ข่าวทั้งหมด

Date : 21 / 04 / 2017

  • Date : 21 / 04 / 2017
    พลังงานเล็งปรับเพิ่มเป้าหมายการใช้เอทานอลปี 61 เป็น 4.3 ล้านลิตรต่อวัน

    กรมธุรกิจพลังงาน เตรียมประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายการใช้เอทานอลของประเทศ ปี 2561 ขึ้นเป็น 4.3 ล้านลิตรต่อวัน หลังพบประชาชนใช้น้ำมัน E20 และ E85 เพิ่ม พร้อมหนุนเอกชนประมูลข้าวเสื่อมทำเอทานอล ด้านผู้ประกอบการติงรัฐเปิดประมูลข้าวเสื่อมกระชั้นชิด ผู้ผลิตขอประเมินคุณภาพก่อนตัดสินใจร่วมยื่นซองประมูล 26 เม.ย.นี้หรือไม่

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมปรับเพิ่มเป้าหมายการใช้เอทานอลของประเทศในปี 2561 เป็น 4.2-4.3 ล้านลิตรต่อวัน จากเป้าหมายการใช้ในปี 2560 ที่ 4 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากการส่งเสริมแก๊สโซฮอล์E20 ของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนหันมาสนใจใช้แก๊สโซฮอล์ E20 กันมากขึ้น ขณะนี้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มขึ้น10% เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่ยอดใช้เอทานอลในปี 2559 อยู่ที่ 3.6-3.8 ล้านลิตรต่อวัน ประกอบกับยอดการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 เริ่มขยับสูงขึ้นถึง 1 ล้านลิตรต่อวัน เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มียอดใช้อยู่ 8-9 แสนลิตรต่อวัน

    นอกจากนั้น กรมฯได้ประสานกับผู้ผลิตเอทานอลมา เพื่อให้เข้าร่วมประมูลนำส่วนข้าวเสื่อมคุณภาพมาผลิตเอทานอล และยังเป็นการช่วยระบายข้าวเก่ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศด้วย โดยคาดราคาข้าวเสื่อมคุณภาพที่จะประมูลนั้น อาจมักราคาต่ำตามคุณภาพของข้าว และอาจต่ำกว่าราคามันสำปะหลังที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล สำหรับราคามันสำปะหลังขณะนี้ถือว่ามีราคาตกต่ำอยู่ที่ 1-2 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมเคยได้ที่ราคากว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม 

    นายเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอเอทานอล จำกัด และในฐานะนายกสมาคมผู้ผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง กล่าวว่า ผู้ผลิตเอทานอลสนใจโครงการเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 1/2560 ปริมาณ 1.037 ล้านตัน  ซึ่งเป็นข้าวที่มีอายุการเก็บรักษาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป หรือเป็นข้าวคุณภาพเสื่อม ข้าวผิดชนิด ผิดมาตรฐาน แต่จะเข้าร่วมยื่นซองเอกสารคุณสมบัติผู้เสนอราคาซื้อ ในวันที่ 26 เม.ย. 2560 นี้หรือไม่นั้น ยังต้องรอประเมินความคุ้มค่าอีกครั้ง หลังจากที่ส่งทีมงานลงพื้นที่ไปตรวจสอบคุณภาพข้าวในแต่ละโกดังภายในสัปดาห์นี้ก่อน

    "หลังจากได้รับฟังกระทรวงพาณิชย์ชี้แจงหลักเกณฑ์และเงื่อนไข(TOR)เปิดประมูลข้าวคุณภาพเสื่อมเมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา และจะประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลวันที่ 28 เม.ย. นั้น กลุ่มผู้ผลิตเอทานอล เห็นตรงกันว่า การเปิดประมูลครั้งนี้ มีระยะเวลากระชั้นชิดเกินไป แม้ว่าที่ผ่านมาผู้ผลิตเอทานอลจะแสดงความพร้อมในการรับซื้อข้าวเสื่อมเพื่อนำไปผลิตเอทานอล แต่ก็ยังไม่เคยเห็นคุณภาพสินค้ามาก่อน"

    ดังนั้น การเปิดยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 26 เม.ย.2560 นี้ จึงตอบไม่ได้ว่าจะมีผู้สนใจร่วมประมูลกี่ราย เพราะข้าวที่เก็บไว้ในโกดังกระจายอยู่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนบน และภาคกลาง ซึ่งขั้นตอนการเปิดประมูลที่กระชั้นชิด ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถไปตรวจสอบคุณภาพข้าวได้ทั่วถึงทุกโกดัง จึงคาดว่า ผู้ผลิตเอทานอล คงจะเข้าร่วมประมูลข้าวในโกดังที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ตั้งโรงงานเอทานอลที่ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพและความคุ้มค่าแล้ว โดยผู้ผลิตเอทานอล จะต้องประเมินความเสี่ยงจากความเสียหายที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากรับซื้อข้าวล็อตดังกล่าวมาแล้ว เนื่องจากเงื่อนไข(TOR)กำหนดว่า ข้าวที่รับซื้อไปแล้วไม่สามารถยกเลิก หรือ คืนสินค้าได้ ซึ่งขณะนี้ผู้ผลิตเอทานอล มีความกังวลคุณภาพข้าวว่าเสื่อมในระดับใด และเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งที่เหลืออยู่ยังสามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลได้หรือไม่ เพราะข้าวดังกล่าวเก็บไว้ในโกดังนานกว่า 5 ปี

    นายเดชพนต์ กล่าวว่า ราคาประมูลข้าวคุณภาพเสื่อมล็อตนี้จะเป็นการเสนอราคาที่ต่ำ เพราะการนำข้าวเลื่อมไปผลิตเอทานอลต้องเปรียบเทียบราคากับมันสำปะหลัง และปัจจุบันราคามันสด ตกต่ำลงอยู่ที่กิโลกรัมละ 1.60-1.70 บาท ดังนั้นราคาประมูลข้าวเสื่อมจะตกต่ำกว่าราคามันสด

    "การซื้อมันสด ไปผลิตเอทานอลผู้ประกอบการยังมั่นใจได้ว่า มีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งที่จะนำไปหมักเป็นเอทานอลแน่นนอน แต่ข้าวคุณภาพเสื่อม ยังไม่มั่นใจว่าในแต่ละโกดังจะมีการปลอมบน หรือ มีเปอร์เซ็นต์แป้งเหลืออยู่ระดับใด  แต่คาดว่าราคาประมูลคงต่ำกว่าราคามันสดราว20-30% เท่านั้น หรือไม่น่าต่ำกว่ากิโลกรัมละ 1 บาท"

    ทั้งนี้ ข้าวคุณภาพเสื่อมที่นำมาเปิดประมูลราว 1 ล้านตัน หากมีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งเท่ากับมันสำปะหลัง เมื่อนำไปหมักเป็น    เอทานอล จะสามารถทดแทนมันสำปะหลังได้ 1 ใน 4 ของปริมาณมันสำปะหลังที่ต้องใช้ผลิตเอทานอลอยู่ที่ 3 -4 ล้านตันต่อปี

Date : 20 / 04 / 2017

  • Date : 20 / 04 / 2017
    "กิจจา"ยึดเป้าเดิม เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าRATCHให้ได้อีก7,000เมกะวัตต์ภายในปี2570

    บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)  ภายใต้การบริหาร ของนายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ คนใหม่ ซึ่งเข้ามารับภารกิจสานต่อจากนายรัมย์ เหราบัตย์ ที่เกษียณอายุการทำงาน เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา ยังยึด เป้าหมาย การสร้างกำลังผลิตไฟฟ้าให้ได้อีก7,000 เมกะวัตต์ ในอีก10 ปีข้างหน้า หรือปี 2570  พร้อมเตรียมแผนการจัดหาเงินรองรับการลงทุนประมาณ 300,000 ล้านบาท และบริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาการเติบโตของรายได้ โดยมุ่งเน้นที่โรงไฟฟ้าสินทรัพย์หลัก ได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรี  โรงไฟฟ้าหงสาใน สปป. ลาว กลุ่มโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น และกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน  
        
    นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานในปีนี้จะยังคงยึดเป้าหมายเดิม แต่ก็ได้กำหนดเป้าหมายท้าทายเพื่อเพิ่มกำลังผลิตให้ได้อีก7,000 เมกะวัตต์ในปี 2570 ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมในปีดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 14,500 เมกะวัตต์  จากเดิมที่เคยตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตช่วง 5 ปี หรือภายในปี2566 ว่าจะ เพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ อีก3,000 เมกะวัตต์   ทั้งนี้เป้าหมายเพื่อรักษาฐานธุรกิจไฟฟ้าระยะยาวไม่ให้ต่ำกว่า 10,000 เมกะวัตต์ และเป็นผู้นำการผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ของประเทศ 

    โดยในแนวทางการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จะใช้รูปแบบการซื้อและควบรวมกิจการให้มากขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการพัฒนาโครงการและสามารถรับรู้เมกะวัตต์และรายได้ในทันที ส่วนการลงทุนแบบพัฒนาโครงการหรือ กรีนฟิลด์ จะมุ่งเน้นโครงการประเภทพลังงานทดแทน เพราะระยะเวลาพัฒนาโครงการสั้นเพียง 1-3 ปี ด้านเป้าหมายการลงทุนได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมตั้งแต่ ธุรกิจไฟฟ้า เชื้อเพลิง พลังงานทดแทน สาธารณูปโภค ตลอดจนธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ที่ตอบสนองกระแสโลกในอนาคต เช่น ธุรกิจสีเขียว  ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานทดแทน เป็นต้น

    สำหรับเงินลงทุน 3 แสนล้านบาท จะมาจากทุนสะสมของบริษัท 25% หรือ 75,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลือเป็นเงินกู้ โดยปัจจุบันบริษัทฯมีทุนสะสมอยู่ที่ 40,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง และเอื้อต่อการระดมทุนในอนาคต 

    ส่วนแผนการลงทุนในปี 2560 นี้ ยังคงเป้าหมายเดิมเพิ่มกำลังการผลิตอยู่ที่ 7,500 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 10,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 6,980 เมกะวัตต์ เป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศ 4,948.59 เมกะวัตต์​และต่างประเทศ 2,031 เมกะวัตต์ หากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Riau ในอินโดนีเซียดำเนินการลงทุนสำเร็จตามแผนจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 7,115 เมกะวัตต์ 


     “บริษัทฯ ได้ขยายเป้าหมายจากเดิมที่ต้องสร้างกำลังผลิตให้เติบโตอีกประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2566 เป็น 7,000 เมกะวัตต์ในปี 2570 เพื่อรักษาความมั่นคงของบริษัทฯในระยะยาว สำหรับแผนงานหลักที่จะต้องดำเนินการให้ก้าวหน้าต่อเนื่องในปีนี้มี 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1.การติดตามโครงการที่กำลังพัฒนาและก่อสร้างจำนวน 6 โครงการ รวม 537 เมกะวัตต์ให้แล้วเสร็จสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ตามกำหนดเวลา   2.การปรับปรุงประสิทธิภาพความเชื่อถือได้และความสามารถในการการพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าที่เป็นสินทรัพย์หลัก เพื่อให้สร้างรายได้ได้ตามประมาณการ ส่วนการลงทุนจะเร่งหาโครงการในต่างประเทศ  และ 3ปรับวิธี ประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนโครงการให้สอดคล้องกับปัจจัยและสภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศให้มากขึ้น   โดยจะนำความรู้และประสบการณ์มาเสริมการทำงานของราชบุรีโฮลดิ้งให้เข้มแข็งและนำพาบริษัทฯ ไปให้ถึงเป้าหมายให้สำเร็จ ” นายกิจจา กล่าว
     
    นายกิจจา กล่าวว่า บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้  20% ของกำลังการผลิตรวม จากปัจจุบันมีอยู่ 10% ซึ่งรวมพลังงานน้ำแล้ว โดยปัจจุบันบริษัทฯสนใจเข้าร่วมประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ภาคพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร ระยะที่ 2  ที่ภาครัฐจะเปิดรับซื้อไฟฟ้า 219 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกับองค์การทหารผ่านศึกและสหกรณ์การเกษตร รวมถึงยังศึกษาการเข้าร่วมประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(Hybrid )แบบสัญญาFirm สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก หรือ SPP Hybrid Firm และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน(Hybrid)แบบสัญญาFirm สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กมาก หรือ VSPP Hybrid Firm

    ส่วนความคืบหน้าโครงการลงทุนสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและชมพู คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่ออนุมัติร่างสัญญาโครงการได้ในเดือน พ.ค. 2560 นี้ รวมถึงบริษัทฯ ยังสนใจร่วมลงทุนพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าที่ภาครัฐเตรียมเปิดประมูลอีก 4-5 สาย เช่น สายสีเทา และสายสีแดง กับบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) หรือ บีทีเอส โดยขณะนี้กำลังเจรจาแผนการลงทุนร่วมกัน

    สำหรับการบริหารสินทรัพย์ของบริษัทฯ จะมุ่งรักษากำลังการผลิตเดิมเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว บริษัทฯจึงได้ส่งแผนให้กระทรวงพลังงานพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าโครงการไอพีพีเดิมที่ทยอยหมดอายุตั้งแต่ปี 2563-2579 หลายโครงการ โดยขอต่ออายุออกไปอีก 5-10 ปี แม้ว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองประเทศจะอยู่ระดับสูงเกินกว่า 30% แต่บริษัทฯเห็นว่าโรงไฟฟ้าเดิมยังมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนและอัตราค่าไฟฟ้าที่เสนอไปต่ำกว่าอัตราเดิมเล็กน้อย จึงไม่น่าสงผลกระทบต่อค่าไฟฟ้ารวมของประเทศมากนัก 

    ปัจจุบัน ราชบุรีโฮลดิ้ง รับรู้กำลังผลิตจากการลงทุน รวม 6,980 เมกะวัตต์ โดยเป็นกำลังผลิตในประเทศ 4,948.59 เมกะวัตต์ และต่างประเทศ 2,031 เมกะวัตต์ หากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Riau ในอินโดนีเซียดำเนินกระบวนการลงทุนสำเร็จกำลังผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,115 เมกะวัตต์

Date : 19 / 04 / 2017

  • Date : 19 / 04 / 2017
    รอชี้ชะตาให้เลื่อนหรือยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน540เมกะวัตต์

    กกพ.หารือกระทรวงพลังงาน และกฟผ. ให้ได้ข้อสรุปโครงการไอพีพี  โรงไฟฟ้าถ่านหิน เขาหินซ้อน ของบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด(มหาชน) ขนาด540เมกะวัตต์  จะได้รับการขยายเวลาจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์หรือ COD อีกครั้งหรือไม่  หลังจากครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่เดือนพ.ย.2559 และเดือนมี.ค.2560 ที่ผ่านมา  โดยยืนยันไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้า เพราะยังมีปริมาณสำรองไฟฟ้าในระดับสูง

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เพื่อพิจารณาว่าควรให้บริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด(มหาชน)  ขยายเวลาการขายไฟฟ้าเข้าระบบ(COD) ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา  ขนาดกำลังการผลิต540 เมกะวัตต์ อีกรอบหรือไม่ หลังจาก กกพ.ได้สั่งให้เลื่อน COD ออกไป 2 ครั้งแล้ว เพราะโครงการของบริษัทยังไม่ผ่านการทำรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(EHIA) 

    ทั้งนี้ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าล่าสุด(PDP2015) กำหนดให้โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน เขาหินซ้อน ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบสำหรับเครื่องที่ 1-2 จำนวน 270 เมกวัตต์ ในเดือนพ.ย. 2559 และเครื่องที่ 3-4 จำนวน 270 เมกะวัตต์ เข้าระบบในเดือน มี.ค. 2560 ซึ่งก่อนหน้านี้ กกพ.ได้อนุมัติให้เลื่อนเข้าระบบมาแล้ว 2 ครั้ง 

    อย่างไรก็ตาม การขยาย COD ให้อีกรอบหรือไม่ภาครัฐจะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายและการพิจารณารายละเอียดด้านข้อกฎหมายรวมถึงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอีกครั้ง เนื่องจากโครงการดังกล่าวชนะการประมูลมาตั้งแต่ปี 2550 หรือกว่า 10 ปีแล้ว และผ่านการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)มาแล้ว  แต่เมื่อกฎหมายใหม่กำหนดให้ต้องจัดทำ EHIA ด้วย ทาง กกพ.จึงได้ขยายเวลา COD ให้ 2 ครั้งแล้ว แต่ปัจจุบัน บริษัทก็ยังทำ EHIA ไม่ผ่าน

    ทั้งนี้หากภาครัฐไม่ให้ขยายเวลา COD และทำให้ต้องเลิกโครงการดังกล่าว ทาง กกพ.ก็ต้องพิจารณาประเด็นการคืนเงินค้ำประกัน ด้วย  แต่ยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันปริมาณสำรองไฟฟ้ามีสูงกว่า 30% ซึ่งสูงกว่าปริมาณสำรองที่ควรมี 15% แล้ว  แต่หากภาครัฐให้ขยายเวลา COD ออกไปอีกครั้ง ก็ต้องกลับมาเจรจาราคารับซื้อไฟฟ้ากันใหม่ แต่ยืนยันว่าไม่สามารถเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นอย่างอื่นได้ 

     

  • Date : 19 / 04 / 2017
    กกพ.ปรับค่าไฟฟ้าขึ้นครั้งแรก12.52 สตางค์ต่อหน่วย นับตั้งแต่เดือนก.ย.2557

    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบให้ปรับค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟทีงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2560 ที่ -24.77 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากงวดที่แล้วเดือนมกราคมถึงเมษายน 2560 เท่ากับ 12.52 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งมีปัจจัยหลักจากราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ65 มีการปรับตัวสูงขึ้นตามรอบการปรับราคาตามสัญญา ทั้งจากอ่าวไทยและเมียนมา  โดยถือเป็นการปรับขึ้นค่าเอฟทีครั้งแรกนับตั้งแต่ คณะกรรมการกกพ.ชุดนี้ เข้ามาบริหาร เดือน กันยายน2557 พร้อมคาดการณ์ค่าเอฟที จะปรับสูงขึ้นอีกต่อเนื่องในงวดถัดไปปี2560

    ​นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยภายหลังจากการประชุม กกพ. ว่า กกพ. มีมติปรับลดค่าเอฟทีจากที่คำนวณได้ในงวด พ.ค.- ส.ค. 2560 ลงมาอยู่ที่ -24.77 สตางค์ต่อหน่วย จากงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2560 ที่ค่าเอฟที อยู่ที่ -37.29สตางค์ต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นจากงวดก่อน 12.52 สตางค์ต่อหน่วย โดยนำส่วนที่ได้จากการปรับลดค่าเชื้อเพลิงในช่วงที่แหล่งก๊าซยาดานา ของเมียนมา หยุดซ่อม เมื่อวันที่ 25 มีนาคม – 2 เมษายน 2560 เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง 1.05 สตางค์ต่อหน่วย และนำเงินค่าปรับและค่าชดเชยต่างๆ ที่ได้รับจากการบริหารสัญญาจัดหาเชื้อเพลิงและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่างๆ มาลดค่าเอฟทีได้อีก 4.26 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าเอฟที ที่ควรจะต้องปรับเพิ่มขึ้นจากงวดที่แล้ว 17.83 สตางค์ต่อหน่วยปรับเพิ่มเหลือ 12.52 สตางค์ต่อหน่วย   ซึ่งจะมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.5079 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือคิดเป็นร้อยละ 3.70 ของค่าไฟฟ้าทั้งหมด

    จากมติ กกพ. ดังกล่าวข้างต้น สำนักงาน กกพ. จะเผยแพร่รายละเอียดทั้งหมดผ่านทาง www.erc.or.th  เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2560 เวลา 12.00 น. ก่อนที่จะนำผลการรับฟังความคิดเห็น มาพิจารณาและให้การไฟฟ้าประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับค่าเอฟทีสำหรับเรียกเก็บในรอบดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อไป

    การปรับเพิ่มขึ้นของค่าเอฟทีดังกล่าว  เป็นไปตามที่คาดการณ์ว่าค่าเอฟทีจะมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้ และมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าปีนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นด้วย โดยสาเหตุหลักมาจากราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้ามีการปรับตัวสูงขึ้นตามรอบการปรับราคาตามสัญญาจากทั้งอ่าวไทยและเมียนมา  และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้

    นายวีระพล  กล่าวสรุปถึงปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อราคาเชื้อเพลิงและการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 ดังนี้ 1. อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าช่วง ม.ค.-เม.ย. 2560 อยู่ที่ 0.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนขายถัวเฉลี่ยธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกิดขึ้นจริงเฉลี่ยเดือน ก.พ. 60 ที่ 35.19 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
    2. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 เท่ากับ 68,198 ล้านหน่วย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. 2560 เท่ากับ 5,853 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ 9.39
    3. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 65.14 รองลงมาเป็นรับซื้อไฟฟ้าจากลาว ร้อยละ 10.70 ถ่านหินนำเข้า ร้อยละ 8.58 และลิกไนต์ ร้อยละ 8.55
    4. แนวโน้มราคาเชื้อเพลิง คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติรวมค่าผ่านท่อ อยู่ที่ 244.58 บาทต่อล้านบีทียู ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากงวดที่ผ่านมา 9.35 บาทต่อล้านบีทียู ราคาน้ำมันเตาอยู่ที่ 12.47 บาทต่อลิตร ปรับตัวลดลง 3.39 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 20.77 บาทต่อลิตร ปรับเพิ่มขึ้น 0.09 บาทต่อลิตร ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าเอกชนอยู่ที่ 2,554.79 บาทต่อตัน ปรับลดลง 8.02 บาทต่อตัน และราคาลิกไนต์ กฟผ. อยู่ที่ 693 บาทต่อตัน ไม่เปลี่ยนแปลง
     
    สำหรับค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของภาครัฐ ในส่วน Adder และ FiT ในเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 ได้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 13,148.10 ล้านบาทในงวดที่แล้ว มาอยู่ที่ 13,536.41 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 388.32 ล้านบาท แต่เนื่องจากจำนวนหน่วยไฟฟ้าในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 มีสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อเทียบเป็นอัตราต่อหน่วยแล้วจะทำให้อัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2560 ซึ่งอยู่ที่ 21.77 สตางค์ต่อหน่วย ลดลงจากงวด ม.ค. – เม.ย. 2560 ที่ 22.97 สตางค์ต่อหน่วย เท่ากับ 1.20 สตางค์ต่อหน่วย

Date : 18 / 04 / 2017

  • Date : 18 / 04 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานเผยธุรกิจปั๊มLPGอยู่ในช่วงขาลง

    กรมธุรกิจพลังงานเผยธุรกิจปั๊มLPG ยังอยู่ในช่วงขาลงนับตั้งแต่ปี2558  เนื่องจากจำนวนรถยนต์ที่เปลี่ยนมาติดตั้งอุปกรณ์LPGไม่ได้เพิ่มขึ้น  ทำให้ความต้องการใช้LPGภาคขนส่งเดือนมี.ค.ลดลง 8.9%  โดยผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อหารายได้ด้านอื่นเสริม  เช่นเดียวกับธุรกิจปั๊มNGV  ที่ยอดความต้องการใช้เดือนมี.ค.ที่ผ่านมาลดลงกว่า14.3%เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.)เปิดเผยถึงสถานการณ์ธุรกิจการค้าก๊าซLPGในภาคขนส่งว่า การจดทะเบียนเพื่อขออนุญาตตั้งปั๊มLPGใหม่ มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ปี2558 เป็นต้นมา จากช่วงปีก่อนหน้านี้ การยื่นขอจดทะเบียนเพื่อขออนุญาตมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า10% ในแต่ละปี  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอิ่มตัวของธุรกิจ   เนื่องจากจำนวนรถยนต์ที่เปลี่ยนมาติดตั้งLPGมีลดลง เพราะราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับที่ต่ำ  โดยผู้ประกอบการปั๊มLPG จะอยู่รอดได้ ด้วยจำนวนรถติดตั้งLPG ที่มีอยู่เดิม  และการปรับตัวไปเพิ่มหัวจ่ายเพื่อขายน้ำมัน  หรือเพิ่มบริการร้านสะดวกซื้อหรือร้านกาแฟ ให้มีรายได้จากด้านอื่นมาชดเชย

    โดยปั๊มLPGในปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 2,070 แห่ง เพิ่มขึ้นจากตัวเลขวันที่31 มี.ค.2558ที่มีอยู่1,869 แห่ง โดยถือว่าขยายตัวไม่มากนัก ขณะที่ปั๊ม NGV ขณะนี้มีอยู่ 490 แห่ง เพิ่มขึ้นจากข้อมูลเมื่อปี2558 ที่มีจำนวนปั๊มอยู่ 476แห่ง  1,869 แห่ง

    ทั้งนี้ ตัวเลขการใช้ LPG ในภาพรวม ล่าสุดเมื่อเดือนมี.ค.2560 พบว่าปรับลดลง 2.1% มาอยู่ที่ 16.1 ล้านกิโลกรัมต่อวัน โดยเป็นการลดลงในภาคครัวเรือน 0.7% มาอยู่ที่ 5.8 ล้านกิโลกรัมต่อวัน,ภาคขนส่งลดลง8.9% มาอยู่ที่ 3.8 ล้านกิโลกรัมต่อวัน, ภาคปิโตรเคมีลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 4.7 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ยกเว้นภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น 4.1% มาอยู่ที่ 1.8 ล้านกิโลกรัมต่อวัน เพราะรัฐบาลส่งเสริมธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ LPG ในการผลิตสินค้าเป็นหลัก ขณะที่ยอดการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ลดลง 14.3%  เฉลี่ยอยู่ที่ 7 ล้านกิโลกรัมต่อวัน

     

     

     

  • Date : 18 / 04 / 2017
    กฟผ.รอ สผ. กดปุ่มเดินหน้าจัดทำEIAและEHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    กฟผ.รอความชัดเจนจาก สผ.ก่อนเริ่มต้นกระบวนการประมูลว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อจัดทำEIAและEHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่  พร้อมรอฟังนโยบายจาก คสช.ที่จะสรุปผล 3เวทีรับฟังความเห็นชาวใต้  ในวันที่ 28 เม.ย.นี้ ว่าจะให้เดินหน้าโครงการหรือไม่  ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา เฟส1 ขนาด1,000 เมกะวัตต์  คาดล่าช้าออกไปจากแผน2ปี จากเดิมที่จะต้องจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ปลายปี2564

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อช่วงต้นเดือนเม.ย.2560 ที่ผ่านมา ว่าจะให้ กฟผ.ดำเนินการอย่างไร  เพื่อให้กระบวนการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)ท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว และการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถูกต้องตามระเบียบของ สผ. โดยกฟผ.จะยังไม่เริ่มกระบวนประมูลว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อจัดทำ EIAและEHIA จนกว่าจะได้รับความชัดเจนจากทาง สผ.

    ทั้งนี้ หากทางสผ. ให้ กฟผ.เริ่มดำเนินกระบวนการจัดทำEIAและEHIA ของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใหม่ ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ได้ นั้น ในกระบวนการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา นั้น สามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ คือ การว่าจ้างพิเศษ หรือการจ้างตรง  คาดว่าใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 เดือน ก็จะได้รายชื่อผู้รับเหมา แต่วิธีนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อภาครัฐเห็นว่าเป็นโครงการเร่งด่วน ส่วนอีกวิธี คือ การเปิดประมูลว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งวิธีนี้คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน โดยจะเลือกใช้รูปแบบไหนนั้น จะขึ้นอยู่กับข้อเสนอแนะของ สผ. รวมถึงรายชื่อบริษัทที่ปรึกษาเพื่อจัดทำEIA และEHIA ก็จะต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ สผ. กำหนดไว้ด้วย

    นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า กฟผ.ยังรอฟังนโยบายจาก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในวันที่ 28 เม.ย.2560 นี้ ที่จะสรุปผลการจัดเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจและรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ในวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกัน 3เวที ทั้ง ที่สุราษฎร์ธานี  สงขลา และกระบี่  ซึ่งหากมีนโยบายไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี่   ทางกฟผ. พร้อมทำตามนโยบายของภาครัฐ โดยยุติโครงการทันที แต่หากให้เดินหน้าโครงการต่อไป กฟผ.ก็จะเดินตามแนวทางที่ สผ.แนะนำเท่านั้น 

    อย่างไรก็ตาม หากสุดท้ายโรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี่ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เชื่อว่า กระทรวงพลังงาน จะพิจารณาแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่อื่นแทน หรือ อาจพิจารณาแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ที่ กฟผ. ได้เสนอแผนการศึกษาความเหมาะสมไปแล้วใน 4 พื้นที่ คือ จ.สุราษฎ์ธานี จ.สงขลา อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และจ.ตรัง ซึ่งความเป็นไปได้มากที่สุด คือการสร้างโรงไฟฟ้าLNG ในอ.ทับสะแก เพราะ กฟผ.มีที่ดินอยู่แล้ว และติดริมทะเลน้ำลึก สามารถสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้

    นอกจากนี้ กฟผ. ยังเร่งลงทุนโครงการปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้า 500 KV ช่วงภาคตะวันตก-ภาคใต้ วงจรที่ 2 จากบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไป ยังจ.สุราษฎร์ธานี และจ.ภูเก็ต ระยะทาง 800 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงไฟฟ้าให้กับภาคใต้ฝั่งอันดามัน จากเดิมที่มีสามารถส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปภาคใต้ได้ 600 เมกะวัตต์ จะเพิ่มเป็นประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ แต่จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หากสายส่งมีปัญหา  เพราะจะทำให้ไฟฟ้าหายไป 1,000 เมกะวัตต์

    ส่วนความคืบหน้าโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา เฟส 1 ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาEIAและEHIA ของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ(คชก.) คาดว่า จะผ่านการอนุมัติในเดือนพ.ค.2560 นี้ แต่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าอาจล่าช้าออกไปจากแผนไปประมาณ  2 ปี จากเดิมคาดว่าจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2564เนื่องจากยังมีขั้นตอนพิจารณาอื่นๆ ก่อนขอการอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี(ครม.)อีก 18 -24 เดือน อีกทั้งยังติดปัญหาเวนคืนที่ดินและที่ดินมีราคาสูง ซึ่งต้องใช้เวลาในการออกพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เวนคืนที่ดิน อีก 1 ปี