ข่าวทั้งหมด

Date : 19 / 05 / 2017

  • Date : 19 / 05 / 2017
    GPSC รุกธุรกิจ Energy storage

    GPSC รุกธุรกิจ Energy storage ชงบอร์ดตั้งโรงงานในไทยเร็วๆนี้ มั่นใจธุรกิจเติบโตเหนือคู่แข่งจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่ลดต้นทุนได้ถึง 50% พร้อมชะลอการลงทุนหลายโครงการในอินโดฯ จนกว่าคดีฟ้อง ปตท.สผ. เรื่องน้ำมันรั่ว จะยุติ

    นายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยว่า GPSC อยู่ระหว่างหาผู้ร่วมทุนในการลงทุนธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน (Energy storage) และรายละเอียดการลงทุนเพื่อเสนอเข้าคณะกรรมการ (บอร์ด) GPSC โดยเร็วที่สุด หากได้รับการอนุมัติ จะสามารถตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในไทย และดำเนินธุรกิจให้บริการ Energy storage ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยจะเน้นให้บริการในพื้นที่ที่ไม่มีสายส่งไฟฟ้า เช่น เกาะต่างๆ ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ และเมื่อนำ Energy storage ไปใช้จะทำให้สามารถสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

    ทั้งนี้ มั่นใจว่า GPSC สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง เนื่องจากมีกลยุทธ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม Energy storage ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ โดย GPSC ได้ทำการศึกษาวิจัยแบตเตอรี่ร่วมกับบริษัท 24M Technologies (24 M) ของสหรัฐอเมริกา ที่สามารถลดต้นทุนได้ 50% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในปัจจุบัน และสามารถปรับขนาดโรงงานให้เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นจุดเด่นของ GPSC ที่เหนือคู่แข่งได้

    ส่วนการลงทุนในประเทศอินโดนีเซียนั้น คงต้องชะลอออกไปก่อนตามนโยบายของ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เพื่อให้คดีที่อินโดนีเซียฟ้องร้องบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กรณีน้ำมันรั่วที่ทะเลติมอร์ ยุติลงก่อน ทำให้ GPSC ต้องชะลอโครงการที่กำลังศึกษาในอินโดฯ หลายโครงการออกไป

    สำหรับในปี 2560 นี้ GPSC ยังคงแผนการลงทุนเกือบ 4,000 ล้านบาทในโครงการตามแผนที่กำหนดไว้ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเฟส 2 โครงการโรงไฟฟ้าไออาร์พีซี คลีนพาวเวอร์ เฟส 2 และโครงการโรงไฟฟ้าโซล่าร์เซลล์อิชิโนเซกิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

    ทั้งนี้  ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 1 /2560 มีรายได้รวมทั้งสิ้น 5,366 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2559 ในขณะที่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Q1/59) บริษัทฯ มีรายได้ลดลง 118 ล้านบาท คิดเป็น 2% กำไรสุทธิลดลง 121 ล้านบาท หรือ หรือลดลง 14% โดยเป็นผลจากการรับเงินปันผลจาก บริษัท ราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด ลดลง 60 ล้านบาท ประกอบกับโรงไฟฟ้า IRPC -CP กำไรลดลงจากลูกค้ามีการหยุดซ่อมบำรุง

  • Date : 19 / 05 / 2017
    "อนันตพร" ชี้ กฟผ. ลงทุนพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ต้นทุนต้องต่ำกว่าเอกชน

    รัฐมนตรีพลังงานย้ำ กฟผ. ลงทุนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy-RE ) 2,000 เมกะวัตต์ ราคาต้นทุนค่าไฟฟ้าต้องต่ำกว่าเอกชน พร้อมพิจารณาปรับแผนพีดีพี2015ภายในปีนี้  ยืนยันกระทรวงพลังงานยังไม่ยอมแพ้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ในระยะเวลา 20 ปี ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่า กระทรวงพลังงานอยู่ในระหว่างดูในรายละเอียด ก่อนที่จะนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ความเห็นชอบ โดยโจทย์ของกระทรวงพลังงาน คือ ต้องการให้ กฟผ. ใช้พื้นที่ของตัวเองที่มีอยู่แล้ว อาทิ พื้นที่เขื่อน มาพัฒนาเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แต่จะต้องมีราคาต่ำกว่าที่เอกชนลงทุน ซึ่งในข้อเท็จจริง กฟผ. ก็น่าจะทำได้อยู่แล้ว เพราะไม่มีต้นทุนเรื่องของที่ดิน

    พลเอก อนันตพร กล่าวอีกว่า แนวโน้มในอนาคต การลงทุนเรื่องของพลังงานหมุนเวียนคงจะมีมากขึ้น และเพื่อความมั่นคงทางไฟฟ้า ในเมื่อ กฟผ. ยังไม่สามารถที่จะลงทุนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลได้  กฟผ .ก็ควรจะต้องมีสัดส่วนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนด้วย

    "ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมโรงไฟฟ้าที่ลงทุนแล้วมีผลตอบแทนสูงจะต้องให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด ทำไมไม่ให้ กฟผ. เข้าไปลงทุนด้วย เพราะในส่วนที่ กฟผ.จะลงทุนเรื่องของพลังงานหมุนเวียนนั้น รัฐไม่ต้องเข้าไปอุดหนุน โดย กฟผ. จะต้องทำให้มีต้นทุนค่าไฟที่ต่ำกว่าที่เอกชนลงทุนด้วย" พลเอก อนันตพร กล่าว

    สำหรับการปรับแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP 2015 นั้น พลเอก อนันตพร กล่าวว่า ภายในปีนี้คงจะต้องมาพิจารณากัน ว่าจะปรับกันแค่ไหน อย่างไร  ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ ก็มีการปรับกันภายในไปก่อนล่วงหน้าอยู่แล้ว เพราะมีบางเรื่อง บางโครงการที่ล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้แก้ไขแผนอย่างเป็นทางการเท่านั้น

    สำหรับแผน PDP ที่จะปรับปรุงใหม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า คงจะต้องมีการลงทุนเรื่องของพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ของ กฟผ. รวมอยู่ในแผนด้วย อีกทั้งยังต้องมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ที่กระบี่และเทพา เพียงแต่ว่าอาจจะต้องมีการชะลอระยะเวลาการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบออกไปเท่านั้น  รวมทั้งอาจจะต้องมีการบรรจุแผนการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ จะนะแห่งที่ 3 เข้าไปด้วย ซึ่งก็อยู่ที่ว่า กฟผ. จะสามารถเจรจาซื้อก๊าซเพิ่มในแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ JDA ได้หรือไม่ โดยความจำเป็นที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่ในภาคใต้ ก็เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้จะมีโรงไฟฟ้าจะนะแห่งที่ 3 แต่ภาคใต้ก็ยังต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    "กระทรวงพลังงาน ยังไม่ได้ยอมแพ้เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยยังเดินหน้าตามมติของ กพช. ที่ให้เริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมด ซึ่งก็คงต้องรอกระบวนการทางด้านสิ่งแวดล้อม ว่าพร้อมจะให้เริ่มได้เมื่อไหร่" พลเอก อนันตพร กล่าว

  • Date : 19 / 05 / 2017
    พลังงานไม่สน "รสนา" ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ค้าน พ.ร.บ. ปิโตรเลียม

    "อนันตพร" ไม่สน "รสนา" ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ประเด็น พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ผ่าน สนช. ขัดต่อรัฐธรรมนูญใหม่ มาตรา 77 วรรคสอง ระบุถ้ายังไม่รู้กติกาก็ต้องปล่อย เตรียมเชิญผู้แทนสภาพัฒน์ฯ กระทรวงคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือเรื่องตั้งคณะกรรมการศึกษาการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) ภายในสองสัปดาห์

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ นางสาว รสนา โตสิตระกูล หนึ่งในแกนนำเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) เดินทางไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมให้กับผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่..) พ.ศ. ....ที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2560 ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 77 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560  ว่า ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะเป็นเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะพิจารณา ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกระทรวงพลังงาน  ซึ่งก็คงไม่ต้องเตรียมแผนอะไรรองรับเรื่องนี้ แต่สิ่งที่กระทรวงพลังงานควรจะต้องเตรียม คือถ้าไม่มีก๊าซธรรมชาติใช้ จะต้องทำอย่างไรมากกว่า

    "คนเราควรจะต้องรู้ว่าอะไรคือกติกา เมื่อเรื่องจบไปแล้วก็ควรจะต้องจบ แต่ถ้ายังไม่รู้กติกา ก็ต้องปล่อย จะไปยื่นกี่ที่ก็ยื่นไปเถอะ" พลเอก อนันตพร กล่าว

    พลเอก อนันตพร ยังกล่าวถึงเรื่องของการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Company หรือNOC) ว่า กระทรวงพลังงานรับเป็นหน่วยงานที่จะตั้งเรื่องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ได้เป็นผู้ที่จะศึกษาเอง โดย ภายใน 2 สัปดาห์นี้ ทางพลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงพลังงาน จะเชิญผู้แทนจากสภาพัฒน์ฯ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่ควรจะเกี่ยวข้อง มาหารือ ว่า ควรจะต้องใครมาเป็นคณะกรรมการเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง NOC  โดยจะมีระยะเวลาในการศึกษา 1ปี

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ไม่อยากจะบอกว่า NOC ควรจะตั้งหรือไม่ควรตั้ง โดยให้อยู่ที่ผลการศึกษาที่จะออกมา เพียงแต่จะต้องตอบสังคมให้ได้เท่านั้น ว่า ถ้าตั้ง NOC ขึ้นมาแล้ว ประเทศจะได้ประโยชน์มากขึ้นอย่างไร

Date : 18 / 05 / 2017

  • Date : 18 / 05 / 2017
    พลังงานไม่กังวลกรณีคืนท่อก๊าซฯ ปตท. เหตุศาลฯชี้ขาดหลายครั้งว่าคืนครบแล้ว

    “อนันตพร” เผย กระทรวงพลังงานไม่กังวลกรณีส่งเรื่องให้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยการคืนท่อก๊าซฯ ของ ปตท. อีกครั้ง ระบุศาลฯ เคยวินิจฉัยหลายครั้งแล้วว่า ปตท. ดำเนินการส่งคืนครบถ้วน อย่างไรก็ตาม พร้อมปฏิบัติตามคำชี้ขาด หากมีออกมาอีกครั้ง

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการศึกษาดูงานด้านพลังงานที่ประเทศเดนมาร์ก ถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน และประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีหนังสือให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้ ปตท. คืนท่อก๊าซธรรมชาติ หลัง คตง. มีคำวินิจฉัยว่า ปตท. ยังคืนท่อก๊าซฯ ไม่ครบถ้วน และต่อมามีกระแสข่าวว่า ครม. ไม่ปฏิบัติตาม แต่ให้สำนักงานอัยการสูงสุด ส่งเรื่องไปที่ศาลปกครองสูงสุดอีกครั้ง ว่า ทางคณะรัฐมนตรีได้รับทราบแล้ว และได้ส่งเรื่องไปยังศาลปกครองสูงสุด จึงขึ้นอยู่ว่าศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณารับเรื่องเอาไว้หรือไม่  ซึ่งก็เป็นสิทธิที่หน่วยงานอิสระจะดำเนินการได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย

    ทั้งนี้ ในส่วนกระทรวงของพลังงานในฐานะที่กำกับดูแล ปตท. นั้น ไม่มีความกังวลในเรื่องดังกล่าว โดยหากศาลปกครองสูงสุด เห็นว่าคำร้องของ คตง. นั้น มีประเด็นข้อเท็จจริงใหม่ ก็อาจจะรับเรื่องไว้พิจารณา  แต่หากศาลเห็นว่าเป็นประเด็นเดิม และไม่รับพิจารณาเรื่อง ก็ถือว่าเป็นที่สุดสิ้น

    “กระทรวงพลังงานคงไม่ได้มีความกังวลอะไร เพราะศาลปกครองสูงสุด ได้เคยมีคำวินิจฉัยหลายครั้งแล้ว ว่า ปตท. ได้ดำเนินการส่งคืนท่อก๊าซฯ ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดอย่างครบถ้วนแล้ว” พลเอก อนันตพรกล่าว

    รมว. พลังงานกล่าวด้วยว่า แต่ไม่ว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องยึดถือปฏิบัติตาม เพราะถือเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ถึงที่สุดแล้ว

  • Date : 18 / 05 / 2017
    พลังงานเร่งปรับแผนอนุรักษ์ เตรียมถกคมนาคมทำแผนแม่บทลดใช้พลังงานภาคขนส่ง

    กระทรวงพลังงาน เร่งปรับแผนอนุรักษ์พลังงาน หวั่นไม่บรรลุเป้า 30% เตรียมหารือกระทรวงคมนาคม ทำแผนแม่บทลดใช้พลังงานภาคขนส่ง เล็งถก 3 การไฟฟ้าออกมาตรการประหยัด

    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมปรับแนวทางด้านการอนุรักษ์พลังงานประเทศใหม่ เนื่องจากปัจจุบันพบว่าการลดใช้พลังงานยังดำเนินการไปได้ช้ามาก และอาจไม่บรรลุแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558-2579 ที่กำหนดลดสัดส่วนการใช้พลังงานลง 30% หรือ ต้องลดการใช้พลังงานลงไม่น้อยกว่า 51,700 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ต่อปี ภายในปี 2579 ซึ่งปัจจุบันลดได้ประมาณ 8% ของแผน หรือเพียง 4,400 ktoe เท่านั้น

    เบื้องต้นกระทรวงพลังงานเตรียมหารือกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม เพื่อจัดทำแผนแม่บทการลดใช้พลังงานในภาคขนส่ง เนื่องจากที่ผ่านมาแผนลดใช้พลังงานในภาคขนส่ง ไม่บรรลุผลการประหยัดมากที่สุด เพราะไม่ได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงคมนาคมอย่างจริงจัง

    นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่า นายอารีพงศ์​ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เรียกประชุม 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เพื่อร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ "มาตรการบังคับใช้เกณฑ์ Energy Efficiency Resources Standards หรือ EERS สำหรับธุรกิจการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่" ซึ่งเป็นมาตรการที่ผู้ผลิตไฟฟ้าจำเป็นต้องส่งเสริมให้ลูกค้าเกิดการประหยัดพลังงานให้มากขึ้น โดยจะมีการกำหนดแนวทางและเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดผลประหยัดต่อไป

    "แผนประหยัดพลังงานในโรงงานอาคารควบคุมก็ยังดำเนินการอยู่ การส่งเสริมอาคารก่อสร้างใหม่ให้เกิดการประหยัดพลังงาน ก็เป็นไปตามแผน ส่วนที่ต้องปรับใหม่คือการอนุรักษ์พลังงานภาคขนส่ง มาตรการ EERS และมาตรการทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่ต้องสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าร่วมโครงการมากขึ้น" แหล่งข่าวกล่าว

    พร้อมกันนี้กระทรวงพลังงานยังมอบหมายให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ไปรวบรวมข้อมูลและแนวทางการปรับแผนอนุรักษ์พลังงานและนำมาเสนอต่อผู้บริหารกระทรวงพลังงานโดยเร็ว เพื่อนำมาปรับให้สอดคล้องกับการแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศหรือ PDP ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2560 ให้กระทรวงพลังงานปรับแผน PDP ประเทศใหม่อีกครั้ง

  • Date : 18 / 05 / 2017
    "อนันตพร" ปิดเกมโควตาโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ 300 เมกะวัตต์

    รัฐมนตรีพลังงานปิดเกมโควตาโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการที่ยังเหลืออีก 300 เมกะวัตต์ ระบุเปิดรับซื้อรอบสองยื่นมาแค่ไหนก็แค่นั้น โดยอยากให้มีการเปิดประมูลแข่งขันการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำลงและผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ต้องแบบรับค่าเอฟที

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงโควต้าการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดินในส่วนของหน่วยงานราชการ หรือ โซลาร์ฟาร์มส่วนราชการ  ที่ยังมีโควต้าเหลืออยู่อีก300 เมกะวัตต์ นอกเหนือจากที่จะเปิดรับซื้อในระยะที่ 2 ของโครงการ จำนวน 100 เมกะวัตต์ ว่า การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการนั้น ในโควต้าส่วนที่เหลืออยู่ 300 เมกะวัตต์ จะไม่มีการดำเนินการอีกแล้ว โดจะถือว่าจบโครงการหลังการเปิดรับซื้อรอบสอง แม้ในกรณีที่มีผู้ยื่นเข้ามาไม่ถึง 100 เมกะวัตต์ตามจำนวนโควตาที่เปิดรับ

    สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่มีจำนวนกว่า 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโซลาร์ฟาร์มที่รัฐให้การส่งเสริมค่าไฟฟ้าในรูป Adder และ Feed in Tariff (FiT) จนมีผลต่อค่าเอฟทีสูงถึง 21 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 13,500 ล้านบาท ต่องวดเอฟทีล่าสุด นั้น พลเอก อนันตพร กล่าวว่า เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นของรัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา โดยรัฐบาลชุดนี้ ได้พยายามที่จะเข้ามาปลดล็อคและแก้ไขปัญหา  

    “แนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบติดตั้งบนพื้นดิน  หรือติดตั้งบนหลังคานั้น อยากจะให้มีการประมูลแข่งขันกัน เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด  และไม่เป็นภาระต่อค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟทีเหมือนในอดีต”พลเอก อนันตพร กล่าว

    สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร นั้น เดิมมีเป้าหมายการรับซื้อรวม 800 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น หน่วยงานราชการ 400 เมกะวัตต์ และ สหกรณ์ภาคการเกษตร 400 เมกะวัตต์ แต่ในส่วนของโควตาส่วนราชการนั้น ติดปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกรณีหน่วยงานราชการ เนื่องจากผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาพบว่า หน่วยงานราชการมีเพียงองค์การทหารผ่านศึกเท่านั้นที่ร่วมโครงการได้  ทำให้ต้องลดโควตาในส่วนราชการลงเหลือเพียง 100 เมกะวัตต์

    ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์กันว่า อาจจะมีการโยกโควต้าที่เหลือ 300 เมกะวัตต์นี้ ไปทำโซลาร์รูฟท็อปเสรี อย่างไรก็ตาม จากนี้ คาดว่าโควตาส่วนราชการดังกล่าว จะไม่ถูกนำมาใช้ในโครงการอื่นแต่อย่างใด หากจะมีการรับซื้อใหม่ ก็น่าจะเป็นการเปิดโครงการใหม่

    ทั้งนี้ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรนี้  แบ่งการรับซื้อเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 ซึ่งดำเนินการไปแล้ว มีเป้าหมายการรับซื้อ 400 เมกะวัตต์ แต่สามารถคัดเลือกผู้ผลิตได้กำลังผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้นเพียง 281.32 เมกะวัตต์ โดยผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรทั้งหมด จำนวน 67 ราย และไม่สามารถรับซื้อจากส่วนราชการได้เนื่องจากติดข้อกฎหมายดังกล่าว ส่วนระยะที่ 2  มีเป้าหมายการรับซื้อ 219 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น สหกรณ์ภาคการเกษตร 119 เมกะวัตต์ และหน่วยงานราชการ 100 เมกะวัตต์ โดยจะเปิดให้ยื่นคำขอร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 -19 พ.ค. 2560 ด้วยวิธีการจับฉลากและประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณา 16 พ.ย. 2560 ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในวันที่ 16 มี.ค. 2561 และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(SCOD) วันที่ 31 ธ.ค. 2561

  • Date : 18 / 05 / 2017
    “อนันตพร” ชมเดนมาร์กบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพ

    “อนันตพร” ชมประเทศเดนมาร์กบริหารจัดการพลังงานได้มีประสิทธิภาพ โดยมองแบบองค์รวม ทั้งพลังงานหมุนเวียนคู่ขนานกับเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ในขณะที่สามารถกำหนดราคาพลังงานแพง เพื่อเก็บเป็นรายได้เข้ารัฐได้ โดยที่ประชาชนให้การยอมรับ

    ในการเยี่ยมชมดูงานที่บริษัท Ramboll ที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 17พ.ค.2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย และคณะ ได้รับการต้อนรับจากผู้บริหารบริษัทนำโดย นายซอเรน โฮล์ม โยฮันสัน กรรมการบริหารของ Ramboll กรุ๊ป ซึ่งได้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการรับฟังการบรรยายในหลายหัวข้อ

    ทั้งนี้ นาย โทมัส แรนด์ กรรมการผู้จัดการของ Ramboll Energy ได้บรรยายภาพรวมของธุรกิจพลังงานของ Ramboll นาย ซอเรน  จูเอล ปีเตอร์สัน  Global Market Director ให้ข้อมูลเรื่องพลังงานลม และโซลาร์ พีวี ในขณะที่นาย มอแกน สกอฟ Director of Power Division การบรรยายพลังงานลมและตึกสูง รวมถึงเรื่องชีวมวล (Biomass) ส่วนหัวข้อการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy ) บรรยายโดยนางอิงเกอร์ แอนเน็ต ซอนเดอการ์ด, Head of Department, Energy from Waste

    พลเอกอนันตพร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการรับฟังการบรรยายว่า แนวคิดสำคัญที่ได้จากการรับฟังบรรยาย คือ การบริหารกิจการพลังงานของเดนมาร์ก ซึ่งถือเป็นประเทศที่ร่ำรวยประเทศหนึ่งของโลก มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นผู้ส่งออกพลังงาน แต่ยังพยายามที่จะพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุดด้วยพลังงานหมุนเวียน โดยการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้พลังงานมีราคาถูก เพราะมีการจัดเก็บภาษีเป็นรายได้ให้กับรัฐ โดยที่ประชาชนก็ยินดีที่จะจ่าย ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับประเทศไทย ที่ประชาชนบางกลุ่มเรียกร้องที่จะใช้พลังงานราคาถูก ทั้งๆ ที่ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน

    เดนมาร์ก ตั้งเป้าหมายในปี 2593 ที่จะเป็นประเทศที่ไม่พึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลเลย แต่ปัจจุบันยังต้องพึ่งเชื้อเพลิงถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนประมาณ 40% ขณะที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วน 45% โดยพลังงานหมุนเวียนส่วนใหญ่เป็นพลังงานลม  ในขณะที่ไทยมีสัดส่วนของถ่านหินที่ผลิตไฟฟ้าอยู่แค่เพียงประมาณ18%

    แต่ทั้งนี้ ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และพลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้ไม่เพียงพอ เดนมาร์กก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าจากถ่านหิน  รวมทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่งพลังงานกับประเทศที่มีเขตแดนติดกันด้วย

    "ที่น่าจะต้องนำไปคิดวิเคราะห์กันต่อ คือราคาพลังงานที่เดนมาร์ก ทั้งน้ำมัน และไฟฟ้า มีราคาแพง และไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมมีราคาต่ำกว่าบ้านที่อยู่อาศัย แต่ทำไมประชาชนผู้บริโภคยอมรับได้และมีความยินดีที่จะจ่าย" พลเอก อนันตพร กล่าวให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ร่วมเดินทางไปกับคณะ

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เดนมาร์กมีบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและการออกแบบที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถออกไปรับงานให้คำปรึกษาให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก อย่างบริษัท Ramboll ที่ดำเนินการโดยทุนของมูลนิธิ และมีการแบ่งหุ้นประมาณ 2% ให้พนักงาน โดยทำธุรกิจแบบไม่เน้นผลกำไร ซึ่งมีส่วนที่ทำให้สามารถให้คำปรึกษาในโครงการต่างๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา และนำเอาความรู้และประสบการณ์ของชุมชนนั้นๆ มาผนวกเข้ากับฐานความรู้ในระดับสากลได้

        ราคาขายปลีกน้ำมันในเดนมาร์ก (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เดนิชโครน ราว 5.5 บาท)

     

    ดร. สราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงพลังงาน ซึ่งร่วมเดินทางมากับคณะ กล่าวอธิบายเพิ่มเติมภายหลังจากการดูงานที่ บริษัท Ramboll  ว่า เรื่องที่น่าสนใจของเดนมาร์ก คือ การบริหารจัดการพลังงานชีวมวลนั้น ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ระบบ Combine Heat & Power หรือ CHP คือนำเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมาผลิตเป็นไฟฟ้า และนำความร้อนที่เหลือทิ้งจากกระบวนผลิต มาต้มน้ำร้อนและส่งกระจายไปยังผู้ใช้  โดยโรงงานผลิตจะตั้งอยู่ไม่ห่างจากแหล่งวัตถุดิบ ในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตร

    ในส่วนของพลังงานลม ยังถือว่ามีข้อจำกัดหากนำไปส่งเสริมในไทยซึ่งมีความเร็วลมที่ต่ำกว่าลมที่ยุโรป โดยเสากังหันลมต้นเดียวกันกับที่เดนมาร์ก หากนำไปติดตั้งที่ประเทศไทย จะได้กำลังผลิตไฟฟ้าน้อยกว่าถึง 8 เท่า

    ส่วนเรื่องของขยะนั้น ที่เดนมาร์ก มีกระบวนการใช้ประโยชน์โดยการคัดแยกขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ออกมาก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำมาเผาโดยตรงเพื่อผลิตเป็นไฟฟ้า มากกว่าการฝังกลบที่สร้างมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า โดยโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะนั้น ถูกออกแบบและสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างกลมกลืน ในขณะที่ประเทศไทย ยังเน้นใช้วิธีการฝังกลบขยะ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำขยะมาใช้ประโยชน์ในรูปของพลังงานไฟฟ้า

    สำหรับบริษัท Ramboll ถือเป็นบริษัทชั้นนำในด้านวิศวกรรมศาสตร์ การออกแบบและการเป็นผู้ให้คำปรึกษาใน 8 ธุรกิจสำคัญ คือ ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจออกแบบและวางผังเมือง ธุรกิจเกี่ยวกับน้ำ ธุรกิจด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจก๊าซฯและน้ำมัน และการเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการ โดยมีสำนักงานกระจายอยู่ประมาณ300แห่งใน 35 ประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญทำงานอยู่ในบริษัทประมาณ 13,000 คน และมีรายได้ต่อปีประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนอร์ดิก อเมริกาเหนือ สหราชอาณาจักร และยุโรป ซึ่งประสบการณ์ทำงานของRamboll คือการเป็นที่ปรึกษาโครงการกังหันลมนอกชายฝั่งมากกว่า 65% ที่มีการลงทุนอยู่ทั่วโลก  ส่วนกังหันลมที่ติดตั้งบนบกนั้นรับเป็นที่ปรึกษามากกว่า 60 ประเทศ รวมกำลังผลิตไฟฟ้ามากกว่า 60,000 เมกะวัตต์ นอกจากนั้น ยังเป็นที่ปรึกษาโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) ใน 45 ประเทศ

                                                              โรงไฟฟ้าจากขยะ

                                          กังหันลมผลิตไฟฟ้า

Date : 17 / 05 / 2017

  • Date : 17 / 05 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานนำคณะสื่อบินดูงานพลังงานหมุนเวียนและ NOC ที่เดนมาร์กและนอร์เวย์

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนเดินทางศึกษาดูงานต้นแบบแหล่งสำรวจก๊าซธรรมชาติ การพัฒนาพลังงานชุมชน และแผนการบริหารจัดการทรัพยากรด้านพลังงาน ที่ประเทศเดนมาร์ก และนอร์เวย์ ช่วงระหว่างวันที่17-19พ.ค.2560 (ไม่รวมการเดินทาง) เพื่อให้การดำเนินภารกิจของกระทรวงพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ประกาศยุทธศาสตร์ช่วงปี 2559-2563 ไว้ 4 ด้าน คือ 1.ยุทธศาสตร์การจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการ มีความมั่นคงและส่งเสริมการลงทุน 2. ยุทธศาสตร์ด้านการกำดับดูแลกิจการพลังงานและราคาพลังงาน         3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 4.ยุทธศาสตร์การเป็นองค์กรสมรรถนะสูงที่ยึดมั่นในหลัก ธรรมาภิบาล

    สำหรับกำหนดการศึกษาดูงาน ในวันที่17พ.ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะจะเดินทางไปที่สำนักงานใหญ่บริษัทRamboll เพื่อพบปะหารือกับผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานมากกว่า45ปี มีความโดดเด่นในการให้คำปรึกษาด้านพลังงานลมและขยะ

     

     

    ส่วนวันที่18 พ.ค. จะเดินทางไปศึกษาดูงานที่ Samso Energy Academy ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้และให้คำปรึกษาด้านพลังงานที่โดดเด่นของเดนมาร์ก และการใช้พลังงานบนเกาะทั้งหมด ซึ่งเป็นพลังงานหมุนเวียนเกือบ100%  โดยจะมีวิทยากรมาบรรยายให้ทราบถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน วิสัยทัศน์ที่จะลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งจะได้ไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตความร้อนจากฟาง และกังหันลมที่ชาวไร่ในพื้นที่เป็นเจ้าของ รวมถึงแผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้าของเทศบาลบนเกาะ Samso และโรงงานผลิตพลังงานความร้อนจากเศษไม้และผลิตความร้อนจากแสงอาทิตย์ (Solar thermal collectors)

    สำหรับในวันที่ 19 พ.ค. คณะจะเดินทางต่อไปยังกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เพื่อรับฟังการบรรยายจากกระทรวงปิโตรเลียมและพลังงานของนอร์เวย์ เกี่ยวกับนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม ในรูปแบบของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company -NOC) ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) และระบบสัมปทาน รวมทั้งนโยบายการส่งเสริมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งนอร์เวย์ถือเป็นประเทศตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องดังกล่าว

     

  • Date : 17 / 05 / 2017
    เล็งลดดอกเบี้ยเงินกู้กองทุนอนุรักษ์พลังงาน จูงใจโรงงานใช้งบ หวังประหยัดได้ตามแผน

    พพ.เตรียมปรับลดดอกเบี้ยและเงื่อนไขการกู้ในโครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน หวังจูงใจโรงงานอุตสาหกรรมหันกลับมากู้ผ่านกองทุนอนุรักษ์ฯ ภายใต้งบที่ยังเหลืออีก 800 ล้านบาท ระบุหากปล่อยกู้จากกองทุนฯ ได้ตามแผน จะช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ 0.7 เมกะวัตต์  

    นายดนัย เอกกมล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.เตรียมพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยใน "โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานโดยสถาบันการเงิน" ให้ต่ำกว่าปัจจุบัน ที่อยู่ในอัตราร้อยละ 3.5 เพื่อจูงใจให้กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมเข้าร่วมโครงการประหยัดพลังงานมากขึ้น

    ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการโรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)  หันไปกู้เงินจากธนาคารต่างๆ โดยตรง แทนที่จะกู้ผ่านกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ประกอบกับหลักเกณฑ์และเอกสารการกู้ทำได้สะดวก แต่การกู้ดังกล่าวไม่ได้เน้นที่การประหยัดพลังงาน แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากกว่า จึงไม่สามารถเก็บผลการประหยัดพลังงานเป็นสถิติให้กับหน่วยงานรัฐได้

    ดังนั้น พพ.จึงต้องพิจารณาปรับหลักเกณฑ์การกู้และอัตราดอกเบี้ยให้จูงใจมากขึ้น เพราะในปี 2560 นี้ ยังเหลืองบจาก โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานฯ ดังกล่าวอีก 800 ล้านบาท จากทั้งหมด 1,800 ล้านบาท หลังจากช่วงแรกของการเปิดโครงการมีผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ความสนใจขอกู้ไปแล้ว 1,000 ล้านบาท แต่ส่วนที่เหลืออีก 800 ล้านบาท เริ่มไม่มีการขอกู้ เพราะผู้ประกอบการรายเล็กไปกู้ธนาคารแทน

    อย่างไรก็ตามเบื้องต้น พพ. เตรียมเจรจากับสถาบันการเงินของรัฐ ว่าจะยอมรับการปรับลดดอกเบี้ยได้ต่ำสุดเท่าไหร่  เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยจะถือเป็นค่าบริหารจัดการของธนาคารรัฐที่ช่วยนำเงินกองทุนเพื่อการอนุรักษ์ไปปล่อยกู้ตามโครงการดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 1-2 เดือนนี้

    ทั้งนี้หาก พพ. สามารถปล่อยกู้ได้ครบ 1,800 ล้านบาท จะช่วยให้เกิดการลดใช้พลังงานได้ 700 ล้านหน่วย หรือ 0.7 เมกะวัตต์ และคาดว่าผู้ประกอบการที่จะร่วมโครงการฯเพื่อขอกู้เงินที่เหลือ 800 ล้านบาท ส่วนใหญ่สนใจจะนำไปติดตั้งโซล่าร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (โซล่าร์รูฟท็อป) เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นส่วนใหญ่ เพราะคุ้มค่ากับการประหยัดไฟฟ้าระยะยาว อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขปัจจุบัน มีข้อกำหนดให้กู้ได้ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อราย

    นายดนัย ยังได้กล่าวถึง "โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในหน่วยงานภาครัฐ"  ด้วยว่า คาดว่าจะมีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมเพื่อขอรับเงินสนับสนุนงบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท และหากได้เริ่มดำเนินการในปี 2560 นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานได้ตามศักยภาพสูงสุด 3.5% ได้ ซึ่งขณะนี้ พพ. อยู่ขั้นตอนการคัดกรองหน่วยงานรัฐที่ขอเข้าร่วมโครงการ คาดว่าจะรู้ผลในอีก 2 เดือนจากนี้

    นอกจากนี้ พพ. เตรียมเปิดโครงการอนุรักษ์พลังงานเฉพาะอาคารโรงพยาบาล เฟส2 งบสนับสนุน 750 ล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นเดือน พ.ค.2560 นี้ จะสามารถประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ได้ หลังจากก่อนหน้านี้ดำเนินโครงการเฟสแรกไปแล้ว 71 แห่ง งบสนับสนุน 750 ล้านบาท

    สำหรับการประหยัดพลังงานในอาคารควบคุมภาครัฐนั้น มีกฎหมายที่อาคารรัฐต้องปฏิบัติ ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 90% ที่ดำเนินการประหยัดพลังงานได้ตามกฎหมาย จากอาคารรัฐที่มีทั้งหมด 850 แห่ง และสามารถประหยัดพลังงานได้ 2.5% จากการใช้พลังงานปกติ หรือคิดเป็นมูลค่าประหยัด 300 ล้านบาทต่อปี  ซึ่งน้อยกว่าศักยภาพจริงที่ควรประหยัดได้ 3.5% หรือ 450 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้เนื่องจากขาดงบประมาณและความเชี่ยวชาญวิธีการประหยัดพลังงานที่ถูกต้อง 

Date : 16 / 05 / 2017

  • Date : 16 / 05 / 2017
    บ้านปู เพาเวอร์ เดินหน้าเติมพลังงานหมุนเวียนให้ได้20%ภายในปี2568

    บริษัท  บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP  ในกลุ่มบ้านปูฯ เดินหน้าขยายกำลังการผลิต ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้ได้ถึง 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมีพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2568 พร้อมเผยผลประกอบการไตรมาส1/2560 โดยมีรายได้ 1,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11  ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,046 ล้านบาท

     นายวรวุฒิ ลีนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทยังมุ่งสร้างการเติบโตในธุรกิจผลิตไฟฟ้าและไอน้ำทั้งจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป และพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องโดย ปัจจุบัน บริษัทฯ มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไปอีก 484เมกะวัตต์เทียบเท่าจากโครงการขยายโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมโจวผิงระยะที่ 4  โรงไฟฟ้าซานซีลู่กวง (Shanxi Lu Guang) ซึ่งในขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้างแล้วเสร็จอยู่ที่ร้อยละ 42 และโครงการขยายโรงไฟฟ้าพลังงานร่วมหลวนหนานระยะที่ 2 โดยทั้ง 3 โครงการจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในกลางปีนี้  ปี 2562 และ2563 ตามลำดับ

    ส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะมีเพิ่มอีก 107 เมกะวัตต์ จากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีนและญี่ปุ่นรวม 9 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปีนี้จนถึงปี 2563 ที่จะมีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2,600 เมกะวัตต์เทียบเท่า

     “บ้านปู เพาเวอร์ฯ เชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายกำลังการผลิตให้ได้ถึง 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า ด้วยพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายใน  ปี 2568 โดยมุ่งแสวงหาโอกาสการลงทุนด้านพลังงานในประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ประเทศไทย สปป.ลาว จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะเดียวกันเรายังเน้นการนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้กับโรงไฟฟ้าทุกโครงการที่จะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ พร้อมควบคุมการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างให้เสร็จสมบูรณ์ตามแผนที่กำหนดไว้”  นายวรวุฒิ กล่าว

    สำหรับผลประกอบการไตรมาส1/2560 โดยมีรายได้ 1,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11  จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวม1,737 ล้านบาท กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) คิดเป็น 1,384 ล้านบาท  ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,046 ล้านบาท

    ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 2,011 เมกะวัตต์  ซึ่งมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 1,857 เมกะวัตต์เทียบเท่า และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อีก 154 เมกะวัตต์ ในไตรมาสนี้ โรงไฟฟ้าหงสายังคงเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าครบทั้ง 3 หน่วยผลิต ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Hui’en และ Deyuan กำลังการผลิตรวม 70 เมกะวัตต์ ก็ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยังได้ลงนามในสัญญาเพื่อสิทธิ์ในการลงทุนโครงการ Xingyu ขนาด 10เมกะวัตต์เพิ่มเข้ามาอีกด้วย สำหรับก้าวต่อไป บริษัทฯ จะมุ่งพัฒนาทุกโครงการตามแผนระยะ 5 ปี โดยเดินหน้าจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงพิจารณาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ ในธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากทั้งพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไปและพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชีย   

    สำหรับผลดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในประเทศต่างๆ ของบ้านปู เพาเวอร์ฯ นั้น ในประเทศไทย โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีรายงานส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน 752 ล้านบาท ในสปป. ลาว โรงไฟฟ้าหงสา มีส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงาน 570 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 80 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลบวกจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ครบทั้ง 3 หน่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้าหงสาหน่วยที่ 1 สามารถเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องเต็มทั้งไตรมาสโดยไม่หยุดชะงัก ทั้งนี้ ผลกำไรสุทธิของโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งข้างต้น ไม่ได้รวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน  ส่วนแบ่งกำไรจากผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าหงสาในไตรมาสนี้จะสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อกลางปี 2558 ด้านประเทศจีน โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าหลวนหนาน (Luannan) โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้ง (Zhengding) และโรงไฟฟ้าโจวผิง (Zouping) สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง จำนวน 1,804 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รายงานรายได้รวมจำนวน 127 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 140 โดยมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 70 เมกะวัตต์ ของโครงการ Hui’en และ Deyuan ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

    สำหรับผลขาดทุนจากการแปลงค่าเงินในไตรมาส 1/2560 เป็นการรับรู้ขาดทุนในทางบัญชีและไม่ได้กระทบกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน โดยส่วนแบ่งกำไรจากทั้งโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี และโรงไฟฟ้าหงสาได้รวมถึงการรับรู้ขาดทุนจากการแปลงค่าเงินจำนวน 198 ล้านบาทและ 410 ล้านบาทตามลำดับ สืบเนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาทเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่มีผลกระทบต่อการแปลงค่าของงบดุล

  • Date : 16 / 05 / 2017
    PTTGCเดินหน้าแผนลงทุน150,000ล้านบาทในEEC

    PTTGC เดินหน้าแผนการลงทุนครบวงจร 150,000ล้านบาทในระยะเวลา5ปีในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) เพื่อการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่อุตสาหกรรมใหม่ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 พร้อมโชว์กำไรสุทธิไตรมาสที่ 1//2560 สูงถึง 13,182 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากไตรมาส 4/2559 ที่มีผลกำไรรวมสุทธิอยู่ที่  9,744  ล้านบาท ในขณะที่มีรายได้จากการขายรวม 107,149 ล้านบาท  เนื่องจาก ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นประกอบกับอัตราการใช้กำลังการผลิตของหน่วยต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ส่วนการลงทุนปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐอเมริกาเลื่อนการตัดสินใจไปเป็นไตรมาสที่3

    นายสุพัฒนพงษ์  พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO)  บริษัท   พีทีที  โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)  หรือ  PTTGC เปิดเผยว่า  โครงการลงทุนต่าง ๆ ของบริษัทที่อยู่ในแผนการลงทุนระยะเวลา 5 ปี ด้วยวงเงินลงทุนประมาณ 150,000 ล้านบาท ยังคงเดินหน้าตามแผนการดำเนินงานและอยู่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) เพื่อการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่อุตสาหกรรมใหม่ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

    สำหรับผลประกอบการบริษัท ในไตรมาส 1/2560 PTTGC มีกำไรสุทธิรวม 13,182 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.96 บาท/หุ้น  เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 จากไตรมาส 4/2559 ที่มีผลกำไรรวมสุทธิอยู่ที่  9,744  ล้านบาท  ในขณะที่มีรายได้จากการขายรวม 107,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2559 จำนวน 26,385 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 33 และใกล้เคียงกับไตรมาส 4/2559 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นตามระดับราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้ในไตรมาส 1/2560 ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2559 และ ไตรมาส 4/2559 โดยปัจจัยที่สนับสนุนหลักมาจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบ (Margin) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอะโรเมติกส์ และผลิตภัณฑ์ Butadiene ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากธุรกิจโอเลฟินส์ รวมทั้งบริษัทฯ  ยังสามารถรักษาการใช้กำลังการผลิตได้ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า

    ส่วนความคืบหน้าและโครงการลงทุนต่าง ๆ  มีรายละเอียดดังนี้

    1.Asset Injection Project

    เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ PTTGC ได้อนุมัติการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจสายโพรพิลีน สายเคมีภัณฑ์ชีวภาพ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับ PTTGC จาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของ PTTGC มีความคล่องตัว ลดขั้นตอนการดำเนินงานและสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Synergy Benefit) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้  PTTGC   ในฐานะแกนนำธุรกิจปิโตรเคมี (Petrochemical Flagship) ของ ปตท. สามารถต่อยอดธุรกิจไปยังผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream Business) ได้เป็นอย่างดี โดยผู้ถือหุ้นได้ออกเสียงลงคะแนนเป็นจำนวนถึงร้อยละ 99.88      ซึ่งนับเป็นก้าวที่สำคัญของ PTTGC ที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยบริษัทฯ จะสามารถต่อยอดการดำเนินธุรกิจไปสู่ Performance Chemical ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในอนาคตตามเป้าหมายในการเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คโทรนิคส์ (E&E)ที่เป็น Market Trend ของโลกยุคใหม่

    2.โครงการ Map Ta Phut Retrofit  เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน การผลิตโรงงานที่มาบตาพุด เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามเป้าหมายในการเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ

    -จะมีการก่อสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ขนาดกำลังการผลิต เอทิลีนที่ 500,000 ตันต่อปี และโพรพิลีน 250,000 ตันต่อปี

    3.โครงการลงทุนกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำ 

    -โครงการ PO/Polyol เป็นการลงทุนโพลียูรีเทนครบวงจร

    โครงการ PO และโครงการ Polyols & PU System เป็นโครงการในธุรกิจสาย Polyurethane ซึ่งอยู่ในกลุ่มเคมีภัณฑ์สมรรถนะสูง (Performance Chemical) โครงการ PO และโครงการ  Polyols & PU System เป็นการต่อสายธุรกิจผลิตภัณฑ์ Polyurethane ครบวงจร 

    โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดกำลังมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ได้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องนอน อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่าง PTTGC และพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น

    -ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น  (HOA) กับ บริษัท คุราเร่ จำกัด บริษัทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษชั้นนำของโลกและบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น จำกัด  บริษัทการค้าระหว่างประเทศสัญชาติญี่ปุ่น ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินและการออกแบบทางวิศวกรรมของโครงการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2561 และจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2563

    นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวด้วยว่า  สำหรับการตัดสินใจการลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐอเมริกา ถูกชะลอออกไปเป็นไตรมาส3 ปีนี้  จากเดิมที่คาดว่าจะตัดสินใจได้ภายในไตรมาสที่1  เนื่องจากต้อง รอความชัดเจนพาร์ทเนอร์และนโยบายสหรัฐ เพราะเป็นโครงการใหญ่ขนาดการลงทุน  5.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ  จึงต้องรอบคอบ โดย ยืนยันเป็นการศึกษาโอกาสลงทุน ซึ่งจะทำหรือไม่ทำก็ได้  แต่สหรัฐอเมริกายังมีความน่าลงทุนเพราะความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังสูงขณะที่ปริมาณเชลล์แก๊สมีจำนวนมากและราคาเหมาะแก่การลงทุน

  • Date : 16 / 05 / 2017
    "เทวินทร์"นำทีมเอกชนไทยหารืออังกฤษหนุนนโยบายไทยแลนด์4.0

    ซีอีโอปตท.นำทีมภาคเอกชนไทยหารือภาคเอกชนประเทศอังกฤษตั้งคณะทำงานผลักดันการค้าการลงทุนของทั้งสองประเทศหนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อประสิทธิภาพดำเนินการ ประกอบด้วย ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสในการลงทุน  ด้านการอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ และด้านส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ   มั่นใจการเมืองอังกฤษเปลี่ยนแปลงหลังเลือกตั้งใหม่ 8 มิถุนายน 2560 ไม่กระทบความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

    เมื่อวันที่ 24-25 เม.ย.2560 ที่ผ่านมา ผู้นำภาคธุรกิจฝ่ายไทยและอังกฤษได้มีการประชุมหารือความร่วมมือ ณ กรุงลอนดอน เพื่อเพิ่มการค้าระหว่างสองประเทศ โดยเป็นการประชุมครั้งที่สอง ต่อเนื่องจากการประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2559 โดยในการประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนรัฐบาลฝ่ายอังกฤษคือ นายมาร์ค การ์นิเยร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้ง นายไบรอัน เดวิทสัน เอกอัคราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย และผู้แทนฝ่ายไทยโดย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงข้อมูล Thailand 4.0 ให้นักลงทุนอังกฤษ พร้อมทั้งนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายพิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เป็นสักขีพยาน รวมถึงนักธุรกิจสองฝ่ายเข้าร่วมประชุมกันกว่า 65 คน   

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักร ฝ่ายไทย กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้มีผลให้เกิดความก้าวหน้าด้านการผลักดันการลงทุนระหว่างกัน โดยสภาผู้นำธุรกิจฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยสมาชิกสามารถเป็นสมาชิกได้มากกว่า หนึ่งคณะทำงาน โดยกลุ่มต่างๆประกอบด้วย

    1)      คณะทำงานด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสในการลงทุน มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการสื่อสารกับนักลงทุนในเรื่องThailand 4.0  การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) และการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor of Innovation (EECi)  รวมทั้งเป็นโอกาสในการสร้างเวทีสำหรับนักลงทุนเพื่อให้เกิดการเข้าถึงข้อมูล และประสานงานได้โดยตรงกับหน่วยงานของฝ่ายรัฐบาลไทย ทั้งนี้มีบริษัท โรลส์ รอยซ์ (Rolls Royce) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTT Global Chemical Plc) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

    2)      คณะทำงานด้านการอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความต้องการของนักธุรกิจ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในด้านการขอใบอนุญาตในการทำงานในประเทศไทย ซึ่งควรจะเริ่มดำเนินการขอใบอนุญาตทำงานจากสถานทูตไทยในประเทศอังกฤษก่อนเดินทางมาประเทศไทย ในขณะเดียวกันหัวข้อการสนทนาเรื่องการขอใบอนุญาตในการทำงานประเทศอังกฤษก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ โดยนักธุรกิจฝ่ายไทยยังได้มีโอกาสพูดคุยโดยตรงกับรัฐบาลเพื่อชี้แจงปัญหาด้านแรงงานที่เกิดขึ้น และความกังวลใจของนักลงทุนหลังจากที่ประเทศอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้งนี้หัวหน้าคณะทำงานคือ สภาหอการค้าอังกฤษแห่งประเทศไทย (British Chamber of Commerce) และ สภาหอการค้าไทย

    3)      คณะทำงานด้านส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว และหาโอกาสเพิ่มเติมให้เกิดการค้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรื่องโควตาการส่งออกเนื้อสัตว์ไปยังประเทศอังกฤษอีกด้วย โดยผู้นำคณะทำงานนี้ได้แก่ เทสโก้ โลตัส (Tesco Lotus) และธนาคารกรุงเทพ

    นายเทวินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาก่อให้เกิดความร่วมมือกันในหลายๆ โครงการ อาทิการตั้งศูนย์ซ่อมบำรุง ณ สนามบินอู่ตะเภา หรือโครงการตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาเครื่องยนต์ ของ โรลส์ รอยซ์ (Rolls Royce) ร่วมกับบริษัทการบินไทย เป็นต้น

    นอกจากนั้นแล้วคณะผู้แทนภาครัฐบาล และภาคธุรกิจได้รับเกียรติจาก ดร. เลียม ฟอกซ์ (Dr. Liam Fox) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ (Secretary of State for International Trade) เพื่อรับฟังรายงานผลการดำเนินงานของสภานักธุรกิจฯ ทั้งนี้รัฐบาลอังกฤษเองกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง โดยจะมีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 มิถุนายน 2560 อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป และอังกฤษเองก็จะให้ความสำคัญกับตลาดเอเชียมากขึ้นอีกด้วย การดำเนินการของสภาผู้นำธุรกิจฯ นี้จะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะทำให้เกิดความร่วมมือ และสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

    ในโอกาสเดียวกันนี้บริษัท เทสโก้ (Tesco) ได้จัดงานเพื่อประชาสัมพันธ์ Taste of Thailand ที่สาขา เคนซิงตั้น (Kensington) ณ กรุงลอนดอน เพื่อให้อาหารไทยได้เป็นที่รู้จัก โดยได้รับเกียรติจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของไทย และเอกอัคราชทูตไทยประจำสหราชอาณาจักรฯ รวมทั้งนักธุรกิจของฝ่ายไทย และอังกฤษเข้ามาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง  ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จจากความตั้งใจดีของทางรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน

    สภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักรได้ก่อตั้งในปี 2559 เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มปริมาณการค้าและการลงทุนของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายความร่วมมือระหว่างธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ผ่านการสร้างพันธมิตร การพัฒนาธุรกิจ และการแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริง ของกฎระเบียบ ที่อาจเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ ระหว่างภาครัฐบาล และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

     

  • Date : 16 / 05 / 2017
    กฟผ.ประเมินใหม่ ปี2560ไม่เกิดพีคไฟฟ้าครั้งแรกในรอบ7ปี

    กฟผ.ประเมินใหม่ ปีนี้ไม่เกิดพีคไฟฟ้า หลังผ่าน15พ.ค.2560 โดยนับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศ ในการชะลอการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่  พร้อมสั่งลดปริมาณรับซื้อ LNG จาก ปตท. เดือนมิ.ย.นี้ เหลือ 500-600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

    นายเริงชัย คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้มีการประเมินข้อมูลใหม่ โดยเชื่อว่าในปี 2560 คงจะไม่เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)แล้ว หลังผ่านพ้นช่วงฤดูร้อนและระยะเวลาที่ต้องติดตามสถานการณ์เป็นพิเศษคือช่วงเดือนเม.ย.-15พ.ค. และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี นับจากปี 2554 ที่เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ที่ไม่มีพีคไฟฟ้าเกิดขึ้น  ซึ่งกฟผ.ได้มีการปรับลดปริมาณการซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)จากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ที่ใช้ในโรงไฟฟ้า ลงเหลือ 500-600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตั้งแต่มิ.ย. 2560 เป็นต้นไป จากเดิมช่วงหน้าร้อน(เม.ย.-พ.ค.) ที่ได้สั่งเพิ่มปริมาณการซื้อก๊าซ LNG สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

    "ในอดีตประเทศไทยเคยไม่เกิดพีคไฟฟ้า 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อปี 2540 เนื่องจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศลดลง ส่วนครั้งที่สอง ในปี 2554 เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมลดการผลิตสินค้าลง ส่วนปีนี้ที่คาดว่าจะไม่เกิดพีค จากปัจจัยภาคประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 2,300 เมกะวัตต์ จากที่คาดการณ์ไว้ 2,000  เมกะวัตต์ และประชาชนร่วมมือประหยัดการใช้ไฟฟ้า รวมถึงสภาพอากาศร้อนไม่พร้อมกันทั้งประเทศ" นายเริงชัย กล่าว

    ทั้งนี้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2560 เมื่อเวลา 14.20 น. ที่ 30,303.4 เมกะวัตต์ ที่อุณหภูมิเฉลี่ย 35.2 องศา โดยกฟผ.คาดว่าจะเป็นพีคของปีนี้ แต่ถือว่าต่ำกว่าสถิติพีคไฟฟ้าในปี 2559 อยู่ที่ 30,972.73 เมกะวัตต์ หรือต่ำกว่า 2% และต่ำกว่าคาดการณ์พีคปีนี้ที่เคยมีการคาดว่าจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 32,000 เมกะวัตต์ 

    โดยการที่ประเทศไทยไม่เกิดพีคในปีนี้ จะเป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศ ที่จะช่วยชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และเห็นว่าประชาชนหันมาพึ่งพาพลังงานทดแทนมากขึ้น แต่การตั้งสมมติฐานพีคไว้ในระดับสูง รวมถึงพลังงานทดแทนที่เข้าระบบสูงกว่าคาดการณ์จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าหรือไม่ ต้องรอให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เป็นผู้พิจารณาต้นทุนในภาพรวม

    ส่วนประมาณการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในปี 2561  กฟผ.จะต้องนำข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปจากสมมติฐานในปีนี้ ไปใช้ในการประเมินพีคไฟฟ้าในปีหน้า ซึ่ง กฟผ.จะต้องเก็บข้อมูลกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่กำลังเป็นที่นิยม  และวางแผนมาตรการเก็บสำรองปริมาณน้ำจากเขื่อนใน สปป.ลาว โดยอาจลดการเก็บสำรองลงได้ จากปีนี้ที่เก็บเต็มประสิทธิภาพของเขื่อน