายามที่จะส่งเสริมให้มีผู้ค้าLNG มากรายขึ้นนอกเหนือจาก ปตท. ที่เป็นผู้นำเข้าเพียงรายเดียวในขณะนี้  เพื่อให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าในรูปของ Spot  ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่จะนำเข้าLNG ในปริมาณ1.5 ล้านตันต่อปี โดยใช้พื้นที่คลังรับจ่ายก๊าซLNG ของปตท. ส่วนที่มีการขยายเพิ่มเติม ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) แล้ว 

     

  • Date : 26 / 06 / 2017
    ผู้ประกอบการ 633รายลุ้นจับสลากโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์และราชการเฟส2 คึกคัก

    บรรยากาศจับสลากโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟส2 เป็นไปอย่างคึกคัก โดยคัดจากผู้ผ่านคุณสมบัติ เข้าจับสลาก 633 ราย รวมกำลังการผลิตกว่า 3,089 เมกะวัตต์​  ให้เหลือ 219 เมกะวัตต์   คาดรู้ผลไม่เป็นทางการภายในวันนี้(26มิ.ย.) ในขณะที่จะประกาศผลอย่างเป็นทางการ ที่สำนักงาน กกพ. และทางเว็บไซต์ www.erc.or.th ได้ในวันที่ 28 มิถุนายน 2560 นี้

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้เปิดให้มีการจับสลากเพื่อคัดเลือกเจ้าของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรระยะที่2  หรือ “โซลาร์ฟาร์ม”แล้วเมื่อวันที่ 26มิ.ย. 2560  ณ ห้องประชุม(HALL) 105 ชั้น 1 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค  บางนา  โดยครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจับสลากมากถึง 633 ราย รวมกำลังผลิตติดตั้ง ประมาณ 3,089 เมกะวัตต์ สูงกว่าเป้าหมายที่จะรับซื้อ 219 เมกะวัตต์ หรือสูงกว่าถึง 14 เท่า 

    ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเกิดความโปร่งใสในทุกขั้นตอน นอกจากจะกำหนดให้การจับสลาก เป็นไปอย่างเปิดเผยต่อหน้าผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว  กกพ. ยังได้กำหนดให้ทุกกระบวนการจะต้องกระทำต่อหน้ากรรมการสักขีพยาน โดยมาจากหน่วยงานภายนอกที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนกระทรวงพลังงาน ผู้แทนส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่น ผู้แทนสื่อมวลชน ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

    เราคาดว่าจะสามารถประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการในวันนี้ ทั้งผลจับสลากอันดับของหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ยื่นคำขอเป็นเจ้าของโครงการในแต่ละเป้าหมายการจัดหาตามพื้นที่ที่ได้ลงประกาศไว้ ซึ่งหน่วยงานราชการ ไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ สหกรณ์ภาคการเกษตร ไม่เกิน 119 เมกะวัตต์ รวมทุกเขตพื้นที่ไม่เกิน 219 เมกะวัตต์ และการประมวลผลการจัดอันดับของผู้ที่มีสิทธิได้รับการคัดเลือกผ่านเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการหาผู้ร่วมลงทุนโครงการของหน่วยงานราชการ หรือผู้สนับสนุนโครงการของสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อมายื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในขั้นตอนที่สองต่อไป” นายวีระพล กล่าว

    โฆษก กกพ. กล่าวย้ำว่า ลำดับของสลากที่ได้ในวันนี้ กกพ. จะนำไปประมวลผล โดยพิจารณาจากเงื่อนไขศักยภาพของระบบไฟฟ้าตามลำดับเป็นสำคัญ ได้แก่ (1) ไม่เกินศักยภาพของ Feeder (2) ไม่เกินศักยภาพของหม้อแปลง และ (3) ไม่เกินศักยภาพของระบบส่งไฟฟ้า โดย กกพ. จะประกาศผลอย่างเป็นทางการได้ในวันที่ 28 มิ.ย. 2560 ซึ่งจะปิดประกาศที่สำนักงาน กกพ. และทางเว็บไซต์ www.erc.or.th หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนของการยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจรายละเอียดคุณสมบัติของผู้ร่วมลงทุนโครงการและผู้สนับสนุนโครงการ ในความพร้อมการดำเนินโครงการด้านต่างๆ ได้แก่ ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งโครงการ ความพร้อมทางการเงินที่ใช้เป็นทุนดำเนินโครงการ รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายใน 30 ธ.ค. 2561

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) ซึ่งเข้าร่วมสังเกตการณ์และทำข่าวในครั้งนี้ รายงานว่าบรรยากาศการจับสลากโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟส2 เป็นไปอย่างคึกคัก โดยได้รับความสนใจที่เอกชนมีคุณสมบัติที่จะมีสิทธิจับสลากผู้สังเหตุการณ์จำนวนมาก และดำเนินการเป็นไปอย่างด้วยความเรียบร้อย  ซึ่งเบื้องต้น กกพ. คาดว่าจะใช้เวลาในการจับสลาก ประมาณไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ว่า

    การจับสลากในครั้งนี้ ปรากฎว่ามีกลุ่มสหกรณ์การเกษตร 3 รายไม่เข้าร่วมการจับสลาก เบื้องต้นเกิดจากมีการเพิกถอนมติในที่ประชุมใหญ่ของกลุ่มสหกรณ์เอง ทำให้ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติและเข้าจับสลากเหลือเพียง 633 ราย จากเดิมที่ผ่านคุณสมบัติ 636 ราย ส่วนกลุ่มราชการ ผู้ที่มีคุณสมบัติที่เข้าจับสลากมีเพียงองค์การทหารผ่านศึกเท่านั้น   ในขณะที่สถาบันการศึกษา 3 แห่งที่ยื่นคำขอเข้ามาด้วยนั้น ไม่ผ่านคุณสมบัติ เนื่องจากไม่มีวัตถุประสงค์ในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า   

Date : 25 / 06 / 2017

  • Date : 25 / 06 / 2017
    ปตท.เร่งจัดหาเชื้อเพลิงเสริมโรงไฟฟ้าจะนะ และ สถานีเอ็นจีวี16แห่งในพื้นที่ภาคใต้

    ปตท.ประสานผู้ผลิตก๊าซในแหล่งเจดีเอ  ตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงในการหยุดผลิต ซึ่งทำให้ก๊าซธรรมชาติหายจากระบบ440ล้านลบ.ฟุต ต่อวัน พร้อมเร่งแก้ปัญหาโดยจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าจะนะ  รวมถึงสถานีก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 16 แห่ง ใน 5 จังหวัด ระบุระยะแรก จำเป็นต้องปิดสถานีบริการจำนวน  6 แห่ง พร้อมขอความร่วมมือผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้  วางแผนการเดินทาง และปรับใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนจนกว่าจะมีการแจ้งเปิดให้บริการตามปกติ   

     นายนพดล  ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากเหตุอุปกรณ์ ณ แหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18) ชำรุด ทำให้ต้องหยุดการผลิตและจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งดังกล่าวชั่วคราว นั้น ขณะนี้ ปตท. ได้ประสานกับผู้ผลิตฯ อย่างใกล้ชิด โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบถึงสาเหตุที่แท้จริง พร้อมเร่งแก้ปัญหาโดยจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าภาคใต้ รวมถึงก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ และก๊าซธรรมชาติในส่วนที่ส่งมายังภาคตะวันออกด้วย

    ทั้งนี้ แหล่งเจดีเอ เอ-18 มีปริมาณนำส่งก๊าซธรรมชาติตามสัญญา ประมาณ 440 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดย ปตท. นำส่งให้โรงไฟฟ้าจะนะในปริมาณ 180 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และส่งไปผลิตเป็นก๊าซเอ็นจีวีในปริมาณ 5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ขณะนี้ ในส่วนของโรงไฟฟ้าจะนะ 1 ได้ปรับเป็นการใช้น้ำมันดีเซลเรียบร้อยแล้ว สามารถใช้ปริมาณน้ำมันสำรองในการผลิตได้ประมาณ 10 วัน โดย ปตท. พร้อมจัดหาดีเซลเพิ่มเติมให้ในระหว่างการเร่งซ่อมแซมอุปกรณ์จนกว่าจะแล้วเสร็จ ในส่วนของก๊าซธรรมชาติที่จ่ายไปยังภาคตะวันออก ซึ่งขาดหายไปประมาณ 255 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นั้น ปตท. ได้เรียกก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นเข้ามาชดเชยเต็มที่ รวมถึงนำก๊าซธรรมชาติเหลวมาทดแทนด้วย

    สำหรับสถานีบริการเอ็นจีวีในภาคใต้ จำนวน 16 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ปัจจุบันมีความต้องการใช้ก๊าซฯ ในช่วงเวลาปกติเฉลี่ยอยู่ที่ 140 ตันต่อวัน ปตท. ได้จัดสรรก๊าซเอ็นจีวีจากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักราชบุรีมาให้บริการทดแทนให้กับสถานีบริการเอ็นจีวีในจังหวัดชุมพร  2 แห่ง สามารถให้บริการได้ตามปกติ โดยสถานีบริการเอ็นจีวีในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี อีก 14 แห่ง ในระยะแรกนี้ ปตท. จะจัดสรรปริมาณก๊าซเอ็นจีวีที่มีอยู่ในพื้นที่ให้กับผู้ใช้บริการ แต่ด้วยปริมาณที่มีจำกัด ปตท. จำเป็นต้องปิดสถานีบริการจำนวน  6 แห่ง ได้แก่ สน.ปตท.ทักษิณออยล์ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี  สน.อรพรรณแก๊ส อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช สน.ปตท.ขนอม 2 อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช สน.ปตท.สงขลา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สน.ปตท.สายแก้วปิโตร 1999 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ สน.ปตท.แนวท่อ อ.จะนะ จ.สงขลา ทั้งนี้ ปตท. ได้เตรียมแผนจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีจากส่วนกลาง เพื่อรองรับการให้บริการ ณ สถานีบริการเอ็นจีวี 8 แห่ง บนเส้นทางสายหลัก  

    "ปตท. จะทำหน้าที่ประสานงานกับผู้ผลิตฯ และบริหารจัดการให้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนน้อยที่สุด โดยจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป พร้อมกันนี้ ใคร่ขอความร่วมมือผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้  โปรดวางแผนการเดินทาง และผู้ใช้รถเชื้อเพลิง 2 ระบบ คือน้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี โปรดปรับใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนในช่วงเวลานี้   โดยสามารถสอบถามข้อมูลการให้บริการได้ทาง PTT Contact Center 1365 ตลอด 24 ชั่วโมง" นายนพดล กล่าวเสริมในตอนท้าย

     

     

Date : 24 / 06 / 2017

  • Date : 24 / 06 / 2017
    โฆษก กฟผ.ประสานปตท.เหตุแหล่งก๊าซJDA–A18 ขัดข้อง คาดใช้เวลาซ่อม3วัน

    โฆษก กฟผ. แจงเหตุโรงไฟฟ้าจะนะ หยุดจ่ายไฟ เกิดจากแหล่งก๊าซ JDA–A18 ขัดข้อง เบื้องต้นประสาน ปตท.คาดว่าใช้เวลาซ่อมประมาณ 3 วัน  โดยขอความร่วมมือประชาชนภาคใต้ช่วยกันประหยัดการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แจ้งว่า วันนี้ ( 24 มิถุนายน 2560) เวลาประมาณ 15.00 น. ได้รับแจ้งจาก ปตท.ว่า เกิดเหตุขัดข้องทำให้จำเป็นต้องหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง JDA–A18 ส่งผลให้ โรงไฟฟ้าจะนะ เครื่องที่ 1 ขนาดกำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ ต้องปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทน และต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะ เครื่องที่ 2 ขนาดกำลังผลิต 766 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงให้ใช้น้ำมันดีเซลในการเดินเครื่องแทนก๊าซธรรมชาติได้ ส่งผลให้ กฟผ. ต้องเร่งปรับแผนการจ่ายไฟ เพื่อให้ประชาชน ภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ที่ 2,350 เมกะวัตต์

    เบื้องต้นคืนนี้(24มิ.ย.)ช่วงเวลา 18.00 – 22.00 น. จ่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าจะนะ เครื่องที่ 1 ซึ่งเมื่อปรับไปใช้น้ำมันดีเซลจะจ่ายไฟได้สูงสุด 650 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือได้ประสานซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียจำนวน 300 เมกะวัตต รวมทั้งประสานให้โรงไฟฟ้าขนอมเดินเครื่องเพิ่มเป็น 920 เมกะวัตต์ เพื่อจ่ายไฟมาช่วยเสริมระบบอีกส่วนหนึ่ง

    นอกจากนี้ ได้สั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา เขื่อนบางลาง รวมถึงเพิ่มการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง 200 – 300 เมกะวัตต์ มาช่วยอีกส่วนหนึ่งด้วย ทั้งนี้ หากภาคใต้ไม่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงกว่าปัจจุบันหรือมีเหตุการณ์อื่นมากระทบเพิ่มอีก เชื่อว่าจะสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ ซึ่งอยู่ที่ระดับประมาณ 2,350 เมกะวัตต์ ได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตามต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในภาคใต้ช่วยกันประหยัดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่หยุดดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

    นายสหรัฐ กล่าวด้วยว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุขัดข้องหรือหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติ กฟผ. จำเป็นต้องหยุดเดินครื่องโรงไฟฟ้าจะนะบางส่วน หรือหากสายส่งไฟฟ้าที่เชื่อมโยงระหว่างภาคกลางกับภาคใต้ เกิดขัดข้อง จะทำให้กระทบกับการจ่ายไฟฟ้าของภาคใต้ ดังนั้น ภาคใต้จึงควรต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงและช่วยให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้มีความมั่นคงเพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

     

Date : 23 / 06 / 2017

  • Date : 23 / 06 / 2017
    คาดรู้ผลผู้ชนะประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช เดือนก.พ.2561

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เตรียมออกทีโออาร์ประมูล แหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช  ได้ภายในเดือนสิงหาคม2560 นี้และคาดทราบรายชื่อผู้ชนะการประมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2561  หลังมีการประกาศ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560 และ พ.ร.บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  กล่าวถึงความคืบหน้าในการเตรียมการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนเข้ามาบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ในปี2565และ 2566 ทั้ง แหล่งเอราวัณและบงกช  หลังจากที่มีการลงประกาศ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560 และ พ.ร.บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(ฉบับที่7)พ.ศ.2560ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่22 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา  ว่า กรมฯจะเร่งดำเนินการตามแผนที่แจ้งไว้ คือ การเตรียมส่งกฎหมายรอง ที่ยังเหลืออีก 2 ฉบับ ที่เกี่ยวกับระบบจ้างบริการ เข้า ครม.และคณะกรรมการกฤษฎีกา ภายในเดือน มิถุนายน นี้  หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้ทยอยส่งกฎหมายรองที่เกี่ยวกับระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ พีเอสซี และค่าภาคหลวง ไปแล้ว 4 ฉบับ  ดังนั้นคาดว่าจะสามารถออกทีโออาร์ประมูล แหล่งปิโตรเลียมดังกล่าว ได้ภายในเดือนสิงหาคม2560  นี้ และน่าจะได้รายชื่อผู้ชนะการประมูล ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 26 กันยายน  2559  ได้มีมติ การขยายเวลาการเปิดประมูลแข่งขันแปลงสำรวจที่มีศักยภาพปิโตรเลียมหลังสิ้นอายุสัมปทาน  ทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช  ออกไป จากกำหนดเดิม เดือนพฤษภาคม 2560 เป็นวันที่30 กันยายน 2560 เนื่องจากกระบวนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2ฉบับ ในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีความล่าช้า   อย่างไรก็ตามเมื่อพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทั้ง2 ฉบับ ได้มีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เมื่อวันที่22 มิถุนายน 2560   ที่จะทำให้กระบวนการเปิดประมูลไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามมติ กพช.

    โดยมี6 ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ คือ   (1) การจัดเตรียมข้อมูลและการเตรียมการเปิด Data Room ให้ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลได้ศึกษาข้อมูลด้านเทคนิคที่จำเป็นต่อการตัดสินใจเข้าร่วมประมูล (2) การยกร่างกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง (3) จัดทำเงื่อนไขหลักเกณฑ์การประมูล (TOR) ภายใต้ข้อพิจารณาให้การผลิตก๊าซธรรมชาติในแปลงที่สิ้นสุดสัมปทานสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และร่างประกาศเชิญชวนฯ นำเสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (4) การออกประกาศเชิญชวนและรับซองประมูล (5) การพิจารณาและคัดเลือกผู้ชนะการประมูล และ (6) การเสนอผลการคัดเลือกเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ    ซึ่งความคืบหน้าล่าสุด กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า จะสามารถ ออกทีโออาร์ได้ในเดือนสิงหาคม ดังนั้นจึงจะต้องมีการนำเสนอต่อ กพช. เพื่อ ขอขยายระยะเวลา การเปิดประมูล จาก เดือน กันยายน2560 เป็นเดือน กุมภาพันธ์2561

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช นั้นมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จล่วงหน้าก่อนสัมปทานหมดอายุประมาณ5ปี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซ  ซึ่งรัฐ เคยมีการประเมินความเสี่ยงในช่วงรอยต่อของการประมูล  8 ปี ระหว่างปี 2561-2568  ว่า หากได้ผู้ชนะการประมูลผลิตและสำรวจรายใหม่แทน รายเดิม คือ เชฟรอนและปตท.สผ. นั้น  อาจทำให้ก๊าซฯหายไป 3.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งแนวทางที่ภาครัฐเตรียมแก้ไขปัญหาคือ นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) จากต่างประเทศเข้ามาทดแทน  

    ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2560ที่ผ่านมาที่ประชุม กพช. ได้เห็นชอบ แนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติ ปี 2564 – 2566  ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เนื่องจากความล่าช้าของการสรุปแนวทางการบริหารจัดการก๊าซในอ่าวไทย ทำให้การผลิตไม่ต่อเนื่องและก๊าซมีปริมาณลดลง รวมทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดไม่สามารถดำเนินการได้ ส่งผลทำให้การจัดหาก๊าซธรรมชาติไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่คาดการณ์ไว้ตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558 – 2579 (Gas Plan 2015) ที่ปรับปรุงใหม่ ทั้งนี้ คาดว่าปัญหาดังกล่าวฯ จะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ คิดเป็นพลังงานไฟฟ้าสูงถึง 13,623 ล้านหน่วย หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาด 1,700 เมกะวัตต์ โดยกระทรวงพลังงาน มีมาตรการในการดำเนินการ ดังนี้

    -เจรจาตกลงราคาและปริมาณการจัดหาก๊าซธรรมชาติโครงการบงกชเหนือ โดยมีการรับประกันอัตราขั้นต่ำในการผลิต ในช่วงปี 2562 - 2564 เพื่อให้มีปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติก่อนสิ้นอายุสัมปทานในปี 2565 เพิ่มขึ้น

    -กำหนดแนวทางเลือก สำหรับการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านการลดความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Side) อาทิ การส่งเสริมติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีคกลางวันและการใช้มาตรการ Demand Response (DR) เพื่อประหยัดไฟฟ้าตามช่วงเวลาที่ภาครัฐกำหนดเป็นการเฉพาะ สำหรับด้านการจัดหาเชื้อเพลิง/พลังงานไฟฟ้า (Supply Side) อาทิ การจัดหาก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย (JDA) การเพิ่มความสามารถในการเก็บสำรองก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เช่น การขยายโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 1 มาบตาพุด จ.ระยอง และเร่งรัดการพัฒนาโครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่ภาคใต้ เป็นต้น รวมถึงการจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม เช่น รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว หรือกัมพูชา) และรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมอีกตามนโยบาย SPP Hybrid-Firm และ VSPP-Semi Firm เพิ่มขึ้น เป็นต้น

  • Date : 23 / 06 / 2017
    กกพ.ส่งข่าวแจงสื่อไม่มีนโยบายเรียกเก็บเงินค่าสำรองไฟฟ้าคนติดโซลาร์รูฟท็อปรายเล็ก

    สำนักงานกกพ. ส่งข่าวชี้แจงสื่อมวลชน  ยืนยัน  กกพ.ไม่มีนโยบายเรียกเก็บเงินค่าสำรองไฟฟ้า คนติด “โซลาร์รูฟท๊อปรายเล็ก” แต่ยอมรับว่า กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อรองรับลักษณะการผลิตและการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบไป ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศในอนาคต

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC)รายงานว่า  ฝ่ายกลยุทธ์และสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้จัดทำข่าวชี้แจง เรื่อง”กกพ. ยืนยันไม่มีนโยบายเรียกเก็บเงินค่าสำรองไฟฟ้า คนติด “โซลาร์รูฟท๊อปรายเล็ก” ส่งถึงสื่อมวลชน เมื่อวันที่23 มิ.ย.2560  ภายหลังจากที่เรื่องของการเรียกเก็บเงินค่าสำรองไฟฟ้ากับกลุ่มโซลาร์รูฟท็อป นั้น กลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจและเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสื่อโซเชียลมีเดีย   โดยมีเนื้อหาของข่าว ดังนี้

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวคลาดเคลื่อนเรื่องการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าสำรองกับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท๊อปทั่วประเทศนั้น ผมขอเรียนชี้แจงและยืนยันว่า “กกพ. ไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าสำรองไฟฟ้า (Backup Rate) จากผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือที่เรียกว่า “โซลาร์รูฟท๊อป” ประเภทใช้เองในบ้านอยู่อาศัย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ติดตั้งผลิตไฟฟ้าใช้ในปริมาณไม่มาก

    แต่ประเภทกลุ่มโรงงาน มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท๊อปขนาดใหญ่ ได้มีเพิ่มมากขึ้น เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในปริมาณมาก เฉพาะบางช่วงเวลา ซึ่งจะผลิตใช้ในช่วงกลางวัน ส่วนกลางคืนที่ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ก็จะต้องมาขอใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืน ซึ่งในกลุ่มนี้หากในอนาคตเกิดการติดตั้งเพิ่มมากขึ้น อาจมีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้ารวมและต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศได้

    “ขณะนี้ ทาง กกพ. กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อรองรับลักษณะการผลิตและการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบไป ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศในอนาคต” นายวีระพล กล่าวย้ำ 

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการสำรองไฟฟ้าสูงถึงกว่า 30% ซึ่งสูงกว่าปกติที่เคยสำรอง 15% และยังไม่เกิดปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า ทั้งนี้ ข้อมูลปัจจุบันมีผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองรวม 60 - 70 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้มีกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเสรีที่เข้าระบบอยู่เพียง 5 เมกะวัตต์ ซึ่งการดำเนินการคิดอัตราไฟฟ้ารูปแบบใหม่นี้ เป็นมาตรการที่จะรองรับปัญหาในอนาคตที่จะเกิดขึ้น