ข่าวทั้งหมด

Date : 24 / 07 / 2017

  • Date : 24 / 07 / 2017
    ปตท.ยืนยัน PTTGEซึ่งเป็นบริษัทลูก ขายโครงการในอินโดฯโปร่งใส
    ปตท. ยืนยันกระบวนการขายโครงการปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียของบริษัทปตท.กรีนเอ็นเนอร์ยี่ (PTTGE)ดำเนินการตามขั้นตอนที่โปร่งใส หลังคณะกรรมการตรวจสอบรายงานต่อบอร์ดปตท. เมื่อวันที่21 ก.ค. 2560ที่ผ่านมา เผยปตท. มีคดีที่ได้เป็นโจทก์ร่วมกับ PTTGE ยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้อง ต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายแล้ว มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท และพร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย หากมีการนำเสนอข่าวที่กระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร 
     
    นายสุพจน์ เหล่าสุอาภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ รับผิดชอบกำกับดูแลสำนักกฎหมาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ปตท.กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTTGE) เปิดเผยว่า กรณีที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับกระบวนการขายโครงการต่างๆ ของ PTTGE ในประเทศอินโดนีเซียที่ดำเนินการไปแล้ว 4 ใน 5 โครงการนั้น ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน อาทิ การอนุมัติของคณะกรรมการชุดต่างๆ จนถึงคณะกรรมการของ ปตท.ซึ่งเป็นบริษัทแม่ โดยมีที่ปรึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาให้คำปรึกษาและดูแลกระบวนการอย่างรอบคอบ ถูกต้อง โปร่งใส ยืนยันการขายไปในราคาที่เหมาะสม
     
    นอกจากนั้น คณะกรรมการตรวจสอบของ ปตท. ยังได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก  (Big Four) เข้ามาตรวจสอบการดำเนินการขายโครงการดังกล่าวอย่างละเอียดว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ และให้มารายงานต่อคณะกรรมการ ปตท. ซึ่งที่ปรึกษาได้มารายงานแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงทำให้เชื่อมั่นได้ว่าแนวทางปฏิบัติและการตัดสินใจขายโครงการ มิได้มีปัญหาอย่างที่เป็นข่าวแต่อย่างไร
     
    ทั้งนี้กรณีดังกล่าวมีที่มาจาก เมื่อปี พ.ศ. 2555 ปตท. ที่มีฐานะเป็นบริษัทแม่ได้ตรวจพบหลักฐานความผิดปกติในการลงทุนจากขั้นตอนการซื้อที่ดินและการบริหารโครงการของ PTTGE ซึ่งดำเนินการลงทุนธุรกิจปาล์มน้ำมันที่ประเทศอินโดนีเซียในช่วงปี พ.ศ. 2550 จึงได้ทำการสอบสวนและลงโทษทางวินัยผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) พิจารณาสอบสวนและยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งตามหลักปฏิบัติธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ของกลุ่ม ปตท. พร้อมกับที่คณะกรรมการ ปตท. พิจารณายกเลิกการลงทุนและให้ดำเนินการขายทรัพย์สินเพื่อรักษาประโยชน์ขององค์กร
     
    ปัจจุบัน ปตท. มีคดีที่ได้เป็นโจทก์ร่วมกับ PTTGE ยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ คดีที่ยื่นศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท อันเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงทุน นอกจากนี้ หน่วยงานตรวจสอบภายใน ปตท. ได้ตรวจพบความผิดปกติจากความเสียหายของการลงทุน ซึ่งพบว่าเกี่ยวพันกับบุคคลภายนอก ดังนั้น คณะกรรมการ ปตท. จึงได้มีมติส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาตามกฎหมาย โดยปัจจุบันเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งนี้ผลการตรวจสอบด้านกระบวนการขาย ปตท. จะดำเนินการส่งมอบเพิ่มเติมให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลแพ่งเพื่อเร่งการพิจารณา และตัดสินเพื่อยืนยันความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของ ปตท. โดยเร็วที่สุด
     
    สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อว่ามีผู้ฟ้องร้องผู้บริหารและอดีตผู้บริหาร ของ ปตท. เป็นการยื่นฟ้อง ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งขณะนี้ศาลฯ รับเอกสารคำฟ้องไว้พิจารณา ยังไม่ได้มีคำสั่ง ประทับรับฟ้องแต่อย่างใด โดยศาลฯ จะมีกำหนดการนัดไต่สวนมูลฟ้องอีกครั้งหนึ่ง
    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีความของ PTTGE อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล โดยเฉพาะศาลแพ่ง ได้มี คำสั่งมิให้มีการเผยแพร่ข้อมูล ปตท. จึงต้องเคารพต่อคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด
     
    ดังนั้น หากบุคคลใดล่วงละเมิด มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือ กล่าวอ้างข้อมูลในคดีที่อยู่ ระหว่าง การพิจารณาของศาล ถือว่าไม่เคารพต่อคำสั่งศาลฯ รวมถึงให้ข่าวในเชิงก่อผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ ปตท.  อาจนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายได้
     

Date : 20 / 07 / 2017

  • Date : 20 / 07 / 2017
    กกพ.เตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟ รับมือ"โซลาร์รูฟท็อป"แทนการเก็บค่าBack up

    กกพ.เตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐาน รับมือกระแสคนแห่ติดโซลาร์เซลล์ หลังต้นทุนการผลิตปรับลดลงมามาก  ในขณะที่การจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า(Backup Rate ) จะเน้นเก็บผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองรายใหญ่ที่ไม่ใช่กลุ่มโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งจะได้ข้อสรุปภายใน1-2เดือนนี้ พร้อมปรับพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าให้ทันสถานการณ์ เพื่อปรับลดการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่โรงใหม่ที่ไม่จำเป็น  ในขณะที่นักวิชาการยกกรณีตัวอย่างการแก้ปัญหาของต่างประเทศที่มีการเก็บภาษีแดด(Sun Tax )และการเก็บอัตราค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ กับกลุ่มที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ 

    เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2560 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดสัมมนาเรื่อง"Backup Rate กับ โซลาร์เซลล์ ข้อเท็จจริงที่ควรรู้ ? โดยเชิญวิทยากร3 คน ประกอบด้วย นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และดร.บุญรอด  สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการพลังงานอิสระ และอดีตข้าราชการกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) มาบรรยายให้ข้อมูลเกี่ยวกับโซลาร์รูฟท็อปกับธุรกิจไฟฟ้า และแนวทางการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

    โดย นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)  กล่าวว่า แนวโน้มต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป ที่ถูกลงมาก เหลือประมาณ3 บาทกว่าต่อหน่วย  ซึ่งถูกกว่าราคาขายปลีกไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายขายให้กับผู้บริโภค ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) ที่ประมาณ4 บาทกว่า จะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน และต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าช่วงกลางคืน จะหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟใช้เองกันมากขึ้น  เพราะมีความคุ้มค่าที่จะลงทุน  โดยที่ไม่รอนโยบายโซลาร์รูฟท็อปเสรีจากรัฐ  ซึ่งคาดว่าเมื่อกลไกตลาดของโซลาร์รูฟท็อปเริ่มทำงาน  ภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นในระบบของการไฟฟ้าก็จะสูงขึ้น   เนื่องจากการไฟฟ้าได้มีการลงทุนโรงไฟฟ้า และลงทุนระบบสายส่งเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่จะมีรายได้จากการขายไฟฟ้าลดลง 

    สำหรับการจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า (Backup Rate) นั้น ที่กกพ.ได้มีการศึกษาไว้แล้ว จะมีการจัดเก็บสำหรับกลุ่มที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตนเองและใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองเป็นหลัก แต่ต้องการสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ทดแทนกรณีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตัวเองขัดข้องหรือหยุดซ่อมและบำรุงรักษา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ใช้เชื้อเพลิงหลายประเภททั้งฟอสซิลและพลังงานทดแทน และเป็นรายใหญ่ เช่น กลุ่มโรงงานน้ำตาล หรือกลุ่มโรงงานผลิตผงชูรส  รวมทั้งกลุ่มที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตนเอง ผลิตไฟฟ้าด้วยระบบ Cogeneration และผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นหลัก แต่ต้องการสำรองไฟฟ้าไว้ใช้กรณีที่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตัวเองขัดข้องหรือหยุดซ่อมบำรุง โดยกลุ่มนี้ มักจะเป็นโรงไฟฟ้าที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่าการกำหนดอัตราจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า สำหรับสองกลุ่มนี้ จะได้ข้อสรุป ภายใน1-2 เดือนข้างหน้านี้

    อย่างไรก็ตามในส่วนกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าอื่นๆที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในลักษณะกึ่งสำรอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวัน และกับมาซื้อไฟฟ้าจากระบบของการไฟฟ้า ในช่วงกลางคืน หรือในช่วงที่โซลาร์รูปท็อฟ ผลิตไฟฟ้าไม่ได้นั้น  กกพ.ยังไม่ได้มีแนวคิดที่จะจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับจากการจดแจ้งล่าสุดนั้น โซลาร์รูฟท็อปที่ติดตั้งใช้เอง กลุ่มนี้ มีอยู่ประมาณไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง1% ของกำลังการผลิตที่มีอยู่ทั้งหมด ถือว่ามีปริมาณที่ไม่มากและยังไม่ส่งผลกระทบอะไรกับระบบโดยรวม  ซึ่งข้อมูลที่ ทางทีดีอาร์ไอ ทำการศึกษาออกมา ระบุว่าโซลาร์รูฟท็อป ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง ต้องมีถึงประมาณ10% ของกำลังการผลิตทั้งหมด  จึงจะส่งผลกระทบ

    ดังนั้นข้อกังวลเรื่องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่จะเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นการมองไปในอนาคตที่ทุกฝ่ายจะต้องปรับตัวและเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า ทั้งการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะมีความแม่นยำ ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือ  พีดีพี  ที่จะต้องระมัดระวัง ไม่ให้เกิดการลงทุนที่มากเกินไป  โดยเฉพาะ หากระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน มีราคาที่ถูกลง และแต่ละครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปพร้อมระบบแบตเตอรี่  ความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ก็จะยิ่งลดน้อยลง 

    "ทุกฝ่ายต้องปรับตัว หน่วยงานกำกับดูแล อย่างกกพ.หรือเรกูเลเตอร์ และทั้งสามการไฟฟ้า ต้องปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต และจะมีความซับซ้อนและยุ่งยากในการบริหารจัดการมากขึ้น  ทั้งการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า การปรับแผนพีดีพี รวมทั้งการปรับโครงสร้างไฟฟ้าฐานที่กำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ ก็ต้องเปลี่ยน  เพราะถ้าพีคไฟฟ้าไปเกิดในช่วงกลางคืนจากที่เกิดในช่วงกลางวัน  อัตราค่าไฟฟ้าที่เคยเก็บกลางคืนในอัตราต่ำกว่าช่วงกลางวัน ในระบบค่าไฟแบบทีโอยู ก็จะต้องปรับให้แพงขึ้น  โดยบวกคิดค่าDemand Charge ซึ่งรวมค่าลงทุนเรื่องโรงไฟฟ้าและสายส่งทั้งหมดเอาไว้  รวมเข้าไปด้วย ซึ่งเชื่อว่าหากโครงสร้างค่าไฟฟ้าสะท้อนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง และครอบคลุมต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า(Backup Rate) สำหรับกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตไฟใช้เองอีก " นายวีระพล กล่าว 

    นายวีระพล กล่าวว่า โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่จะมีการปรับปรุงใหม่นั้นจะเริ่มใช้ในปี2561-2564 โดยการจัดเก็บค่าDemand Charge กับกลุ่มที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ใช้เอง อาจจะไม่ได้มีอัตราที่สูงมาก เพราะในอีกมุมหนึ่ง การติดตั้งโซลารรูฟท็อป ก็มีข้อดี ในส่วนที่เข้ามาช่วยลดพีคไฟฟ้าลง  โดยจะช่วยให้กฟผ. ไม่ต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงในช่วงพีค คือโรงไฟฟ้าประเภทกังหันก๊าซ หรือPeaking Plant   เพราะแต่ละครัวเรือนต่างช่วยผลิตไฟฟ้าทดแทนไปแล้ว   นอกจากนี้ ข้อดีของอีกประการของโซลาร์รูฟท็อปยังช่วยลดการสูญเสียในระบบสายส่ง  ซึ่งการที่กฟผ.ต้องส่งไฟฟ้าผ่านระบบสายส่งในระยะทางไกลๆ นั้นมักจะเกิดloss หรือไฟฟ้าหายไปจากระบบ 

    ดร.อุริช อัชชโคสิต นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม  กล่าวว่า แนวโน้มของการติดตั้งโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์รูฟท็อปที่จะเพิ่มความนิยมมากขึ้นนั้น เข้าใจว่า ทางกฟผ.ก็มีการเตรียมแผนรองรับบางส่วนเอาไว้อยู่แล้ว โดยในแผนพีดีพี2015 ล่าสุดนั้น กฟผจะมีการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ประมาณ2,100 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมาช่วยแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ได้ส่วนหนึ่ง

    ทั้งนี้ การติดโซลาร์รูฟท็อปนั้น  ในภาพรวมก็มีข้อดี  ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง จากต้องพี่งพาก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงลงได้ ในขณะที่ประโยชน์ของผู้ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อปก็ไม่ต้องมีความเสี่ยงที่รัฐจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในอนาคต เพราะไม่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนที่ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า  ไม่ต้องไปแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่รัฐมีนโยบายช่วยค่าไฟฟ้าให้กับคนจน  รวมทั้งไม่ต้องรับความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเชื้อเพลิงอื่นๆที่จะเพิ่มสูงขึ้น   ในขณะที่ข้อเสียของการติดตั้งคือการต้องใช้เงินลงทุนสูงในช่วงแรก และการผลิตไฟฟ้ามีข้อจำกัดที่ผลิตได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดดเท่านั้น

    ดร.อุริช กล่าวว่า โดยทั่วไป ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าหลักๆก็คือ  ต้นทุนการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ที่จะต้องพร้อมรองรับความต้องการ   และต้นทุนค่าเชื้อเพลิง  และการดูแลบำรุงรักษา   แต่ในกรณีที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกันมากขึ้น  และไม่ต้องการโรงไฟฟ้าจากระบบ เพราะมีไฟฟ้าใช้เอง  โรงไฟฟ้าก็ยังต้องเดินเครื่องให้มีความพร้อมจ่าย  ต้องจ่ายค่าเชื้อเพลิง ในการเดินเครื่อง ในขณะที่รายได้จากการขายไฟลดลง  ทำให้ต้นทุนของระบบเพิ่มขึ้น 

    ความนิยมในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ที่มากขึ้น และกระทบต่อต้นทุนระบบโดยรวมนั้น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แก้ปัญหาด้วยการ  คิดอัตราค่าไฟฟ้าขั้นต่ำกับผู้ที่ติดตั้งแต่ยังซื้อไฟฟ้าจากระบบใช้  ในขณะที่สเปน แก้ปัญหาด้วยการเก็บภาษีแดด หรือSun Tax กับผู้ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

    ดร.อุริช  ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปว่า ทุกฝ่ายจะต้องไม่สร้างความเหลื่อมล้ำหรือความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ ( Strict Social Justice )  และฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ควรต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งปันให้ฝ่ายที่เสียประโยชน์ (Learn to Share) 

    ด้าน.ดร.บุญรอด  สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการพลังงานอิสระ  ซึ่งเคยรับราชการในกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีมีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนในเรื่อง ของพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร และชีวมวล  เนื่องจากเป็นประเทศที่ทำเกษตรกรรม  โดยแนวโน้มต้นทุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ยังลดลงเรื่อยๆ จนมีต้นทุน ต่ำกว่า4บาทต่อหน่วย ในกลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 150 หน่วยต่อเดือน  ซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าไฟฟ้าซึ่งการไฟฟ้าจำหน่ายให้หน่วยละ 4.22 บาท นั้น ก็ยิ่งทำให้คนหันมาติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองเพิ่มขึ้น   ไม่ว่ารัฐจะมีนโยบายสนับสนุนหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นรัฐจึงมีความจำเป็นจะต้องปรับปรุงระบบข้อมูลให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง  เพื่อกำหนดทิศทางและนโยบายในการกำกับดูแลที่เหมาะสม 

     

Date : 19 / 07 / 2017

  • Date : 19 / 07 / 2017
    "ปิยสวัสดิ์"ไม่เห็นด้วยรัฐจะเก็บค่าสำรองไฟฟ้ากับโซลาร์รูฟท็อป
    “ปิยสวัสดิ์”ไม่เห็นด้วย  รัฐเตรียมเก็บค่าสำรองไฟฟ้า(Backup Rate)โซลาร์รูฟท็อป แนะให้ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป  ในขณะที่ปตท.พร้อมลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปผลิตไฟฟ้าใช้เองในปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ เพราะคุ้มค่าการลงทุน หลังต้นทุนการผลิตลดลงมามาก
     
    นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตอบคำถามสื่อมวลชน ถืงแนวคิดของภาครัฐที่จะมีการจัดเก็บค่าสำรองไฟฟ้า หรือ Backup Rate สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง  ว่า เป็นเรื่องที่ต้องดูว่ามีเหตุผลหรือไม่  เพราะในข้อเท็จจริงค่าสำรองไฟฟ้านั้นอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าอยู่แล้ว  ซึ่งแทนที่รัฐจะคิดเก็บ อาจจะต้องไปพิจารณาปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ จะเป็นทางออกที่ดีกว่าหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ยังมีประเด็นที่สามารถที่จะถกเถียงกันได้ยาวพอสมควร  ไม่ใช่ว่าอยากจะคิดเก็บค่าแบคอัพ ก็จะเก็บเลย 
     
    ทั้งนี้้ นายปิยสวัสดิ์  ตั้งคำถามกลับว่า ทำไมจึงคิดว่าคนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะเพิ่มภาระให้คนอื่นๆ ที่ไม่ได้ติด   โดยยกตัวอย่างบ้านของตัวเขาเอง ซึ่งติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ไม่ได้ขายเข้าระบบ และจัดอยู่ในกลุ่มที่คิดอัตราค่าไฟฟ้าแบบทีโอยู  (Time of Use Rate ) ซึ่งมีอัตราค่าไฟฟ้าในช่วงกลางวัน แพงกว่าช่วงเวลากลางคืน  (รัฐต้องการที่ให้คนใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนมากกว่าช่วงกลางวัน เพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค)ที่มักเกิดในช่วงกลางวัน)   โดยสมมุติว่า บ้านของเขา ใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันมากกว่าช่วงกลางคืน  คือช่วงกลางวันสูงสุดประมาณ 20 กิโลวัตต์  ติดโซลาร์รูฟท็อป 5 กิโลวัตต์  เหลือ 15 กิโลวัตต์ที่ต้องซื้อจากระบบมาใช้  ซึ่งส่วนนี้ ในระบบทีโอยูก็ถูกคิดค่าไฟฟ้าในอัตราที่แพงกว่าค่าไฟฟ้าช่วงกลางคืนอยู่แล้ว  โดยอัตราค่าไฟฟ้าแบบทีโอยู ที่เก็บแพงในช่วงกลางวัน  ก็สะท้อนต้นทุนการลงทุนโรงไฟฟ้า ต่างๆ อยู่แล้ว  ดังนั้น การจะมาจัดเก็บ ค่าแบคอัพ อีก จึงจะเป็นการจัดเก็บที่ซ้ำซ้อน  ไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟกลุ่มนี้    
     
    ดังนั้นหากรัฐคิดว่าคนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะสร้างปัญหา ก็ควรจะไปปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้เป็นแบบทีโอยู ไม่ใช่การมาคิดเก็บค่าแบคอัพซ้ำอีก ทั้งนี้โครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น ยังไม่ได้มีการปรับโครงสร้างมานานมากแล้ว  
     
    นายปิยสวัสดิ์ ยังยกตัวอย่างอีกว่า  ถ้าจะใช้ตรรกะเดียวกันในเรื่องการจะเก็บค่าแบคอัพ เพราะคิดว่า การไฟฟ้ามีต้นทุนเรื่องของการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อสำรองเอาไว้  ปตท.ซึ่งทำธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ค้าปลีกน้ำมัน ก็ควรจะต้องเก็บเงินเพิ่มกับ รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด ที่ใช้ได้ทั้งน้ำมัน และไฟฟ้า เช่นเดียวกัน เนื่องจากก็ต้องสำรองน้ำมันไว้เผื่อรถยนต์กลุ่มนี้  ที่นานๆทีจะเข้ามาเติมน้ำมันที แต่ปตท.คงไม่คิดที่จะทำแบบนั้น  โดยควรจะปรับธุรกิจตัวเองเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นมากกว่า 
     
    นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า  เรื่องโซลาร์รูฟท็อปเป็นเรื่องที่พูดกันมานานมากแล้ว ประมาณ 20 ปี ที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าราคาจะถูกลง แต่ก็ยังไม่ลงสักที   แล้วราคาก็เพิ่งมาลงเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ตอนนี้โซลาร์รูฟท็อปเป็นเหมือนของเด็กเล่น ที่ใครๆก็ทำได้  คนก็จะหันมาติดตั้งกันมากขึ้น  เพราะราคาที่ออกมาตอนนี้ กิโลวัตต์ แค่55,000บาท ก็ทำได้แล้ว  โดยในส่วนของปตท. ที่ง่ายสำหรับเรื่องนี้ คือปั๊มปตท.ทั่วประเทศ สามารถที่จะลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง  ก็ถือว่ามีความคุ้มค่ากับการลงทุนแล้ว  เพราะราคาโซลาร์เซลล์ที่ถูกลงมามาก สามารถที่จะทดแทนไฟฟ้าที่ซื้อจากระบบได้  ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอะไรที่เล็กๆที่อยู่ในทิศทางธุรกิจของปตท.อยู่แล้ว 
     
    ทั้งนี้ การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ได้รับความนิยมมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของการไฟฟ้า ซึ่งการไฟฟ้าจะต้องเร่งปรับตัว แต่กรณีที่การไฟฟ้าจะหันไปทำธุรกิจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเสียเองนั้น อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจดำเนินธุรกิจเพื่อแข่งขันกับเอกชน เช่น เดียวกับ ปตท. ที่จะต้องแยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ไปอยู่ภายใต้การจัดตั้งบริษัทใหม่ คือ พีทีทีโออาร์ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใส 
     
  • Date : 19 / 07 / 2017
    ไทย มาเลเซีย ลาว พร้อมลงนามซื้อขายไฟข้ามประเทศเป็นครั้งแรก100MW เดือนก.ย.นี้
    ไทย มาเลเซีย และสปป. ลาว พร้อมลงนามในสัญญา Energy Purchase and Wheeling Agreement (EPWA) เพื่อให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 100 เมกะวัตต์ข้ามประเทศเป็นครั้งแรก ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 35 (35th ASEAN Ministers on Energy Meeting: 35th AMEM) เดือนกันยายน 2560  นี้ที่ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์  
     
    ข้อตกลงดังกล่าว เป็นผลจากการ ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 35 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (35th ASEAN Senior Officials Meeting on Energy: 35th SOME) ระหว่างวันที่ 17-21 กรกฎาคม 2560 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีปลัดกระทรวงพลังงานและผู้แทนจากประเทศสมาชิก 10 ประเทศ เข้าร่วมประชุม ภายใต้หัวข้อ “One ASEAN Community Through Resilient and Sustainable Energy”  โดยคณะผู้แทนจากประเทศไทยมี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นหัวหน้าคณะ 
    ซึ่งการประชุมครั้งนี้ นับเป็นการประชุมด้านพลังงานของอาเซียนที่สำคัญ เนื่องจาก จะเป็นการติดตามการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน (ASEAN Plan of Action on Energy Cooperation: APAEC) ปี 2016-2025 ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2016-2020 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงและการบูรณาการด้านพลังงาน 
     
    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ของไทย  เปิดเผยถึงข้อตกลงสำคัญในการประชุมครั้งนี้ว่า ที่ประชุมอาเซียนแสดงความยินดีกับไทย มาเลเซีย และสปป. ลาว ในการดำเนินโครงการบูรณาการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของอาเซียน ที่จะมีการซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 100 เมกะวัตต์ โดยผลิตจาก สปป. ลาว ไปยังมาเลเซีย  ผ่านประเทศไทย ซึ่งจะมีการลงนามลงนามในสัญญา Energy Purchase and Wheeling Agreement (EPWA) ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 35 (35th ASEAN Ministers on Energy Meeting: 35th AMEM) ในเดือนกันยายน 2560 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
     
    นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการเชื่อมโยงไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid Consultative Committee: APGCC) ทำหน้าที่ในการดำเนินงานและอำนวยความสะดวกด้านความเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าอาเซียน การจัดทำแผนปฏิบัติการสำหรับการพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างภูมิภาคในรูปแบบพหุภาคีให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต
     
     สำหรับโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน  นั้นอาเซียนได้ดำเนินการแล้วเสร็จเร็วกว่าแผน APAEC ที่กำหนดเป้าหมายไว้ว่าในปี 2020 จะสามารถผลักดันให้มีกฎหมายเปิดให้บุคคลสามารถเข้ามาใช้หรือเชื่อมต่อระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติและสถานีแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (Third Party Access Code) ให้ได้อย่างน้อย 1 ประเทศ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน  ไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ได้มีกฎหมายฉบับดังกล่าวแล้ว 
     
    ในส่วนของความร่วมมมือด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานนั้น  ที่ประชุมได้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ พร้อมทั้งให้มีการติดตามและรายงานข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โดยอาเซียนมีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 23 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายภายในปี 2025 ซึ่งในปัจจุบัน อาเซียนมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ร้อยละ 12-13 
     
    สำหรับเป้าหมายการลดความเข้มข้นในการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ภายในปี 2025 นั้น อาเซียนสามารถลดความเข้มข้นในการใช้พลังงานลงได้ร้อยละ 15.92  
  • Date : 19 / 07 / 2017
    หนุน วิศวฯมช.ขยายผลระบบควบคุมอัตโนมัติในบอยเลอร์โรงงานอุตฯเพิ่มอีก200ลูกในปี2560
    กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  และสนพ. สนับสนุน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขยายผลโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำของหม้อน้ำด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ  อีก200ลูกในปี2560 หวังผลประหยัดพลังงานได้83ล้านบาท  เผยผลวิจัยและพัฒนา ที่ผ่านมาสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยถูกกว่าระบบควบคุมอัตโนมัตินำเข้า กว่า1ใน3 
     
    นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินโครงการการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำของหม้อน้ำด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ  เพื่อให้การผลิตไอน้ำสำหรับใช้ในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 
     
    โดยผลการวิจัยและพัฒนา สามารถได้ระบบควบคุมอัตโนมัติที่มีคุณภาพระดับเกรดอุตสาหกรรม เป็นเทคโนโลยีของคนไทย และมีราคาต่ำเพียง 1 ใน 3 เทียบกับระบบที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่ง เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นนั้นมี 2 ประเภทคือ เทคโนโลยีการควบคุมประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ใช้เซ็นเซอร์วัดปริมาณอ็อกซิเจน (O2 sensor) ในไอเสีย ร่วมกับชุดปรับอากาศสำหรับการเผาไหม้เชื้อเพลิงโดยการควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์พัดลม (VSD) และ เทคโนโลยีการควบคุมปริมาณน้ำโบลว์ดาวน์ที่ใช้เซ็นเซอร์วัดความเข้มข้นของสารไม่ละลาย (TDS) ของน้ำในหม้อน้ำ  ซึ่งจากผลการสาธิตใช้กับหม้อน้ำในโรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 62 ลูก พบว่า เทคโนโลยีการควบคุมประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิง สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของมอเตอร์ป้อนอากาศสำหรับการเผาไหม้ได้ประมาณ 12% ถึง 34% และลดการใช้เชื้อเพลิงลงได้ระหว่าง 1% ถึง 5% ในส่วนของเทคโนโลยีการควบคุมการโบลว์ดาวน์แบบอัตโนมัติสามารถลดการสูญเสียความร้อนลงได้ประมาณ 1.5% คิดเป็นผลการประหยัดพลังงานรวมได้กว่า 513 toe/ปี โดยมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยระหว่าง 0.5 ถึง 4 ปี ขึ้นกับเทคโนโลยีที่เลือกและระยะเวลาการทำงานของหม้อน้ำ
     
    นายทวารัฐ กล่าวว่า จากผลสัมฤทธิ์ดังกล่าว กองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และ สนพ. เล็งเห็นว่ายังเหลือหม้อน้ำที่มีศักยภาพในการลดการใช้พลังงานอีกจำนวนมากในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จึงได้มอบหมายให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินโครงการขยายผลการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำของหม้อน้ำด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ เพื่อดำเนินการต่อยอดการช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ใช้หม้อน้ำในกระบวนการผลิต เพิ่มอีกจำนวน 200 ลูก ด้วยการสนับสนุนเงินลงทุนร้อยละ 30  คาดว่า ผลการสนับสนุนจะมีผลการประหยัดรวมทั้งหมดจำนวนปีละ 83 ล้านบาท อย่างไรก็ดียังมีหม้อน้ำทั่วประเทศอีกจำนวนกว่า 8,000 ลูกที่ยังเป็นระบบเดิม ซึ่งใช้คนในการควบคุมการทำงาน (manual control) โดยถ้าหากเปลี่ยนมาเป็นระบบควบคุมแบบอัตโนมัติจะมีศักยภาพผลการประหยัดรวมกว่า 2,800 ล้านบาท/ปี
     
    ทั้งนี้โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับแผนการอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ของกระทรวงพลังงาน  ที่ได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดความเข้มของการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2579 โดยต้องลดการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ให้ได้ทั้งสิ้น 56,142 ktoe  และมีเป้าหมายของการอนุรักษ์พลังงานในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 22 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งหามาตรการประหยัดพลังงานที่ให้ผลการประหยัดอย่างเป็นรูปธรรม
     
    โดย บอยเลอร์ ในโรงงานอุตสาหกรรม มีจำนวนทั่วประเทศกว่าหนึ่งหมื่นลูกมีปริมาณการใช้พลังงานเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไอน้ำกว่า 7,700 ktoe/ปี คิดเป็นมูลค่าต้นทุนในการผลิตไอน้ำรวมกว่า 144,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น การหาแนวทางในการลดการใช้พลังงานในหม้อน้ำจึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายแผนการอนุรักษ์พลังงานดังกล่าวได้
     
    สำหรับ ผู้ที่สนใจข้อมูลโครงการ “ขยายผลการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไอน้ำของหม้อน้ำด้วยระบบควบคุมอัตโนมัต” โดยการสนับสนุนของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร.053-944146 ต่อ 943 และ 085-0326311

Date : 18 / 07 / 2017

  • Date : 18 / 07 / 2017
    "อนันตพร"ยันปลัดพลังงานคนใหม่ไม่มีข้ามห้วย

    รัฐมนตรีพลังงานยันเสนอตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ สัปดาห์หน้า การันตีไม่มีข้ามห้วยจากกระทรวงอื่น  ในขณะที่ตัวเต็ง เหลือ3ชื่อ “ธรรมยศ” “วิฑูรย์” และ “ประพนธ์”

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ตอบคำถามสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2560 ถึงการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ว่าแทนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือน ก.ย. 2560  ว่า  กระทรวงพลังงานจะเสนอรายชื่อปลัดกระทรวงพลังงานใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในสัปดาห์หน้านี้( 25ก.ค. 2560)  โดยยืนยันว่าปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่จะมาจากผู้บริหารในกระทรวงพลังงานแน่นอน ไม่มีการข้ามห้วยจากกระทรวงอื่น

    พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า การคัดเลือกตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่มีการล็อคสเปคหรือเอื้อประโยชน์ต่อใครแน่นอน ทั้งนี้พิจารณาจากอาวุโส มีความสามารถ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในช่วงที่ผ่านมา  และเชื่อว่าจะทำงานประสานกับทุกฝ่ายได้ดีในอนาคต

    “คนที่เลือกมาเป็นปลัดคนใหม่เป็นคนในกระทรวงพลังงานแน่นอน ไม่ใช่คนนอก เคยเป็นอธิบดีในกระทรวงพลังงานมาก่อนอยู่แล้ว ผมไม่ได้คัดเลือกโดยยึดตัวบุคคล แต่ใครทำดีย่อมได้ดี ต้องเป็นคนที่ทำงานในระบบเราได้” พล.อ.อนันตพร กล่าว

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า สำหรับบุคคลที่มีการคาดหมายว่าจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ยังคงมีชื่อของนายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งเคยเป็นอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)มาก่อน โดยถูกย้ายสลับตำแหน่ง กับนายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ  ที่เป็นแคนดิเดทอีกคน  ส่วนนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นั้นถึงแม้ยังไม่เคยผ่านงานการเป็นรองปลัดกระทรวง พลังงาน  แต่ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความอาวุโสสูงสุด    

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนายธรรมยศ และนายวิฑูรย์ นั้นเหลืออายุราชการอีกเพียง 1ปี โดยจะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.ปี 2561 ในขณะที่นายประพนธ์ นั้นเหลืออายุราชการอีก 4 ปี เกษียณอายุราชการในปี 2564

    สำหรับนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) นั้นถึงแม้จะมีสิทธิ์ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปลัดกระทรวงพลังงานได้เพราะเคยผ่านงานเป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน มาก่อน แต่เมื่อพิจารณาโดยเทียบอาวุโสในบรรดาแคนดิเดท ทั้งหมดแล้ว ถือว่ายังเหลืออายุราชการอีก 12ปี  ในขณะที่ นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ไม่ได้เป็นตัวเต็งมาตั้งแต่ต้น

    ทั้งนี้หลังการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่แล้ว กระทรวงพลังงานจะยังมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับอธิบดีและผู้ตรวจราชการ และรองปลัดกระทรวงที่ว่างลงด้วย เพื่อมาแทนนายสมนึก บำรุงสาลี  รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนางบุญบันดาล  ยุวนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ที่จะเกษียณอายุราชการ ในเดือนก.ย.2560 พร้อมนายอารีพงศ์ 

    ส่วนกระแสข่าวที่มีออกมาก่อนหน้านี้ว่า หากตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ยังจัดสรรไม่ลงตัว จะมีการส่งนาย มณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง จากกระทรวงมหาดไทย ข้ามห้วยมาเป็นแทน  แต่ประเด็นดังกล่าวถูกตัดออกไปแล้ว 

     

  • Date : 18 / 07 / 2017
    ปตท.เตรียมเจรจาซื้อLNGเพิ่มช่วงตลาดเป็นของผู้ซื้อ

    ปตท.เตรียมเจรจาซื้อLNG กระจายตามแหล่งต่างๆ ในช่วงตลาดเป็นของผู้ซื้อ เพื่อให้ได้ปริมาณที่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานจากการเปิดเสรีก๊าซฯ หลังคาดการณ์ตลาดก๊าซฯโลกอีก 5 ปี ปริมาณผลิตและการใช้กลับสู่สมดุล และอำนาจการตลาดจะกลับไปเป็นของผู้ขาย ดันราคาปรับสูงขึ้น  ด้านบริษัทพีทีที โกลบอล แอลเอ็นจี ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อทำธุรกิจก๊าซLNG ครบวงจร เตรียมลงนามกับปิโตรนาส ซื้อหุ้นโรงงานผลิต LNG มาเลเซีย 10% ช่วงไตรมาส 3ปี 2560 นี้  

    นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.คาดการณ์ทิศทางตลาดก๊าซธรรมชาติโลก ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยอำนาจทางการตลาดจะกลับไปเป็นของผู้ขาย เนื่องจากกำลังการผลิตและความต้องการใช้จะกลับมาสมดุลและทำให้ราคาปรับขึ้นได้จากปัจจุบันที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)อยู่ระดับ 6 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู ดังนั้นเมื่ออำนาจทางการตลาดยังเป็นของผู้ซื้ออยู่ในปัจจุบัน ทาง ปตท.จึงเตรียมพิจารณาทำสัญญาซื้อก๊าซฯLNG จากแหล่งต่างๆ ในลักษณะกระจายตัว แต่ไม่รีบร้อนเพื่อให้ได้ราคาดีที่สุด

    อย่างไรก็ตาม ปตท.มีความเป็นห่วงกรณีการเปิดเสรีก๊าซฯของประเทศ ซึ่งอาจเกิดปัญหาความมั่นคงด้านการนำเข้า LNG เพราะในระยะแรกจะเกิดผู้นำเข้าหลายราย แต่หากธุรกิจไม่ได้กำไรผู้ประกอบการอาจหยุดนำเข้า จึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงได้ ซึ่งภาครัฐอาจต้องพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้ดูแลความมั่นคงการนำเข้าที่จะเกิดขึ้น  

     ทั้งนี้ ปตท.ในฐานะบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จะเตรียมรองรับปัญหาดังกล่าวด้วยการลงทุนหรือซื้อก๊าซ LNG กระจายในแหล่งต่างๆ และให้มีปริมาณ LNG มากพอสมควรที่จะสามารถบริหารจัดการรองรับความเสี่ยงได้ อย่างไรก็ตามหากภาครัฐกำหนดให้มีการสำรอง LNG ตามกฎหมายก็จะมีส่วนช่วยให้เกิดความมั่นคงขึ้นได้

    นายวิรัตน์ กล่าวว่า สำหรับปี 2560 นี้ คาดว่าความต้องการใช้ LNG ของประเทศจะไม่ถึง 5 ล้านตันตามที่คาดไว้ โดยน่าจะอยู่ระดับ 3-4 ล้านตัน เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ของประเทศไม่สูงเท่าที่คาดการณ์ ทำให้ความต้องการใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าน้อยลงไปด้วย ขณะที่การลงทุนสร้างคลัง LNG ของปตท.ปัจจุบันเตรียมรองรับ LNG ขนาดรวม 19  ล้านตัน แบ่งเป็นTerminal 1 รวม 11.5 ล้านตันและTerminal 2 รวม 7.5 ล้านตัน ซึ่งถือว่าไม่มากเกินไป เพราะเป็นไปตามการคาดการณ์ปริมาณการใช้ในอนาคตของกระทรวงพลังงาน แต่จะขยายคลังเพิ่มอีกหรือไม่ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ความต้องการใช้ LNG ในระยะยาวของกระทรวงพลังงาน ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ พีดีพี 2015

    นายวิรัตน์ กล่าวว่า สำหรับการลงทุนธุรกิจ LNG ของ ปตท. นั้น ได้เตรียมลงนามสัญญากับบริษัท ปิโตรนาส ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติของมาเลเซีย เพื่อเข้าไปถือหุ้นในโรงงานผลิตแอลเอ็นจี(Liquefaction) สัดส่วน 10% ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2560 นี้ หลังจากได้บรรลุการเจรจาร่วมกัน โดยให้บริษัทร่วมทุน คือ พีทีที โกลบอล แอลเอ็นจีเป็นผู้ถือหุ้นในโครงการดังกล่าว รวมถึงยังอยู่ระหว่างเจรจาเข้าไปถือหุ้นในแหล่งก๊าซ LNG ของปิโตรนาสด้วย จากปัจจุบัน ปตท.มีสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาว 15 ปี กับปิโตรนาส จำนวน 1.2 ล้านตันต่อปี

    ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติจัดตั้งบริษัท พีทีที โกลบอล แอลเอ็นจี จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับก๊าซ LNG ขยายไปสู่ธุรกิจ LNG Value Chain แบบครบวงจร ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ปตท.สผ.ศูนย์บริหารธุรกิจ จำกัด และ ปตท. สัดส่วนการถือหุ้นเท่ากัน 50%