ข่าวทั้งหมด

Date : 10 / 07 / 2017

  • Date : 10 / 07 / 2017
    โฆษกกกพ.แจงแนวคิดเรียกเก็บอัตราสำรองไฟฟ้าเน้นกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปรายใหญ่

    โฆษกกกพ.แจงที่มาแนวคิดการเรียกเก็บอัตราสำรองไฟฟ้า (Backup Rate )เน้นกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ที่มีกำลังการผลิตมากกว่า10กิโลวัตต์ ระบุผู้ใช้ไฟส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ผลิตไฟ กลายเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนแทน  ด้านทีดีอาร์ไอ จัดเสวนา นำเสนอผลการศึกษา”โซลาร์รูฟท็อปกับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจไฟฟ้า”วันที่11 ก.ค.นี้

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า เรื่องของแนวคิดที่จะให้มีการเรียกเก็บอัตราสำรองไฟฟ้า (Backup Rate ) เริ่มมาจากผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช้กลุ่มโซลาร์เซลล์ แต่เป็นกลุ่มโรงงานน้ำตาล  มีการตั้งโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟใช้เอง สมมติว่า เข้าต้องใช้ไฟฟ้า10 เมกะวัตต์ และเขาตั้งโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าใช้เอง 4 เมกะวัตต์  ที่เหลืออีก6 เมกะวัตต์ เขาต้องการขอเชื่อมเข้ากับระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA)  เพื่อซื้อไฟฟ้าจาก PEA มาใช้  แต่ทาง PEAไม่ยินยอม ผู้ประกอบการจึงทำเรื่องขออนุญาตมาที่ กกพ. เมื่อ ปี2559 ที่ผ่านมา  ซึ่งกกพ.พิจารณาดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า ไม่มีเหตุผลที่จะห้ามดำเนินการ จึงมีหนังสือให้PEAอนุญาตให้มีการเชื่อมต่อระบบ   ทางPEA ก็แจ้งให้กกพ.ทราบว่า การอนุญาตในลักษณะดังกล่าว หากมีจำนวนมากขึ้น จะทำให้ ลูกค้าของPEA หายไปจนกระทบกับรายได้  โดยเฉพาะแนวโน้มในปัจจุบัน ที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น  ยกตัวอย่างเช่น ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   ในขณะมีPEA มีการลงทุนระบบสายส่งไปแล้ว  

    นายวีระพล กล่าวว่า การที่มีผู้หันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปรายใหญ่ ซึ่งยังไม่มีความแน่นอนในการผลิตและซื้อไฟ ทำให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ยังจำเป็นต้องเตรียมพร้อมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อเป็นสำรองให้ (Backup)  เพราะเมื่อเวลาที่ฝนตก หรือไม่มีแดด  ผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป ไม่ได้ ก็จะยังมีไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าของกฟผ. ใช้ได้  โดยการเตรียมความพร้อมโรงไฟฟ้าดังกล่าว ถือเป็นต้นทุนของระบบ  และไปรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าในส่วนค่าเอฟที  ดังนั้น ทางกกพ. จึงให้ กฟผ.ลองเสนอตัวเลข ภาระต้นทุนที่เกิดขึ้น มายังกกพ. ว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่

    “ในเบื้องต้นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองที่เป็นกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปรายเล็ก  ไม่เกิน10 กิโลวัตต์ ทางกกพ. ยังไม่มีนโยบายในการเรียกจัดเก็บอัตราสำรองไฟฟ้า  เพราะถือว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมมากนัก  แต่กลุ่มโซลาร์รูฟท็อปรายใหญ่ เกินกว่า10 กิโลวัตต์ ทางกกพ.กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา หากเห็นว่าส่งผลกระทบต่อระบบ ก็จะมีการเรียกเก็บอัตราสำรองไฟฟ้า  ทั้งนี้หากไม่มีการเรียกเก็บเลย คนที่จะได้ประโยชน์ก็คือกลุ่มที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ในขณะที่กลุ่มประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าอย่างเดียว ที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิต จะกลายเป็นผู้ที่ต้องมารับภาระแทน  “นายวีระพลกล่าว

    ปัจจุบัน ผู้ผลิตไฟฟ้าที่เป็นโรงไฟฟ้าประเภทโคเจน ที่ขายไฟฟ้าให้กับกฟผ.90 เมกะวัตต์ และส่วนที่เหลืออีก30 เมกะวัตต์ ขายให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ผลิตกลุ่มนี้ มีการซื้อสำรองไฟฟ้าหรือBackup  กับPEA อยู่แล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะมีไฟฟ้าใช้แน่นอน   ในส่วนนี้จึงไม่มีปัญหา เพราะมีอัตราBackup กำหนดไว้อยู่แล้ว   แต่กลุ่มที่เข้ามาใหม่และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าง  กลุ่มโซลาร์รูฟท็อป ทั้งรายเล็กรายใหญ่  ที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้  ยังไม่ได้มีการกำหนดอัตราเรียกเก็บ

    นายวีระพล กล่าวว่า การกำหนดอัตราสำรองไฟฟ้า ถือเป็นอำนาจตามกฎหมายของ กกพ. ที่สามารถดำเนินการได้เลย โดยไม่ต้องขออนุมัติจาก คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)  โดยผลการศึกษาว่าจะจัดเก็บกับกลุ่มใด ในอัตราเท่าไหร่ นั้นใกล้ที่จะได้ข้อสรุปแล้ว 

    ส่วนประเด็นข้อสงสัยว่า ทำไมในกลุ่มโซลาร์ฟาร์มหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร รัฐมีนโยบายส่งเสริมโดยให้อัตราfeed in tariff สูงถึง4.12 บาทต่อหน่วยเป็นระยะเวลา25ปี แต่กลุ่มโซลาร์รูฟท็อป ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง  รัฐกลับมีแนวคิดที่จะจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า   ซึ่งนายวีระพล กล่าวว่า  สถานะของโครงการมีความแตกต่างกัน เพราะกลุ่มโซลาร์ฟาร์มที่รัฐส่งเสริมนั้น ถือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า  ที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อขายเข้าระบบทั้งหมด  แต่กลุ่มโซลาร์รูฟท็อป ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ ไฟฟ้า  ซึ่งทำให้กลุ่มคนที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ที่มีจำนวนมากกว่า กลายเป็นผู้เสียประโยชน์ ที่ต้องมารับภาระต้นทุนจากการที่กฟผ.ต้องเตรียมโรงไฟฟ้าสำรอง แทน ในรูปของค่าเอฟที

    ปัจจุบันกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่มีการจดแจ้งกับ กกพ.มีอยู่รวมๆประมาณ60-70 เมกะวัตต์

    สำหรับนโยบายโซลาร์รูฟท็อปเสรี  นายวีระพล กล่าวว่า จะไม่ส่งผลกระทบกับระบบความมั่นคงไฟฟ้ามากนัก เพราะการติดตั้งจะอยู่กระจายทั่วๆไป และกฟผ.ยังมีปริมาณสำรองที่มากเพียงพอจะรองรับได้  แต่ในอนาคตถ้าปริมาณสำรองไฟฟ้าอยู่ในระดับต่ำ และปล่อยให้มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจำนวนมาก ก็น่าเป็นห่วง

    ด้าน นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานและกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทั้งจากโซลาร์เซลล์ หรือพลังงานลม ถ้าไม่มีระบบกับเก็บพลังงาน (Energy Storage) ส่วนที่ต้องมีโรงไฟฟ้าเพื่อแบคอัพ ก็ยังมีความจำเป็นต้องมีอยู่ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีความมั่นคงด้านไฟฟ้า  

    การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพื่อใช้เอง หากไม่เกี่ยวข้องกับระบบรวม ก็ไม่ได้มีปัญหา แต่ถ้ายังพึ่งตัวเองไม่ได้แล้วต้องมาซื้อไฟฟ้าจากระบบไปใช้ ก็จะต้องช่วยแบกภาระต้นทุนของระบบ ไม่เช่นนั้น คนที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่มีจำนวนมากกว่า ก็กลายเป็นกลุ่มคนที่เสียเปรียบ

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC ) รายงานด้วยว่า ในวันที่11 ก.ค. 2560  ทาง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จะจัดงานเสวนาสาธารณะ เรื่อง “ สู่การเปิดเสรี โซลาร์รูฟท็อป เราจะอยู่กับ Disruptive Technology อย่างไรที่ห้องประชุมชั้น2 ทีดีอาร์ไอ โดยงานดังกล่าว จะมีการนำเสนอการศึกษา”โซลาร์รูฟท็อปกับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจไฟฟ้า” โดย ดร.วิชสิณี วิบูลผลประเสริฐ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ   และมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน , รศ.ดร.กุลยศ อุดมวงศ์เสรี  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย   ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  ดำเนินรายการโดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์  ประธานทีดีอาร์ไอ 

Date : 08 / 07 / 2017

  • Date : 08 / 07 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานจีนเยือนถิ่นกฟผ.ยืนยันยังลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดเพิ่ม

    รัฐมนตรีช่วยว่าการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการการพลังงานแห่งชาติจีน นำคณะเข้าเยี่ยมชมการดำเนินการกิจการด้านไฟฟ้าของ กฟผ. และหารือแลกเปลี่ยนมุมมองด้านพลังงานไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคม 2560 พร้อมยืนยันจีน ยังคงมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นโรงไฟฟ้าหลักแต่มุ่งยกระดับด้านคุณภาพโรงไฟฟ้าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีสะอาด และทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินรุ่นเก่าที่ดำเนินการมาแล้วมากกว่า 20 ปี

    เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมคณะผู้บริหาร กฟผ. ร่วมให้การต้อนรับ นายหนูเอ่อ ไป๋เค่อลี่ รัฐมนตรีช่วยว่าการคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการการพลังงานแห่งชาติจีน และคณะ ในการเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อหารือแลกเปลี่ยนมุมมองด้านพลังงานไฟฟ้าระหว่างสองประเทศ พร้อมเยี่ยมชมการดำเนินกิจการด้านไฟฟ้าของ กฟผ. ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคม2560 ณ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.นนทบุรี

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทไฟฟ้าของประเทศจีนได้เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาพลังงานไฟฟ้ากับ กฟผ. หลายเรื่องด้วยกัน อาทิ การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก และระบบส่งไฟฟ้า อีกทั้งประเทศจีนยังเปิดโอกาสให้ กฟผ. ได้เข้าศึกษา ดูงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศจีนหลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งการพบปะในครั้งนี้ยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า และความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าร่วมกันในอนาคต ทั้งในประเทศไทย และประเทศในอาเซียน อาทิ พม่า ลาว เป็นต้น

    สำหรับสถานการณ์พลังงานไทยในปัจจุบันนั้น ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า  อย่างไรก็ตาม กฟผ. และกระทรวงพลังงานมีแผนงานที่จะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนมากยิ่งขึ้นให้สอดรับกระแสการลดโลกร้อน แต่ระบบไฟฟ้าจะมีความมั่นคงได้ ก็ยังจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักในการขับเคลื่อนด้วย  โดย กฟผ. พร้อมเดินหน้าสื่อสารกับสาธารณชนในเรื่องการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ อาทิ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ฯลฯ

    นายหนูเอ่อ ไป๋เค่อลี่ เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศจีนว่า ประเทศจีนมีสัดส่วนเชื้อเพลิงถ่านหินที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าคิดเป็น 57 เปอร์เซ็นต์ ถ่านหินจึงถือเป็นเชื้อเพลิงทางพลังงานหลักของจีน ฉะนั้นจีนจึงไม่ได้มีแผนที่จะยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมด แต่จะมุ่งยกระดับด้านคุณภาพโรงไฟฟ้าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติตามข้อตกลงปารีสในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่มีความปลอดภัย ในส่วนของโรงไฟฟ้ารุ่นเก่า จีนจะปิดโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตต่ำกว่า300 เมกะวัตต์ทั้งหมด ภายใน 5 ปี และทยอยปิดโรงไฟฟ้ารุ่นเก่าที่ดำเนินการมาแล้วมากกว่า 20 ปีที่มีกำลังการผลิตระหว่าง 300 - 600 เมกะวัตต์ ในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนั้น จีนจะดำเนินการปรับปรุงเทคโนโลยีให้ปล่อยมลภาวะลดลง ซึ่งในปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินของจีนสามารถปล่อยมลภาวะน้อยกว่าโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซ โดยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของจีนจะลดการใช้ปริมาณถ่านหินเหลือเพียงประมาณ 250 กรัม ต่อกิโลวัตต์ ต่อชั่วโมง และในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างใหม่นั้น จีนจะนำเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด (Clean Coal Technology) มาใช้ ทั้งนี้ปัจจุบันจีนใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า 9.4 แสนเมกะวัตต์ และในอนาคตคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนสูงถึง 1.1 ล้านเมกะวัตต์

    นอกจากนี้ นายหนูเอ่อ ยังได้แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องพลังงานทดแทนว่า การพัฒนาพลังงานทดแทนโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่พลังงานทดแทน อาทิ โซลาร์ฟาร์ม ต้องอาศัยพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่กลับผลิตไฟฟ้าได้น้อย หากนำพื้นที่ขนาดเท่ากันไปสร้างโซลาร์ฟาร์ม และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โซลาร์ฟาร์มอาจผลิตไฟฟ้าได้เพียง 200 เมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 2,000 – 4,000 เมกะวัตต์ รวมถึงยังแสดงความเห็นว่า ในอนาคตพื้นที่ในประเทศยังจะต้องลดลงอีกเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร ดังนั้นการจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทใดจึงต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในหลายด้าน

    ทั้งนี้ ภายหลังจากการหารือร่วมกันคณะของรัฐมนตรีประเทศจีนได้เข้าเยี่ยมชมห้องควบคุมการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และมีกำหนดเดินทางเข้าเยี่ยมชมสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อไป

Date : 07 / 07 / 2017

  • Date : 07 / 07 / 2017
    ตั้งคณะทำงานร่วม ไทย-จีน-ลาว พัฒนาซื้อขายไฟฟ้าสามประเทศ

    รัฐมนตรีพลังงานไทย-จีน เห็นชอบตั้งคณะทำงาน 3 ประเทศ (ไทย-จีน-สปป.ลาว) กำหนดกรอบพัฒนาการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันใหม่ หลัง MOU ที่ไทยจะซื้อไฟฟ้าจากจีน 3,000 เมกะวัตต์ หมดอายุปี 2560 แต่ไทยยังไม่มีการซื้อไฟฟ้าจากจีนเลย  คาดกรอบใหม่จะรับซื้อแค่ 800-1,000 เมกะวัตต์

    พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า นายหนูเอ่อ ไป๋เค่อลี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เดินทางเข้าพบพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2560 เพื่อประสานความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกันให้มากขึ้น โดยจีนได้เสนอขายไฟฟ้าให้กับประเทศไทยผ่านเข้ามาทาง สปป.ลาว เนื่องจากจีนสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในราคาถูกกว่าไทยและปริมาณมาก ประกอบกับเห็นว่าประเทศไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้นในอนาคต จึงเสนอเป็นทางเลือกหนึ่งให้ไทยพิจารณา

    อย่างไรก็ตามทางประเทศไทยได้เสนอให้จีนกลับไปพิจารณาราคาขายไฟฟ้าที่เหมาะสมและมีราคาถูกให้กับไทย ซึ่งเป็นเพียงการหารือในเบื้องต้นเท่านั้นและยังไม่มีการทำข้อตกลงการซื้อขายไฟฟ้าต่อกัน  อีกทั้งปัจจุบันไทยและจีนยังไม่มีการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันด้วย

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบกรอบความร่วมมือการซื้อขายไฟฟ้าไทย-จีน และได้มีการลงนามกรอบความร่วมมือ(MOU) การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน 3,000 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ปี 2541 โดยไทยจะส่งเสริมให้เกิดการซื้อไฟฟ้าจากจีนภายในปี 2560 อย่างไรก็ตาม MOU ดังกล่าวได้หมดอายุลงแล้วและไทยยังไม่มีการซื้อไฟฟ้าจากจีนเลย

    ทั้งนี้ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการพลังงานของไทยและจีน ได้เห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน 3 ประเทศ คือ ไทย จีน และสปป.ลาว เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ในการซื้อขายไฟฟ้า โดยเบื้องต้นกรอบการซื้อขายไฟฟ้าไทย-จีน จะลดลงจาก 3,000 เมกะวัตต์เหลือเพียง 800-1,000 เมกะวัตต์ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทย พร้อมกันนี้จะหารือด้านราคาค่าไฟฟ้าและการพัฒนาสายส่งไฟฟ้าต่อไป เมื่อได้ข้อสรุปจะนำเสนอต่อ ครม.พิจารณา

    แหล่งข่าว กล่าวว่า นอกจากนี้จีนได้แสดงให้เห็นถึงทิศทางพลังงานใหม่ของโลก ซึ่งจะมาจาก "น้ำแข็งมีเทน" หรือที่รู้จักกันในชื่อ น้ำแข็งติดไฟ ซึ่งคาดว่าจะโลกจะสามารถพึ่งพาได้เป็นระยะเวลาเป็นพันๆ ปี โดยน้ำแข็งมีเทนเป็นเชื้อเพลิงที่มีค่าความร้อนสูงกว่าถ่านหิน สามารถจุดติดไฟได้ทันที ซึ่งก้อนน้ำแข็งมีเทนจะพบมากใต้พื้นดินใต้ทะเล  ขณะที่ประเทศทางฝั่งยุโรปก็มีน้ำแข็งติดไฟอยู่มากเช่นกัน แต่อยู่ที่ประเทศใดจะมีเทคโนโลยีที่สามารถขุดขึ้นมาใช้ได้ ที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นก็เคยนำน้ำแข็งติดไฟขึ้นมาศึกษาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จีนระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบข้อเสียของน้ำแข็งติดไฟที่ชัดเจน และกำลังดูในเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ ก่อนจะนำมาใช้จริงในอนาคตต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาสำนักธรณีวิทยาจีนของจีน เคยออกมาประกาศว่า ประสบความสำเร็จในการขุดและนำน้ำแข็งติดไฟขึ้นมาจากบริเวณเสิ่นหูในทะเลจีนใต้ โดยจุดที่ขุด ลึกลงไปใต้ทะเล 1,266 เมตร

    โดยน้ำแข็งติดไฟเป็นชื่อเรียกง่ายๆของก๊าซธรรมชาติในรูปของแข็ง หรือ NGH ประกอบด้วยก๊าซมีเทน เกือบ 100% และก่อมลพิษน้อยกว่าถ่านหิน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพราะน้ำแข็งติดไฟ 1 ลูกบาศก์เมตร สามารถให้พลังงานมากเท่ากับก๊าซธรรมชาติ 164 ลูกบาศก์เมตร

     

Date : 06 / 07 / 2017

  • Date : 06 / 07 / 2017
    หนุนเร่งประมูลสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ

    เวทีเสวนา "หลุมดำ...พลังงานไทย" ชี้ไทยต้องเร่งเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ ลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ  พร้อมหนุนรายเดิมดำเนินการแหล่งเอราวัณ บงกช เพื่อความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซ

    นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานเสวนาวิชาการในหัวข้อ “หลุมดำ...พลังงานไทย” ซึ่งจัดโดยคณะนักศึกษาหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ รุ่นที่ 4 (วพม. 4) เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2560 ว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันด้านพลังงานในจุดที่ยังดำเนินการไม่สำเร็จ โดยเฉพาะการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ เพราะที่ผ่านมาเกิดความล่าช้ามาถึง 5 ปี หลังจากต้องหยุดชะงักการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 ออกไป โดยถึงแม้โอกาสในการพบปิโตรเลียมรอบใหม่จะน้อยลง แต่ก็ควรต้องทำเพื่อชี้ให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศไทยยังคงมีโอกาสและศักยภาพด้านปิโตรเลียมอยู่ หากมีการค้นพบ ก็จะผลิตขึ้นมารองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น และทดแทนการนำเข้าได้

    ส่วนการประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในแหล่งเอราวัณและบงกชนั้น เห็นว่าหากได้ผู้รับสัมปทานรายเดิมมาดำเนินการต่อเนื่องก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะมีประสบการณ์ในแหล่งเดิม สามารถผลิตต่อเนื่องได้ทันที แต่ผู้เข้าร่วมประมูลต้องยอมรับกติกา และต้องมั่นใจว่าถ้าประมูลได้แล้วจะสามารถผลิตได้จริง ไม่ใช่เอาไปขายต่อ

    พร้อมกันนี้ส่วนตัวสนับสนุนให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเร่งเจรจาการผลิตและสำรวจก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา เนื่องจากที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมานาน จึงไม่มีโอกาสเจรจาการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว หากมีการเจรจาระหว่างกันจะช่วยให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานในประเทศได้มากขึ้น 

    รวมทั้งไทยต้องปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP 2015 เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนให้มากขึ้นจาก 20-25% ในแผน PDP 2015 เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน แต่ต้องคำนึงถึงความสมดุลด้านพลังงานโดยรวมด้วย ส่วนการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศก็ควรกระจายไปในหลายประเทศ เช่น เมียนมา กัมพูชา นอกเหนือจากการซื้อสปป.ลาวเพียงอย่างเดียว

    ส่วนการพิจารณาตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) นั้น มองว่าเหมือนการรวบอำนาจทั้งฝ่ายกำกับกิจการพลังงานและฝ่ายปฏิบัติการไว้ร่วมกัน ถือเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เพราะปัจจุบันไทยมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยเพื่อไปแข่งขันด้านพลังงานกับต่างประเทศอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีบางประเทศตั้ง NOC ขึ้นมาแล้วเกิดปัญหาคอร์รัปชั่น เพราะไม่มีการถ่วงดุลอำนาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศก็มีให้เห็นแล้ว

    “หลุมดำ ในทางวิศวฯ ที่เรียนมา คือสิ่งที่เราปรารถนา เพราะแสดงให้เห็นว่าพบแหล่งปิโตรเลียม แต่หลุมดำในที่นี้อาจหมายถึงอุปสรรค ซึ่งผมมองว่า หลุมดำก็คือความไม่รู้ หรือ อวิชชา ซึ่งหากไม่รู้และนำข้อมูลไปบิดเบือน จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงพลังงาน” นายคุรุจิต กล่าว

    นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ภาครัฐควรเร่งรัดการเปิดประมูลสัมปทานรอบ 21 เพราะหากล่าช้าจะต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีต้นทุนราคาสูงกว่าก๊าซในอ่าวไทย โดยปัจจุบันไทยต้องนำเข้าพลังงานถึง 60% และอาจเพิ่มเป็น 70-80% ในอนาคต หากมีการจัดการประมูลล่าช้า

    ส่วนแผน PDP 2015 ของประเทศก็ควรปรับปรุงใหม่ โดยเพิ่มพลังงานทดแทนให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนลดลงมาก โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์และพลังงานลมที่ในอนาคตต้นทุนการผลิตสามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงก๊าซฯและถ่านหินได้ และมองว่าสัดส่วนการผลิตพลังงานทดแทนควรเพิ่มจาก 20% (ไม่รวมพลังงานน้ำขนาดใหญ่) เป็น 40% และต้องลดสัดส่วนก๊าซฯ และถ่านหินลง

    นายศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองกองแผนงานเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) กล่าวว่า กรมฯ อยู่ระหว่างเร่งกฎกระทรวงเพื่อรองรับการเปิดระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบจ้างผลิต (SC) ด้วย จากนั้นจะนำเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อบังคับใช้ต่อไป โดยใน พรบ. ปิโตรเลียมได้เพิ่มระบบ PSC และ SC เข้ามา จากเดิมมีเพียงระบบสัมปทานเท่านั้น

    สำหรับแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 ได้แก่ แหล่งเอราวัณและบงกช มีกำลังการผลิตรวม 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็น 70% ของกำลังการผลิตก๊าซในประเทศ หากการเปิดประมูลชะลอออกไปอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตแหล่งดังกล่าว ซึ่งในปี 2561-2562 คาดว่าจะยังคงรักษาระดับการผลิตได้ แต่หลังปี 2563 คาดว่ากำลังการผลิตจะเริ่มลดลง หากมีความชัดเจนผู้ชนะสัมปทาน คาดว่าในปี 2565 กำลังการผลิตจะเริ่มกลับมา

    โดยปริมาณก๊าซฯ อ่าวไทยที่ลดลงจะถูกทดแทนด้วยการนำเข้าก๊าซ LNG มาเสริมในระบบ ปัจจุบันมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคลังรับ LNG เพื่อรองรับการนำเข้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

    นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ ซึ่งต้องการใช้พลังงานที่ต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ต้นทุนราคามีความเหมาะสม โดยปัจจุบันกลุ่มอุตสาหกรรมมีความตื่นตัวเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น มีการปรับปรุงเครื่องจักรที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนทรงการเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ช่วยให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. มองถึงความเสี่ยงด้านไฟฟ้าในอนาคตที่มาจากปัจจัยสำคัญ คือ  ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะเข้ามาเร็วกว่าแผนส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล เนื่องจากความได้เปรียบด้านชิ้นส่วนยานยนต์ และ รถไฟความเร็วสูง ที่จะส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นใน 3-5 ปีข้างหน้า รวมทั้งต้องดูกันต่อไปว่าสำรองไฟฟ้าที่ปัจจุบันมี 20-30% นั้น สามารถพึ่งพาได้จริงหรือไม่

  • Date : 06 / 07 / 2017
    ปตท.สผ. เชฟรอน พร้อมประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ

    ปตท.สผ. เชฟรอน เตรียมพร้อมประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ รอศึกษารายละเอียดทีโออาร์จากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ. ได้เตรียมความพร้อมประมูลแหล่งสัมปทานหมดอายุ โดยเฉพาะแหล่งบงกช ซึ่งปัจจุบัน ปตท.สผ. ได้รับสิทธิ์ดำเนินการตามสัมปทานอยู่ แต่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในปี 2566 โดยขณะนี้ ปตท.สผ. กำลังรอดูเงื่อนไขการประมูล (TOR) ที่ชัดเจนจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เพื่อนำมาปรับตัวในการประมูลรอบนี้ ส่วนจะเข้าร่วมประมูลในแหล่งเอราวัณ ที่สัมปทานจะหมดอายุในปี 2565 ด้วยหรือไม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตร ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้

    ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาครัฐได้ให้แนวทางสนับสนุนให้ ปตท.สผ. เข้าร่วมประมูลสัมปทานในทั้งสองแหล่งปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุดังกล่าว โดยปัจจุบัน แหล่งเอราวัณดำเนินการโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

    อย่างไรก็ตาม นายสมพรกล่าวว่า ปตท.สผ. ยอมรับได้ทั้งหมด ไม่ว่าภาครัฐจะออกรูปแบบการประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) หรือระบบสัมปทาน แต่เห็นว่าถ้าใช้ระบบสัมปทานจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการผลิตปิโตรเลียมเพื่อความมั่นคงพลังงานประเทศมากกว่า ส่วนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมในแหล่งบงกชที่จะหมดสัมปทานนั้น ทาง ปตท.สผ.กำลังรอฟังระเบียบจากภาครัฐและศึกษาระเบียบการรื้อถอนอยู่ 

    สำหรับแหล่งบงกชที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2566 นั้น มีกำลังการผลิตปิโตรเลียมอยู่ 840 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในขณะที่แหล่งอาราวัณ ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 มีกำลังการผลิตปิโตรเลียมอยู่ 1,240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  

    ด้านนายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า เชฟรอนฯ อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ และรอฟัง TOR เงื่อนไขการประมูลจากภาครัฐอยู่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะเข้าร่วมประมูลทั้ง 2  แหล่ง คือ ทั้งแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ด้วยหรือไม่ 

    “ยังไม่ทราบว่ามีผู้เข้าร่วมแข่งขันการประมูลกี่ราย โดยในส่วนของเชฟรอนฯ ก็อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าร่วมแข่งขันประมูลในแหล่งเอราวัณ แต่จะประมูลทั้ง 2 แหล่งหรือไม่นั้น คงต้องรอดู TOR ก่อน” นายไพโรจน์กล่าว

  • Date : 06 / 07 / 2017
    พลังงานพร้อมเปิดเสรี LPG เต็มรูปแบบ 1 ส.ค.นี้

    กบง. เห็นชอบในหลักการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG ทั้งระบบ โดยยกเลิกการกำหนดราคาขาย ณ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ และราคาหน้าโรงกลั่น รวมถึงยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ เพื่อให้ตลาดมีการแข่งขัน ลั่นพร้อมดำเนินการเต็มรูปแบบ 1 ส.ค. นี้

    ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมี พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุม กบง. เห็นชอบในหลักการแนวทางการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG ทั้งระบบ โดยให้ยกเลิกการกำหนดราคาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมันและโรงอะโรเมติก ยกเลิกการกำหนดราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ซึ่งเป็นราคาซื้อตั้งต้นก๊าซ LPG พร้อมยกเลิกการกำหนดอัตราเงินส่งเข้าหรือชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากทุกส่วนของการผลิต รวมถึงยกเลิกการประกาศราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ ทั้งนี้ เพื่อให้ตลาดก๊าซ LPG มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์

    อย่างไรก็ตาม ยังคงให้  สนพ. ติดตามและประกาศเฉพาะราคาอ้างอิง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำกับดูแลราคาขายปลีกก๊าซ LPG ในประเทศ รวมทั้งให้ สนพ. มีกลไกการติดตามสถานการณ์ราคานำเข้าก๊าซ LPG และต้นทุนโรงแยกก๊าซอย่างใกล้ชิดเป็นรายเดือน ซึ่งหากราคาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป

    นอกจากนั้น กบง. ยังได้พิจารณาโครงสร้างราคาก๊าซ LPG เดือนกรกฎาคม 2560 โดยจากสถานการณ์ราคาก๊าซ LPG  ตลาดโลก เดือน ก.ค. ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อน 32.50 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน มาอยู่ที่ระดับ อยู่ที่ 355.00 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ประกอบกับเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้ราคา ณ โรงกลั่นที่อ้างอิงราคานำเข้า (Import Parity) ปรับตัวลดลง 1.4262 บาท/กก. จาก 15.0491 บาท/กก. เป็น 13.6229 บาท/กก. ดังนั้น เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำรองไว้ใช้บริหารราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภายหลังจากการเปิดเสรี LPG เต็มรูปแบบ ที่ประชุม กบง. จึงเห็นควรให้คงราคาขายปลีกก๊าซ LPG เดือน ก.ค. ไว้ที่ 20.49 บาท/กก. โดยปรับลดอัตราเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ลง 1.4262 บาท/กก. จากเดิมกองทุนน้ำมันฯ ชดเชยที่ 1.5469 บาท/กก. เป็นชดเชย 0.1207 บาท/กก. ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. เป็นต้นไป

    ผลจากการปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ทำให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับสุทธิอยู่ที่ 131.82 ล้านบาท/เดือน โดยฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2560 อยู่ที่ 39,669 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) ในส่วนของบัญชีก๊าซ LPG อยู่ที่ 6,448 ล้านบาท และ 2) ในส่วนของบัญชีน้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ 33,221 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังมีมติให้เตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาตอ (กพช.) เพื่อพิจารณาให้ ปตท. ดำเนินธุรกิจโครงการ LPG Integrated Facility Enhancement (โครงการ LIFE) ในเชิงพาณิชย์ โดยให้ผู้ค้าก๊าซ LPG รายอื่นสามารถเข้าใช้บริการคลังก๊าซ LIFE ที่เขาบ่อยา จังหวัดชลบุรี ของ ปตท. ได้อย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม จนกว่าผู้ค้าก๊าซ LPG รายอื่นจะสามารถสร้างหรือขยายคลังก๊าซ LPG นำเข้าแล้วเสร็จ โดยให้ ปตท. เปิดเผยข้อกำหนด/กติกาการใช้คลังก๊าซฯ ดังกล่าวให้สาธารณชนรับทราบด้วย และเพื่อส่งเสริมให้มีการจำหน่ายก๊าซ LPG ภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งปริมาณก๊าซ LPG ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซจะต้องให้ความสำคัญกับการจำหน่ายเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงก่อนเป็นลำดับแรก มิใช่เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และสำหรับการส่งออกก๊าซ LPG จะต้องขออนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) โดยจะมีการเก็บเงินส่งเข้ากองทุนฯ ในอัตราคงที่ (Fixed Rate) ที่  20 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ยกเว้นกรณีที่ก๊าซ LPG นำเข้า เพื่อเป็นการส่งออก (Re-export) เท่านั้น

    ที่ประชุม กบง. ยังได้รับทราบรายงานสถานการณ์แหล่งก๊าซ JDA–A18 หยุดซ่อมฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2560 เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้องทำให้ปริมาณก๊าซฯ หายไปจากระบบ ประมาณ 440 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ ได้แก่ โรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา ต้องเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทนและบางส่วนจำเป็นต้องหยุดผลิต รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายก๊าซฯ ของสถานีบริการก๊าซ NGV ในพื้นที่ภาคใต้ ต้องปิดให้บริการไป 6 สถานี จากทั้งหมด 16 สถานี ดังนั้น เพื่อรองรับผลกระทบจากเหตุฉุกเฉินดังกล่าว กระทรวงพลังงาน จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้ ด้านพลังงานไฟฟ้า โรงไฟฟ้าจะนะเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลทดแทน และมีการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปช่วยเสริม โดยเฉพาะในช่วงพีคตอนเย็น เดินเครื่องโรงไฟฟ้ากระบี่มาเสริม รวมทั้งจะประสานขอซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียในกรณีฉุกเฉิน ด้านก๊าซ NGV: มีการขนส่งก๊าซ NGV จากภาคกลาง 55 ตัน/วัน เพื่อรองรับปริมาณความต้องการใช้ในพื้นที่ ซึ่งปกติอยู่ที่ประมาณ 140 ตัน/วัน และสำหรับระบบส่งก๊าซภาคตะวันออก ปตท. ได้ทำการเรียกรับก๊าซจากผู้ผลิตแหล่งอื่นๆ ในอ่าวไทย พร้อมเพิ่มการจ่าย LNG เข้าระบบ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้

    พร้อมกันนี้ กระทรวงพลังงาน โดย ศูนย์เฝ้าระวังวิกฤตพลังงาน ยังได้มีการติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยสถานการณ์ปัจจุบันการใช้ไฟฟ้า ณ วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 พบว่า มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในภาคใต้ เวลา 19.27 น. อยู่ที่ 2,413.2 MW ซึ่งยังอยู่ในระดับที่คาดการณ์ไว้ และสำหรับความคืบหน้าของการซ่อมแซมแหล่งก๊าซ JDA-A18 พบว่า เป็นไปตามแผน มีดำเนินการไปแล้วประมาณ 60% โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 นี้

    นอกจากนั้น ที่ประชุม กบง. ยังรับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. 2558 – 2579 (Gas Plan 2015) ไตรมาสที่ 2 ปี 2560 โดยพบว่าอัตราการใช้ก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 5 เดือนแรก อยู่ที่ระดับ 4,693 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนเล็กน้อย ที่ระดับ 5,009 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ทั้งนี้ เนื่องจากความต้องการใช้ก๊าซในการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าแผน โดยคิดเป็นสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 58

    ที่ประชุมยังรับทราบรายงานผลการศึกษาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดหา/นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Receiving Facilities) สอดคล้องตามแผน Gas Plan 2015 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ (1) โครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ (พื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา) [F-2] ขนาด 2 ล้านตันต่อปี เงินลงทุนรวมกว่า 26,000 ล้านบาท กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ในปี 2571 และ (2) โครงการ FSRU ในประเทศเมียนมา [F-3] ขนาด 3 ล้านตันต่อปี เงินลงทุนรวมกว่า 20,000 ล้านบาท กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2570 ซึ่งผลจากการศึกษาในเบื้องต้น พบว่า สถานที่ตั้งโครงการจะตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่เมือง Kanbauk ทางภาคใต้ของประเทศเมียนมา ปัจจุบันรัฐบาลเมียนมาอยู่ระหว่างการพิจารณาสัดส่วนของการร่วมทุนโครงการฯ ทั้งนี้ หากการเจรจาได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ จะสามารถทำให้กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติเลื่อนขึ้นมาเป็นภายในปี 2566 ได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำผลการศึกษาดังกล่าวไปประสานการดำเนินการในรายละเอียดเพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเร็ว และนำมาเสนอต่อ กบง. พิจารณาต่อไป

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้รับรายงานว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) อยู่ระหว่างการดำเนินการยกร่างกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม 1 ฉบับ และกฎกระทรวง 5 ฉบับ ก่อนนำเสนอ ครม. พิจารณา รวมทั้งอยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูล การกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การคัดเลือก รวมถึงการพิจารณาประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างรอบคอบ สำหรับใช้ในการเปิดประมูลแปลงสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ในปี 2565 – 2566 คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนกันยายน 2560 ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการฯ แล้วเสร็จ จึงจะเปิดให้ยื่นขอให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ต่อไป