ข่าวทั้งหมด

Date : 28 / 06 / 2017

  • Date : 28 / 06 / 2017
    ประกาศ38รายชื่อผู้ผ่านการจับสลากโซลาร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์การเกษตรอย่างเป็นทางการ

    กกพ.รับรองผลจับสลากโครงการ โซลาร์ฟาร์มของหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร38รายรวมปริมาณการเสนอขาย171.52เมกะวัตต์ พร้อมประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ  โดยเปิดให้ยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าได้ ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน – 9 ตุลาคม 2560 ณ สำนักงาน กกพ. อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 19

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.      มีมติรับรองผลการจับสลาก เพื่อคัดเลือกผู้ที่ผ่านกระบวนการจับสลากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร หรือ “โซลาร์ฟาร์ม”  ที่ได้ดำเนินการจับสลากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีผู้ที่จับสลากและได้รับคัดเลือกในการยื่น ข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในขั้นตอนที่สอง รวมจำนวน 38 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกพื้นที่ 171.52 เมกะวัตต์  จากเป้าหมายรวมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 219 เมกะวัตต์

    โดยแบ่งเป็นโครงการจากหน่วยงานราชการ ได้แก่ องค์การ ที่รัฐจัดตั้งขึ้น (ไม่รวมองค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจ) จำนวน 11 ราย หรือคิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า รวม 52.52 เมกะวัตต์ และโครงการจากสหกรณ์ภาคการเกษตร (สหกรณ์ภาคการเกษตร/สหกรณ์นิคม/สหกรณ์ประมง) จำนวน 27 ราย หรือคิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า รวม 119.00 เมกะวัตต์

    ทั้งนี้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องดำเนินการหาผู้ร่วมลงทุนโครงการของหน่วยงานราชการ หรือสนับสนุนโครงการของสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อมายื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าได้ ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน – 9 ตุลาคม 2560 ณ สำนักงาน กกพ. อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 19 โดยภายเดือนกรกฎาคม สำนักงาน กกพ. จะจัดประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจในเรื่องคุณสมบัติและหลักเกณฑ์สำหรับผู้ร่วมลงทุนและผู้สนับสนุนโครงการต่อไป 

    สำหรับรายชื่อผู้ที่จับสลากและได้รับคัดเลือกในการยื่น ข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในขั้นตอนที่สอง รวมจำนวน 38 ราย ซึ่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการแล้วมีรายละเอียดตามตารางด้านล่าง

     

  • Date : 28 / 06 / 2017
    บูรณาการ4กระทรวงแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันทั้งระบบ

     ปลัดพลังงาน"อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม" เปิดแถลงข่าว เตรียมหารือ 4 กระทรวงบูรณาการแก้ปัญหาปาล์มทั้งระบบ ระบุสถานการณ์ปาล์มล้นตลาดในปัจจุบันกำลังจะคลี่คลาย หลังกระทรวงพลังงานเพิ่มสัดส่วนผลิตไบโอดีเซลจาก B5 เป็นB7 พร้อมให้ผู้ค้าช่วยซื้อเก็บสต๊อกเพิ่มเป็น 100 ล้านลิตร ขณะโรงกลั่นและโรงสกัดกำลังรวมตัวเพื่อส่งออก โดยปัญหายังไม่ถึงขั้นที่จะต้องรับซื้อน้ำมันปาล์มนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้ากระบี่ เหมือนที่ผ่านมา

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกันแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันของประเทศ ดังนั้นปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้ง 4 กระทรวง คือกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม จึงเตรียมประชุมหารือกันใน อีก2-3 สัปดาห์นี้เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันทั้งระบบ เช่น การบริหารจัดการวัตถุดิบทั้งระบบ Supply Chain ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ จนถึงการจำหน่าย การกำกับหรือควบคุมจำนวนโรงสกัดให้มีจำนวนที่เหมาะสมกับความต้องการใช้ของประเทศ  รวมไปถึงการพัฒนาตามศักยภาพผู้ผลิตให้สามารถแข่งขันกับตลาดในต่างประเทศได้ เป็นต้น

    สำหรับสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในขณะนี้ ยังมีปริมาณที่ล้นตลาดอยู่ 1.8 แสนตัน หรือคิดเป็น 207 ล้านลิตร (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนพ.ค. 2560 ของกรมการค้าภายใน) หรือมีปริมาณสต็อคอยู่ที่ 4.3 แสนตัน จากปกติสต๊อกควรอยู่ระดับ 2.5 แสนตัน ทั้งนี้เบื้องต้นกระทรวงพลังงานได้ช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มในตลาดแล้ว โดยเพิ่มสัดส่วนผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 100% หรือ ไบโอดีเซล B100 ในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วจาก B5 มาเป็นB7 (มีผลตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค. 2560) ซึ่งสามารถดูดซับน้ำมันปาล์มได้ 10% หรือประมาณ 20 ล้านลิตรต่อเดือน รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ให้สต๊อกไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นจาก 50 ล้านลิตร ซึ่งคาดว่าสิ้นเดือนมิ.ย. 2560 นี้จะสต๊อกเพิ่มเป็น 80 ล้านลิตร สามารถดูดซับน้ำมันปาล์มได้อีก 25% ของน้ำมันปาล์มที่ล้นตลาด โดยมีเป้าหมายให้สต๊อกให้ถึง 100 ล้านลิตรภายในสิ้นเดือน ส.ค. 2560 หรือช่วยดูดซับปาล์มที่ล้นตลาดได้ 30%

    นอกจากนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ทางโรงกลั่นและโรงสกัดน้ำมันปาล์มอยู่ระหว่างรวมตัวกันเพื่อส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์น้ำมันปาล์มล้นตลาดได้ ประกอบกับขณะนี้ผลผลิตปาล์มเริ่มลดลงตั้งแต่ปลายเดือนมิ.ย. 2560 นี้ เนื่องจากตามฤดูกาลปาล์มน้ำมันจะสูงในช่วงเดือน  มี.ค. – พ.ค.ของทุกปี และจะลดลงเรื่อยๆ

    นายอารีพงศ์ กล่าวด้วยว่า  การแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันล้นตลาด ยังไม่ถึงขั้นที่จะนำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้ากระบี่ เหมือนที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้  เนื่องจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับขั้นตอนการขออนุมัติใช้น้ำมันปาล์มผลิตไฟฟ้านั้นต้องใช้เวลานาน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์  ดังนั้นจึงไม่มีนำเสนอแนวทางนี้ เพื่อขออนุมัติต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน

    ด้านนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานยังอยู่ระหว่างการศึกษาการใช้ไบโอดีเซล B10 ซึ่งเบื้องต้น ยังมีปัญหาของการเกิดเป็นไขในช่วงอุณหภูมิเย็น ส่งกระทบต่อประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ทำให้ค่ายรถยนต์ยังเป็นกังวลต่อผลกระทบดังกล่าว ประกอบกับรถยนต์เก่ายังไม่สามารถใช้ B10 ได้ หากประกาศใช้จะทำให้ผู้ใช้รถบางกลุ่มไม่สามารถใช้ B10 ได้ จึงต้องศึกษาอย่างรอบคอบก่อน

    สำหรับเป้าหมายการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลของประเทศไทยนั้น กระทรวงพลังงานกำหนดให้เพิ่มการใช้เป็น 14 ล้านลิตรต่อวันในปี 2579 จากปัจจุบันมียอดการใช้อยู่ 4 ล้านลิตรต่อวัน

    “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานบอกไม่อยากให้การผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลเป็นภาระต่อประชาชน ดังนั้นถ้าราคาน้ำมันปาล์มและน้ำมันดีเซลใกล้เคียงกันก็ผสมได้ แต่ถ้าราคาห่างกันมากและนำมาผสมก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มแพงกว่าปกติได้ ดังนั้นการผสมก็ควรให้ราคาทั้งไบโอดีเซลและดีเซลใกล้เคียงกันก่อน ซึ่งปัจจุบันราคาใกล้กันอยู่” นายวิฑูรย์ กล่าว

      

Date : 27 / 06 / 2017

  • Date : 27 / 06 / 2017
    ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศระบุถ่านหินยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย

    สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ร่วมกับสนพ.แชร์ประสบการณ์พลังงานกับ4ประเทศ ทั้งญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ระบุถ่านหินจะยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียต่อไปในอนาคต

    ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานพร้อมบรรยายพิเศษในงานสัมมนา Create a Better Social Acceptance for Electric Power Infrastructure Coal-fired Power Plant  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 26 มิถุนายน 2560  ว่า จากที่ได้รับฟังการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานที่เข้าร่วมในงานสัมมนาจาก 4 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ พบว่าแผนการพัฒนาพลังงานของทุกๆ ประเทศไม่ได้มีความแตกต่างจากประเทศไทย ในแง่ของการให้ความสำคัญต่อการรักษาสมดุลของการพัฒนาใน 3 มิติ หรือ 3 E ได้แก่1.มิติด้านความมั่นคงพลังงาน (Energy Security) 2.มิติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ (Economy) และ 3.มิติด้านการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม (Environment)

    ในขณะที่ ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากรายงานการศึกษาที่จัดทำโดย สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) สหรัฐอเมริกา ระบุว่า การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 7-8 ล้านล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี พ.ศ.2555 จะเป็น 10 ล้านล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี พ.ศ. 2583 เนื่องจากทั่วโลกยังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่เมื่อคิดเป็นสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงจะพบว่า สัดส่วนของถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าจะลดลงจาก 40% เป็น 29% ในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าโดยมีถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงของประเทศจีนและประเทศอินเดียยังคงผลิตผลิตไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหินไม่ได้ต่างจากปัจจุบัน

    นอกจากนี้รายงานจาก EIA ยังพบว่า โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ และ พลังงานลม ที่ผลิตจริงในประเทศต่างๆ ทั่วโลกระหว่างปี พ.ศ.2551-2555 มีค่าความพึ่งได้ (Capacity Factor) เพียง 15-20% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือนิวเคลียร์  ที่สูงถึง 60-80% ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงยังจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าที่สามารถป้อนกระแสไฟฟ้าได้อย่างมั่นคงสม่ำเสมอตลอด 24 ชั่วโมงอย่างถ่านหินและนิวเคลียร์ต่อไป สิ่งสำคัญ คือการให้เกิดความสมดุลย์และความหลากหลายของการเลือกใช้เชื้อเพลิง เพื่อเพิ่มความมั่นคง สร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยง” ดร.ประเสริฐกล่าว

     นายชิเกรุ คิมูระ ที่ปรึกษาพิเศษของผู้อำนวยการ กิจการด้านพลังงาน  Economic Research Institute for ASEAN and East Asia : ERIA ซึ่งเป็นสถาบันระหว่างประเทศ ที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและอาเซียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 กล่าวว่า แต่ละประเทศมีความจำเป็นทางด้านพลังงานที่แตกต่างกัน อาทิเช่น นิวซีแลนด์ อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากนัก เนื่องจากมีแหล่งพลังงานทดแทนชนิดที่พึ่งพาได้ (Firm RE) คือ พลังน้ำ และพลังความร้อนใต้พิภพ ซึ่งมีอยู่มากภายในประเทศ

     “ไทยและอาเซียนประเทศอื่นๆ อาจจะไม่โชคดีเหมือนนิวซีแลนด์ที่มีแหล่งพลังงานทดแทนที่พึ่งพาได้มากนัก จึงยังจำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน เพิ่มขึ้น” นายคิมูระกล่าว

    ดร.เอรี่ พราโบโว ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการที่ 1 บริษัท พีที อินโดนีเซีย พาวเวอร์  กล่าวว่า อินโดนีเซียมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มมากกว่า 10,000เมกะวัตต์ในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ซึ่งใช้งบประมาณในการก่อสร้างมหาศาลและบางประเภท เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ใช้เวลานานในการพัฒนา

     นายเอ็ดการ์โด ครูซ ประธานกลุ่มผู้ใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินประเทศฟิลิปปินส์ (Philippine Coal Plant User’s Group) เปิดเผยว่า ฟิลิปินส์มีโครงการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินจาก 7,300 เมกะวัตต์ในปัจจุบันเป็นกว่า 17,000 เมกะวัตต์ภายในอนาคต

    นายวู เวียง ดุง รองผู้อำนวยการศูนย์วิศวกรรมพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานความร้อน Power Engineering Consulting Joint Stock Company 2 ประเทศเวียดนาม กล่าวว่า อีก 10 ข้างหน้า โรงไฟฟ้าถ่านหิน จะยังคงสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญมากขึ้นในเวียดนามต่อไป.

  • Date : 27 / 06 / 2017
    คาดต้องหยุดจ่ายก๊าซแหล่งเจดีเอ เอ-18นาน10-14วัน

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติรับรายงานเบื้องต้นแหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18)ต้องหยุดจ่ายก๊าซนาน10-14 วัน โดยการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมาจากค่าส่วนต่างของเชื้อเพลิงที่จะนำมาทดแทนก๊าซในส่วนที่หายไปจากระบบ ซึ่งต้องดูในรายละเอียดของสัญญาซื้อขายก๊าซที่ปตท.ทำไว้กับผู้ผลิต

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 26มิ.ย.2560  ที่ผ่านมา ถึงกรณีการหยุดการผลิตและจ่ายก๊าซธรรมชาติแหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18) ตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. 2560 ว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้รับรายงานเบื้องต้น ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังกล่าวแล้ว โดยคาดว่าจะใช้ ระยะเวลาในการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุดประมาณ 10-14 วัน  ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์ที่ต้องใช้จะจัดส่งมาได้ตามกำหนดหรือไม่

    ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ต้องมีการหยุดการผลิตและการจ่ายก๊าซธรรมชาตินั้น เนื่องจากมีอุปกรณ์บางส่วน ตกไปกระแทกกับ Flare Tip และได้รับความเสียหายซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุที่อยู่นอกเหนือแผนการซ่อมบำรุงและไม่ได้คาดคิดเอาไว้ก่อนล่วงหน้า  จึงต้องใช้แผนฉุกเฉินรับมือกับสถานการณ์   อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดขึ้น ยังไม่ได้มีการประเมิน โดยต้องรอให้มีการซ่อมแซมอุปกรณ์แล้วเสร็จและกลับมาจ่ายก๊าซได้ตามปกติเสียก่อน  ซึ่งในส่วนของปริมาณก๊าซที่หายไปจากระบบในช่วงที่มีการหยุดการผลิต นั้นไม่น่าจะกระทบต่อสัญญา เพราะ อาจจะมีการเรียกชดเชยกลับมาในภายหลังได้  แต่ในส่วนของค่าส่วนต่างของเชื้อเพลิงที่นำมาทดแทนก๊าซธรรมชาติในหยุดไปเช่นการที่ต้องเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซล แทนก๊าซ ที่มีต้นทุนที่สูงกว่านั้น  คงต้องมาพิจารณาว่าใครจะต้องเป็นผู้รับภาระ และต้องไปดูในรายละเอียดเงื่อนไขสัญญาระหว่างปตท.กับผู้ผลิตก๊าซในแหล่งดังกล่าว  ว่าจะต้องผลักไปที่องค์กรร่วมพัฒนาไทยมาเลซียได้หรือไม่

    “ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานมีแผนที่จะลดการพึ่งพา ก๊าซธรรมชาติลงให้มากที่สุด  จากสัดส่วนที่ต้องพึ่งพาประมาณ60กว่าเปอร์เซ็นต์ ให้เหลืออยู่30 กว่า เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อยังไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนเชื้อเพลิงจากก๊าซมาใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นได้ ปัญหาการที่ต้องหยุดจ่ายก๊าซในลักษณะแบบนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีก  เพราะสถานีผลิตของเรามันผลิตมานาน แล้ว”นายวีระศักดิ์ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทั้งกฟผ.และปตท.มีการประสานกับผู้ผลิตก๊าซในแหล่ง และคาดว่าการหยุดจ่ายก๊าซจากเจดีเอ เอ-18 จะใช้เวลาประมาณ3วัน  แต่เมื่อระยะเวลาในการซ่อมอุปกรณ์ที่ได้รับความเสียหายต้องกินเวลานานขึ้น กฟผ.ได้มีการขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ในการช่วยประหยัดการใช้ไฟฟ้า จนกว่าแหล่งก๊าซจะกลับมาจ่ายก๊าซได้ตามปกติ  ซึ่งให้ในส่วนของการผลิตไฟฟ้านั้น  โรงไฟฟ้าจะนะ เครื่องที่ 1 ขนาดกำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ ของกฟผ.ต้องปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทน  และต้องหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะ เครื่องที่ 2 ขนาดกำลังผลิต 766 เมกะวัตต์

    โดยต้องสั่งให้โรงไฟฟ้าขนอมเดินเครื่องเพิ่มเป็น 920 เมกะวัตต์ เพื่อจ่ายไฟมาช่วยเสริมระบบอีกส่วนหนึ่ง การสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนรัชชประภา เขื่อนบางลาง รวมถึงเพิ่มการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง 200 – 300 เมกะวัตต์ มาช่วยอีกส่วนหนึ่งและประสานซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียจำนวน 300 เมกะวัตต ทั้งนี้ หากภาคใต้ไม่มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงกว่าปัจจุบันหรือมีเหตุการณ์อื่นมากระทบเพิ่มอีก เชื่อว่าจะยังสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้ ซึ่งอยู่ที่ระดับประมาณ 2,350 เมกะวัตต์ได้

    ในส่วนของปตท.นั้น คือสถานีก๊าซเอ็นจีวีในภาคใต้ จำนวน 16 แห่ง นั้น เบื้องต้นต้องปิดสถานี จำนวน6 แห่ง ไปก่อนส่วน 2 แห่งในชุมพรนั้น ได้มีการดึงก๊าซจากราชบุรี มาช่วย  ลีก 8แห่ง บนเส้นทางสายหลัก  ได้เตรียมแผนจัดสรรก๊าซจากส่วนกลางลงมาช่วย แต่มีการขอความร่วมมือ ผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้  วางแผนการเดินทาง และรถที่ใช้เชื้อเพลิง 2 ระบบ คือน้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี ให้ปรับไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนไปก่อน

    สำหรับแหล่งเจดีเอ เอ-18 นั้น  มีปริมาณนำส่งก๊าซธรรมชาติตามสัญญา ประมาณ 440 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดย ปตท. นำส่งให้โรงไฟฟ้าจะนะในปริมาณ 180 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และส่งไปผลิตเป็นก๊าซเอ็นจีวีในปริมาณ 5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน   และส่งก๊าซธรรมชาติไปยังภาคตะวันออก  อีกประมาณ 255 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

Date : 26 / 06 / 2017

  • Date : 26 / 06 / 2017
    แจงรายการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปี2560ที่ยังเหลืออีกเกือบ700MW

    กกพ.แจงรายการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนปี 2560 ที่ยังเหลืออีกเกือบ 700 เมกะวัตต์ ทั้งแบบ SPP Hybrid Firm VSPP Semi-Firm และSPP ขยะชุมชน

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.คาดว่าจะออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆ ภายในปี2560 อีกเกือบ 700 เมกะวัตต์  ประกอบด้วย

    การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก แบบ SPP Hybrid Firm จำนวน 300 เมกะวัตต์ น่าจะออกประกาศได้ในต้นเดือนก.ค. หลังจากที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 27 มิ.ย. 2560  ซึ่งถ้าไม่มีการแก้ไขมากก็อาจจะนำเข้าสู่ที่ประชุมกกพ.ในวันที่ 28 มิ.ย.2560 ก่อนออกเป็นประกาศรับซื้อต่อไป

    ขณะที่การรับซื้อไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมในระบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก  แบบ VSPP Semi-Firm จำนวน 269 เมกะวัตต์ ภายในเดือนต.ค.2560 นี้ จากปัจจุบันอยู่ระหว่างร่างระเบียบการรับซื้อ

    ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ FiT สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ปัจจุบันอยู่ระหว่างกำลังจะออกระเบียบ และกำหนดปริมาณรับซื้อ โดยคาดว่าจะสามารถออกประกาศรับซื้อได้ภายในปี 2560 นี้ ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีผู้ผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน สำหรับ SPP พร้อมที่จะดำเนินการอยู่ในในพื้นที่กรุงเทพฯและนนทบุรี ซึ่งมีกำลังการผลิตมากกว่า 10 เมกะวัตต์ต่อราย

    ทั้งนี้ การรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน สำหรับ SPP จะถูกรวมในเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนตามแผนประมาณ 130 เมกะวัตต์ ซึ่งก่อนหน้านี้กกพ.ได้ออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าสำหรับขยะชุมชนในกลุ่ม VSPP ซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เกินรายละ 10 เมกะวัตต์ จำนวนรวม 78 เมกะวัตต์ แต่ได้เลื่อนการเปิดให้ยื่นเสนอขายไฟฟ้าออกไป เนื่องจากต้องรอกระทรวงมหาดไทยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขออกมาก่อน ทำให้คาดว่าการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนทั้งหมดอาจจะประกาศรับซื้อออกมาพร้อมกัน

    นายวีระพล กล่าวด้วยว่า กกพ.ยังเตรียมเปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นเสนอขายไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในแบบ FiT ประเภทเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา พ.ศ. 2560 ในวันที่ 29-30 มิ.ย.2560 นี้ เพื่อรับซื้อไฟฟ้าอีกจำนวน 8 เมกะวัตต์ คาดว่าจะมีผู้มายื่นเสนอขายไฟฟ้าไม่เกิน 15 ราย

  • Date : 26 / 06 / 2017
    กกพ.คาดออกใบอนุญาตผู้จัดหาและค้าส่งLNG เดือนก.ค.นี้

    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)คาดออกใบอนุญาตผู้จัดหาและค้าส่ง LNG ได้ในเดือน ก.ค.2560 นี้ พร้อมเปิดให้จองการนำเข้า LNG 1.5 ล้านตันต่อปีระหว่างวันที่ 28-31 ส.ค.2560  ตามนโยบาย LNG เสรี 

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้เปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นขอใบอนุญาตเป็นผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) หรือLNG  shippers ตามมาตรการเปิดให้บุคคลที่สามใช้ท่อและคลัง LNG เสรี โดยขณะนี้ 2 หน่วยงานที่แสดงความสนใจ ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ยื่นขอใบอนุญาตมาแล้ว และกลุ่มบริษัท กัลฟ์ได้ประสานมายัง กกพ.ว่าจะยื่นขอใบอนุญาตเช่นกัน จากปัจจุบันมีเพียง บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)เพียงรายเดียวที่มีใบอนุญาตดังกล่าว ทั้งนี้ กกพ. คาดว่าจะออกใบอนุญาตได้ในเดือน ก.ค.​2560 นี้ 

    สำหรับผู้ที่ได้ใบอนุญาตเป็นผู้จัดหาและค้าส่งจาก กกพ.แล้ว จะสามารถจองการนำเข้า LNG ในโควต้า 1.5 ล้านตันต่อปี ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)อนุมัติให้ขยายคลังรองรับ LNG เพิ่มอีก 1.5 ล้านตันต่อปี จากเดิมรองรับได้ 10 ล้านตันต่อปี เป็น 11.5 ล้านตันต่อปี ซึ่ง กกพ.จะเปิดให้จองการนำเข้าได้ระหว่างวันที่ 28-31 ส.ค. 2560 นี้ อย่างไรก็ตาม ปตท.ก็สามารถจองได้เช่นกัน ถ้ามีใบอนุญาตเป็นผู้จัดหาและค้าส่ง

    ส่วนใบอนุญาตค้าปลีกก๊าซฯ ปัจจุบันมีบริษัท ปตท.จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด หรือ PTT NGD ที่ได้รับใบอนุญาตแล้ว และขณะนี้กลุ่มกัลฟ์ได้แสดงความสนใจจะขอใบอนุญาตดังกล่าวด้วยเช่นกัน  

  • Date : 26 / 06 / 2017
    ได้38ราย 171เมกะวัตต์ ผ่านการจับสลากโซลาร์ฟาร์มราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรเฟส2

    “กกพ.” ประกาศผลจับสลากโซลาร์ฟาร์ม สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร อย่างไม่เป็นทางการแล้ว มีหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ผ่านการคัดเลือกรวม 38 ราย(ส่วนราชการ11 ราย และสหกรณ์ภาคการเกษตร27 ราย ) จาก636 รายที่ผ่านคุณสมบัติ หรือ คิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทุกพื้นที่ รวม 171.52 เมกะวัตต์ 

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยภายหลังจากที่ได้ดำเนินการจับสลาก เพื่อคัดเลือกผู้ที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติในรอบแรก โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร หรือ “โซลาร์ฟาร์ม” ที่มีสิทธิจับสลาก ทั้งสิ้นจำนวน 636 ราย ว่า สำนักงาน กกพ. สามารถนำผลการจับสลากมาประมวลผลการคัดเลือก  ผู้มีสิทธิจากหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พร้อมทั้งการประมวลผลจัดอันดับจำนวนโครงการในแต่ละเป้าหมายการจัดหาตามพื้นที่ที่สามารถป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ (Feeder) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี   ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกที่มีสิทธิยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งสิ้นจำนวน  38 ราย หรือคิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้าที่รวมทุกพื้น รวม 171.52 เมกะวัตต์ ซึ่งมีเป้าหมายรวมไม่เกิน 219 เมกะวัตต์ แบ่งประเภทและเป้าหมายการจัดหาตามพื้นที่

     สำหรับ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกฯ (อย่างไม่เป็นทางการ) เป็นโครงการจากหน่วยงานราชการ ได้แก่ องค์การ ที่รัฐจัดตั้งขึ้น (ไม่รวมองค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจ) จำนวน 11 ราย หรือคิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า รวม 52.52 เมกะวัตต์ และโครงการจากสหกรณ์ภาคการเกษตร (สหกรณ์ภาคการเกษตร/สหกรณ์นิคม/สหกรณ์ประมง) จำนวน 27 ราย หรือคิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า รวม 119.00 เมกะวัตต์

    “กกพ. จะพิจารณารายชื่อผู้ที่ผ่านกระบวนการจับสลาก และประกาศผลอย่างเป็นทางการ ภายในวันที่ 28 มิถุนายน นี้ โดยปิดประกาศที่สำนักงาน กกพ. และทางเว็บไซต์ www.erc.or.th ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่กระบวนยื่น    คำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าต่อไป” นายวีระพล กล่าว

    สำหรับรายชื่อของโครงการที่ผ่านการประเมินผลเบื้องต้น ทั้งในส่วนของรหัสวงจร หม้อแปลง สถานี และพื้นที่ และการจับสลาก จำนวน38 รายประกอบด้วย

    1.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานกิจการโรงงานในอารักษ์) สมุทรปราการ

    2.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานรักษาความปลอดภัย)นนทบุรี

    3 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (ศูนย์ฝึกอบรมและนันทนาการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก) สุพรรณบุรี

    4 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตราชบุรี) ราชบุรี

    5.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตชลบุรี) ฉะเชิงเทรา

    6.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาว) จันทบุรี

    7.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตสุพรรณบุรี) กาญจนบุรี

    8.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตลพบุรี) สระบุรี

    9.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(โรงพยบาลทหารผ่านศึก)กรุงเทพมหานคร

    10.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานกิจการพลังงาน) กรุงเทพมหานคร

    11.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(สำนักงานกิจการการเกษตรการอุตสาหกรรมและการบริการ)กรุงเทพมหานคร

    12.สหกรณ์ผู้ใช้น้ำ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า บ้านไผ่สีทองจำกัด   หนองคาย

    13.สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธ.ก.ส.ขอนแก่นจำกัด   ขอนแก่น

     14. สหกรณ์การเกษตรโนนสังจำกัด ขอนแก่น

    15.สหกรณ์โคนมศรีธาตุจำกัด ขอนแก่น

    16.สหกรณ์การเกษตรไชยวานพัฒนาพิบูลย์รักษ์จำกัด อุดรธานี

     17.สหกรณ์การเกษตรเมืองชัยภูมิจำกัด  ชัยภูมิ

    18.สหกรณ์การเกษตรบัวลายจำกัด ชัยภูมิ

    19.สหกรณ์การเกษตรหนองบุญมาก จำกัด  นครราชสีมา

     20.สหกรณ์ประมงจังหวัดบุรีรัมย์ จำกัด  นครราชสีมา

    21.สหกรณ์การเกษตรโนนไทยจำกัด  นครราชสีมา

    22. สหกรณ์โคนมอำเภอปะคำจำกัด บุรีรัมย์

    23.สหกรณ์เลี้ยงปลาบ้านต้ำ เมืองพะเยาจำกัด พะเยา

    24.สหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้งจังหวัดแพร่ จำกัด  แพร่

    25.สหกรณ์การเกษตรนาบ่อคำพัฒนาจำกัด  กำแพงเพชร

    26.สหกรณ์การเกษตรวิเชียรบุรี จำกัด  เพชรบูรณ์

    27.สหกรณ์การเกษตรชนแดน  เพชรบูรณ์

    28.สหกรณ์การเกษตรกะทูน จำกัด  สุราษฎร์ธานี

    29.สหกรณ์ผู้ผลิตยางพาราสุราษฎร์ธานี จำกัด   สุราษฎร์ธานี

    30.สหกรณ์การเกษตรบ้านนาเดิมจำกัด  สุราษฎร์ธานี

    31.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดินนาจำกัด  กระบี่

    32.สหกรณ์การเกษตรลำทับจำกัด  กระบี่

    33.สหกรณ์การเกษตรคลองยาจำกัด  กระบี่

    34.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านห้วยพลูหนัง จำกัด กระบี่

    35.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านตากแดดจำกัด  พังงา

    36. สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธ.ก.ส.ตรัง จำกัด  ตรัง

    37.สหกรณ์การเกษตรพูนสุขจำกัด  ระนอง

    38.สหกรณ์ผู้ผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ อำเภอกระแสสินธ์ จำกัด   สงขลา

     

     

     

     

     

  • Date : 26 / 06 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานหวังประสบการณ์นอร์เวย์เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแผนก๊าซของประเทศ

    รัฐมนตรีพลังงานพร้อมนำประสบการณ์ของประเทศนอร์เวย์ในเรื่องของLNG มาปรับใช้ในการปรับปรุงแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) ระยะยาวของไทย  ในขณะที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ พร้อมเปิดทางผู้ค้าLNG รายอื่นนำเข้าLNG มาแข่งขันกับปตท.ในอนาคต

    เมื่อวันที่26มิ.ย. 2560 พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาความร่วมมมือด้านLNG ระหว่างนอร์เวย์และไทย ที่ห้องประชุม ชั้น15  ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ อาคารบี กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานและบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเรื่องของLNG  ที่ได้รับเชิญจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดงาน เข้าร่วมกว่า 100 คน

    งานสัมมนาในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย และคณะ เดินทางไปศึกษาดูงานด้านปิโตรเลียม ที่นอร์เวย์ เมื่อวันที่16-21 พ.ค.2560 ที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและกระทรวงการต่างประเทศของไทย ร่วมกับสถานฑูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในธุรกิจLNG  เทคโนโลยี รวมถึงการกำกับดูแลของภาครัฐ เนื่องจากนอร์เวย์ เป็นประเทศที่มีประสบการณ์ในธุรกิจLNG ครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการขนส่งและการค้า  

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  กระทรวงพลังงานมีความคาดหวังว่าบทสรุปที่ได้จากงานสัมมนาครั้งนี้จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ(Gas Plan) ระยะ 20 ปี  โดย ต้องการที่จะเรียนรู้ประสบการณ์ของนอร์เวย์ซึ่งเป็นประเทศที่มีทรัพยากรปิโตรเลียมที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า และมีต้นทุนการผลิตก๊าซที่ต่ำกว่าไทย  ได้เล่าถึงแนวทางในการบริหารจัดการ ทั้งในส่วนของการกำกับดูแล  เทคโนโลยี  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่เกี่ยวข้อง  ร่วมไปถึงกระบวนการการสร้างความเข้าใจกับภาคประชาชน ว่า ทำอย่างไรจึงทำให้ประเทศของเขาสามารถที่จะเดินหน้าในเรื่องของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้ตามแผน

    นอกจากนี้นอร์เวย์ยังมีประสบการณ์ในเรื่องของพลังงานหมุนเวียน หรือRenewable Energy –RE จึงอยากจะฟังมุมมองของทางนอร์เวย์ด้วยว่า ในอนาคตRE โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม จะเข้ามามีบทบาทมากน้อยแค่ไหน  มีผลต่อการใช้เชื้อเพลิง LNG อย่างไร เพื่อจะได้ประมาณการการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่และLNG ในอนาคต

    “กระทรวงพลังงานมีความคาดหวังว่า บทสรุปที่ได้จากการสัมมนา  ครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแผนก๊าซระยะ20ปี  วึ่งที่ผ่านมาความร่วมมือระหว่างนอร์เวย์ กับไทยในทางวิชาการก็มีกันมาเป็นระยะๆ  ส่วนจะมีความร่วมมมือกันในด้านอื่นๆเพิ่มเติม หรือจะมีการตั้งคระทำงานร่วมกันโดยเฉพาะหรือไม่ การเทคโนโลยี ทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะเป็นผู้ดูแล  และจัดทำเป็นรายงานเสนอขึ้นมา “ พลเอกอนันตพร กล่าว

    พลเอกอนันตพร กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน ไทยมีการนำเข้าLNG  ประมาณ5 ล้านตันต่อปี และตามแผนก๊าซ จะต้องมีการนำเข้าLNG ถึงประมาณ 34 ล้านตันต่อปี ในปี2579  ซึ่งการที่ไทยจะซื้อLNG จากนอร์เวย์หรือไม่ ก็อยู่ที่ต้นทุนราคา บวกกับค่าขนส่ง เพราะนอร์เวย์เป็นประเทศที่อยู่ไกลกับไทยมาก  แต่ถ้าหาก เขาสามารถปรับลดต้นทุนและการขนส่งที่แข่งขันราคาได้ กระทรวงพลังงานก็ยินดี พิจารณา   โดยการซื้อLNG นั้นจะพิจารณาจากต้นทุนราคาเป็นหลัก คงไม่ต้องระบุว่าเป็นประเทศใดประเทศหนึ่ง

    Mr.Kjetil Paulsen   Ambassador of Norway to Thailand กล่าวว่า ต้องขอบคุณประเทศไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงต่างประเทศ ที่จัดงานตั้งนี้ขึ้น  และหวังว่าจะเกิดฟอรัมแลกเปลี่ยนกันระหว่างเอกชนไทยกับนอร์เวย์ เพื่อ นำไปสู่ ความร่วมมือกันที่มากยิ่งขึ้นในอนาคต  โดยLNG ถือเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด ที่จะเข้ามารองรับช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่พลังงานหมุนเวียน

    ด้านนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า LNG นำเข้า จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะลดปริมาณสำรองลงเรื่อยๆ ซึ่ง กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีการจัดตั้งหน่วยงาน ที่ในอนาคตจะยกระดับขึ้นเป็นกองงาน ภายใต้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ขึ้น เพื่อมาดูแลเรื่องLNG โดยเฉพาะ 

    ทั้งนี้การนำเข้าLNG ที่จะเพิ่มมากขึ้น เป็น34 ล้านตันในปี2579 จากปัจจุบันที่มีสัญญานำเข้าระยะยาวอยู่แล้ว5.2 ล้านตัน นั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติพยายามที่จะส่งเสริมให้มีผู้ค้าLNG มากรายขึ้นนอกเหนือจาก ปตท. ที่เป็นผู้นำเข้าเพียงรายเดียวในขณะนี้  เพื่อให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าในรูปของ Spot  ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่จะนำเข้าLNG ในปริมาณ1.5 ล้านตันต่อปี โดยใช้พื้นที่คลังรับจ่ายก๊าซLNG ของปตท. ส่วนที่มีการขยายเพิ่มเติม ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) แล้ว 

     

  • Date : 26 / 06 / 2017
    ผู้ประกอบการ 633รายลุ้นจับสลากโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์และราชการเฟส2 คึกคัก

    บรรยากาศจับสลากโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟส2 เป็นไปอย่างคึกคัก โดยคัดจากผู้ผ่านคุณสมบัติ เข้าจับสลาก 633 ราย รวมกำลังการผลิตกว่า 3,089 เมกะวัตต์​  ให้เหลือ 219 เมกะวัตต์   คาดรู้ผลไม่เป็นทางการภายในวันนี้(26มิ.ย.) ในขณะที่จะประกาศผลอย่างเป็นทางการ ที่สำนักงาน กกพ. และทางเว็บไซต์ www.erc.or.th ได้ในวันที่ 28 มิถุนายน 2560 นี้

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.ได้เปิดให้มีการจับสลากเพื่อคัดเลือกเจ้าของโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรระยะที่2  หรือ “โซลาร์ฟาร์ม”แล้วเมื่อวันที่ 26มิ.ย. 2560  ณ ห้องประชุม(HALL) 105 ชั้น 1 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค  บางนา  โดยครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจับสลากมากถึง 633 ราย รวมกำลังผลิตติดตั้ง ประมาณ 3,089 เมกะวัตต์ สูงกว่าเป้าหมายที่จะรับซื้อ 219 เมกะวัตต์ หรือสูงกว่าถึง 14 เท่า 

    ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเกิดความโปร่งใสในทุกขั้นตอน นอกจากจะกำหนดให้การจับสลาก เป็นไปอย่างเปิดเผยต่อหน้าผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว  กกพ. ยังได้กำหนดให้ทุกกระบวนการจะต้องกระทำต่อหน้ากรรมการสักขีพยาน โดยมาจากหน่วยงานภายนอกที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนกระทรวงพลังงาน ผู้แทนส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่น ผู้แทนสื่อมวลชน ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

    เราคาดว่าจะสามารถประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการในวันนี้ ทั้งผลจับสลากอันดับของหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ยื่นคำขอเป็นเจ้าของโครงการในแต่ละเป้าหมายการจัดหาตามพื้นที่ที่ได้ลงประกาศไว้ ซึ่งหน่วยงานราชการ ไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ สหกรณ์ภาคการเกษตร ไม่เกิน 119 เมกะวัตต์ รวมทุกเขตพื้นที่ไม่เกิน 219 เมกะวัตต์ และการประมวลผลการจัดอันดับของผู้ที่มีสิทธิได้รับการคัดเลือกผ่านเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการหาผู้ร่วมลงทุนโครงการของหน่วยงานราชการ หรือผู้สนับสนุนโครงการของสหกรณ์ภาคการเกษตร เพื่อมายื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในขั้นตอนที่สองต่อไป” นายวีระพล กล่าว

    โฆษก กกพ. กล่าวย้ำว่า ลำดับของสลากที่ได้ในวันนี้ กกพ. จะนำไปประมวลผล โดยพิจารณาจากเงื่อนไขศักยภาพของระบบไฟฟ้าตามลำดับเป็นสำคัญ ได้แก่ (1) ไม่เกินศักยภาพของ Feeder (2) ไม่เกินศักยภาพของหม้อแปลง และ (3) ไม่เกินศักยภาพของระบบส่งไฟฟ้า โดย กกพ. จะประกาศผลอย่างเป็นทางการได้ในวันที่ 28 มิ.ย. 2560 ซึ่งจะปิดประกาศที่สำนักงาน กกพ. และทางเว็บไซต์ www.erc.or.th หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนของการยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจรายละเอียดคุณสมบัติของผู้ร่วมลงทุนโครงการและผู้สนับสนุนโครงการ ในความพร้อมการดำเนินโครงการด้านต่างๆ ได้แก่ ที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งโครงการ ความพร้อมทางการเงินที่ใช้เป็นทุนดำเนินโครงการ รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายใน 30 ธ.ค. 2561

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) ซึ่งเข้าร่วมสังเกตการณ์และทำข่าวในครั้งนี้ รายงานว่าบรรยากาศการจับสลากโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ภาคการเกษตร เฟส2 เป็นไปอย่างคึกคัก โดยได้รับความสนใจที่เอกชนมีคุณสมบัติที่จะมีสิทธิจับสลากผู้สังเหตุการณ์จำนวนมาก และดำเนินการเป็นไปอย่างด้วยความเรียบร้อย  ซึ่งเบื้องต้น กกพ. คาดว่าจะใช้เวลาในการจับสลาก ประมาณไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ว่า

    การจับสลากในครั้งนี้ ปรากฎว่ามีกลุ่มสหกรณ์การเกษตร 3 รายไม่เข้าร่วมการจับสลาก เบื้องต้นเกิดจากมีการเพิกถอนมติในที่ประชุมใหญ่ของกลุ่มสหกรณ์เอง ทำให้ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติและเข้าจับสลากเหลือเพียง 633 ราย จากเดิมที่ผ่านคุณสมบัติ 636 ราย ส่วนกลุ่มราชการ ผู้ที่มีคุณสมบัติที่เข้าจับสลากมีเพียงองค์การทหารผ่านศึกเท่านั้น   ในขณะที่สถาบันการศึกษา 3 แห่งที่ยื่นคำขอเข้ามาด้วยนั้น ไม่ผ่านคุณสมบัติ เนื่องจากไม่มีวัตถุประสงค์ในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า   

Date : 25 / 06 / 2017

  • Date : 25 / 06 / 2017
    ปตท.เร่งจัดหาเชื้อเพลิงเสริมโรงไฟฟ้าจะนะ และ สถานีเอ็นจีวี16แห่งในพื้นที่ภาคใต้

    ปตท.ประสานผู้ผลิตก๊าซในแหล่งเจดีเอ  ตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริงในการหยุดผลิต ซึ่งทำให้ก๊าซธรรมชาติหายจากระบบ440ล้านลบ.ฟุต ต่อวัน พร้อมเร่งแก้ปัญหาโดยจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าจะนะ  รวมถึงสถานีก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 16 แห่ง ใน 5 จังหวัด ระบุระยะแรก จำเป็นต้องปิดสถานีบริการจำนวน  6 แห่ง พร้อมขอความร่วมมือผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้  วางแผนการเดินทาง และปรับใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนจนกว่าจะมีการแจ้งเปิดให้บริการตามปกติ   

     นายนพดล  ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากเหตุอุปกรณ์ ณ แหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18) ชำรุด ทำให้ต้องหยุดการผลิตและจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งดังกล่าวชั่วคราว นั้น ขณะนี้ ปตท. ได้ประสานกับผู้ผลิตฯ อย่างใกล้ชิด โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบถึงสาเหตุที่แท้จริง พร้อมเร่งแก้ปัญหาโดยจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าภาคใต้ รวมถึงก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ และก๊าซธรรมชาติในส่วนที่ส่งมายังภาคตะวันออกด้วย

    ทั้งนี้ แหล่งเจดีเอ เอ-18 มีปริมาณนำส่งก๊าซธรรมชาติตามสัญญา ประมาณ 440 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดย ปตท. นำส่งให้โรงไฟฟ้าจะนะในปริมาณ 180 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และส่งไปผลิตเป็นก๊าซเอ็นจีวีในปริมาณ 5 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ขณะนี้ ในส่วนของโรงไฟฟ้าจะนะ 1 ได้ปรับเป็นการใช้น้ำมันดีเซลเรียบร้อยแล้ว สามารถใช้ปริมาณน้ำมันสำรองในการผลิตได้ประมาณ 10 วัน โดย ปตท. พร้อมจัดหาดีเซลเพิ่มเติมให้ในระหว่างการเร่งซ่อมแซมอุปกรณ์จนกว่าจะแล้วเสร็จ ในส่วนของก๊าซธรรมชาติที่จ่ายไปยังภาคตะวันออก ซึ่งขาดหายไปประมาณ 255 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นั้น ปตท. ได้เรียกก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นเข้ามาชดเชยเต็มที่ รวมถึงนำก๊าซธรรมชาติเหลวมาทดแทนด้วย

    สำหรับสถานีบริการเอ็นจีวีในภาคใต้ จำนวน 16 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ปัจจุบันมีความต้องการใช้ก๊าซฯ ในช่วงเวลาปกติเฉลี่ยอยู่ที่ 140 ตันต่อวัน ปตท. ได้จัดสรรก๊าซเอ็นจีวีจากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักราชบุรีมาให้บริการทดแทนให้กับสถานีบริการเอ็นจีวีในจังหวัดชุมพร  2 แห่ง สามารถให้บริการได้ตามปกติ โดยสถานีบริการเอ็นจีวีในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และปัตตานี อีก 14 แห่ง ในระยะแรกนี้ ปตท. จะจัดสรรปริมาณก๊าซเอ็นจีวีที่มีอยู่ในพื้นที่ให้กับผู้ใช้บริการ แต่ด้วยปริมาณที่มีจำกัด ปตท. จำเป็นต้องปิดสถานีบริการจำนวน  6 แห่ง ได้แก่ สน.ปตท.ทักษิณออยล์ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี  สน.อรพรรณแก๊ส อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช สน.ปตท.ขนอม 2 อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช สน.ปตท.สงขลา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สน.ปตท.สายแก้วปิโตร 1999 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ สน.ปตท.แนวท่อ อ.จะนะ จ.สงขลา ทั้งนี้ ปตท. ได้เตรียมแผนจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีจากส่วนกลาง เพื่อรองรับการให้บริการ ณ สถานีบริการเอ็นจีวี 8 แห่ง บนเส้นทางสายหลัก  

    "ปตท. จะทำหน้าที่ประสานงานกับผู้ผลิตฯ และบริหารจัดการให้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนน้อยที่สุด โดยจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป พร้อมกันนี้ ใคร่ขอความร่วมมือผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้  โปรดวางแผนการเดินทาง และผู้ใช้รถเชื้อเพลิง 2 ระบบ คือน้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี โปรดปรับใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนในช่วงเวลานี้   โดยสามารถสอบถามข้อมูลการให้บริการได้ทาง PTT Contact Center 1365 ตลอด 24 ชั่วโมง" นายนพดล กล่าวเสริมในตอนท้าย