ข่าวทั้งหมด

Date : 04 / 07 / 2017

  • Date : 04 / 07 / 2017
    ปตท.มั่นใจโซลาร์ฟาร์มแห่งแรกในญี่ปุ่นเสร็จพร้อมจ่ายไฟ ธ.ค. นี้

    ซีอีโอ ปตท. พาคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย ดูความคืบหน้าโครงการ Ichinoseki Solar Power 1GK มั่นใจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในต่างประเทศโรงแรกของกลุ่ม ปตท. ซึ่งลงทุนเมื่อ 2 ปีก่อนโดยบริษัทลูก GPSC  จะแล้วเสร็จและขายไฟได้ภายในเดือน ธ.ค. 2560 นี้

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่า ปัจจุบันการก่อสร้างโครงการ Ichinoseki Solar Power 1GK  มีความคืบหน้าในส่วนของการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไปแล้วประมาณ 30%  ซึ่งมั่นใจว่าการดำเนินการจะแล้วเสร็จจนสามารถขายไฟฟ้าได้ ภายในเดืิอนธันวาคม 2560 นี้ 

    ทั้งนี้ เหตุผลที่กลุ่มปตท. ตัดสินใจลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะกระแสของโลกกำลังมุ่งไปสู่พลังงานหมุนเวียน ในขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นแนวหน้าในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตพลังงานสะอาด  มีตลาดไฟฟ้าที่ค่อนข้างเปิดเสรี รวมทั้งมีอัตราค่าไฟฟ้าที่สูง จูงใจให้เกิดการลงทุน ดังนั้นการที่กลุ่มปตท. ตัดสินใจมาลงทุนที่ญี่ปุ่นจึงเป็นการสร้างความชัดเจนว่า ในอนาคต ปตท.กำลังจะมุ่งไปในแนวทางของพลังงานหมุนเวียน

    "ในอนาคตเราจะใช้พลังงานในรูปแบบไฟฟ้ามากขึ้น และใช้พลังงานในรูปแบบอื่นน้อยลง กลุ่ม ปตท.จึงให้ความสำคัญใน Electricity Value Chain ทั้ง Energy Storage โรงไฟฟ้า และรถไฟฟ้า เพราะต้องการที่จะเข้าไปมีส่วนในการเปลี่ยนแปลง มากกว่าที่จะเป็นผู้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง" นายเทวินทร์ กล่าว

    ด้านนายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC กล่าวว่า โครงการ Ichinoseki Solar Power 1GK ตั้งอยู่ในพื้นที่ขนาด 560ไร่ ของเมือง อิจิโนเชกิ   จังหวัดอิวาเตะ ประเทศญี่ปุ่น มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าตามสัญญา 20.8 เมกะวัตต์ วงเงินลงทุน ประมาณ10,000 ล้านเยน หรือราว 3,000 ล้านบาทไทย 

    โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาในการขายไฟฟ้า 20 ปี โดยได้รับอัตราค่าไฟฟ้าในรูปแบบของ Feed in Tariff - FiT ที่ 40 เยนต่อหน่วย กำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ วันที่ 15 ธันวาคม 2560 และมีผลตอบแทนการลงทุนตลอดอายุโครงการประมาณ 10%

    นายเติมชัย กล่าวว่า GPSC อยู่ในระหว่างการพิจารณาขยายการลงทุน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แห่งที่ 2 ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 15เมกะวัตต์

    ทั้งนี้ ในการลงทุนโครงการดังกล่าว GPSC เลือกใช้อุปกรณ์และแผงโซลาร์เซลล์ที่เป็นเทคโนโลยีจากเยอรมัน รวมทั้งส่งทีมจากประเทศไทยมาควบคุมโครงการตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การดำเนินงานของผู้รับเหมาถูกต้องตามขั้นตอนกฎกมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

Date : 03 / 07 / 2017

  • Date : 03 / 07 / 2017
    ซีอีโอ ปตท. เชื่อยานยนต์ไฟฟ้ามาแน่ เตรียมปรับตัวธุรกิจรับมือ

    ปตท.เตรียมพร้อมปรับตัวธุรกิจน้ำมันรับมือการเข้ามาของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต โดยเปลี่ยนปั๊มน้ำมันสู่ธุรกิจค้าปลีกในชุมชน เปลี่ยนโรงกลั่นน้ำมันเป็นการกลั่นเพื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตั้งเป้าแม้ไม่ขายน้ำมัน เพราะคนหันใช้รถยนต์ไฟฟ้า ปตท.ก็ยังเติบโตได้

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ตอบคำถามสื่อมวลชน ถึง ธุรกิจน้ำมันของปตท.จะยังอยู่ได้หรือไม่ ถ้าในอนาคตข้างหน้า คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันหมด  ว่า การเข้ามาของยานยนต์ไฟฟ้าคงจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่ในอนาคต ซึ่ง ปตท. ก็มีการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือในสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว  และเชื่อว่าหากปั๊ม ปตท. ไม่ได้ขายน้ำมัน ก็จะยังคงดำเนินธุรกิจค้าปลีกให้เติบโตต่อไปได้  ในขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ก็จะมีการปรับกระบวนการผลิต จากที่เคยกลั่นน้ำมันดิบเป็นน้ำมันสำเร็จรูป  ก็จะเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีแทน

    ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พฤติกรรมของคนที่จะเปลี่ยนจากรถที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้านั้น  เชื่อว่าคงจะใช้ระยะเวลาพอสมควร อย่างไรก็ตาม ในแผนกลยุทธ์ 5 ปี (2560-2564) ของ ปตท. นั้น ในส่วนของธุรกิจน้ำมัน ก็มีการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกที่ไม่ใช่น้ำมัน หรือ non-oil มากขึ้น โดยสถานีบริการน้ำมันจากที่เคยเน้นขายผลิตภัณฑ์ ก็จะเปลี่ยนมาเป็นช่องทางการทำธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่างๆ และเชื่อมโยงเข้ากับชุมชน (from oil business to business platform)

    นอกจากนั้น จะมีการเปลี่ยนกลยุทธ์จากที่เน้นตลาดค้าปลีกในประเทศ หรือ domestic market  ก็จะเน้นขยายไปยังภูมิภาค (regional) และตลาดโลก (global market) มากขึ้น ที่สำคัญ จะการเปลี่ยนรูปแบบกระบวนการทำธุรกิจ จากแบบดั้งเดิม (traditional) มาเป็นรูปแบบดิจิตอล (digital) ที่จะมีการนำเทคโนโลยีด้านไอทีมาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และการให้บริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น

    ทั้งนี้ ปตท. ได้เริ่มศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2554 เพื่อสร้างองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมรองรับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบัน ปตท. มี PTT EV Station ที่มีเครื่องชาร์จไฟที่ได้มาตรฐานยุโรป (IEC) และมาตรฐานญี่ปุ่น (CHAdeMO) ทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่  สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาแหลมฉบังขาออก จ.ชลบุรี และสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขา The Crystal PTT ถ.ชัยพฤกษ์ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาเข้า) และ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (บางนาขาออก) โดยมีแผนที่จะขยายเพิ่มเป็น 20 สถานี ภายในปี 2560

    นอกจากนั้น ปตท.ยังขยายความร่วมมือด้านธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยจับมือกับ 2 ค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น คือ     นิสสัน และมิตซูบิชิ และกับอีก 4 ค่ายรถยนต์ชั้นนำ ประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู  เมอร์เซเดส-เบนซ์  ปอร์เช่  และวอลโว่

    แนวทางธุรกิจยานยนต์ไฟ้าของ ปตท.

     

    ทิศทางธุรกิจของ ปตท. เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง

Date : 02 / 07 / 2017

  • Date : 02 / 07 / 2017
    กลุ่ม ปตท.ส่ง GPSC รุกพลังงานหมุนเวียน

    กลุ่ม ปตท. วางกลยุทธ์ให้ GPSC รุกธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ  โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน เชื่อจะเป็นทางออกช่วยลดการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยเมื่อวันที่ 2ก.ค. 2560 ในระหว่างนำคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย ศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Ichinoseki Solar Power ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC บริษัทลูกของ ปตท. เข้าไปลงทุน ว่า โลกยุคใหม่กระแสมุ่งไปในเรื่องของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โดยในประเทศไทย การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองนั้น กำลังเป็นที่นิยมแพร่หลาย  แต่ก็มีข้อเสียคือ เมื่อเวลามีการผลิตไฟฟ้าใช้เองในตอนกลางวัน การไฟฟ้าก็ไม่สามารถขายไฟฟ้าได้ แต่ในตอนกลางคืนที่ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ หรือในช่วงที่ฝนตก ก็กลับมาซื้อไฟฟ้าจากระบบ ทำให้การไฟฟ้าต้องเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าให้รองรับความต้องการ ซึ่งก็กลายเป็นต้นทุน

    ดังนั้นแนวทางหนึ่งที่จะเป็นทางออกสำหรับปัญหาของเรื่องนี้ คือการมีระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage เพื่อในช่วงที่ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าความต้องการใช้ ก็เก็บไว้ใน Energy  Storage System  และนำมาใช้ในตอนกลางคืนที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เอง  ซึ่งหากใช้ประโยชน์ควบคู่กันได้ ทั้งโซลาร์เซลล์ และ Energy  Storage System ก็จะทำให้ลดการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ลงได้ในอนาคต

    ในแผนการลงทุนสำหรับพลังงานหมุนเวียนกับระบบ Energy Storage System นั้น กลุ่มปตท.ได้วางกลยุทธ์ให้ GPSC เป็นหลักในการลงทุน แต่ขณะนี้เทคโนโลยีเกี่ยวกับ Energy Storage System ยังพัฒนาไปไม่ถึงจุดที่อิ่มตัว จึงยังไม่ทราบว่าต้นทุนจะเป็นอย่างไร และจะนำระบบดังกล่าวมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Ichinoseki Solar Power ที่ทาง GPSC มาลงทุนนั้น จะมีการทดลองนำระบบ Energy Storage มาใช้ด้วย  

    ด้าน เติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GPSC  กล่าวว่า ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System  นั้น จะกลายเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจพลังงานต่อไป ซึ่งเมื่อเร็วๆ GPSC ก็ได้มีการร่วมมือกับ 24 M Technologies Inc. หรือ 24M ซึ่งเป็นบริษัทที่คิดค้นด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ที่จะมีราคาถูกลง มีประสิทธิภาพดี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  

    ทั้งนี้ หากเทคโนโลยี Energy Storage System มีต้นทุนที่ถูกลงแล้ว ก็จะนำมาใช้ควบคู่กับโซลาร์รูฟท็อบ โดยทาง GPSC มีการตั้งทีมขึ้นมาดูแลเรื่องนี้แล้ว ซึ่งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปพร้อมกับ Energy Storage System นั้น จะมีส่วนช่วยลดภาระโรงไฟฟ้าหลักและลดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่  รวมทั้งช่วยลดพีคไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันด้วย

  • Date : 02 / 07 / 2017
    คาซัคสถานสนใจพืชพลังงานของไทยในเวที Astana Expo 2017

    รัฐมนตรีพลังงาน เผย คาซัคสถานสนใจพืชพลังงานของไทยที่แสดงศักยภาพในงาน Astana Expo 2017 ระบุ คาซัคสถานเป็นแหล่งผลิตก๊าซฯและน้ำมันขนาดใหญ่ของโลก อาจเป็นแหล่งพลังงานสำรองของไทยได้ หากมีความขาดแคลน ด้าน กฟผ. ส่งเจ้าหน้าที่ประจำศาลาไทยให้ข้อมูลด้านวิชาการ

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังการเยี่ยมชมอาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) และอาคารจัดแสดงนิทรรศการพลังงานของสาธารณรัฐคาซัคสถาน ในงานมหกรรมโลก Astana Expo 2017 ณ กรุงอัสตานา คาซัคสถาน ว่า พืชพลังงานของไทย เช่น พืชที่นำมาผลิตไบโอดีเซล ที่จัดแสดงอยู่ในงาน Astana Expo 2017 นั้น ได้รับความสนใจจากประเทศคาซัคสถานซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ โดยคาซัคสถานเองไม่ค่อยมีพืชพลังงาน แต่เป็นประเทศที่มีการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในปริมาณมาก

    รมว. พลังงาน กล่าวว่า ทั้งนี้ การจัดงาน Astana Expo 2017ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและคาซัคสถานให้แน่น  แฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งแม้ไทยและคาซัคสถานจะยังไม่ได้มีการซื้อขายพลังงานระหว่างกัน เนื่องจากเส้นทางขนส่งมีระยะทางไกลและค่อนข้างลำบาก แต่คาซัคสถานเป็นประเทศที่มีก๊าซธรรมชาติและน้ำมันมาก ในอนาคตจึงอาจกลายเป็นแหล่งพลังงานสำรองของไทยได้ หากไทยเกิดการขาดแคลนพลังงานขึ้นมา

    นอกจากนั้น พล.อ.อนันตพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเดินทางมาเยือนคาซัคสถานในครั้งนี้ มีตัวแทนจากบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ร่วมเดินทางมาด้วย ซึ่งต่อไปอาจจะมีการพูดคุยเจรจาด้านพลังงานระหว่างกันได้

    ด้านนายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมปฏิบัติงานที่อาคารศาลาไทยเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้การสนับสนุนในด้านข้อมูลวิชาการเกี่ยวกับพืชพลังงานของไทย  อย่างไรก็ตาม ไทยกับคาซัคสถานยังไม่ได้มีความร่วมมือใดๆต่อกันในด้านไฟฟ้า แต่ล่าสุดมีนักศึกษาจากคาซัคสถานแสดงความสนใจสอบถามข้อมูลด้านหม้อแปลงไฟฟ้าอัจฉริยะ เนื่องจากอยู่ระหว่างการทำวิจัย ซึ่ง กฟผ.พร้อมให้การสนับสนุนหากมีการเสนอโครงการเข้ามาสู่การพิจารณา เนื่องจาก กฟผ .มีงบสนับสนุนการวิจัยอยู่

    สำหรับงาน Astana Expo 2017 หรือ งาน International Recognized Exhibition ณ กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน จัดขึ้นเป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 10 มิ.ย.-10 ก.ย. 2560  มีการจัดแสดงวัฒธรรมและอนาคตพลังงานจาก 115 ประเทศทั่วโลก โดยในส่วนของศาลาไทย นำเสนอภายใต้แนวคิด  “การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)” เพื่อแสดงศักยภาพอันโดดเด่นในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติของไทยที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพและความก้าวหน้าในการพัฒนาพลังงานทดแทน โดยศาลาไทยได้จัดกิจกรรมวันเสมือนวันชาติไปภายในงานเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2560 โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมจำนวนมาก  ปัจจุบันมีผู้เข้าชมอาคารศาลาไทยมากถึง 1.2 แสนคนแล้ว ซึ่งติด 1ใน 5 ประเทศที่ผู้เข้าชมสูงสุด

  • Date : 02 / 07 / 2017
    ปตท. เร่งแก้ไขแหล่งเจดีเอปิดซ่อมฉุกเฉิน คาดจะแล้วเสร็จ 12 ก.ค. นี้

    ปตท. เร่งติดตามแก้ไขแหล่งก๊าซฯ เจดีเอ ปิดซ่อมฉุกเฉินจากเหตุอุปกรณ์ชำรุด  คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 12 ก.ค. นี้  ระบุ ระหว่างซ่อม ปตท. ได้จัดหาเชื้อเพลิงทดแทนให้โรงไฟฟ้าในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ และจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีเพิ่มในพื้นที่ภาคใต้เพื่อลดผลกระทบของผู้ใช้พลังงาน

    นายนพดล  ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า จากเหตุอุปกรณ์ ณ แหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18) ชำรุด  ทำให้ต้องหยุดการผลิตและจ่ายก๊าซธรรมชาติ เมื่อ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา นั้น  ปตท. ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์ซ่อมแซมแหล่งก๊าซฯ เจดีเอ เอ-18  กับบริษัทผู้ผลิตฯ อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน  โดยผู้เชี่ยวชาญได้เข้าพื้นที่เพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์ที่เสียหายแล้ว ปรากฏว่าพบความเสียหายที่ปล่องเผาไหม้แรงดันสูงทั้งสองปล่อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในกระบวนการผลิต จึงจำเป็นต้องหยุดการส่งก๊าซฯ ทั้งหมด และรายงานแผนการซ่อมแซมคาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 ระหว่างนี้ ปตท. ได้บริหารการจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้า รวมถึงจัดสรรก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้เพื่อลดผลกระทบของผู้ใช้พลังงาน และในส่วนของก๊าซฯ จากแหล่งนี้ที่จ่ายไปยังภาคตะวันออกนั้น ปตท. ได้เรียกรับก๊าซฯ จากแหล่งอื่นเข้ามาเสริม และใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวมาทดแทน

    ทั้งนี้  ปตท. ได้ประสานความร่วมมือกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  โดยในช่วงที่ผ่านมา ปตท. ได้จัดหาเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับการผลิตของโรงไฟฟ้าจะนะ จ. สงขลา เป็นน้ำมันดีเซล โดยจัดส่งโดยรถ วันละ 1 ล้านลิตร และจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้ากระบี่ จ. กระบี่ เป็นน้ำมันเตา ขนส่งโดยเรือ เที่ยวละ 2 ล้านลิตร เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสนับสนุนพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันปริมาณเชื้อเพลิงสำรองยังมีเพียงพอตลอดระยะเวลาที่ผู้ผลิตก๊าซฯหยุดผลิต

    สำหรับผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว  ปตท. ได้เพิ่มปริมาณก๊าซฯ จากสถานีก๊าซธรรมชาติหลักราชบุรีจัดส่งไปยังพื้นที่ภาคใต้รวมปริมาณจัดส่งก๊าซฯ ไม่น้อยกว่า 55 ตันต่อวัน  ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงตรวจสอบความพร้อมของสภาพรถขนส่งก๊าซและพนักงานขับรถ ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยในการขับขี่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยร่วมกันของผู้ใช้รถบนท้องถนน นอกจากนี้ ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านสถานีวิทยุส่วนกลางและสถานีวิทยุในท้องถิ่น  รวมถึงประชาสัมพันธ์ในสถานีบริการฯทั้งในและนอกพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสาครจนถึงจังหวัดปัตตานี ผ่านสื่อเอกสารเผยแพร่และป้ายประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้ใช้ก๊าซเอ็นจีวีได้รับทราบและวางแผนการใช้เชื้อเพลิงล่วงหน้า  อย่างไรก็ตาม ปตท. ยังคงจำเป็นต้องปิดสถานีบริการเอ็นจีวีจำนวน  6 แห่งเช่นเดิม จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

    "ปตท. ขออภัยในความไม่สะดวกของผู้ใช้พลังงานในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และขอขอบคุณผู้ใช้รถเชื้อเพลิง 2 ระบบ (น้ำมันและก๊าซเอ็นจีวี) ที่ให้ความร่วมมือปรับใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงทดแทนในช่วงเวลานี้ การปิดซ่อมแซมแหล่งก๊าซเจดีเอ เอ-18  ในครั้งนี้ถือเป็นเหตุฉุกเฉินที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน  ปตท. จะทำหน้าที่ประสานติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการพลังงานอย่างดีที่สุด  โดยผู้ใช้พลังงานสามารถสอบถามข้อมูลการให้บริการ ได้ทาง PTT Contact Center 1365 ตลอด 24 ชั่วโมง" นายนพดล กล่าว 

Date : 01 / 07 / 2017

  • Date : 01 / 07 / 2017
    อนันตพร นำทีม ชูธงชาติไทยในงาน"วันเสมือนวันชาติไทย"ที่Astana Expo 2017

    ชูธงชาติไทยใน “อัสตานา เอ็กซ์โป 2017”  จัดใหญ่ ”วันเสมือนวันชาติไทย” ย้ำเอกลักษณ์พลังงานชีวภาพไทยสู่สากล เผยผ่าน20วัน“อาคารศาลาไทย” ติด 1 ใน 5 พาวิลเลียน ยอดนิยมจาก 115 ประเทศทั่วโลก 

    เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 ที่ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน สถานที่จัดงาน International Recognized Exhibition หรือ Astana Expo 2017 พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน และนักแสดงตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมงาน”วันเสมือนวันชาติไทย”  ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน  โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมชมงานจำนวนมาก  ทั้งนี้นับตั้งแต่มีการเปิดงาน อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา จนถึงวันที่1 กรกฎาคม 2560 อาคารศาลาไทย(Thailand Pavilion)  มียอดผู้เข้าชมสูงถึงประมาณ 110,000 แสนคน หรือคิดเป็น 12% ของผู้เข้าชมทั้งหมด ซึ่งถึอว่าเป็นที่นิยมติดอันดับ 1 ใน5 ของประเทศที่มีผู้เข้าชมมากสุดจากทั้งหมด 115 ประเทศ และทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10% ของจำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด โดยคาดว่าจนถึงวันที่  10 กันยายน  2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน จะมีผู้เข้าชมอาคารศาลาไทย ไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ประเทศไทยได้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทยภายใต้แนวคิด “BEATS FROM THE FARM” หรือ ความสนุกสนานที่มาจากฟาร์ม เพื่อสอดคล้องกับแนวคิดของอาคารศาลาไทยซึ่งก็คือ Bioenergy for All ที่แสดงถึงพืชพลังงานที่สามารถปลูกได้จากธรรมชาติ  โดย การจัดแสดงนิทรรศการครั้งนี้จะทำให้ทั่วโลกได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น เพราะอาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) ได้รับการตอบรับอย่างดีจากจำนวนประชาชนที่ไปต่อคิวเข้าชมอาคารศาลาไทยในทุกๆ วัน ตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งคำชมจากผู้จัดงานว่าเรามีการเตรียมพร้อมในการโชว์ศักยภาพเป็นอย่างดี โดยทางกระทรวงฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานวันเสมือนวันชาติไทย ครั้งนี้ จะเป็นการนำเสนอความงดงาม ความหลากหลายทางพลังงานชีวภาพ และพลังงานทดแทนของประเทศไทยที่ได้ยึดถือตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ผู้ทรงเป็น“พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย” และเป็นต้นแบบในเรื่องปรัชญา“ความพอเพียง” มาใช้เป็นแนวทางในการใช้ทรัพยากรในประเทศที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า โดยมุ่งหวังให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

     ด้านนายธรรมยศ  ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การสร้างสรรค์อาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) ในครั้งนี้  เพื่อต้องการสื่อให้เห็นถึงการบริหารจัดการด้านพลังงานที่ยั่งยืนของประเทศไทย โดยใช้กลยุทธ์การนำเสนอที่ผสมผสานเน้นสร้างการรับรู้ และความประทับใจให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมอาคารศาลาไทย อาทิ การเดินสายโรดโชว์ประชาสัมพันธ์การจัดงาน ด้วยเทคนิค VR 360 Thailand Pavilion พร้อมด้วยมาสคอต “น้องพลัง” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับชาวคาซัคสถานไปยังสถานที่สำคัญๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานในเมืองอัลมาตี และเมืองอัสตานาอย่างต่อเนื่อง 
      
    “อาคารศาลาไทย” ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดประตูทางการค้า การลงทุน      และยังถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านพลังงานชีวภาพ และพลังงานทดแทนของประเทศไทยในงาน “อัสตานา เอ็กซ์โป 2017” ครั้งนี้ อันจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติรวมทั้งทำให้ต่างชาติรู้จักและเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่สำคัญที่สุดคนไทยทั้งประเทศจะได้ร่วมภาคภูมิใจกับอาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) อีกครั้ง”นาย ธรรมยศ กล่าว

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การที่ อาคารศาลาไทยเป็นที่นิยมติดอันดับ 1 ใน5 ของประเทศที่มีผู้เข้าชมมากสุดจากทั้งหมด 115 ประเทศ และทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10% ของจำนวนผู้เข้าชมทั้งหมดเนื่องจากมีกิจกรรมที่ดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งการแสดงมวยไทย การนวดแผนไทย การแสดงวัฒนธรรมไทย รวมถึงตัวมาสคอต "น้องพลัง"ซึ่งเป็นตัวข้าวโพด ที่ดึงดูดความสนใจของเด็กและผู้เข้าชมงานได้มากถึงวันละ 5,000 คนต่อวัน 

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าวันที่ 1 ก.ค. 2560  นายทวารัฐ ได้พาคณะข้าราชการและสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมอาคารจัดนิทรรศการของประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วม อาทิ  ประเทศมาเลเซียที่เน้นพืชชีวภาพ และก๊าซชีวิภาพจากปาล์ม เป็นพลังงานแห่งอนาคต ส่วนเวียดนาม เน้น พลังงานลม และแสงแดด แต่ก็มีแผนใช้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต แต่บางประเทศอย่างรัสเซียยังคงเน้นพลังงานฟอสซิล โดยปัจจุบันได้ศึกษาการนำนิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิงติดตั้งในเรือขนาดใหญ่สำหรับฝ่าแผ่นนำ้แข็งบนขั้วโลกเหนือเพื่อไปสำรวจหาพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ขั้วโลกเหนือ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้จริงประมาณปี 2562 เป็นต้น 

    โดยในการจัดงานเสมือนวันชาติไทย ในวันที่1ก.ค. ที่ Astana Expo 2017  มีการแสดงนี้จะช่วยสื่อถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ผ่านการแสดงทั้งหมด 5 องค์ ประกอบด้วย Introducing Thailand : น้องพลังและประเทศไทย, Thailand Cultural Show : การแสดงสยามนาฏยสังคีตนิทัศน์ จากกระทรวงวัฒนธรรม ได้แก่ ระบำกินนรี การแสดงโขนรามเกียรต์ ตอน “ยกรบ” และหุ่นละครเล็กโจหลุยส์, Thailand and Products from our Farm : การแสดงวิถีชีวิตไทยและพลังงานไทย โดยมีการแสดงพิเศษจาก “น้องขวัญ” น.ส.ปิ่นทิพย์ อรชร  รองนางสาวไทยอันดับ 1 ประจำปี 2559 มาร่วมสร้างสีสันร้องเพลงและแสดง    รำเคียวเกี่ยวข้าวที่แสดงถึงความเป็นไทย, Farming the Energy for All : บทสรุปพลังงานไทย และสุดท้ายกับการแสดง Celebrating the Future Energy : พลังงานอนาคตของฟาร์ม ซึ่งเป็นบทสรุปของพลังงานแห่งอนาคต ที่ผสมผสานกันระหว่างธรรมชาติ เทคโนโลยี ดนตรีไทย และวิถีไทย ที่เข้ากันอย่างลงตัว  อันเป็นการสื่อถึงความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกันในการ่วมพัฒนาพลังงานไปด้วยกัน เพื่อโลกของเรา
     

    ข้อมูลเกี่ยวกับอาคารศาลาไทย

    สำหรับ​“อาคารศาลาไทย” (Thailand Pavilion) ตั้งอยู่บนพื้นที่ 974.67 ตารางเมตร ประกอบด้วยส่วนแสดง นิทรรศการชั้น 1 ขนาด 740.3 ตารางเมตร และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ชั้น 2 ขนาด 234.37 เมตร ภายใต้แนวคิด  “การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)” เพื่อแสดงศักยภาพอันโดดเด่นในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติของไทยที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพและความก้าวหน้าในการพัฒนาพลังงานทดแทน โดยนำเสนอด้วยรูปแบบ“EDUTAINMENT” หรือการเรียนรู้ ผ่าน 3 ห้องนิทรรศการหลัก ได้แก่ นิทรรศการห้องที่ 1: Our Ways, Our Thai สัมผัสวิถีความเป็นไทย เอกลักษณ์ความงดงามของธรรมชาติ และวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนในรูปแบบของ  Live Exhibition ควบคู่กับการจัดแสดง และสาธิตทางวัฒนธรรมไทย ที่จะมีการสลับผลัดเปลี่ยนการแสดง ตลอดระยะเวลาการจัดงาน
     
    ห้องนิทรรศการที่ 2 : Farming the Future Energy เป็นห้องสรุปเรื่องราวแนวคิดของ อาคารศาลาไทยในรูปแบบเทคนิค 4D ภาพยนตร์ 3 มิติ ซึ่งจะผนวกกับการสร้างสรรค์หุ่นยนต์ Animatronic “น้องพลัง” มาสคอตข้าวโพดในรูปแบบเคลื่อนไหวแบบเสมือนจริง เพื่อเล่าเรื่องราวในห้องทดลองสุดมหัศจรรย์ และการกำเนิดของพลังงานแห่ง อนาคต รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและคาซัคสถาน และในห้องนิทรรศการสุดท้าย Energy Creation Lab พบการนำเสนอพลังงานชีวภาพ และชีวมวลจากพลังงาน 9 ชนิด ประกอบด้วย ได้แก่ อ้อย ยูคาลิปตัส ยางพารา หญ้าโตเร็ว ข้าว ข้าวโพด มูลสัตว์และของเสีย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ในรูปแบบ Interactive Exhibition
     
    นอกจากนี้ยังมีส่วนนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆ ที่จะแสดงศักยภาพด้านการธุรกิจการลงทุน สินค้าพลังงาน สินค้าหัตถกรรมจากท้องถิ่นไทย วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สำหรับการจัดแสดงชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่รับรองแขกพิเศษ ร้านอาหารไทย โดยบริษัท การบินไทย จำกัด ร้านกาแฟดริปอเมซอน จากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)   และพื้นที่สำหรับการจัด Business Matching และ Investment Clinic จาก BOI

    (ซ้าย) นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน  (กลาง)พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    "น้องพลัง" มาสคอตข้าวโพด ที่ช่วยดึงดูดความสนใจผู้คนให้เข้าชมอาคารศาลาไทย

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ลงนามในสมุดบันทึก วันงานเสมือนวันชาติไทย

    ส่วนหนึ่งของชุดการแสดงที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผอ.สนพ.ซึ่งนำคณะข้าราชการและสื่อมวลชนจากประเทศไทย เข้าชมพาวิลเลียนของประเทศต่างๆที่ร่วมจัดแสดง

  • Date : 01 / 07 / 2017
    เวทีสัมมนา กกพ.“Towards Smart Regulation” เปิดมุมมองผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ

    การประชุมสัมมนาเชิงวิชาการด้านพลังงานระหว่างประเทศ ครั้งที่ 6 ประจำปี พ.ศ. 2560” ภายใต้หัวข้อเรื่อง “Towards Smart Regulation” ซึ่งจัดโดย คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ของไทยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2560 ที่ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพฯ  ช่วยให้เกิดการแลกปลี่ยนประสบการณ์ที่จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ด้านพลังงานในอนาคต ทั้ง โรงไฟฟ้าแบบไฮบริด และระบบSmart Grid  สอดคล้องนโยบาย“Thailand 4.0” และ “Energy 4.0”ของไทย

    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า กกพ. ได้จัดงานประชุมสัมมนาเชิงวิชาการเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงานกำกับกิจการพลังงานภายใต้กรอบความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ ตลอดจนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มพันธมิตรด้านพลังงาน ในการพัฒนาการกำกับกิจการพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมระดับสากล    

    โดยภายใต้หัวข้อเรื่อง “Towards Smart Regulation” นั้นต้องการให้มีการต่อยอดความคิดและแนวทางในการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องตามแนวนโยบาย “Thailand 4.0” และ “Energy 4.0” และเป็นเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้ ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนองค์ความรู้และข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการกำกับกิจการพลังงานระหว่างกันของผู้แทนจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจากประเทศสมาชิกเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรกำกับกิจการพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN Energy Regulators’ Network: AERN) และกลุ่มพันธมิตรจากการประกอบกิจการพลังงานทั้งในและต่างประเทศ

    โดยในปีนี้ กกพ. ได้เชิญประเทศสมาชิกเครือข่ายฯ หรือ AERN จำนวนทั้งหมด 9 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ตลอดจนหน่วยงานด้านพลังงานของต่างประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ความร่วมมือขององค์กรทางด้านกิจการไฟฟ้าอาเซียน หรือ Heads of ASEAN Power Utilities/Authorities (HAPUA) คณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายระบบไฟฟ้าของอาเซียน หรือ ASEAN Power Grid Consultative Committee (APGCC) ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ Asia Development Bank (ADB) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ the German International Cooperation (GIZ) เป็นต้น

     สำหรับหัวข้อหลักในการประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วย นโยบายในการกำกับดูแลในการปรับเปลี่ยนและการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ที่ไปสู่ยุค “Thailand 4.0” และ “Energy 4.0” ได้แก่ นโยบายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage)  การพัฒนาและบริหารจัดการพลังงานทดแทนให้มีความเสถียร (Firm Renewable Energy) และการพัฒนา Smart Grid และ Smart City ซี่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำความรู้จากประเทศต่างๆ มาพัฒนาให้เหมาะสมกับบริบทด้านพลังงานของประเทศไทยให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด

    ศาสตราจารย์ ดร. Kurt Rohring จากฝ่าย Energy Economy and Grid Operation แห่งสถาบันพลังงานของเยอรมัน Fraunhofer Institute for Wind Energy and Energy System Technology IWES, Energy System Technology branch of the institute, Germany ซึ่ง บรรยายในหัวข้อ “Renewable Hybrid: Combined Energy Sources and Experience Sharing” ในงานสัมมนานี้ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การนำระบบไฮบริดพลังงานหมุนเวียนมาใช้ โดยชี้ให้เห็นว่าเหตุใดจึงต้องมีโรงไฟฟ้าระบบไฮบริดที่มีการผสมผสานเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ  และฉายภาพให้เห็นลักษณะของระบบไฮบริดทั่วไปกับระบบไฮบริดของพลังงานหมุนเวียน รวมถึงนำเสนอให้เห็นแนวโน้มของระบบไฮบริดพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาออกสู่ตลาด รวมถึงแนวทางการดำเนินการเพื่อให้สามารถนำระบบไฮบริดมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล

    ทั้งนี้ ข้อสรุปส่วนหนึ่งจากการนำเสนอของ ดร. Kurt คือ การใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าทั้ง 100% นั้น ในทางเทคนิคมีความเป็นไปได้ ถ้าสามารถออกแบบการจัดการให้กระบวนการผลิตพลังงานหมุนเวียนและการกักเก็บพลังงานทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ตลอดจนมีโรงไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น คือ โรงไฟฟ้าrenewable gas หรือโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม อยู่ในระบบ เพื่อสอดประสานการทำงานร่วมกัน โดยมองว่าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มีบทบาทที่สำคัญในตลาดพลังงาน และการคาดการณ์ปริมาณลมและปริมาณแสงแดดที่แม่นยำ จะช่วยบริหารความเสี่ยงของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนและสร้างสมดุลของแหล่งพลังงานได้ อีกทั้งชี้ว่า ระบบผสมผสานพลังงานหมุนเวียน หรือไฮบริดพลังงานหมุนเวียน รวมถึงระบบโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant หรือ VPP เป็นระบบการจัดการการจ่ายพลังงานจากแหล่งต่างๆ รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีควบคุมและสั่งการระยะไกลด้วยระบบคอมพิวเตอร์) เป็นปัจจัยสำคัญของโครงสร้างพลังงานในอนาคต ซึ่งจะมีพลังงานทดแทนอยู่ใน สัดส่วนที่สูง

    ด้าน นาย David Lane จาก CLEARenergy Limited, Bristol, U.K.ซึ่งบรรยายในหัวข้อ “Smart Grid Development & Demand Response” ได้แบ่งปันประสบการณ์เรื่องระบบสมาร์ทกริด หรือ โครงข่ายอัจฉริยะ ในยุโรป ทั้งในแง่นโยบายและ roadmap ที่เริ่มจากสมาร์ทกริด และนำไปสู่ความเป็นสมาร์ท ซิตี้  หรือ เมืองอัจฉริยะ ในที่สุด

    นอกจากนี้ ในเวทีสัมมนา ยังได้มีการนำเสนอประสบการณ์การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในญี่ปุ่น โดยนาย Zuioh Ashihara จาก Automotive Division Manufacturing Industry Bureau Electric Vehicle and Advance Technology Office กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน หรือ METI ของญี่ปุ่น ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีอภิปราย ในหัวข้อ “EV’ s Outlook in the Asia-Pacific Region: Policy, Best Practices, Experience Sharing, and Future Market Trend” เพื่อศึกษาทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค วิเคราะห์แนวนโยบายและการดำเนินการที่ผลักดันให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค รวมถึงแนวโน้มตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีที่มีเวทีในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานจากผู้เชี่ยวชาญของต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม  ประสบการณ์ในเรื่องของโรงไฟฟ้าแบบไฮบริด ของเยอรมัน อาจจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กับการดำเนินการที่ กกพ.ของไทยกำลังดำเนินการอยู่ เนื่องของระบบของเยอรมันนั้น   System Operator จะลงมาบริหารจัดการทั้งหมด แต่ในส่วนของไทย  กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเป็นผู้บริหารจัดการการผลิตไฟฟ้า ให้เป็นไปตามสัญญา  เช่น ในช่วงพีคไฟฟ้า จะต้องผลิตเพื่อขายไฟเข้าระบบให้ได้ 100% ของสัญญา แต่ในช่วงปกติ หรือออฟพีค  ที่ไม่ต้องการกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่ม  ผู้ผลิตไฟฟ้าจะขายได้ไม่เกิน 65% ของปริมารที่ตกลงกันไว้เป็นต้น

    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกกพ.มอบของที่ระลึกให้ผู้บรรยายบนเวที ศาสตราจารย์ ดร. Kurt Rohring 

    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประะานกกพ. มอบของที่ระลึกให้ผู้บรรยายบนเวที David Lane จาก CLEARenergy Limited, Bristol, U.K.