ข่าวทั้งหมด

Date : 14 / 07 / 2017

  • Date : 14 / 07 / 2017
    "สุรศักดิ์"ย้ำ4แผนงานประยุกต์ใช้Energy Storage ขับเคลื่อนEnergy 4.0

    กระทรวงพลังงานย้ำกรอบแผนงาน4ด้านประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) สอดคล้องนโยบายพลังงาน 4.0 สำหรับประเทศไทย เผยความคืบหน้างบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 765 ล้านบาท อนุมัติแล้ว32โครงการรวมวงเงิน 295 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดสัมมนา “ความพร้อมของประเทศไทยกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน” เพื่อเป็นเวทีให้นักวิจัย นักวิชาการ ผู้ประกอบการ องค์กรภาครัฐ และเอกชน ได้ทราบถึงทิศทางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมด้านระบบกักเก็บพลังงานในระดับสากล รวมถึงกรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับประยุกต์ใช้ในประเทศไทย โดยมี พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4.0 สำหรับประเทศไทย”

    โดยพลเอกสุรศักดิ์ กล่าวว่า นโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล เป็นโมเดลทางธุรกิจที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่ง กระทรวงพลังงาน มีนโยบายในการเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน 4.0 หรือ Energy 4.0 ให้มีความสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยการใช้ “การวิจัย พัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ดังจะเห็นได้จากนวัตกรรมที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และมีผลกระทบต่อการผลิตและใช้พลังงานของประเทศ เช่น การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ที่เปลี่ยนการใช้พลังงานน้ำมันเป็นไฟฟ้า หรือการนำพลังงานจากธรรมชาติ เช่น แสงแดด ลม หรือชีวมวลมาใช้ผลิตไฟฟ้าแทนพลังงานน้ำจากเขื่อน ฉะนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการวิจัย พัฒนา เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรับมือให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ สนพ.เป็นผู้ดำเนินการ ในกรอบแผนงาน 4 ด้าน คือ 1 Firm Renewable Energy ที่ต้องทำให้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม หรือชีวมวล ที่ผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า มีความเสถียร สามารถใช้เป็นพลังงานหลักของประเทศได้  2 EV (Electric Vehicle) หรือยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดมลพิษที่เกิดจากการเผาผลาญน้ำมัน โดยรัฐบาลไทยประกาศสนับสนุนการผลิตและใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ มีการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ทั้งจากบ้านเรือนที่พักอาศัย หรือที่ปั๊มชาร์จไฟฟ้า โดยขณะนี้กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการผลักดันให้ภาคเอกชนสร้างปั๊มชาร์จไฟฟ้าให้ได้ 150 หัวจ่าย  3  Smart City - Smart Grid คือการพัฒนาชุมชนหรือเมืองอัจฉริยะ ให้ผลิตและใช้ไฟฟ้าได้เอง ทำให้สามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 4 Energy Storage หรือระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักที่จะทำให้เกิดการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ให้ใช้ได้นาน ทำให้การบริหารจัดการพลังงานทดแทนให้มีความเสถียร (Firm Renewable) ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle) ใช้งานได้นานขึ้น

    โดยปัจจุบันเทคโนโลยี Energy storage มีความหลากหลาย ทั้งเทคโนโลยีเดิมที่มีการใช้มานาน หรือเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจ เช่น แบตเตอรี่ลิเที่ยม รวมถึงเทคโนโลยีอนาคต เช่น supercapacitor แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยหลักๆ คือ ราคาต้นทุนเป็นสำคัญ นอกจากนี้การลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศไทย ต้องคำนึงถึงการมีวัตถุดิบในประเทศ หรือการมี supply chain ที่ครบถ้วน รวมถึงการมีนโยบายและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

    การสัมมนาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดี ที่จะได้สำรวจองค์ความรู้และหารือแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นโยบาย มาตรการส่งเสริม และทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรม Energy storage เพื่อประเมินความพร้อมและกำหนดบริบทการพัฒนาเทคโนโลยี Energy storage ที่เหมาะสมกับประเทศไทย ทำให้เรารู้ว่า ประเทศไทยควรจะเดินอย่างไร จะเตรียมความพร้อมเรื่อง Energy storage อย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย Energy 4.0 เพื่อการพัฒนาให้ประเทศมีความยั่งยืน

    ด้าน นางเอมอร ชีพสุมล รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้มติอนุมัติงบประมาณ 765 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดทำโครงการสนับสนุนการศึกษาวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ภายในระยะเวลา 2 ปี

    งบประมาณดังกล่าว สนับสนุนให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานในด้านต่างๆ โดยนำร่องการใช้งานในด้านความมั่นคงและภัยพิบัติ ด้านอุตสาหกรรม และยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างฐานการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระยะยาว โดยได้ร่วมมือและมอบหมายให้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนาเป็นผู้บริหารจัดการโครงการ”

    ทั้งนี้ในความคืบหน้าในการดำเนินงานระยะที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 สวทช. เปิดรับข้อเสนอโครงการจัดกระบวนการพิจารณา และเสนอคณะทำงานกำกับงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Steering Committee) อนุมัติการสนับสนุนโครงการแล้ว รวม 32 โครงการ งบประมาณรวม 301,897,000 บาท เป็นงบประมาณจากกองทุนฯ 295,634,000 บาท และงบประมาณร่วมสนับสนุนจากภาคเอกชน 6,263,000 ซึ่งยังมีงบประมาณคงเหลืออีก 400,320,000 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้ทิศทางและแนวทางในการดำเนินงานมีความสอดคล้องและต่อเนื่องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล สนพ. ในฐานะเลขานุการกองทุนฯ จึงร่วมมือกับ สวทช. จัดสัมมนาขึ้น เพื่อสำรวจองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นโยบาย มาตรการส่งเสริม และทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมด้านระบบกักเก็บพลังงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนา การกำหนดนโยบายและมาตรการส่งเสริมด้านระบบกักเก็บพลังงาน สำหรับเป็นกรณีศึกษาและแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับประยุกต์ใช้ในประเทศไทย”

    งานสัมมนาที่จัดขึ้นได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากกระทรวงพลังงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา มาบรรยายเรื่อง A review of U.S. market reforms for renewable integration, flexibility, and storage และผู้เชี่ยวชาญจาก DNV GL Clean Technology Center ประเทศสิงคโปร์ มาบรรยายเรื่อง Evolution of Energy Storage Systems Technology: Current and future รวมทั้งการเสวนาหัวข้อ “ความพร้อมของประเทศไทยกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน” โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ผู้แทนจากหน่วยงานดูแลกำกับนโยบาย และผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศ มาแลกเปลี่ยนความรู้และอภิปรายร่วมกัน เพื่อหารือถึงบริบทการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานที่เหมาะสมกับประเทศไทยต่อไป
     

  • Date : 14 / 07 / 2017
    กรมธุรกิจพลังงานเผย ยอดใช้NGVครึ่งปี2560ตก14%

    กรมธุรกิจพลังงาน เผยยอดใช้NGVครึ่งปีแรก ปรับลดลงกว่า 14% จากการที่ผู้ใช้รถหันไปใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ปั๊มNGVทยอยปิดตัวลงต่อเนื่อง ในขณะที่การใช้น้ำมันเบนซิน โต4.3% และดีเซล โต2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว   

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า ยอดการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 เฉลี่ยอยู่ที่ 6.9ล้านกิโลกรัมต่อวัน ลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นปี2559 ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ และรถบรรทุกสินค้าที่เคยเติมNGV เปลี่ยนมาใช้รถที่เติมน้ำมันเชื้อเพลิงแทน ที่เห็นว่ามีความคุ้มค่ามากกว่า  ซึ่งส่งผลให้สถานีบริการ NGV ทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนการใช้ก๊าซหุงต้ม(LPG) เพิ่มขึ้น 2.3% อยู่ที่ 16.6 ล้านกิโลกรัมต่อวัน โดยเป็นของการใช้ทุกภาคยกเว้นภาคการขนส่ง

     ปัจจุบันมีจำนวนสถานีบริการ LPG อยู่ที่ 2,091 แห่ง เทียบกับปีก่อนที่ 2,092 แห่ง ส่วนสถานี NGV ปัจจุบันอยู่ที่ 462 แห่ง เทียบกับปีก่อนที่ 487 แห่ง และคาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

    สำหรับ ภาพรวมการใช้น้ำมัน เชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวัน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560  เติบโตขึ้น โดยการใช้ของกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้น 4.3% อยู่ที่ 29.8 ล้านลิตรต่อวัน ส่วน การใช้ดีเซล เติบโต 2.3% อยู่ที่ 65.4 ล้านลิตรต่อวัน  

    ขณะที่แนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 นี้ คาดว่ายังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งดูตัวเลขคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ที่คาดว่าจะโต 3.2% ดังนั้นการใช้น้ำมันจะเติบโตขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ กรมฯคาดว่ายอดใช้น้ำมันปี 2560 นี้จะเติบโต 3% เทียบกับปี 2559

    นายวิฑูรย์  กล่าวfด้วยว่า การปรับส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ให้ใกล้เคียงกับแก๊สโซฮอล์ 95 เริ่มส่งผลให้การใช้แก๊สโซฮอล์ 91 มียอดการใช้ลดลง โดยช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามียอดการใช้ลดลง 3.7% เหลือ 10.8 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่แก๊สโซฮอล์95 ปรับเพิ่มขึ้น 11.2% เป็น 11.6 ล้านลิตร ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่กระทรวงพลังงานต้องการจะให้มีการเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์91 ในอนาคต โดยสมัครใจ ปัจจุบันราคาแก๊สโซฮอล์91 อยู่ที่25.28 บาทต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 25.55 บาทต่อลิตร

  • Date : 14 / 07 / 2017
    ธุรกิจก๊าซLPGผันผวนก่อนเปิดเสรี1ส.ค.2560

    กรมธุรกิจพลังงาน เผยธุรกิจก๊าซ LPG ผันผวนหนัก ก่อนเปิดเสรีทั้งระบบ 1 ส.ค. 2560 ระบุผู้ค้าเร่งปรับแผนนำเข้าส่งออก โดยปตท.หยุดนำเข้า 5 เดือน เพื่อปรับแผนธุรกิจLPGใหม่ เตรียมออกประกาศรองรับ 2 ฉบับ เน้นป้องกันขาดแคลน LPG และสั่งเพิ่มสำรองจาก 5 วัน เป็น 9 วัน เริ่ม 1 ม.ค. 2564

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.) เปิดเผยว่า ธุรกิจก๊าซหุงต้ม(LPG)ในไทยกำลังอยู่ในช่วงผันผวน เนื่องจากกำลังเร่งปรับตัวรองรับการเปิด LPG เสรี ที่จะเริ่มมีผล 1 ส.ค. 2560 นี้ โดยล่าสุดบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้หยุดนำเข้า LPG นับตั้งแต่เดือนก.พ. 2560 เพื่อปรับแผนธุรกิจใหม่ เนื่องจากเห็นว่าในอนาคตจะเกิดคู่แข่งการนำเข้า LPG มากขึ้น ประกอบกับลูกค้าของ ปตท.อาจหันไปซื้อ LPG จากผู้ค้ารายใหม่แทนได้

    รวมทั้งการเปิด LPG เสรี ที่กระทรวงพลังงานเตรียมจะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ช่วงปลายเดือน ก.ค. 2560 นี้ จะมีผลกระทบให้ ปตท.ต้องหลักเกณฑ์การใช้คลัง LPG ที่เขาบ่อยาใหม่ นอกจากนี้ ปตท.ยังต้องปรับตัวรองรับกรณีการผลิต LPG เพื่อใช้เองในโรงงานปิโตรเคมี เนื่องจากยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบการผลิต โดยเฉพาะกรณีการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565-2566

    อย่างไรก็ตาม ธพ.ได้รับแจ้งการนำเข้า LPG ในเดือน ก.ค. 2560 นี้ มีการแจ้งขอนำเข้า LPG รวม 113,500 ตัน โดยปตท.ได้กลับมานำเข้า LPG อีกครั้งหลังหยุดนำเข้าไป 5 เดือน โดยนำเข้าจำนวน 66,000 ตัน แบ่งเป็นนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศ 7,000 ตันและส่งออก 59,000 ตัน ซึ่งถือเป็นยอดส่งออกที่สูงสุดของปตท.ที่เคยผ่านมา นอกจากนี้ยังมีบริษัท สยามแก๊ส ที่ขอนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศ 44,000 ตัน และบริษัท ยูนิค นำเข้าเพื่อส่งออกจำนวน 3,500 ตัน ส่วนในเดือน ส.ค.-ก.ย. 2560 ปตท.จะหยุดนำเข้าอีกครั้ง ก่อนจะกลับมานำเข้าต่อในเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2560

    ทั้งนี้กรมฯเชื่อว่ายังมีอีกหลายบริษัทที่กำลังปรับแผน LPG อยู่ เพื่อรองรับนโยบาย LPG เสรี โดยคาดว่าทุกบริษัทจะส่งแผนนำเข้าและส่งออกที่เป็นแผนใหม่มายังกรมฯ หลังจากมีการประกาศใช้ LPG เสรีอย่างเป็นทางการ   

    นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ในส่วนของกรม ธพ. ก็ต้องเร่งออกประกาศกรมฯ 2 ฉบับ เพื่อรองรับการเปิด LPG เสรี ได้แก่ 1. ประกาศการเปลี่ยนแปลงอัตราสำรอง LPG เพิ่มขึ้น จากเดิมที่กำหนดให้ผู้ค้าสำรอง 1.5% ของปริมาณการจำหน่าย ให้เพิ่มเป็น 2.5% หรือจากเดิมสำรองไว้ใช้ได้ 5 วัน เป็น 9 วันแทน เพื่อป้องกันการขาดแคลน LPG โดยประกาศดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2564 และ 2. ประกาศกระทรวงพลังงานกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมป้องกันการขาดแคลน LPG

Date : 13 / 07 / 2017

  • Date : 13 / 07 / 2017
    "ดุสิต" "พรายพล"จับมือค้านจัดเก็บค่าback up โซลาร์รูฟท็อป

    วงเสวนา จุฬาฯ ร้อน  “ดุสิต เครืองาม “อ่านแถลงการณ์ 4 ข้อ  ค้านการเรียกเก็บค่า back up โซลาร์รูฟท็อป  ด้าน “พรายพล” ยกกรณี เยอรมัน ออสเตรเลีย หนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปใช้เอง  ในขณะที่ โฆษก กกพ. ยืนยัน แนวคิดจัดเก็บเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพื่อดูแลผลกระทบรายได้ของการไฟฟ้าที่ลดลง ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ายังคงอยู่

    เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2560 สถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทย ร่วมกับหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา TGWA Advocacy ครั้งที่2 เรื่อง "ทิศทางและมายาคติ โซลาร์รูฟท็อปของประเทศไทย:มิติเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีผลิกโฉม" ที่ อาคารศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย

     ศ.ดร.ดุสิต เครืองาม นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทยและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งประเทศไทย(สปท.) หนึ่งในวิทยากรได้อ่านแถลงการณ์ 4 ข้อ โดยมีเนื้อหาไม่เห็นด้วยกับการที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) มีแนวคิดที่จะจัดเก็บค่า back up สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองดังนี้
     1.สมาคมฯไม่เห็นด้วยกับมาตรการการเก็บค่าธรรมเนียมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปทั้งสิ้น โดยเฉพาะการเรียกเก็บค่า Back up  

    2. เรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคนโยบาย กำกับ และภาคปฏิบัติ ช่วยเร่งเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี โดยให้เปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้ ส่วนจะคิดราคาเท่าไหร่ก็ได้ แต่อย่ากีดกันการผลิต
    3.ต้องการให้การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ปรับแก้ระบบ การแก้โครงข่ายตัดต่อไฟฟ้าอัตโนมัติ (relay เบรกเกอร์) เพื่อไม่ให้เกิดการจำกัดการซื้อและขายไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตโซล่าร์รูฟท็อปกับการไฟฟ้า
    และ4.ขอให้ กฟน.และ PEA ทบทวนการทำธุรกิจให้บริการรับเหมาติดตั้ง ซ่อมบำรุงโซลาร์รูฟท็อปให้บ้านและอาคารพาณิชย์ โดยสมาคมฯ ไม่เห็นด้วย ที่การไฟฟ้าจะเข้ามาทำธุรกิจแข่งกับเอกชน ซึ่งเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญว่าด้วยการไม่ให้รัฐทำธุรกิจแข่งกับเอกชน ซึ่งภาระกิจหลักของการไฟฟ้าคือให้บริการจ่ายไฟฟ้าให้ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ดูแลความมั่นคงไฟฟ้า ไม่ได้มีหน้าที่เข้ามาให้บริการดังกล่าว และมองว่า เอกชนทำได้ดีอยู่แล้ว  

    ในขณะที่ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวยกตัวอย่างประเทศเยอรมัน ซึ่งมีประสบการณ์การติดตั้งโซลาร์รูปท็อปมากว่า 10 ปีขึ้นไปว่าเยอรมันใช้วิธีรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ทั้งหมด และหากมีการผลิตมากเกินความต้องการใช้การส่งออกไปขายประเทศเพื่อนบ้านในราคาถูก  ส่วนกรณีผลกระทบเรื่องรายได้ของการไฟฟ้าที่ลดลงนั้น เยอรมัน ใช้วิธีกระจายภาระไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง ยกเว้นภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน แต่อาจมีการชดเชยให้ผู้ผลิตไฟฟ้าได้บางส่วน โดยเยอรมันไม่เคยพูดเรื่องการเก็บค่า back up จากผู้ผลิตโซลาร์รูฟท็อป แม้ว่าการผลิตโซลาร์เซลล์ของเยอรมันส่วนใหญ่จะเป็นโซลาร์รูฟท็อปมากกว่าโซลาร์ฟาร์มก็ตาม

    "เยอรมันไม่ได้ลงโทษผู้ผลิตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่กระจายให้ประชาชนรับผิดชอบ และหาวิธีชดเชยให้การไฟฟ้าบ้าง ถือว่าดี เพราะเขามองว่าการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปช่วยให้โลกสะอาด แม้จะมีปัญหาทางเทคนิคก็ยังแก้ไขเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ไม่ใช่แก้ไขเพื่อจำกัดพลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยควรนำมาคิด เราไม่ควรเก็บค่า back up โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน ที่ไม่ต้องพูดถึงหรือศึกษาด้วยซ้ำ พลังงานหมุนเวียนควรเป็นการผลิตอันดับแรกเลย เพราะโลกต้องการพลังงานสะอาด" ศ.ดร.พรายพล กล่าว

    ส่วนกรณีของสหรัฐฯ ที่มีการพูดกันกว้างขวางในเรื่องการคิดจะเก็บค่า back up โดยเฉพาะในรัฐแคริฟอร์เนียที่มีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์สูงมาก และเคยศึกษาพบว่า หากมีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เกิน 10% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ จะส่งผลกระทบให้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าลดลง รวมทั้งกรณีการผลิตไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอขึ้นกับแสงแดด เมื่อมีการผลิตมากจะส่งผลกระทบให้แรงดันไฟฟ้าในระบบให้สูงเกินไป นั้น ก็ไม่เคยใช้วิธีหยุดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อฟ เพราะมีการใช้นำระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ(Net Metering )มาใช้ ซึ่งสามารถตรวจสอบการซื้อและขายไฟฟ้าระหว่างกันได้ 

    สำหรับประเทศไทยนั้น ส่วนตัวเห็นว่าไม่ต้องคิดค่า back up  เนื่องจากสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาพบว่า หากผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์เพิ่มเป็น 3,000 เมกะวัตต์ ผลกระทบกับรายได้การไฟฟ้าน้อยมากเพียง  1%  ของรายได้การไฟฟ้าเท่านั้น พร้อมกันนี้ เห็นว่า รัฐควรส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์รูปท็อปแบบเสรี ด้วยการนำระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะมาใช้ ในการซื้อขายไฟฟ้าเช่นเดียวกัน 

    อย่างไรก็ตามถ้ามีปัญหาทางเทคนิควรใช้วิธีป้องกัน โดยนำเทคโนโลยีสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ(สมาร์ทกริด) ระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage)มาใช้ ซึ่ง ในประเทศออสเตรเลียเกิดการขายโซลาร์รูฟท็อปพ่วงแบตเตอรี่แล้ว  โดยถ้าติดตั้งบ้านต้นทุนค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 5 บาทต่อหน่วย ในขณะที่ค่าไฟฟ้าออสเตรเลียอยู่ที่ 8-10 บาทแสดงให้เห็นว่าเริ่มคุ้มทุนแล้ว และเชื่อว่าอีกไม่นานจะเกิดการขายโซลาร์รูฟท็อปพ่วงแบตเตอรี่ ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน 

    ในส่วนของการไฟฟ้าเอง เห็นว่า จะต้องปรับตัวเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะอนาคตคพลังงานหมุนเวียนทั้งโซลาร์เซลล์   ลม จะเกิดมากขึ้น จากต้นทุนการผลิตลดลง ดังนั้นควรเปิดโอกาสให้เอกชนผลิตและซื้อขายไฟฟ้ากันเอง ส่วนการไฟฟ้าสามารถทำธุรกิจติดตั้ง ซ่อมบำรุงโซลาร์รูฟท็อปได้ แต่การไฟฟ้าก็ควรเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนสายส่งโดยแบ่งเขตสัมปทาน ขณะที่ภาครัฐควรปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ พีดีพี โดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอีกเท่าตัว

     ด้าน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และในฐานะโฆษก กกพ. ซึ่งเป็นวิทยากรร่วมเสวนาบนเวที กล่าวว่า แนวคิดจัดเก็บอัตรา back up สำหรับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเองใช้เอง(IPS) ยังอยู่ระหว่างการศึกษาอัตราที่เหมาะสม และจะจัดเก็บเฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไม่ใช่ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดเล็ก เพื่อดูแลผลกระทบรายได้ของการไฟฟ้าที่ลดลง ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้ายังคงอยู่

    สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP)กำหนดรับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ 16,778 เมกะวัตต์ ในปี 2579 ซึ่งข้อมูล ณ เดือนพ.ค.2560 พบว่า ที่ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PAA) แล้ว อยู่ที่ 9,200 เมกะวัตต์ และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD) ประมาณ 7,000 เมกะวัตต์ คิดเป็น 60% ของแผน AEDP

    ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์​ ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์ข้อมูลและคาดการณ์เทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวว่า การนำโซลาร์รูฟท็อปมาใช้เป็นเรื่องดี สามารถช่วยลดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดโดยเฉพาะในเขตเมืองได้  ถ้าระบบกักเก็บพลังงานทั้งระดับแบตเตอรี่ขนาดเล็ก หรือ ระบบกับเก็บระดับขนาดใหญ่ๆ เช่น ปั๊มไฮโดร ต้องการวิจัยอีกมาก ซึ่งต่างประเทศนำระบบกักเก็บพลังงานไปใช้ชาร์จกับรถไฟฟ้า(EV) หรือนำไปเปลี่ยนรูปพลังงานได้เพื่อนำกลับมาใช้ในยามที่ต้องการ แต่อาจต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม ทั้งนี้ในมุมนักวิชาการเห็นว่า รัฐควรพิจารณาด้านการประหยัดพลังงานมากขึ้น แทนที่จะมุ่งการผลิตไฟฟ้าปริมาณมากๆ 
     
     

  • Date : 13 / 07 / 2017
    โฆษก กกพ.จับตาแนวโน้มผลกระทบพลังงานหมุนเวียนต่อค่าเอฟที

    โฆษก กกพ. จับตาผลกระทบ ค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน  ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มที่ลดลงเล็กน้อยจากการที่กลุ่มโซลาร์ฟาร์มซึ่งได้รับ Adder 8 บาทเป็นระยะเวลา10ปี  จะทะยอยหมดอายุในปี2562  อย่างไรก็ตามก็จะมีโครงการจากพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นอีก แต่อัตราการส่งเสริมจะลดลง   ระบุค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน  ในงวด เดือน ก.ย.-ธ.ค.2560 กระทบต่อค่าเอฟที 25.81 สตางค์ต่อหน่วย  หรือคิดเป็นเงินประมาณ 14,497.07 ล้านบาท

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. ประเมินว่าผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม)ในยุคแรก เมื่อปี 2552 ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนในรูปแบบ "เงินส่วนเพิ่มในการรับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder ในอัตรา8บาทต่อหน่วย  เป็นเวลา 10 ปี  จะเริ่มทยอยหมดอายุตั้งแต่ปี2562  นี้ ส่งผลให้  ผลกระทบต่อภาระค่าเอฟที  ที่จัดเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้า ลดลง

    ทั้งนี้ มีการประเมินค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของภาครัฐ  ในส่วน Adder และFeed in Tariff - FiT ในงวด เดือน ก.ย. – ธ.ค. 2560 มาอยู่ที่ 14,497.07 ล้านบาท  ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ค่าจริงเดือนพฤษภาคม 2560ที่14,312.97 ล้านบาท  หรือเพิ่มขึ้น 184.10 ล้านบาท หรรือกระทบต่อค่าเอฟที ประมาณ 25.81 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้น จากค่าจริงเดือนพฤษภาคม 2560 ซึ่งอยู่ที่ 23.91 สตางค์ต่อหน่วย ประมาณ 2.00 สตางค์ต่อหน่วย

    อย่างไรก็ตาม นายวีระพล กล่าวว่า กกพ.ยังจะมีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพิ่มขึ้นในส่วนของโครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับภาคราชการและสหกรณ์การเกษตร เฟส2 จำนวน 152 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเข้าระบบปลายปี 2561  และจะไปมีผลกระทบต่อค่า เอฟที ในปี 2562 เช่นเดียวกัน

    นอกจากนี้ ในปี 2562 และ2563 กกพ.ยังต้องติดตามผลกระทบค่าเอฟที  จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งอาจกลับมามีผลกระทบเพิ่มขึ้น เพราะ ยังจะมีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้าระบบอีกประมาณ 569 เมกะวัตต์ ได้แก่ จากโครงการประมูลผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน(Hybrid)สำหรับผู้ผลิตเอกชนรายเล็ก(SPP) สัญญาเสถียร(Firm)จำนวน 300 เมกะวัตต์ และโครงการประมูลHybrid สำหรับผู้ผลิตเอกชนรายเล็กมาก(VSPP) สัญญากึ่งเสถียร(Semi-Firm)จำนวน 269 เมกะวัตต์ 

Date : 12 / 07 / 2017

  • Date : 12 / 07 / 2017
    ค่าไฟฟ้า เอฟที ขึ้นต่อเนื่องอีก8.87สตางค์ต่อหน่วย

    ค่าไฟฟ้า เอฟที ปรับขึ้นต่อเนื่องจากงวดที่แล้ว อีก8.87 สตางค์ต่อหน่วย จากปัจจัยของต้นทุน การผลิตและการจัดหาไฟฟ้าที่สูงขึ้น โดยการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีต้นทุนถูกลดลง การหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในขณะที่การใช้LNGนำเข้าเพิ่มสัดส่วนขึ้น รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนสูงกว่าที่ประมาณการเอาไว้

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงานในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ว่า ที่ประชุม ได้พิจารณาผลการคำนวณค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟที ซึ่งผันแปรตามต้นทุนการผลิตและการจัดหาไฟฟ้าว่า  ค่าเอฟทีที่จะเรียกเก็บในบิลค่าไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม ปี2560 อยู่ที่ -15.90 สตางค์ต่อหน่วย หรือปรับเพิ่มขึ้นจากงวดก่อนหน้านี้ (พฤษภาคม-สิงหาคม) 8.87 สตางค์ต่อหน่วย  โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ (มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น)  ลดลงตามฤดูกาล และการใช้ถ่านหินที่ลดลงเนื่องจากมีการหยุดบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าตามแผนในช่วงฤดูหนาว    ในขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากมีการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) นำเข้าในสัดส่วนที่สูงขึ้น   รวมทั้งยังมีค่าใช้จ่ายจากการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสูงกว่าประมาณการเอาไว้ในรอบที่ผ่านมา  คือปรับเพิ่มจาก 14,313ล้านบาท  (ปรับปรุงค่าจริงในเดือนพ.ค.2560)  มาอยู่ที่ 14,497 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 184 ล้านบาท

    นายวีระพล กล่าวว่า จากการปรับค่าเอฟทีที่เรียกเก็บเดือนก.ย.-ธ.ค. 2560 เป็น -15.90 สตางค์ ต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นจากงวด เดือนพ.ค.-ส.ค.2560  จำนวน 8.87 สตางค์ต่อหน่วย  จะมีผลต่อค่าไฟฟ้าเฉลี่ยผุ้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่ที่ 3.5966 บาทต่อหน่วย

    ทั้งการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในส่วนเอฟทีในงวด เดือนก.ย.-ธ.ค. 2560 นั้นเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องจากงวดที่แล้ว คือเดือนพ.ค.-ส.ค.2560 ที่มีการปรับขึ้นค่าเอฟทีจำนวน12.52 สตางค์ ต่อหน่วย  

Date : 11 / 07 / 2017

  • Date : 11 / 07 / 2017
    กกพ.เตรียมเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะก่อนจัดเก็บค่าBack up และค่าบริการสายส่ง

    กกพ. ยืนยัน เปิดรับฟังความเห็นประชาชน ก่อนจัดเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง หรือ ฺBackup  rate  โดยยกเว้นผู้ผลิตไฟที่ต่ำกว่า 10 กิโลวัตต์   ระบุอนาคตครัวเรือนผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปขายให้กันเองได้  แต่ต้อจ่ายค่าบริการสายส่งและจำหน่าย(Wheeling charge)  ซึ่งจะนำร่องจัดเก็บกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) ที่ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการหรือโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมก่อน  ในขณะที่TDRI ชี้แนวโน้มคนไทยนิยมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น เพราะคุ้มค่ากับการลงทุน โดยรัฐมีเวลาไม่น้อยกว่า 4-5 ปีในการปรับตัวรับผลกระทบ  ด้านสถาบันวิจัยจุฬาฯ แนะใช้ระบบกักเก็บพลังงาน ช่วยสำรองไฟฟ้า 

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ.เปิดเผยในงานเสวนา “สู่การเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป:เราจะอยู่กับ disruptive technology อย่างไร” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)  เมื่อวันที่11 ก.ค. 2560 ว่า  กกพ.จะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะกรณีการจัดเก็บค่าไฟฟ้าlสำรอง(Backup Rate)ภายในปี 2560  โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างให้ ทั้ง3 การไฟฟ้า คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไปสำรวจฐานข้อมูลและอัตราจัดเก็บที่เหมาะสม   

    อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง  จะไม่มีการเรียกเก็บสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าที่ต่ำกว่า 10 กิโลวัตต์  โดยปัจจุบันมีการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง  กับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าแบบผลิตเองใช้เอง หรือ Isolated Power Supply (IPS) และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) อยู่แล้ว ในอัตราประมาณ 26.36-52.71 บาทต่อกิโลวัตต์​(กรณีไฟฟ้าแรงดันสูง) แต่ในอนาคตจะพิจารณาเรียกเก็บกับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่หันมาผลิตไฟฟ้าใช้เองรายใหญ่ เช่น สถาบันการศึกษา ห้างสรรพสินค้า ที่เดิมเคยเป็นลูกค้าของการไฟฟ้า

    นอกจากนี้ กกพ.คาดว่าในอนาคตจะเกิดกรณีครัวเรือนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปและขายให้กับกลุ่มครัวเรือนด้วยกันเอง ซึ่ง กกพ.จะต้องกำหนดกติกาไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา เช่น การกำหนดค่าบริการสายส่งและจำหน่าย(Wheeling Charge) ค่า back up  และราคาซื้อขายไฟฟ้า เป็นต้น  โดยในเบื้องต้น กกพ.เตรียมนำร่องจัดเก็บอัตราค่าบริการสายส่งและจำหน่าย สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP) ที่ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการหรือโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อลดปัญหาความซ้ำซ้อนในการลงทุนก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า และลดผลกระทบต่อรายได้ที่หายไป ของการไฟฟ้า  คาดว่าแนวทางดังกล่าวจะสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนได้ภายในปี 2560 นี้ 

    นายวีระพล กล่าวด้วยว่า กกพ.เตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงสะท้อนต้นทุนพลังงานทดแทน และค่าไฟฟ้าสำรอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล คาดว่าโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่จะเริ่มใช้ในปี 2561 

    ด้าน น.ส.วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)  กล่าวว่า ทีดีอาร์ไอ ได้ทำการศึกษาข้อมูลการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)กับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจไฟฟ้าพบว่า ในอนาคตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยจะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในกิจการขนาดกลาง และกิจการขนาดใหญ่ เนื่องจากมีความคุ้มค่าในการลงทุน สามารถคืนทุนได้ภายใน 10 ปี จากรายจ่ายค่าไฟฟ้าที่ลดลง  แต่การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่มากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้า และราคาค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

    ทั้งนี้จากการศึกษาแบบจำลองทางการเงินของการไฟฟ้าในสหรัฐ ปี 2557 ชี้ให้เห็นว่า ถ้าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเกิน 10%ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้าและราคาไฟฟ้า โดยเมื่อเปรียบเทียบกับไทยพบว่า ไทยมีแผนจะรับซื้อไฟฟ้าแสงอาทิตย์ถึง 6,000 เมกะวัตต์ ในปี 2579 หรือคิดเป็น 2.4% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด แต่ด้วยพัฒนาการต้นทุนเทคโนโลยีที่ถูกลงรวดเร็ว อาจทำให้การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปถึง 10% ได้เร็วขึ้น แต่คงไม่ใช่ภายใน 4-5 ปีนี้ ดังนั้นไทยยังมีเวลาที่จะปรับตัวรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้ 

    สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นในอนาคต ได้แก่ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)จะเปลี่ยนจากช่วงกลางวันเป็นกลางคืนแทน   รายได้จากการขายไฟฟ้าลดลง  ในขณะที่การลงทุนของการไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นเพราะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อสำรองไฟฟ้าให้กับผู้ผลิตโซลาร์รูฟท็อป 

    “นโยบายของภาครัฐที่จะเก็บอัตราค่าไฟฟ้าสำรอง สำหรับผู้ตั้งตั้งโซลาร์รูฟท็อป เป็นการบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนค่าผลิตไฟฟ้าและรายได้ที่ลดลงของการไฟฟ้าฯ แต่ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานและพีคไฟฟ้าช่วงกลางคืนยังมีอยู่ ทำให้ต้นทุนโดยรวม ยังสูงอยู่ ซึ่งแนวทางที่เหมาะสม รัฐควรปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ให้สะท้อนต้นทุน” น.ส.วิชสิณี กล่าว 

    ในขณะที่ นายกุลยศ อุดมวงศ์เสรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปที่มากขึ้นในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพไฟฟ้า เนื่องจากบางช่วงที่ความต้องการใช้น้อยจะเกิดปัญหาไฟฟ้าไหลกลับเข้าระบบมากเกินไป  ทำให้แรงดันไฟฟ้าสูงเกินมาตรฐานที่ควบคุม อีกทั้งจะเกิดการสูญเสียไฟฟ้าในระบบสายส่งกรณีที่กระแสไฟฟ้าเดินทางระยะไกล ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้คุณภาพไฟฟ้าที่จำหน่ายออกไปมีความไม่เสถียร  ดังนั้นการแก้ปัญหาดังกล่าวคือ ต้องใช้ระบบกักเก็บพลังงาน หรือ แบตเตอรี่มาสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ช่วงกลางคืน 

    นอกจากนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ควรปรับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าหลักสำหรับสำรองไฟฟ้าให้กับโซลาร์รูฟท็อปด้วย จากเดิมที่ใช้โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาติดเครื่องนาน 4-6 ชั่วโมง ก็ควรเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซที่สามารถติดเครื่องจ่ายไฟฟ้าได้เร็วกว่า เพราะเป็นการจุดระเบิดไอแก๊ซและนำไอไปหมุนกังหันผลิตไฟฟ้าได้ทันที สามารถสำรองไฟฟ้าได้ทันท่วงทีและรวดเร็วกว่า  

    นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคอุตสาหกรรมมีความคุ้มค่าในการช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ 1ใน 3 ของค่าไฟฟ้าต่อโรงงาน 1 แห่ง ทำให้ในอนาคตจะเห็นความนิยมติดตั้งมากขึ้น และลดการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าลง ซึ่งภาคอุตสาหกรรมพร้อมที่จะจ่ายค่าBackup Rate ในอัตราที่เหมาะสม และต้องไม่กระทบต่ออัตราผลตอบแทนการลงทุน (Internal Rate of Return : IRR) ที่ได้คำนวนต้นทุนไว้แล้ว  

    นางเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในอนาคตภาครัฐจะมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น จึงเชื่อว่าจะยิ่งทำให้โซลาร์รูฟท็อปได้รับความนิยมติดตั้งสูงขึ้นไปอีก เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในอนาคต ดังนั้น ภาครัฐจึงควรพิจารณาแนวทางที่ทำให้การผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเดินควบคู่ไปกับการต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสม

    เวทีเสวนาของทีดีอาร์ไอ “สู่การเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป:เราจะอยู่กับ disruptive technology อย่างไร” 

  • Date : 11 / 07 / 2017
    ปตท.แจ้งข่าวแหล่งก๊าซเจดีเอ เอ-1 เริ่มจ่ายก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบตามปกติแล้ว

    ปตท.แจ้งข่าวแหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18)  เริ่มจ่ายก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบได้ตั้งแต่เวลา 03.42 น. ของวันที่ 11 ก.ค. 2560  เร็วกว่าแผน 1 วัน โดยช่วงที่มีการหยุดซ่อม มีการขนส่งน้ำมันดีเซลสำหรับทดแทนการผลิตของโรงไฟฟ้าจะนะทางรถขนส่ง รวม 13 ล้านลิตร และขนส่งน้ำมันเตาทางเรือรวม 3.6 ล้านลิตร   ในขณะที่คาดว่าจะเริ่มจัดส่งก๊าซเอ็นจีวีให้กับสถานีบริการได้ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

    นายนพดล  ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า จากเหตุอุปกรณ์ ณ แหล่งก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย (เจดีเอ เอ-18) ชำรุด  ทำให้ต้องหยุดการผลิตและจ่ายก๊าซธรรมชาติ เมื่อ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา นั้น ล่าสุดผู้ผลิตสามารถเร่งการซ่อมแซมแล้วเสร็จ ทำให้สามารถจ่ายก๊าซฯ ตามปกติได้เร็วขึ้น 1 วัน เพื่อลดผลกระทบของทุกภาคส่วน โดยผู้ผลิตฯ เริ่มจ่ายก๊าซธรรมชาติเข้าสู่ระบบได้ตั้งแต่เวลา 03.42 น. ของวันที่ 11 ก.ค. 60 โรงไฟฟ้าจะนะสามารถรับก๊าซฯ ได้ตั้งแต่เวลา 08.21 น. และสถานีก๊าซธรรมชาติหลักจะนะ  จ.สงขลา  จะสามารถทยอยจัดส่งก๊าซเอ็นจีวีให้กับบริการในพื้นที่ได้ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนี้  ซึ่งจะช่วยให้สถานการณ์ก๊าซเอ็นจีวีภาคใต้ตอนล่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติต่อไป

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ปตท. จัดส่งเชื้อเพลิงทดแทนช่วงแหล่งก๊าซเจดีเอ เอ-18  ปิดซ่อมแซมอุปกรณ์ฉุกเฉิน  ประกอบด้วย  น้ำมันดีเซลสำหรับทดแทนการผลิตของโรงไฟฟ้าจะนะด้วยรถขนส่งน้ำมัน  รวม 13 ล้านลิตร และขนส่งน้ำมันเตาทางเรือรวม 3.6 ล้านลิตร  เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสนับสนุนพื้นที่ภาคใต้  โดยมีปริมาณเชื้อเพลิงสำรองเพียงพอตลอดช่วงการหยุดผลิตของผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติ ในส่วนของก๊าซธรรมชาติที่จ่ายไปยังภาคตะวันออกนั้น ปตท. ได้เรียกรับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริม และไม่เกิดผลกระทบใดๆ ต่อภาคไฟฟ้า และภาคอุตสาหกรรม 

    "ปตท. ขอขอบคุณผู้ใช้พลังงานทุกท่าน และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคไฟฟ้าและผู้ใช้รถเอ็นจีวีในพื้นที่ภาคใต้ที่มีความเข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ที่ผ่านมา ปตท. ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ทุกวัน ด้วยความห่วงใยต่อสถานการณ์ความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น โดยผู้บริหาร ปตท. ได้ลงพื้นที่เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ ณ สถานีบริการเอ็นจีวี ให้ดีที่สุด ทั้งนี้ ผู้ใช้พลังงานสามารถสอบถามข้อมูลการให้บริการ ได้ทาง PTT Contact Center 1365 ตลอด 24 ชั่วโมง" นายนพดล กล่าว

  • Date : 11 / 07 / 2017
    เสนอรัฐกำหนดสัดส่วนนำเข้าLNGเพื่อความมั่นคงพลังงานและมีผู้รับผิดชอบชัดเจน

    ซีอีโอปตท.เสนอแนวคิดเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติแบบเป็นขั้นตอน โดยเน้นให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure )ที่มีประสิทธิภาพ  แบ่งสัดส่วนการนำเข้าLNG เพื่อสร้างความมั่นคงพลังงาน ให้มีผู้รับผิดชอบชัดเจน  และสัดส่วนการนำเข้าแบบSpot ที่เปิดให้มีการแข่งขันด้านราคา  พร้อมแจงวัตถุประสงค์การตั้งบริษัทใหม่  PTT Global LNG  เพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุนตลอด Value Chain ของธุรกิจLNG

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)  ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงนโยบายการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติ ว่า  ในแนวคิดของตัวเขา มองว่า นโยบายดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ที่จะทำให้เกิดการแข่งขันที่มากขึ้น แต่ควรจะเป็นการเปิดเสรีแบบมีขั้นตอน  โดยในส่วนของการลงทุนด้านสาธารณูปโภค (Infrastructure) ที่เกี่ยวข้อง  ทั้งคลังรับก๊าซและระบบท่อส่งก๊าซ  ควรเป็นระบบเดียวกันเช่นเดียวกับระบบสายส่งไฟฟ้า   และมีผู้ที่รับผิดชอบที่ชัดเจน  มีความโปร่งใส ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการบริหารจัดการ    โดยหากปล่อยให้ต่างคนต่างลงทุน ในเรื่องดังกล่าว อาจจะทำให้เกิดการลงทุนที่ขาดหรือเกิน กว่าความจำเป็น  และมีความยุ่งยาก ในด้านของการปฎิบัติการ ว่าส่วนไหนจะเป็นความรับผิดชอบของใคร   กรณีที่เกิดปัญหาขึ้นมาก็จะโยนความรับผิดชอบ  หรือเกี่ยงความรับผิดชอบกัน  

    นายเทวินทร์ แสดงความเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐในการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติ  และเรื่องของ Third Party  Access หรือTPA  ที่ดำเนินการอยู่ว่า  ควรจะแยกผู้ที่ทำการขนส่ง  ผู้ที่ทำการรับจ่ายก๊าซ  ออกจากกัน  เพื่อให้มีความโปร่งใสชัดเจน  เปิดเผยข้อมูลว่าจะเก็บค่าใช้จ่ายอย่างไร คิดคำนวณอย่างไร  เพื่อให้คนอื่นๆ เข้ามาใช้ประโยชน์ในระบบท่อส่งก๊าซได้  นอกเหนือจากปตท.    ซึ่งประเด็นสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการคลังและท่อก๊าซ  ว่าต้นทุนที่ปตท.บริหารนั้น เทียบเคียงต้นทุนกับคนอื่นๆได้หรือไม่   โดยปตท.จะนำเสนอตัวเลขเหล่านี้ให้ฝ่ายนโยบายพิจารณาเพื่อจะได้เกิดความสบายใจ  

    อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีการใช้ท่อก๊าซ ที่จะให้ผู้ใช้รายอื่นมาใช้ระบบท่อก๊าซของปตท. หรือ TPA  ในส่วนของระบบท่อก๊าซบนบก นายเทวินทร์ มองว่า น่าจะสามารถทำได้เลย เพราะมีการกำหนดคุณภาพก๊าซที่ชัดเจน และก๊าซส่วนใหญ่ก็ผ่านโรงแยกก๊าซมาแล้ว  มีมาตรฐานเดียวกัน  ส่วนก๊าซ LNG ที่นำเข้ามา ก็ต้องมีคุณภาพในช่วงของค่าความร้อนที่กำหนด  โดยถ้านำมาเข้าทีจุดปลายท่อ ก็จะสามารถนำมาผสมกันก่อนได้ เพราะคลังรับLNG อยู่    แต่ถ้าหากมีการเปิดให้มีการ นำเข้าก๊าซเข้ามาช่วงระหว่างกลางท่อ แล้วก๊าซมีคุณภาพที่ต่างกันก็จะมีความยุ่งยาก ในเชิงของโอเปอเรชั่น  รวมทั้งเห็นว่า ระบบท่อก๊าซในทะเล จะมีความยุ่งยากในการทำเรื่องTPA เพราะมีสัญญาซื้อขายเดิมกันอยู่  

    สำหรับประเด็นของการนำเข้าLNG ที่จะเปิดให้มีรายอื่นนำเข้ามาด้วย จากเดิมที่ปตท.เป็นผู้นำเข้าเพียงรายเดียวนั้น   นายเทวินทร์ กล่าวอธิบายกับผู้สื่อข่าวว่า   ที่ผ่านมารัฐเน้นในเรื่องของความมั่นคง  ดังนั้นผู้ไปเจรจา ผู้จัดหา และผู้นำเข้ามาจึงต้องมีรายเดียวคือปตท. ซึ่งก็มีข้อดีในกรณีที่ เกิดก๊าซขาด เมื่อไหร่  ปตท.ก็เป็นคนต้องจัดหามาให้เพียงพอ  และเป็นความรับผิดชอบ ที่ชัดเจน  

    โดยในส่วนของLNG ที่ปตท.นำเข้าในปัจจุบันมีสัดส่วนที่เป็น Firm Contract  พอสมควร  คือ กาตาร์2ล้านตันต่อปี  เชลล์1 ล้านตันต่อปี  บีพี 1 ล้านตันต่อปี และ เปโตรนาส ของมาเลเซีย  1.2 ล้านตันต่อปี   ดังนั้น แนวคิดที่จะเปิดเสรี   ก็ควรจะต้องมีปริมาณที่แน่นอน( Firm Volume ) ในระดับหนึ่ง และมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน  คือปตท.  ในกรณีฉุกเฉิน ที่LNG จากส่วนนี้ ไม่มา  ปตท.ก็จะมีหน้าที่เข้าไปช่วยด้วยตามกำลังที่ต้องรับผิดชอบ

    ทั้งนี้เห็นว่า รัฐควรจะต้องมีการกำหนดสัดส่วนการนำเข้าLNG ในรูปแบบเป็น  Firm Volume และเป็น Firm contract ซึ่งควรจะให้ใครคนใดคนหนึ่งทำไปเลย  หรือถ้าจะเปิดให้ใครทำ Firm contract ก็ควรจะเอาราคามาแข่งขัน  อย่างน้อยก็ไม่ควรจะมีราคาสูงกว่าที่ปตท.ทำ ไม่งั้นก็จะกลายเป็นภาระ

     ยกตัวอย่างเช่น หากเปิดให้มีสัดส่วน ของ Firm Volume  สัก 70%  ปตท. ก็จะมีกำลังที่จะไปช่วยสำรองในช่วงก๊าซขาดแคลนได้บางส่วน  อาจจะไม่ทั้งหมด    ส่วนที่เหลืออีก30% ที่เป็น Non Firm จากตลาด spot ซึ่งมีความหวือหวาเรื่องราคา รัฐสามารถที่จะก็เปิดให้มีการแข่งขันกันได้เลย โดยที่ ปตท.ก็เข้าไปเล่นในตลาดNon Firm นั้นด้วย เพื่อให้มั่นใจว่ามีการ แข่งขันกัน   อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการกำหนดว่าควรจะเป็น Firm หรือ Non Firm เท่าไหร่ ก็อยู่ที่นโยบายรัฐว่า ต้องการความมั่นคงขนาดไหน

    นอกจากนี้  การเปิดเสรีนำเข้าLNG  นั้นรัฐก็ต้องดูในประเด็นการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นว่ามีมากน้อยแค่ไหน  โดยกรณีที่ ตลาดLNG ในประเทศ มีโอกาสที่จะทำธุรกิจ และแข่งขันด้านราคาได้  และมีผู้ค้าสนใจจะนำเข้ามาแข่ง  ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากกรณีเกิดก๊าซขาดแคลนในตลาดโลก แล้วราคาก๊าซปรับตัวสูงขึ้น  ที่ผู้ค้าถ้าเห็นว่าตลาดไม่ดี  เพราะไม่คุ้มทุน  หรือไม่มีกำไร  ไม่สามารถการปรับราคา เพราะรัฐไปกำกับอะไรบางอย่าง แล้วผู้ค้าไม่นำเข้ามา  ก็ยากต่อการเปิดเสรี   ทั้งนี้ในการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติ รัฐก็ต้องทำใจว่าราคาในประเทศมันจะผันผวนได้ตามราคาตลาดโลก  และถ้าจะใช้กลไกกองทุนมากำกับก็พอทำได้บ้างแต่จะไปฝืนกลไกตลาดโลก  

    สำหรับการตั้งบริษัทPTT Global LNG   นั้น นายเทวินทร์ กล่าวว่า  เพื่อจะใช้เป็นกลไกไปแสวงหาโอกาสการลงทุนตลอด Value Chain ของการจัดหาแอลเอ็นจีในอนาคต จากเดิมที่ปตท.เป็นผู้รับซื้ออย่างเดียว  โดยมีการเจรจากับเปโตรนาสที่ปตท.มีสัญญาซื้อก๊าซLNG  ในการที่จะเข้าไป ลงทุนในโรงแอลเอ็นจี ในสัดส่วน10%   ซึ่งเปโตรนาสก็ยินดีที่จะมีผุ้ร่วมลงทุนที่เป็นผู้ซื้อก๊าซ  เพราะในช่วงที่ ราคาแอลเอ็นจี ต่ำๆ ก็จะมีคนมาร่วมรับ ส่วนช่วงราคาแอลเอ็นจีสูง ลูกค้า ก็ไม่ได้หนีไปไหน  ตลาดก็จะมีความแน่นอน มากขึ้น   นอกจากนี้ ปตท.กำลังเจรจาที่จะไปลงทุนในแหล่งผลิตก๊าซที่ส่งป้อนมายังโรงงานแอลเอ็นจีด้วย แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป   ส่วนประเทศ โมซัมบิก  ที่ปตท.สผ. ไปลงทุนในแหล่งผลิตก๊าซต้นน้ำ และ ปตท.จะรับซื้อก๊าซ  ทาง PTT Global LNG  กำลังพิจารณาว่าจะเข้าไปลงทุนด้วยหรือไม่