ข่าวทั้งหมด

Date : 16 / 10 / 2017

  • Date : 16 / 10 / 2017
    ปตท.ส่งหนังสือกำชับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน แอลพีจี เอ็นจีวีของปตท.เร่งส่งพนักงานอบรมตามกฎหมาย

    กลุ่มปตท.พร้อมให้ความร่วมมือกรมธุรกิจพลังงานส่งหนังสือกำชับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน ปั๊มแอลพีจี เอ็นจีวีของปตท.ให้รีบส่งพนักงานเข้าฝึกอบรมและขอมีบัตรผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการฝึกอบรมตามกฎหมายที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 มิถุนายน 2561

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีที่กรมธุรกิจพลังงาน ได้ออก กฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2558 และประกาศลงราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2559  โดยได้กําหนดหลักเกณฑ์ แบบคําขอ แบบใบรับรอง แบบบัตรประจําตัว และหลักสูตรการฝึกอบรม ของผู้ฝึกอบรม วิทยากร และผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ได้แก่ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน  ปั๊มแก๊ส แอลพีจี ปั๊มเอ็นจีวี ผู้ประกอบการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ  ท่อส่งก๊าซแอลพีจี ท่อส่งน้ำมัน คลังก๊าซ คลังน้ำมัน ต้องดำเนินการให้มีผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการฝึกอบรมตามกฎหมายกำหนด และได้รับบัตรประจำตัวซึ่งออกให้โดยอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน  โดยกฎหมายได้ผ่อนผันให้ระยะเวลาผู้ประกอบการ เตรียมความพร้อมภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้มีการประกาศซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 7 มิถุนายน 2561 ว่า  ในส่วนของกลุ่มปตท. ได้มีหนังสือกำชับไปถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ให้ปฎิบัติตามกฏหมายของกรมธุรกิจพลังงาน  โดยจัดส่งพนักงานเข้ารับการอบรมและขอมีบัตรประจำตัว ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเชื่อว่า ในระยะเวลาที่เหลืออยู่อีกประมาณ 9 เดือน น่าจะดำเนินการได้ทัน

    ก่อนหน้านี้นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ออกมาเตือนผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน แอลพีจี เอ็นจีวี ให้ปฎิบัติตามเปิดเผยว่า กฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2558  ดังกล่าว โดยระบุว่าผู้ประกอบการยังให้ความร่วมมือน้อยโดยมีการส่งพนักงานมาฝึกอบรมและได้รับบัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน ซึ่งออกให้โดยกรมธุรกิจพลังงาน  เพียง 1ใน4 ของจำนวนพนักงานที่อยู่ในข่ายที่ต้องปฎิบัติตามกฎหมาย หรือประมาณ50,000คนเท่านั้น 

    พร้อมระบุด้วยว่า หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 7 มิถุนายน 2561 กรมฯจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสุ่มตรวจ และหากพบว่าผู้ประกอบการรายใด ที่ไม่มีพนักงานซึ่งมีบัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน อยู่ประจำตามกฎหมาย ผู้ประกอบการรายนั้นจะมีโทษตามกฎหมาย มาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542ก็จะต้องถูกลงโทษ จำคุกไม่เกิน 1ปี หรือปรับไม่เกิน100,000บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ  และหากพบกระทำความผิดซ้ำๆกัน5ครั้ง กรมฯก็จะแจ้งดำเนินคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งปิดกิจการ  รวมทั้งจะไม่ได้รับการต่ออายุใบอนุญาต และต้องยื่นขออนุญาตใหม่

    ปัจจุบัน มีจำนวนปั๊มน้ำมันอยู่ในข่ายที่จะต้องปฎิบัติตามกฏหมาย โดยต้องมี เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานที่ผ่านการฝึกอบรมและได้รับบัตรประจำตัวที่ออกให้โดยอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน จำนวน 26,988 แห่ง ปั๊มแก๊สแอลพีจี 2,071แห่งและปั๊มเอ็นจีวี 462 แห่ง

  • Date : 16 / 10 / 2017
    "อนันตพร"หวังดันไทยเป็นLNG Hub ในอาเซียน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ เล็งดันประเทศไทยเป็นฮับก๊าซ LNG อาเซียน เพราะไทยมีความต้องการใช้ก๊าซสูง ระบุจะช่วยให้การบริหารจัดการก๊าซสะดวกขึ้น แต่ต้องวางแผนระยะยาวเนื่องจากใช้เม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสูง พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีพลังงานเอเชีย ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 1-3 พ.ย. 2560นี้ เป็นเวทีให้ผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานแลกเปลี่ยนข้อมูล ทิศทางพลังงาน น้ำมัน ก๊าซ LNG และพลังงานทดแทน ส่วนการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวประเทศ(PDP2015) คาดเปิดรับฟังความเห็นประชาชนได้ภายในสิ้นปีนี้ และเริ่มใช้จริงปี 2561

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า มีความสนใจจะให้ประเทศไทยเป็นตลาดกลางก๊าซธรรมชาติ(Hub) โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากไทยมีความต้องการใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าสูงมาก หากเป็นฮับ LNG จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการก๊าซฯในประเทศได้ง่ายและสะดวกขึ้น แต่คงต้องวางแผนระยะยาว เพราะต้องใช้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสูง โดยเฉพาะ คลังเก็บLNG และท่อก๊าซฯ เป็นต้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันในภูมิภาคเอเชียก็มีประเทศญี่ปุ่นเป็นฮับ LNG อยู่แล้ว แต่ในส่วนของอาเซียนยังไม่มี ซึ่งประเทศไทยมีภูมิประเทศที่เหมาะสมจะเป็นฮับของภูมิภาคอาเซียนได้

    นอกจากนี้ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีพลังงานเอเชีย(AMER) ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 1-3 พ.ย. 2560 ณ โรงแรมแชงกรีล่า กทม. ซึ่งจะเป็นการประชุมที่สำคัญ เพราะจะเป็นเวทีให้ประเทศผู้ผลิตพลังงานได้พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศผู้ใช้พลังงาน โดยปัจจุบันมีประเทศที่ตอบรับเข้าร่วมการประชุมแล้ว 17 ประเทศ อาทิ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) กาตาร์ บาห์เรน จีน และญี่ปุ่น เป็นต้น และยังรอตอบรับเข้าร่วมงานอีก 19 ประเทศ จากสมาชิก AMER ทั้งหมด 36 ประเทศ

    สำหรับเวที AMER ครั้งนี้จะหารือกันในกรอบ 3 เรื่องใหญ่ ได้แก่ 1. ตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะปัจจัยที่จะส่งผลกระทบภายในทวีปเอเชีย เช่น การรวมตัวกันติดเพิ่มขึ้นของสมาชิกโอเปค ที่คาดว่าจะมีผลต่อราคาน้ำมัน รวมถึงสถานการณ์การปิดท่อส่งน้ำมันในประเทศตุรกีและด้านกฎระเบียบใหม่ ของการประกาศใช้น้ำมันคุณภาพสูงในการเดินเรือสมุทรระหว่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเกิดปริมาณการใช้น้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น

    2.ตลาดก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะโฟกัสไปที่ LNG ซึ่งปัจจุบันตลาดการซื้อขาย LNG จะมีลักษณะคล้ายกับตลาดน้ำมันมากขึ้น พัฒนาไปสู่ตลาดกลางการซื้อขาย LNG เกิดดัชนีราคากลาง เช่นเดียวกันตลาดน้ำมัน ทำให้ชาติในเอเชียทั้งกลุ่มส่งออกในชาติตะวันออกกลางและกลุ่มผู้ซื้อ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีและชาติในอาเซียน จำเป็นต้องหารือกันถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การสร้างความสมดุลและเสถียรภาพของตลาดน้ำมันและตลาดก๊าซฯดังกล่าว

    3. การเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ทางเลือกการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่าน ซึ่งที่ประชุม AMER จะหารือใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป) การขับเคลื่อนเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า(EV) และการพัฒนาระบบการจัดเก็บพลังงาน(Energy Storage)ซึ่งคาดว่าจะเป็นประเด็นที่ไทยจะได้ประโยชน์ เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงพลังงานไทยได้ผลักดันนโยบายในเรื่องดังกล่าว และไทยยังถือเป็น 1 ใน 15 ประเทศของเอเชียที่มีนโยบายพัฒนาที่ชัดเจน

     โดยภายหลังจากประชุม AMER ไทยจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อปรับใช้กับประเทศต่อไป และขอเชิญชวนคนไทยร่วมกันเป็นเจ้าภาพเพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้เดินทางมาร่วมประชุม ซึ่งจะเป็นช่องทางให้ไทยได้เผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมสู่สายตานานาชาติและช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาไทยมากขึ้น      

    พลเอก อนันตพร กล่าวด้วยว่า สำหรับการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 หรือ PDP2015 นั้น อยู่ระหว่างการปรับแผนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคาดว่าปลายปี 2560 นี้จะสามารถเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนได้ และคาดว่าจะเริ่มใช้ได้จริงในปี 2561 เป็นต้นไป 

Date : 15 / 10 / 2017

  • Date : 15 / 10 / 2017
    กฟผ.เตือนประชาชนอย่าเชื่อข่าวลวงเรื่องเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ระบายน้ำเพิ่ม

    กฟผ. เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลวงทางสื่อโซเชียลมีเดีย ยืนยันหยุดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มาตั้งแต่วันที่7 ตุลาคม 2560 ระบุปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพล อยู่ที่ 9,238 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 และ เขื่อนสิริกิติ์ อยู่ที่ 7,968 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 84 และยังสามารถกักเก็บน้ำเพิ่มได้อีก พร้อมขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำได้ทางเว็บไซต์ WATER.EGAT.CO.TH และแอพพลิเคชั่น EGAT Water ตลอด 24 ชั่วโมง
             
    นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความในสื่อโซเชียลมีเดียระบุว่า จะมีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลอีกกว่าวันละ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ นั้น ขอยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากปัจจุบัน เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ได้หยุดการระบายน้ำมาตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์อุทกภัยและไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมทั้งได้สั่งการให้มีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำของเขื่อนทั้งสองแห่งอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ 9,238 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 และ 7,968 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 84 ตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2560) และยังสามารถกักเก็บน้ำเพิ่มได้อีก เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและการทำเกษตรกรรมในช่วงฤดูแล้งปีหน้า
            
      “กฟผ. ขอยืนยันว่าไม่มีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด และเขื่อนทั้งสองยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกโดยเขื่อนภูมิพลยังรับน้ำได้อีกประมาณร้อยละ 30 ของความจุ และเขื่อนสิริกิติ์ยังรับน้ำได้อีกประมาณร้อยละ 20 ของความจุ ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารสถานการณ์น้ำได้ทางเว็บไซต์ WATER.EGAT.CO.TH และแอพพลิเคชั่น EGAT Water ซึ่งสามารถดาวน์โหลดค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำได้อย่าง Real Time ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งมีการถ่ายทอดสดจากกล้อง CCTV ของแต่ละเขื่อนอีกด้วย” นายณัฐวุฒิ  กล่าวยืนยัน

  • Date : 15 / 10 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานคาดราคาขายปลีกน้ำมันปีนี้ปรับตัวสูงขึ้น

    อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะยังปรับตัวสูงขึ้นอีกในปีนี้ตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก หลังเข้าสู่ฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลช่วง9เดือนแรกของปี2560เทียบกับช่วงเดียวกันของปี2559 ราคาขายปลีกเฉลี่ยทั้งกลุ่มเบนซินและดีเซลปรับเพิ่มขึ้นประมาณ9.72% -13.78% แนะผู้บริโภควางแผนการใช้ 

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงทิศทางราคาน้ำมันในประเทศ ว่า ตามการคาดการณ์ของกรมธุรกิจพลังงาน เชื่อว่าราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นอีกในปีนี้ ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวที่ความต้องการใช้น้ำมันของทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้น เป็นไปตามหลักดีมานด์ ซัพพลาย ส่วนราคาจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่นั้น ไม่สามารถบอกได้ ซึ่งผู้บริโภคในประเทศควรจะต้องเตรียมความพร้อมและวางแผนการใช้น้ำมันในช่วงดังกล่าว

    ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน ในช่วง9เดือนแรกของปี 2560 (มกราคม – กันยายน)เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2559 นั้น ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศโดยเฉลี่ยมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในทุกชนิดน้ำมัน โดย  แก๊สโซฮอล์E20ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือมีราคาเฉลี่ย อยู่ที่ 24.44บาทต่อลิตร  เพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 2.96บาทต่อลิตร หรือ เพิ่มขึ้น 13.78% รองลงมาคือน้ำมันแก๊สโซฮอล์91 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่26.68บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น3.06บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 12.95% และน้ำมันแก๊สโซฮอล์95 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่26.95บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 2.98บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น12.43%  ส่วนแก๊สโซฮอล์E85 มีราคาเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดคือราคาเฉลี่ยอยู่ที่19.79บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น1.74บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 9.72%   ในขณะที่น้ำมันดีเซลบี7  ราคาเฉลี่ยอยู่ที่25.39บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น2.64บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 11.60%

    สำหรับ ภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันช่วง 9เดือนแรกของปี 2560 (มกราคม – กันยายน) เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปี 2559 โดยกลุ่มน้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้น 3.9% และกลุ่มดีเซล เพิ่มขึ้น 3.0% ในขณะที่ LPG เพิ่มขึ้น 2.4% และ NGV ลดลง 12.4% การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินเฉลี่ย อยู่ที่ 30.01 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 3.9% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันกลุ่มเบนซินเกือบทุกชนิดยกเว้นน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 91 โดยน้ำมันเบนซินมีการใช้ลดลงเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 1.25 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 6.7% และแก๊สโซฮอล์ 91 มีการใช้ลดลงเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 10.73 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราลดลง 4.3%

    สำหรับภาพรวมการใช้น้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 28.76 ล้านลิตร/วัน คิดเป็น 4.4% โดยแก๊สโซฮอล์อี 85 มีอัตราการใช้เพิ่มขึ้นมากที่สุด อยู่ที่ 1.04 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 20.9% เนื่องจากปัจจุบันมีรถยนต์ผลิตใหม่ที่รองรับแก๊สโซฮอล์อี 85 เข้าสู่ท้องตลาดมากขึ้น รองลงมาเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยอยู่ที่ 11.83 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 10.5% เนื่องมาจากราคาขายปลีกที่ปรับตัวใกล้เคียงกันกับแก๊สโซฮอล์ 91 ทำให้ประชาชนเลือกใช้น้ำมันชนิดที่มีค่าออกเทนสูงกว่า ในขณะเดียวกันแก๊สโซฮอล์อี 20 มีการใช้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 5.16 ล้านลิตร/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 8.4% การใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (บี7) เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 62.14 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 2.5% ถึงแม้ว่าราคาขายปลีกจะปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2559 แต่ปริมาณการใช้ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและปริมาณรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงมีปริมาณเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (อ้างอิงข้อมูลกรมการขนส่งทางบก สิ้นเดือน ก.ค. 2560)

     การใช้ LPG เฉลี่ยต่อวันในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 อยู่ที่ 16.66 ล้าน กก./วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 2.4% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของการใช้ทุกภาคยกเว้นภาคขนส่ง ที่มีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 3.67 ล้าน กก./วัน คิดเป็นอัตราลดลง 9.6% สำหรับการใช้ในภาคอื่นๆ มีอัตราการใช้เพิ่มขึ้น โดยภาคปิโตรเคมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้นสูงที่สุดอยู่ที่ 5.38 ล้าน กก./วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 11.6% รองลงมาเป็นภาคอุตสาหกรรมมีปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.76 ล้าน กก./วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 6.0% และภาคครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.85 ล้าน กก./วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 2.1%

    การใช้ NGV ช่วง9 เดือนแรกของปี 2560 เฉลี่ยอยู่ที่ 6.84 ล้าน กก./วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 12.4% โดยการใช้ NGV ลดลงเนื่องจากเป็นผลต่อเนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นปี 2559 ทำให้ประชาชนและรถบรรทุกสินค้าหันไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยมา และส่งผลให้มีสถานีบริการ NGV ทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

     สำหรับการนำเข้าส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 มีปริมาณนำเข้ารวมเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 9 เดือน อยู่ที่ 919 พันบาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 8.8% โดยมีมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบคิดเป็น 51,522 ล้านบาท/เดือน สำหรับน้ำมันสำเร็จรูปมีปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 69 พันบาร์เรล/วัน คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 6.2% และมีมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 4,297 ล้านบาท/เดือน มีการนำเข้าน้ำมันอากาศยาน และLPG เพิ่มขึ้น โดยการนำเข้า LPG มีปริมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 52 ล้าน กก./เดือน เนื่องจากช่วงเดือน พ.ค. – ก.ค. 2560 มีโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซที่หยุดซ่อมบำรุงจึงกระทบต่อ LPG สำหรับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 182 พันบาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 11.0% คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 10,999 ล้านบาท/เดือน โดยพบว่ามีการส่งออกเบนซิน 91 น้ำมันดีเซลพื้นฐานน้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา และ LPG ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น

     

  • Date : 15 / 10 / 2017
    กฟผ.ตั้งศูนย์เฝ้าระวังน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์24ชม.หลังปริมาณน้ำเกินเกณฑ์ควบคุมอุทกภัย

    ปริมาณกักเก็บน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์สูงถึง 2,754 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 113 (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2560)ซึ่งเกินเกณฑ์ควบคุมอุทกภัย ทำให้ กฟผ. เปิดศูนย์อำนวยการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำของเขื่อนอุบลรัตน์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมวันละ 34 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 37, 40, 43 และ 45 ล้าน ลบ.ม. ตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น  เพื่อเป็นไปตามกฎความมั่นคงปลอดภัยเขื่อน และเตรียมรองรับมวลน้ำก้อนใหม่จากมรสุมในช่วง 12 - 17 ตุลาคมนี้ พร้อมลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง และเปิดช่องทางติดตามข่าวสารผ่านเว็บไซต์ WATER.EGAT.CO.TH และแอพพลิเคชั่น EGAT Water

    นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำสูงถึง 2,754 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 113 (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ตุลาคม 2560) ซึ่งสูงเกินเกณฑ์ควบคุมอุทกภัย รวมถึงยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างต่อเนื่องมากกว่าวันละ 100 ล้านลูกบาศก์เมตร และจากสถานการณ์ดังกล่าว เขื่อนอุบลรัตน์จึงจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำ จากเดิมวันละ 34 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 37, 40, 43 และ 45 ล้าน ลบ.ม. ตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำจังหวัดขอนแก่น  ให้ระบายได้ ระหว่างวันที่ 13 - 16 ต.ค. 2560 จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตัวเขื่อน และป้องกันไม่ให้น้ำเอ่อล้นข้ามคันดินไปยังพื้นที่เหนือเขื่อน ต.โนนสังข์ จ.หนองบัวลำภู ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 38,000 ครัวเรือน แต่หากปริมาณน้ำของเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับ 183 ม.รทก. คณะกรรมการฯ จะประชุมประเมินสถานการณ์ เพื่อดำเนินการตามกฎความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน (Dam Safety) ต่อไป ทั้งนี้ การระบายน้ำดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อน ทั้งลำน้ำพอง ลำพะเนียง และแม่น้ำชี

    ปัจจุบัน กฟผ. เขื่อนอุบลรัตน์ ได้เปิดศูนย์อำนวยการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นได้มอบถุงยังชีพให้แก่ชุมชนโดยรอบเขื่อนอุบลรัตน์ 700 ชุด และชุมชนโดยรอบเขื่อนจุฬาภรณ์ 300 ชุด รวมทั้งสิ้น 1,000 ชุด เรียบร้อยแล้ว

    ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ช่วงเดือน ก.ค.- ต.ค. ที่ผ่านมา   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับอิทธิพลของพายุ “ตาลัส”, “เซินกา” และหย่อมความกดอากาศต่ำที่สลายตัวจากพายุ “ฮาโตะ”   ประกอบกับระหว่างวันที่ 12-17 ตุลาคม 2560 จะมีมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ยังคงมีฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำพองอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์น้ำของเขื่อน กฟผ. ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่ มีปริมาณน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม ได้แก่ เขื่อนจุฬาภรณ์ มีปริมาณน้ำใน  อ่างเก็บน้ำ 168 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 102, เขื่อนสิรินธร มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 1,642 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 83 และเขื่อนน้ำพุง มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 167 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 101

    สำหรับการบริหารจัดการน้ำเขื่อนของ กฟผ. ที่ผ่านมาเป็นไปตามแผนการระบายน้ำของกรมชลประทานและคณะอนุกรรมการฯ รวมทั้งของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแต่ละจังหวัด ซึ่งคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ การระบายน้ำในแต่ละครั้ง กฟผ. ได้ดำเนินการจัดส่งหนังสือแจ้งให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้นำท้องถิ่น และมีการประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันผลกระทบจากการระบายน้ำ เป็นไปตามข้อกำหนดและการปฏิบัติเรื่องการระบายน้ำ

    ทั้งนี้ กฟผ. ได้เพิ่มช่องทางการสื่อสารเพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยติดตามข่าวสารผ่านทางเว็บไซต์ WATER.EGAT.CO.TH และแอพพลิเคชั่น EGAT Water ซึ่งสามารถดาวน์โหลดค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำได้อย่าง Real Time ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งมีการถ่ายทอดสดจากกล้อง CCTV ของแต่ละเขื่อนอีกด้วย

Date : 12 / 10 / 2017

  • Date : 12 / 10 / 2017
    "ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา"กรมธุรกิจพลังงานเตือนผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน,LPG,NGV

    อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานลั่นสำนวน “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา “ หลัง ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน ปั๊มแก๊ส ปั๊มเอ็นจีวี ส่วนใหญ่ยังไม่ส่งพนักงานเข้ารับการฝึกอบรมตามกฏหมายเพื่อพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยตั้งแต่การจัดเก็บ การขนส่งและการให้บริการกับผู้บริโภค ระบุโทษจำคุกไม่เกิน 1ปี หรือปรับไม่เกิน100,000บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมธุรกิจพลังงาน ได้ออก กฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2558 ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2559  โดยได้กําหนดหลักเกณฑ์ แบบคําขอ แบบใบรับรอง แบบบัตรประจําตัว และหลักสูตรการฝึกอบรม ของผู้ฝึกอบรม วิทยากร และผู้ปฏิบัติงาน พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ได้แต่ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน  ปั๊มแก๊ส แอลพีจี ปั๊มเอ็นจีวี ผู้ประกอบการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ  ท่อส่งก๊าซแอลพีจี ท่อส่งน้ำมัน คลังก๊าซ คลังน้ำมัน ซึ่งมีพนักงานเกี่ยวข้องอยู่ประมาณ2แสนคน  ต้องดำเนินการให้มีผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการฝึกอบรมตามกฎหมายกำหนด

    ทั้งนี้ในกฎหมาย ได้ให้ระยะเวลาผู้ประกอบการ เตรียมความพร้อมภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้มีการประกาศซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 7 มิถุนายน 2561 แต่จนถึงปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการส่งพนักงานมาฝึกอบรมและได้รับบัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน ซึ่งออกให้โดยกรมธุรกิจพลังงาน  เพียง 1ใน4 ของจำนวนพนักงานที่อยู่ในข่ายที่ต้องปฎิบัติตามกฎหมาย หรือประมาณ50,000คนเท่านั้น   ทำให้กรมธุรกิจพลังงาน ต้องรีบแจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการให้รีบดำเนินการตามกฎหมาย ในช่วงระยะเวลาอีก9เดือนที่เหลืออยู่ เพราะหากส่งพนักงานมาอบรมและยื่นขอบัตรอนุญาต ใกล้วันที่กฏหมายจะบังคับใช้ กรมฯ จะดำเนินการออกบัตรอนุญาตให้ไม่ทัน

    “ ผู้ประกอบการที่ยังไม่ส่งพนักงานมาอบรมและขอมีบัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน ตามกฎหมายที่ ออกโดยกรมธุรกิจพลังงาน ก็เหมือนสำนวนที่ว่าไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา และไม่คิดว่ากรมฯจะเอาจริง จึงต้องแจ้งเตือนเรื่องนี้ไว้ก่อนว่า เมื่อกฏหมายมีผลบังคับใช้ หลังจากที่ให้ระยะเวลาเตรียมตัวมาก่อนแล้ว2ปีแล้ว  กรมฯจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสุ่มตรวจ และหากพบว่าผู้ประกอบการรายใด ที่ไม่มีพนักงานซึ่งมีบัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน อยู่ประจำตามกฎหมาย ผู้ประกอบการรายนั้นจะมีโทษตามกฎหมาย มาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542ก็จะต้องถูกลงโทษ จำคุกไม่เกิน 1ปี หรือปรับไม่เกิน100,000บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ  และหากพบกระทำความผิดซ้ำๆกัน5ครั้ง กรมฯก็จะแจ้งดำเนินคดีเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งปิดกิจการ  รวมทั้งจะไม่ได้รับการต่ออายุใบอนุญาต และต้องยื่นขออนุญาตใหม่“นายวิฑูรย์ กล่าว

    นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า การที่กรมธุรกิจพลังงานมีการออกกฎกระทรวงฉบับนี้ จะทำให้ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง มีการพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัยตั้งแต่การจัดเก็บ การขนส่งและการให้บริการกับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น  และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยต่อนักธุรกิจ และนักลงทุนจากต่างประเทศ ในการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยด้านพลังงานให้กับผู้ปฏิบัติงาน และผู้ใช้บริการ

    ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานระบุด้วยว่า ปัจจุบัน มีจำนวนปั๊มน้ำมันอยู่ในข่ายที่จะต้องปฎิบัติตามกฏหมาย โดยต้องมี เจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานที่ผ่านการฝึกอบรมและได้รับบัตรประจำตัวที่ออกให้โดยอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน จำนวน 26,988 แห่ง ปั๊มแก๊สแอลพีจี 2,071แห่งและปั๊มเอ็นจีวี 462 แห่ง

           ตัวอย่างบัตรประจำตัวผู้ปฎิบัติงาน ที่ออกให้โดยอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน 

  • Date : 12 / 10 / 2017
    กฟผ.เข้าจองสิทธิ์ใช้คลังLNGและระบบท่อก๊าซของปตท.ตามมติ กพช.แล้ว

    กฟผ.เดินหน้าจัดหา LNG ปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี ตามมติ กพช. โดยเริ่มจ้างที่ปรึกษาโครงการ และเข้าจองสิทธิ์ใช้คลังและระบบท่อก๊าซฯของ ปตท.แล้ว  คาดประกาศผลการจองสิทธิ์ได้ปลายเดือนต.ค.นี้  โดย LNG ที่จัดหา จะนำมาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าก๊าซฯขนาด 1,200 เมกะวัตต์  คาดทดลองระบบปี 2561 และเปิดนำเข้าLNGใช้จริงในปี 2562  

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center –ENC) รายงานว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาโครงการนำร่องจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ขนาด 1.5 ล้านตันต่อปี ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อวันที่ 31  ก.ค. 2560 ที่สั่งการให้ กฟผ.นำร่องเป็นผู้นำเข้ารายใหม่เพื่อรองรับการเปิดเสรี LNG โดยให้ดำเนินการจัดหาให้เสร็จสิ้น ภายในปี 2561

    ทั้งนี้กรอบการศึกษาเบื้องต้นประกอบด้วย การจัดหา LNG รวมถึงการจองสิทธิ์เพื่อใช้คลัง LNGและระบบท่อ ของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นต้น ซึ่งเมื่อปลายเดือน ส.ค.2560 ที่ผ่านมา กฟผ.ได้เข้าจองสิทธิ์ใช้คลัง LNG ปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี แล้ว และปตท.จะประกาศผลผู้จองสิทธิ์ภายในเดือน ต.ค. 2560 นี้  ส่วนจะได้ครบทั้ง 1.5 ล้านตันต่อปีหรือไม่ขึ้นกับการพิจารณาตามหลักเกณฑ์กติกาของ ปตท.

    สำหรับการศึกษานำเข้า LNG นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของทีมที่ปรึกษา โดยจะสรุปเป็นหลายแนวทางให้ กฟผ.พิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งมีทั้งการนำเข้าระยะสั้น ระยะยาว ข้อดี ข้อเสีย ผลการศึกษาทั้งหมดจะต้องจัดส่งให้กับ กฟผ.ภายในปี 2560 นี้ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการ(บอร์ด)กฟผ.ต่อไป

    ทั้งนี้ การนำเข้าLNG ปริมาณ 1.5 ล้านตันต่อปีดังกล่าว กฟผ.จะใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ ของ กฟผ.เอง ซึ่งการนำไปใช้นั้นอาจพิจารณาใช้กับโรงไฟฟ้าเพียงโรงเดียวหรือมากกว่านั้น  แต่เกณฑ์เบื้องต้น ต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ โดยอาจเป็นโรงไฟฟ้าปัจจุบัน หรือ โรงไฟฟ้าใหม่ที่จะสร้างขึ้นในปี 2562 เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่หมดอายุก็ได้ ทั้งนี้จะเริ่มทดลองระบบการนำเข้า LNG ในปี 2561 และเปิดนำเข้าจริงในปี  2562 เป็นต้นไป 

    สำหรับมติ กพช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2560 เห็นชอบหลักการและแนวทางการส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติทั้งระบบ โดยให้กฟผ. เป็นผู้นำร่องจัดหา LNGรายใหม่ เพื่อทดสอบระบบต่างๆ ในระยะที่ 1 ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดแข่งขันเสรีเต็มรูปแบบในอนาคต จากเดิมที่มี บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท. เป็นผู้จัดหา LNG แต่เพียงรายเดียว  

    โดยมติดังกล่าว กฟผ.จะต้องจัดหา LNG ในปริมาณไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี และเริ่มจัดหาภายในปี 2561 ซึ่งจะใช้หลักเกณฑ์การนำเข้าเช่นเดียวกับ ปตท. รวมถึงให้ กฟผ. แยกธุรกิจการจัดหาและจำหน่ายก๊าซออกจากกิจการผลิตไฟฟ้าให้เกิดความชัดเจน 

  • Date : 12 / 10 / 2017
    กฟผ.ซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซีย100เมกะวัตต์เสริมความมั่นคงไฟฟ้าหลังเหตุขัดข้องJDA-A18

    กฟผ.ซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียเสริมความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้ 100เมกะวัตต์ หลังเกิดเหตุขัดข้องแหล่ง JDA-A18 หยุดจ่ายก๊าซเมื่อวันที่11ต.ค.2560ที่ผ่านมา โดยเป็นเหตุขัดข้องก่อนแผนการหยุดซ่อมบำรุงในระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน 2560 พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    นายอดุลย์ พิทักษ์ชาติวงศ์ รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า เช้าวันที่11 ตุลาคม 2560 เมื่อเวลา 07.38 น.กฟผ. ได้รับแจ้งจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ว่า แหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA-A18) เกิดเหตุขัดข้องหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ เบื้องต้น กฟผ. ได้เร่งประสานกับ ปตท. คาดว่าจะสามารถแก้ไขกลับมาจ่ายก๊าซธรรมชาติให้กับโรงไฟฟ้าจะนะได้ ในเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (12 ตุลาคม 2560)

    โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้กฟผ.ต้องเร่งปรับแผนการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 2,450 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้าจะนะ เครื่องที่ 1 จะเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง และซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซียประมาณ 100 เมกะวัตต์ มาเสริมระบบในช่วงค่ำเวลาประมาณ 18.30-20.30 น. พร้อมทั้งเตรียมส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปเสริมระบบอีกส่วนหนึ่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชน ตลอดจนธุรกิจการท่องเที่ยว และธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคใต้

    รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา เมื่อแหล่งจ่ายก๊าซฯ JDA-A18 เกิดเหตุขัดข้อง หรือหยุดซ่อมบำรุง ซึ่งตามแผนล่าสุดจะมีการหยุดซ่อมบำรุงในระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน 2560 นั้น กฟผ. จะติดตามสถานการณ์และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ตลอดจนมีแผนสำรองเตรียมพร้อมเข้าแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที

    “กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ JDA-A18 ไว้ครบทุกด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ รวมทั้งเตรียมน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงสำรอง และมีการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง หรือการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย รวมถึงรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า  ชีวมวลในภาคใต้มาช่วยเสริมระบบบางส่วนด้วย อย่างไรก็ตาม จากความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคใต้จึงควรมีแหล่งผลิตไฟฟ้าหลักเพิ่ม เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองและมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงต่อไป” รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. กล่าวทิ้งท้าย

Date : 11 / 10 / 2017

  • Date : 11 / 10 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานเผยร้านค้าLPGยังเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐน้อยเพียง2,000แห่ง

    กรมธุรกิจพลังงาน เผยร้านค้า LPG แจ้งรายชื่อเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2,000 แห่ง จากทั้งหมด6,000- 7,000 แห่ง ระบุร้านค้าเข้าร่วมโครงการน้อย เพราะรอดูความคุ้มค่าจากการติดตั้งเครื่องรูดบัตรและค่าอินเตอร์เน็ตซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 100 บาทต่อเดือน  ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสั่งกรมฯ ประสานข้อมูลให้กระทรวงการคลังไม่ให้เกิดปัญหาติดขัดในขั้นตอนการปฎิบัติ    

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีร้านค้า LPG เข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว 2,000 แห่ง จากทั้งหมด 6,000-7,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกรมธุรกิจพลังงาน  ได้จัดส่งรายชื่อดังกล่าวให้กับกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้คาดว่าสาเหตุที่ร้านค้ายังเข้าร่วมโครงการไม่มาก เพราะการติดตั้งเครื่องรูดบัตรสำหรับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 100 บาทต่อเดือน จากค่าติดตั้งเครื่องรูดบัตรและค่าอินเตอร์เน็ต เป็นต้น แต่เชื่อว่า หากร้านค้า เห็นว่ามีความคุ้มค่าและช่วยเพิ่มยอดขายได้ในอนาคต ก็อาจจะทยอยเข้าร่วมโครงการมากขึ้น

    นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า ทางพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้ กรมธุรกิจพลังงาน ประสานข้อมูลร้านค้าก๊าซหุงต้ม(LPG) ให้กับกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับซื้อ LPG ไม่เกิดปัญหาในทางปฎิบัติ  เนื่องจากที่ผ่านมามาตรการช่วยเหลือดังกล่าว กระทรวงพลังงานเป็นผู้ดูแลข้อมูลผู้มีรายได้น้อยสำหรับการซื้อ LPG ราคาถูกมาก่อน จึงต้องส่งข้อมูลกับกระทรวงการคลัง เช่น รายชื่อร้านค้าLPG ปริมาณการซื้อ LPG ราคาถูกที่ผ่านมา และจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ซื้อ LPG ราคาถูก เป็นต้น

    โดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับการใช้ซื้อ LPG นั้น จะได้ส่วนลดซื้อในราคา 45 บาทต่อ 3 เดือน โดยปัจจุบันมีผู้ถือบัตรฯแล้วประมาณ 11.4 ล้านราย และบัตรฯ ก็ยังแจกจ่ายให้ประชาชนไม่ครบทั้งประเทศ จึงยังไม่ทราบว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ์มากน้อยเพียงใด แต่อดีตที่ผ่านมามีผู้ใช้สิทธิ์ผ่านโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยซื้อ LPG ราคาถูกเพียง 3-4 หมื่นรายเท่านั้น  ดังนั้นการใช้บัตรจะมีอุปสรรคอะไร กรมฯก็พร้อมให้ความร่วมมือช่วยแก้ไขปัญหาต่อไป  

    สำหรับร้านค้า LPG ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถแจ้งรายชื่อมายังกรมฯ หรือ แจ้งไปที่กระทรวงการคลังได้ ส่วนร้านที่ร่วมโครงการฯแล้ว จะติดป้ายธงฟ้าให้ลูกค้าได้เข้ามาใช้บริการต่อไป