ข่าวทั้งหมด

Date : 27 / 07 / 2017

  • Date : 27 / 07 / 2017
    เตรียมของบกองทุนอนุรักษ์ฯเปลี่ยนกากขยะอุตสาหกรรมเป็นพลังงานทดแทน

    กรมโรงงานอุตสาหกรรมเตรียมหารือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ของบกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาใช้ส่งเสริมการนำกากขยะอุตสาหกรรมมาใช้เป็นพลังงานทดแทนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะมีการนัดหารืออย่างเป็นทางการกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)ในเร็วๆนี้ เกี่ยวกับเรื่องของแนวทางการส่งเสริมให้มีการนำกากขยะอุตสาหกรรมในโรงงานอุตสาหกรรมมาใช้ประโยชน์ และให้เข้าหลักเกณฑ์การขอใช้งบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

    โดยความร่วมมือในเรื่องของการกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมดังกล่าว อยู่ภายใต้บันทึกข้อตกลงระหว่าง กรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ที่มีการลงนามกันเมื่อวันที่ 12มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนเพื่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่มีการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายสูงถึง36.5%  โดยจะบูรณาการการดำเนินงานด้วยกันใน 5 ด้าน ประกอบด้วย  1.ด้านกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับ 2.ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน 3.ด้านระบบฐานข้อมูล 4.ด้านการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรม และ 5.ด้านพัฒนาบุคลากรและประชาสัมพันธ์ 

    “ กรมโรงงานอุตสาหกรรม เรามองในเชิงการกำจัดขยะอุตสาหกรรม โดยที่พลังงานไฟฟ้าเป็นเรื่องของผลพลอยได้  ซึ่งก็พยายามจะคุยกับกระทรวงพลังงาน  ว่าจะเพิ่มปริมาณการนำขยะอุตสาหกรรมมาผลิตเป็นไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร เพราะยังมีศักยภาพที่จะทำได้อีกมาก ซึ่งต้องมองถึงเทคโนโลยี เทคนิคในการกำจัดและ ความคุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ประกอบด้วย รวมทั้งการจะดำเนินการอย่างไรให้สามารถเข้าถึงหลักเกณฑ์การขอรับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” นายมงคล กล่าว  

    นายมงคล กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากากของเสียในอุตสาหกรรม จะใช้วิธีการนำไปฝังกลบเสียเป็นส่วนใหญ่  แต่ปัจจุบันกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีการกำหนดเป็นนโยบายว่าจะต้องส่งเสริมในมีการนำกากของเสียอุตสาหกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์สุงสุด ตามหลักหลัก3R คือ Reduce (ลดการใช้ลง)Reuse(การใช้อย่างคุ้มค่า นำมาใช้ซ้ำ)และ  Recycle  (การนำกลับมาใช้ใหม่ ) โดยจะให้ความสำคัญในการเอาไปกำจัด ในเตาเผาของเสียร่วมในเตาเผาอุตสาหกรรม  หรือการเผาให้เกิดเป็นพลังงานไฟฟ้า  หลังจากที่มีการคัดแยกขยะโดยเอาส่วนดีไปใช้แล้ว ซึ่งจะได้ประโยชน์มากขึ้นกว่าการนำไปฝังกลบ ในรูปแบบเดิม

    ปัจจุบันเป้าหมายในการนำกากขยะอุตสาหกรรมทั้งประเทศเข้าสู่ระบบการกำจัดภายในปี2559-2560 ตั้งเป้าไว้ที่23ล้านตัน  แต่กรมโรงงานอุตสาหกรรม สามารถนำกากขยะอุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบได้ถึง28 ล้านตัน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมาย  ดังนั้นในปีถัดไปคือ2560-2561 เป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็จะยังอยู่ที่23ล้านตัน ไม่เพิ่มขึ้นไปจากเดิม เรากรมฯเตรียม โครงการที่จะส่งเสริมในมีการนำกากขยะอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ซึ่งหากประสบความสำเร็จ ก็จะสามารถช่วยลดปริมาณกากขยะอุตสาหกรรมลงได้ส่วนหนึ่ง 

  • Date : 27 / 07 / 2017
    ครึ่งปีแรกปตท.สผ.ยอดขายตก แต่กำไรเพิ่ม

    ครึ่งปีแรก ปตท.สผ. ปริมาณการขายลดร้อยละ10  แต่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100   พร้อมร่วมลงทุนกับ ปตท.บริษัทแม่ จัดตั้งบริษัท PTTGL รุกธุรกิจ LNG ตามกลยุทธ์ของบริษัทที่มองหาโอกาสการลงทุนใน LNG Value Chain โดยโครงการแรกเป็นการเข้าซื้อสัดส่วนร้อยละ 10 จาก Petronas ในโครงการ MLNG Train 9 ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นโรงงาน LNG Liquefaction  

    นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ผลประกอบการในครึ่งแรกของปี 2560 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 2,121 ล้านดอลลาร์ สรอ. (73,693 ล้านบาท) ปรับลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยของบริษัทปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 38.04 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ สูงขึ้นประมาณร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยปรับตัวลดลงมาร้อยละ 10 อยู่ที่ 292,709 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน จาก 325,257 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

    โดยปริมาณการขายที่ลดลง มาจาก ส่วนของโครงการพีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย  การหยุดผลิตชั่วคราวของโครงการเอส 1 จากปัญหาข้อกฎหมายเรื่อง ส.ป.ก.  รวมถึงผลกระทบจากการเรียกรับก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ลดลงจากการที่ราคา LNG ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

    อย่างไรก็ตามผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2560 ปตท.สผ. มีกำไรสุทธิ 569 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 19,820 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 232 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 8,286 ล้านบาท) โดยเป็นกำไรจากการดำเนินงานตามปกติ (Recurring Net Income) จำนวน 378 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 13,154 ล้านบาท) และกำไรจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ (Non-recurring) จำนวน 191 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 6,666 ล้านบาท)  ทั้งนี้ ปตท.สผ. ยังสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ตามเป้าหมายที่ 28.29 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้    

    จากผลการดำเนินงานข้างต้นส่งผลให้ฐานะทางการเงินของ ปตท.สผ. ยังแข็งแกร่ง โดยมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) สูงถึงร้อยละ 71 และมีสินทรัพย์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน  2560 จำนวน 18,872 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 641,314  ล้านบาท) โดยเป็นส่วนของเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นรวม 4,206 ล้านดอลลาร์ (เทียบเท่า 142,913 ล้านบาท) ในขณะที่มีหนี้สินที่มีดอกเบี้ยเพียง 2,874 ล้านดอลลาร์ สรอ. (เทียบเท่า 97,665 ล้านบาท)

    ทั้งนี้ ปตท.สผ. พยายามเพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของน้ำมันดิบและคอนเดนเสทเพื่อทดแทนปริมาณการขายที่ลดลงจากโครงการในอ่าวไทย พร้อมทั้งเร่งการสำรวจ ขุดเจาะ พัฒนาโครงการที่มีอยู่ ได้แก่ โครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน โครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ และแหล่งอุบลในโครงการคอนแทร็ค 4 รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการประมูลแหล่งสัมปทานในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดอายุทั้งในส่วนของแหล่งบงกช และแหล่งเอราวัณที่ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับผู้ดำเนินการ ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดย ปตท.สผ. ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทน้ำมันอื่นได้

    นายสมพร กล่าวว่า  ปตท.สผ. ได้เร่งขยายโอกาสการลงทุนอย่างต่อเนื่องตามกลยุทธ์ของบริษัทที่มองหาโอกาสการลงทุนใน LNG Value Chain ซึ่งเห็นได้จากการที่ ปตท.สผ. และ ปตท. ร่วมจัดตั้งบริษัท PTTGL เพื่อรุกธุรกิจ LNG โดยโครงการแรกเป็นการเข้าซื้อสัดส่วนร้อยละ 10 จาก Petronas ในโครงการ MLNG Train 9 ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นโรงงาน LNG Liquefaction ที่มีกำลังการผลิตปัจจุบัน 3.6 ล้านตันต่อปี และเป็นการสร้างฐานทางธุรกิจสำหรับรองรับการขยายการลงทุนในประเทศมาเลเซียในอนาคต รวมถึงแสวงหาโอกาสการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมอื่นๆ

  • Date : 27 / 07 / 2017
    เปิดประมูลเอราวัณ บงกช รัฐต้องเน้นเรื่องการผลิตปิโตรเลียมที่ต่อเนื่อง

    "คุรุจิต"แนะรัฐเปิดประมูลคัดเลือกเอกชนบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช ต้องให้ความสำคัญกับการผลิตปิโตรเลียมที่ต่อเนื่อง ระบุเงื่อนไขทีโออาร์ประมูลต้องจูงใจนักลงทุน เชื่อรัฐมีเหตุผลที่ชี้แจงได้หากต้องใช้ระบบบริหารจัดการผลประโยชน์แบบอื่นที่ไม่ใช่ระบบสัมปทาน 

    นายคุรุจิต นาครทรรพ  ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงความเห็นเกี่ยวกับเกี่ยวกับการเปิดประมูลเพื่อคัดเลือกเอกชนเข้ามาบริหารจัดการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุปี 2565และ 2566  (แหล่งเอราวัณและบงกช) ว่า ความสำคัญของเรื่องนี้ อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้การผลิตปิโตรเลียมในแหล่งสัมปทานดังกล่าวนั้น เป็นไปอย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด โดยเงื่อนไขการประมูล(TOR)ที่เหมาะสมนั้น  ต้องเป็นที่น่าสนใจและจูงใจให้นักลงทุนหลายรายให้เข้าร่วมประมูล  และต้องมั่นใจว่าจะเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการดำเนินการผลิตปิโตรเลียมได้จริงเท่านั้น  เพราะหากได้ผู้ที่ชนะการประมูลที่เสนอผลประโยชน์สูงสุด แต่ผลิตปิโตรเลียมไม่ได้จริง ก็จะทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหาย
     
    ทั้งนี้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่มีการแก้ไขปรับปรุงล่าสุด นั้นได้ออกมาบังคับใช้แล้ว ซึ่งภาครัฐจะเลือกใช้ระบบบริหารจัดการผลประโยชน์แบบใด(ระบบสัมปทาน,ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC,ระบบจ้างบริการ หรือ SC) ก็เชื่อว่ารัฐคงจะมีเหตุผลชี้แจงได้ 
     

Date : 26 / 07 / 2017

  • Date : 26 / 07 / 2017
    สปท.พลังงานเน้น5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องปฎิรูปให้รัฐมนตรีพลังงานพิจารณา
    สปท.ด้านพลังงาน เสนอรายงานผลการศึกษาปฏิรูปพลังงาน 17 เรื่องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เน้น 5 เรื่องเร่งด่วนควรทำก่อนได้แก่ เรื่องพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ,การออกเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน ,พ.ร.บ.พลังงานทดแทน ,การจัดตั้งบริษัทจัดการพลังงานสำหรับหน่วยงานรัฐ  และ การตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ   ในขณะเดียวกัน ก็ไล่บี้ให้ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ เปิดเผยแหล่งที่มาของเงินสนับสนุน เพื่อความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล
     
    เมื่อวันที่26 ก.ค. 2560  คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ซึ่งนำโดยนายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานคณะกรรมาธิการ ได้นำ “รายงานข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านพลังงาน” ทั้ง 17 เรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการฯได้ดำเนินการศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เสนอต่อพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมีผู้บริหารระดับสูง ทั้งอธิบดีของทุกกรมในกระทรวงพลังงาน  คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)  ผู้บริหารการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และผู้บริหารบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เข้าร่วมรับฟัง  โดยถือเป็นการนำเสนอรายงานอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ สมาชิกสปท.ทุกคนจะหมดหน้าที่ในวันที่ 31 ก.ค. 2560 นี้
     
    โดยนาย คุรุจิต นาครทรรพ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ของสปท. กล่าวว่า  รายงานข้อเสนอแนะด้านพลังงาน 17 เรื่องที่มีการนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  แบ่งออกเป็น2 กลุ่ม คือกลุ่มที่1เป็นรายงานที่ผ่านความเห็นชอบจาก สปท.ชุดใหญ่  จำนวน11 เรื่องได้แก่
     
    1. บทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ....(สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่15 ก.พ.2559)
     
    2.การอนุรักษ์พลังงานโดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน (Building Energy Code : BEC) (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่1 มี.ค.2559)
     
    3.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Company : ESCO) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 31 พ.ค.2559)
     
    4.ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. ....(สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2559)
     
     5. การพัฒนาศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ (National Energy Information Center : NEIC) ....(สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 26 ก.ย.2559)
     
    6.  แนวทางปรับปรุงโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งเอทานอลและไบโอดีเซล ....(สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2559)
     
    7. การปฏิรูปการดำเนินงานของกองทุนพัฒนาไฟฟ้า (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2559)
     
    8.  การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลไม้โตเร็ว เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับเกษตรกร สร้างป่าและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2560)
     
    9.  แนวทางส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการนำขยะมูลฝอยไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่5 มิ.ย.2560)
     
    10. การส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชนและระดับครัวเรือน (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 11 ก.ค.2560)
     
    11. การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยภาคอุตสาหกรรมและกิจการพลังงาน (สปท.เห็นชอบเมื่อวันที่ 11ก.ค.2560)
     
    ส่วนกลุ่มที่2 เป็นรายงานที่ผ่านความเห็นชอบจาก คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ หรือวิป สปท. อีกจำนวน6 เรื่อง ได้แก่
     
    1. การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกำหนดนโยบายและการกำกับกิจการพลังงาน
     
    2. ข้อเสนอแนะการปฏิรูปและผลการรับฟังความคิดเห็นเรื่องการผูกขาดธุรกิจด้านพลังงาน
     
    3  ผลการศึกษาการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงในภาครัฐ
     
    4.  ข้อเสนอแนะข้อพิจารณาการกำหนดสัดส่วนพลังงานทดแทนแต่ละประเภทเพื่อการผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงและต้นทุนที่เหมาะสม
     
    5.แผนการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าโดยรัฐ
     
    6. ข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานชาติ
     
    นาย คุรุจิต กล่าวว่า แนวทางที่ สปท.ด้านพลังงานนำเสนอไว้ทั้งหมด สอดคล้องกับแนวทางเดียวกันกับที่ภาครัฐต้องการดำเนินการ แต่เนื่องจากบางข้อเสนอเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงจึงต้องนำไปพิจารณาก่อนเพื่อดำเนินการตามความเหมาะสมของสถานการณ์ต่อไป  อย่างไรตาม สปท. ด้านพลังงาน เห็นว่า เรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงพลังงานควรดำเนินการก่อนมีด้วยกัน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การจัดทำ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.... ที่ตอนนี้กระทรวงพลังงานรับไปดำเนินการอยู่ 2.การออกเกณฑ์มาตรฐานอคารด้านพลังงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกกฎหมายจากทางกระทรวงมหาดไทย 3.การจัดทำ พ.ร.บ.พลังงานทดแทน 4.การจัดตั้งบริษัทจัดการพลังงานสำหรับหน่วยงานรัฐ  ซึ่งปัจจุบันมีเพียงภาคเอกชนที่มีองค์กรดังกล่าวทำหน้าที่ให้กู้เงินดำเนินการด้านประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ผลประโยชน์ที่ได้จะแบ่งปันกันระหว่างผู้กู้และองค์กรบรรษัทจัดการพลังงาน ซึ่งรูปแบบดังกล่าวยังไม่มีในภาครัฐ จึงควรดำเนินการให้เกิดขึ้นเช่นกัน และ5.การตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ
      
    นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญล่าสุดที่ทางสปท.พลังงานมีผลการศึกษาออกมา  คือ "ข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานชาติ" ซึ่งบรรจุเป็นข้อสุดท้าย และเป็นข้อเสนอที่ระบุให้องค์กรพัฒนาเอกชน(NGO)มีธรรมภิบาลที่มากขึ้น รวมทั้งการ เปิดเผยข้อมูลด้านแหล่งเงินทุน วัตถุประสงค์การดำเนินงาน ผลงานที่ผ่านมา โดยรัฐสามารถที่จะยกเลิกวีซ่าเข้าเมือง หากพิสูจน์ได้ว่ามีการเคลื่อนไหวหรือดำเนินกิจการที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ซึ่ง เอ็นจีโอ ควรต้องมีความโปร่งใสเช่นเดียวกับภาครัฐที่มีการตรวจสอบมากมายจากหลายองค์กร
     
    ทั้งนี้เรื่องดังกล่าว นายคุรุจิต กล่าวว่า ภาครัฐได้มาถาม สปท. แล้วว่าจะให้มีการส่งเสริมธรรมภิบาลองค์กร NGO อย่างไร เพราะบางครั้งมีการดำเนินงานเกินขอบเขต วุ่นวายและก่อให้เกิดปัญหาต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ  เช่น การรับฟังความเห็นโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่  โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา รวมถึงการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ เป็นต้น แต่ไม่ได้เหมารวม NGO ยกเข่ง เน้นที่ก่อให้เกิดปัญหาจริง ดังนั้น สปท.ต้องไปศึกษาข้อมูลหลายด้านรวมถึงข้อมูลจากต่างประเทศเพื่อให้ NGO มีความโปร่งใส จึงต้องมีการเผยแหล่งที่มาของเงินทุน วัตถุประสงค์การดำเนินงาน ว่ามุ่งด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้นหรือไม่
     
    นอกจากนี้ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ในกระบวนการรับฟังความเห็น โดยต้องให้สัดส่วนประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังความเห็นมากกกว่าคนนอกพื้นที่ โดยควรมีสัดส่วนคนในพื้นที่ถึง 70%  ที่เหลือ 10% เป็นตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ อีก 10% เป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ และ 10% เป็นนักวิชาการ บุคคลภายนอก เป็นต้น ซึ่งอาจช่วยแก้ปัญหาการล้มเวทีประชาพิจารณ์เหมือนที่เคยเกิดขึ้นได้
     
    นายคุรุจิต กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ สปท.ว่า หลังจากกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ของ สปท.ได้ส่งสรุปรายงานซึ่งใช้เวลาศึกษา 22 เดือน ต่อกระทรวงพลังงานแล้ว ทาง สปท.ด้านพลังงาน มีกำหนดจะเดินทางไปส่งมอบงานต่อนายกรัฐมนตรีที่รัฐสภา โดยสมาชิก สปท.ทุกคนจะหมดหน้าที่ลงในวันที่ 31 ก.ค.2560 นี้
     

Date : 25 / 07 / 2017

  • Date : 25 / 07 / 2017
    ครม.ตั้ง"ธรรมยศ ศรีช่วย"เป็นปลัดพลังงานคนใหม่

    ครม.ตั้ง “ธรรมยศ ศรีช่วย” ขึ้นปลัดกระทรวงพลังงานคนที่7 วงในเผยสไตล์การทำงานเป็นคนติดดิน ถึงลูกถึงคน ขวัญใจลูกทุ่ง เหมาะขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ของรัฐบาล   

    พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกจำประสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 25ก.ค. 2560 มีมติแต่งตั้งนายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบัน ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. 2560 โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center -ENC) รายงานว่า ชื่อของ นายธรรมยศ ศรีช่วย ถือเป็นตัวเต็งตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน มาตั้งแต่ต้น เนื่องจากคู่แข่งที่มีอาวุโสกว่า และเป็นเพื่อนรักของนายธรรมยศ อย่างนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน  ยอมหลีกทางให้โดยบอกกับคนใกล้ชิด รวมทั้งตัวนายธรรมยศว่า ไม่ขอเป็นคู่แข่ง ซึ่งทั้งนายธรรมยศ และนายวิฑูรย์ เหลืออายุราชการอีก1ปี  โดยจะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย. 2561

    สำหรับนายธรรมยศ นับเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนที่7 โดยปลัดกระทรวงคนแรกคือ นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ,คนที่สองคือนาย พรชัย รุจิประภา  คนที่สาม นายณอคุณ สิทธิพงศ์ คนที่สี่ นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ คนที่ห้านายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม (เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน2รอบ ) และคนที่หก นายคุรุจิต นาครทรรพ

    นายธรรมยศ  เกิดเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2501 ปัจจุบันอายุ 59 ปี สำหรับประวัติการศึกษา จบมัธยมศึกษาตอนต้น – มัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสุราษฎร์ธานี และปี พ.ศ. 2526 จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิศกรรมศาสตร์ไฟฟ้ากำลัง สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล โดยคนที่เคยร่วมงานกับนายธรรมยศ เล่าว่า นานธรรมยศ มีสไตล์การทำงานแบบติดดิน ถึงลูกถึงคน  ตรงไปกันมา ออกแนวลูกทุ่ง เป็นกันเองกับชาวบ้าน  เหมาะกับการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  ในยุคนี้เป็นอย่างยิ่ง 

    ประวัติการทำงานนายธรรมยศ ศรีช่วย

    · 2542 – 2543 วิศวกรรมไฟฟ้า 8 วช สำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน

    · 2543 – 2546 ผู้อำนวยการส่วน (วิศวกร 8) สำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน

     · 2546 – 2548 หัวหน้ากลุ่มกำกับการอนุรักษ์พลังงาน 2 สำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน

     · 2548 – 2550 ผู้อำนวยการสำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน

     · 2550 – 2557 รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

     · 1 ตุลาคม 2557 – 30 กันยายน 2559 อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

     · 1 ตุลาคม 2559 – ปัจจุบัน รองปลัดกระทรวงพลังงาน

     การอบรมที่สำคัญ

     · 8 เม.ย. 47 - 19 พ.ค. 47 นักบริหารพลังงานระดับสูง รุ่นที่ 1 กระทรวงพลังงาน

    · 2 พ.ย. 48 - 14 ก.ย. 49 หลักสูตรเสนาธิการทหาร รุ่นที่ 47 สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการทหารสูงสุด

    · 29 มิ.ย. 50 - 20 ก.ย. 50 นักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 56 สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

    · 6 ต.ค. 52 - 15 ก.ย. 53 หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 52 สถาบันวิชาการ ป้องกันประเทศ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

    · 2559 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการจัดการพลังงาน (วพน.) รุ่นที่ 8 เครื่องราชอิสริยาภรณ์

    · 2548 ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.)

     · 2551 ประถมาภรณ์ข้างเผือก (ป.ช.)

    · 2556 มหาวชิรมงกุฎไทย (ม.ว.ม.)

     

  • Date : 25 / 07 / 2017
    ชง กพช.ปลดล็อคคลังแอลพีจีเขาบ่อยา ให้เอกชนรายอื่นใช้บริการได้ รองรับการเปิดเสรี

    กระทรวงพลังงาน ชง กพช.  31 ก.ค. 2560 พิจารณาปลดล็อคคลังLPGเขาบ่อยาของปตท.เพื่อเปิดให้บุคคลที่สามเข้ามาใช้บริการได้ รองรับการเปิดเสรีทั้งระบบที่จะเริ่ม 1ส.ค. นี้  โดยจะมีการประกาศราคาแนะนำรายภูมิภาค ในแต่ละเดือนรวมทั้งการปรับเกณฑ์เก็บค่าธรรมเนียมส่งออก LPGจากเงินเหรียญสหรัฐเป็นเงินบาท เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อการปรับราคาบ่อยครั้ง   

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 ก.ค. 2560 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เตรียมพิจารณาปลดล็อคมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เดิม ที่เคยกำหนดค่าใช้จ่ายคลังก๊าซหุงต้ม(LPG)และท่อของบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ที่คลังเขาบ่อยา จ.ชลบุรีไว้ โดยการปลดล็อคนี้จะช่วยให้บุคคลที่สามสามารถเข้าไปใช้คลัง LPG ที่คลังเขาบ่อยาได้ เพื่อรองรับการเปิดเสรี LPG 1 ส.ค. 2560 นี้

    “เดิม ครม.ให้ ปตท.ลงทุนคลังที่เขาบ่อยาเอง มีการกำหนดค่าใช้คลังและท่อเอาไว้ รวมถึงค่าตอบแทนการลงทุน โดยคลังแห่งนี้มีเพียงปตท.รายเดียวที่นำเข้า แต่เมื่อเปิดเสรี LPG แล้ว ก็ต้องปลดล็อคหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อให้บุคคลที่สามเข้ามาใช้คลังได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ”

    โดยในเบื้องต้นทาง ปตท.ได้ส่งหลักเกณฑ์กำหนดค่าใช้คลังและท่อที่เขาบ่อยาใหม่มายังกรมธุรกิจพลังงานแล้ว โดยกรมฯจะพิจารณาเพื่อให้หลักเกณฑ์เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อรายใดรายหนึ่ง ซึ่งกรมฯจะประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวได้ในวันที่เปิดเสรีLPG นี้

    ทั้งนี้การเปิดเสรีLPGดังกล่าว กรมฯมีความเป็นห่วงกรณีประชาชนจะไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงราคา LPG ที่จะปรับขึ้นลงตามกลไกราคาตลาดโลก และต้องยอมรับว่าในการเปิดเสรีของสินค้าทุกประเภท ราคาจะต้องมีขึ้นและลงตามกลไกต้นทุน โดยการเปิดเสรี จะทำให้มีผู้ประกอบการหลายรายทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้นและส่งผลดีต่อประชาชน เนื่องจากราคา LPGในตลาดโลกที่ปรับลดลงในช่วงนี้ จะส่งผลให้ราคาขายปลีก จะปรับลดลง ในขณะที่คุณภาพก๊าซ LPG รวมถึงคุณภาพถังก๊าซฯ จะได้รับการปรับปรุงและพัฒนาขึ้น   

    นายวิฑูรย์ กล่าวด้วยว่า หลังจากประชุม กพช. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะมีการนัดประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ในวันที่ 1 ส.ค. 2560 ซึ่งจะมีการพิจารณาดำเนินการตามมาตรการ LPG เสรี โดยจะยกเลิกการประกาศราคา LPG รายเดือนที่มีราคาเดียว แต่จะมีการประกาศราคาแนะนำLPG รายภูมิภาคในแต่ละเดือนแทน รวมทั้งการพิจารณาเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออก LPG จากเดิมที่สำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)เรียกเก็บอยู่ 20 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือประมาณ 700 บาทต่อตัน โดยกรมฯจะเสนอให้เก็บเป็นสกุลเงินบาทแทน เพื่อไม่ต้องปรับราคาขึ้นลงบ่อยครั้งตามการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน   โดยการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออก LPG เพื่อเป็นการป้องกัน ผู้ประกอบการไม่ให้ลักลอบนำ LPG ที่สำแดงว่าจะนำเข้ามาใช้ในประเทศ แต่กลับนำไปขายส่งออกเพื่อเอากำไรส่วนต่าง 

  • Date : 25 / 07 / 2017
    สปท.พลังงานยื่นข้อเสนอตีกรอบการเคลื่อนไหวกลุ่มเอ็นจีโอหวังให้เกิดความโปร่งใส
    สปท.พลังงาน นัดหารือ รัฐมนตรีพลังงาน พุธที่ 26 ก.ค.นี้ นำเสนอรายงานผลการศึกษาเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานชาติด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กรพัฒนาเอกชน(Non-Government Organization-NGO ) ที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน  โดยวางแนวปฎิบัติใหม่ให้ เอ็นจีโอต้องเปิดเผยข้อมูล ตัวตนที่ชัดเจน   พร้อมแสดงแหล่งที่มาของทุนสนับสนุน  เพิ่มบทบาทรัฐในการระงับวีซ่าเอ็นจีโอต่างชาติ หรือสกัดกั้นแหล่งทุนจากต่างประเทศในกรณีที่มีการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายและก่อความวุ่นวาย โดยยกตัวอย่างกรณีการคัดค้านเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 และการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center -ENC) รายงานว่า ในวันพุธ ที่26 ก.ค.2560ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน  สภาขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ (สปท.)ซึ่งนำโดยนายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน   ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน จะเข้าพบ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อนำส่งรายงานข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานชาติด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กรพัฒนาเอกชน(Non-Government Organization-NGO ) ที่เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน  ซึ่งทางคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวได้ทำการศึกษาออกมาเป็นที่เรียบร้อยและได้มีการลงนามโดย ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
     
    โดยการศึกษาดังกล่าง ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศด้านพลังงาน  ได้อ้างถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ปี2560 มาตรา58 วรรค1 ที่ระบุไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้การรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อนเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตตามที่กฎหมายบัญญัติ  บุคคลและชุมชนย่อมสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการดำเนินการหรืออนุญาตตามวรรคหนึ่ง
     
    อย่างไรก็ตามในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนได้เสีย  ประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องในช่วงที่ผ่านมา  มักจะเป็นไปด้วยความไม่สงบเรียบร้อยและก่อความไม่สงบต่อส่วนรวม โดยยกตัวอย่างกรณีการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ทั้งที่กระบี่ และเทพา จ.สงขลา ที่ได้รับการต่อต้านคัดค้านจากเอ็นจีโอบางกลุ่ม   ซึ่งมีประเด็นที่ต้องตั้งคำถามคือการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งได้แหล่งทุนสนับสนุนมาจากไหน การเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการของรัฐมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใด และเอ็นจีโอเหล่านี้ มีการรับเงินสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศในการเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยหรือไม่ 
     
    ดังนั้น  ทางคณะกรรมาธิการฯ จึงมีข้อเสนอแนะ ด้านการบริหารจัดการทั้งในส่วนของรัฐหรือภาคเอกชนที่จัดรับฟังความคิดเห็น และภาคประชาชนในการเข้ารับฟังความเห็น  เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยโดยสรุปสาระสำคัญดังนี้  
     
    1. บุคคล กลุ่มบุคคล ชุมชน หรือองค์กร ที่ต้องการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นต้องแสดงหลักฐานบัตรประชาชนหรือกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องมีเอกสารที่แสดงสถานะของนิติบุคคลอย่างถูกต้อง ชัดเจน 
     
    2.กำหนดหลักเกณฑ์ในการะวนการรับฟังตามสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น 70%เป็นประชาชนในพื้นที่  10%เป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของโครงการ  10% เป็นนักวิชาการ บุคคลภายนอก องค์กรพัฒนาเอกชนภายนอกและ10% เป็นตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ
     
    3.เพื่อให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ลดความขัดแย้ง หรือความวุ่นวายในการเข้าร่วมแสดงความเห็นควรแจ้งความประสงค์หรือลงทะเบียนไว้ล่วงหน้า พร้อมหลักฐานแสดงที่อย่างชัดเจน 
     
    4.ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต้องจัดสรรเวลาหรือให้น้ำหนักกับความเห็นของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อโครงการมากกว่าประชาชนนอกพื้นที่
     
    5.ในกรณีที่เอ็นจีโอมีข้อสงสัย ในโครงการ สามารถที่จะท้วงถามมายังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องโดยจัดทำเป็นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร และให้หน่วยงานรัฐตอบคพถามกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษรเช่นเดียวกัน รวมทั้งสามารถแสดงความเห็นผ่านช่องทางอิเลคทรอนิกส์ได้หลังกระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านไปแล้ว 15 วัน 
     
    6.เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของเอ็นจีโอ ในการเคลื่อนไหวว่าทำเพื่อประโยชน์ของคนไทยอย่างแท้จริง เอ็นจีโอที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นในกระบวนการรับฟังความเห็นต้อง เปิดเผยแหล่งเงินทุนที่นำมาใช้จ่ายในการโฆษณาเพื่อเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการต่างๆ 
     
    7.รัฐควรมีอำนาจในการเพิกถอน ตัดสิทธิ หรือสกัดกั้นแหล่งรับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ ในกรณีที่เอ็นจีโอบางกลุ่มมีการกระทำละเมิดสิทธิผู้เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นหรือมีการกระทำใดๆที่ผิดกฎหมายหรือก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง 
     
    8.รัฐควรยกเลิกวีซ่าเข้าเมืองหรือใบอนุญาตทำงานให้กับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานให้องค์กรเอ็นจีโอต่างประเทศที่จดทะเบียนในประเทศไทย หากพิสูจน์ได้ว่า มีการเคลื่อนไหวหรือดำเนินกิจการที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ
     
    9.รัฐควรมีการวางระเบียบให้ทางราชการหรือเจ้าของโครงการที่จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อมาศึกษาหรือจัดทำข้อเสนอ หากมีตัวแทนของเอ็นจีโอ ให้กำหนดด้วยว่าจะต้องแต่งตั้งผู้แทนจากองค์กรที่มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการหรือมีการรับรองจากหน่วยราชการว่าเป็นสมาคม มูลนิธิ หรือชมรมที่จัดตั้งและมีการดำเนินงานต่อเนื่องมาแล้วอย่างน้อย1ปี  และควรเป็นองค์กรที่เปิดเผยรายรับ(ประจำปี)
     
    10.ควรวางระเบียบห้ามมิให้แต่งตั้งบุคคลที่เคยต้องคดีอาญาว่าเป็นผู้บุกรุกหรือทำลายทรัพย์สินของทางราชการหรือบุคคลอื่น หรือต้องคดีว่าด้วยการเผยแพร่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ ที่เป็นเท็จหรือบิดเบือนจากความจริงอันมิใช่การวิจารณ์โดยสุจริต  รวมทั้งมิให้นำเงินงบประมาณแผ่นดินไปจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อส่วนรวมของรัฐ 
     
    11.ยกระดับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ.2548 ให้เป็นกฎหมายโดยมีบทลงโทษ ที่ชัดเจนในกรณีที่พิสูจน์ทราบได้ว่า การต่อต้านของเอ็นจีโอ บางกลุ่มส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายให้กับประทศอย่างเป็นรูปธรรม 
     
    12.เพื่อส่งเสริมให้มีธรรมาภิบาล ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเชื่อมโยงกับประกาศ ระเบียบ หรือพระราชบัญญัติต่างๆที่มีความเกี่ยวข้อง อาทิ "พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 
     
    13.ให้หน่วยงานทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนที่ถูกบิดเบือน ใส่ร้าย สามารถ แจ้งความดำเนินคดีกับเอ็นจีโอที่มาประท้วงสร้างความเสียหายต่อภาครัฐหรือต่อต้านกฎหมายของบ้านเมืองได้  เนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศถือว่าเป็นภัยต่อการพัฒนาประเทศ  โดยควรจะมีบทลงโทษตามกฎหมายอื่นเช่นกฎหมายฟอกเงิน ที่หนักกว่าความผิดในข้อหาหมิ่นประมาท
     
    14.มีการสานต่อการดำเนินงานภายใต้ภาคีเครือข่ายองค์กรเพื่อความโปร่งใสในอุตสาหกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ(The Extractive Industries Transparency Initiative หรือ EITI)เพื่อให้ขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยEITI ถือเป็นมาตรฐานสากลที่ส่งเสริมความโปร่งใสในการบริหารทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ  เพื่อเป็นกลไกในการตรวจสอบของภาคประชาชนที่ช่วยลดความขัดแย้ง 
     
    อย่างไรก็ตามข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้มีผลผูกพันต่อกระทรวงพลังงานและรัฐบาลว่าจะต้องดำเนินการตามข้อเสนอ แต่หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีความเห็นที่สอดคล้องกับทางคณะกรรมาธิการฯก็จะมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดเป็นนโยบายและแนวปฎิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป 
     

Date : 24 / 07 / 2017

  • Date : 24 / 07 / 2017
    ปตท.ยืนยัน PTTGEซึ่งเป็นบริษัทลูก ขายโครงการในอินโดฯโปร่งใส
    ปตท. ยืนยันกระบวนการขายโครงการปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียของบริษัทปตท.กรีนเอ็นเนอร์ยี่ (PTTGE)ดำเนินการตามขั้นตอนที่โปร่งใส หลังคณะกรรมการตรวจสอบรายงานต่อบอร์ดปตท. เมื่อวันที่21 ก.ค. 2560ที่ผ่านมา เผยปตท. มีคดีที่ได้เป็นโจทก์ร่วมกับ PTTGE ยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้อง ต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายแล้ว มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท และพร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย หากมีการนำเสนอข่าวที่กระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร 
     
    นายสุพจน์ เหล่าสุอาภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ รับผิดชอบกำกับดูแลสำนักกฎหมาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท ปตท.กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (PTTGE) เปิดเผยว่า กรณีที่ปรากฏข่าวเกี่ยวกับกระบวนการขายโครงการต่างๆ ของ PTTGE ในประเทศอินโดนีเซียที่ดำเนินการไปแล้ว 4 ใน 5 โครงการนั้น ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน อาทิ การอนุมัติของคณะกรรมการชุดต่างๆ จนถึงคณะกรรมการของ ปตท.ซึ่งเป็นบริษัทแม่ โดยมีที่ปรึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาให้คำปรึกษาและดูแลกระบวนการอย่างรอบคอบ ถูกต้อง โปร่งใส ยืนยันการขายไปในราคาที่เหมาะสม
     
    นอกจากนั้น คณะกรรมการตรวจสอบของ ปตท. ยังได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก  (Big Four) เข้ามาตรวจสอบการดำเนินการขายโครงการดังกล่าวอย่างละเอียดว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ และให้มารายงานต่อคณะกรรมการ ปตท. ซึ่งที่ปรึกษาได้มารายงานแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา จึงทำให้เชื่อมั่นได้ว่าแนวทางปฏิบัติและการตัดสินใจขายโครงการ มิได้มีปัญหาอย่างที่เป็นข่าวแต่อย่างไร
     
    ทั้งนี้กรณีดังกล่าวมีที่มาจาก เมื่อปี พ.ศ. 2555 ปตท. ที่มีฐานะเป็นบริษัทแม่ได้ตรวจพบหลักฐานความผิดปกติในการลงทุนจากขั้นตอนการซื้อที่ดินและการบริหารโครงการของ PTTGE ซึ่งดำเนินการลงทุนธุรกิจปาล์มน้ำมันที่ประเทศอินโดนีเซียในช่วงปี พ.ศ. 2550 จึงได้ทำการสอบสวนและลงโทษทางวินัยผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) พิจารณาสอบสวนและยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งตามหลักปฏิบัติธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ของกลุ่ม ปตท. พร้อมกับที่คณะกรรมการ ปตท. พิจารณายกเลิกการลงทุนและให้ดำเนินการขายทรัพย์สินเพื่อรักษาประโยชน์ขององค์กร
     
    ปัจจุบัน ปตท. มีคดีที่ได้เป็นโจทก์ร่วมกับ PTTGE ยื่นฟ้องผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ คดีที่ยื่นศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท อันเป็นมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงทุน นอกจากนี้ หน่วยงานตรวจสอบภายใน ปตท. ได้ตรวจพบความผิดปกติจากความเสียหายของการลงทุน ซึ่งพบว่าเกี่ยวพันกับบุคคลภายนอก ดังนั้น คณะกรรมการ ปตท. จึงได้มีมติส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาตามกฎหมาย โดยปัจจุบันเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งนี้ผลการตรวจสอบด้านกระบวนการขาย ปตท. จะดำเนินการส่งมอบเพิ่มเติมให้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลแพ่งเพื่อเร่งการพิจารณา และตัดสินเพื่อยืนยันความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของ ปตท. โดยเร็วที่สุด
     
    สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวผ่านสื่อว่ามีผู้ฟ้องร้องผู้บริหารและอดีตผู้บริหาร ของ ปตท. เป็นการยื่นฟ้อง ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งขณะนี้ศาลฯ รับเอกสารคำฟ้องไว้พิจารณา ยังไม่ได้มีคำสั่ง ประทับรับฟ้องแต่อย่างใด โดยศาลฯ จะมีกำหนดการนัดไต่สวนมูลฟ้องอีกครั้งหนึ่ง
    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีความของ PTTGE อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล โดยเฉพาะศาลแพ่ง ได้มี คำสั่งมิให้มีการเผยแพร่ข้อมูล ปตท. จึงต้องเคารพต่อคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด
     
    ดังนั้น หากบุคคลใดล่วงละเมิด มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง หรือ กล่าวอ้างข้อมูลในคดีที่อยู่ ระหว่าง การพิจารณาของศาล ถือว่าไม่เคารพต่อคำสั่งศาลฯ รวมถึงให้ข่าวในเชิงก่อผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของ ปตท.  อาจนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายได้