ข่าวทั้งหมด

Date : 20 / 08 / 2017

  • Date : 20 / 08 / 2017
    เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโรงไฟฟ้าวังน้อย ครั้งที่ 1 กฟผ. พร้อมรับข้อกังวลต่างๆ ไปศึกษา

    เวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ครั้งที่ 1 โครงการโรงไฟฟ้าวังน้อย (ทดแทนชุดที่ 1-2) มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังกว่า 600 คน กฟผ. ระบุพร้อมนำข้อกังวลต่างๆ ไปศึกษาหาแนวทางจัดการ ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นของประชาชนทั้งหมด จะนำไปกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้ครอบคลุมข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่

    นายพศิษฐ์ อัครวุฒิบวรศิริ ปลัดอำเภอวังน้อย หัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง เป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ครั้งที่ 1 ในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการโรงไฟฟ้าวังน้อย (ทดแทนชุดที่ 1-2) ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ซีคอท จำกัด โดยมี ว่าที่ พ.ต. อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายพงษ์ธร มิลินทบุณย์ พลังงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หน่วยงานราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วมรับฟัง จำนวน 619 คน ณ อาคารอเนกประสงค์ เทศบาลเมืองลำตาเสา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา

    นายขรรชัย เกรียงไกรอุดม ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม บริษัท ซีคอท จำกัด กล่าวว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อชี้แจงรายละเอียดและขอบเขตการดำเนินงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการโรงไฟฟ้าวังน้อย (ทดแทนชุดที่ 1-2) กำลังผลิต 1,470 เมกะวัตต์ ที่สร้างทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่จะหมดอายุลง ในปี 2562 โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนจากบริษัท ซีคอท จำกัด ร่วมให้ข้อมูลเรื่องการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย คุณภาพอากาศ เสียง คุณภาพน้ำผิวดิน ทรัพยากรชีวภาพ กากของเสีย สภาพแวดล้อมและอุบัติเหตุจากการคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค เศรษฐกิจ-สังคม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี และทัศนียภาพและการท่องเที่ยว เป็นต้น

    สำหรับข้อห่วงกังวลของประชาชนที่ได้นำเสนอในเวที เช่น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภคในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า เช่น การพัฒนาถนน และพัฒนาแหล่งน้ำโดยรอบเพื่อการเกษตรกรรมของประชาชนในพื้นที่ เป็นต้น บริษัทฯ จะนำไปกำหนดขอบเขตเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมข้อห่วงกังวลของประชาชนในพื้นที่ในรัศมี 5 กิโลเมตร ทั้ง 3 จังหวัด 4 อำเภอ ได้แก่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา อ.หนองเสือ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี และ อ.หนองแค จ.สระบุรี ต่อไป หลังจากนี้จะเป็นการรับฟังความคิดเห็นฯ ในขั้นตอนการประเมินและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และจะเป็นขั้นตอนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย ครั้งที่ 2 ต่อร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อไป

    ด้านว่าที่ พ.ต. อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ขอขอบคุณชาววังน้อยและพื้นที่ใกล้เคียงที่มาร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ สำหรับข้อกังวลต่าง ๆ ในวันนี้ กฟผ. พร้อมรับไปศึกษาเพื่อหาแนวทางในการจัดการต่อไป และขอยืนยันว่า กฟผ. จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โรงไฟฟ้าอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข”

     

    ทั้งนี้ ประชาชนยังสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมผ่านช่องทางอื่นๆ ได้ ภายใน 7 วันนับจากวันจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นฯ ถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2560 ไปที่ 1.แผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ โรงไฟฟ้าวังน้อย : นายสานิตย์ กุศลไพศาล ที่อยู่ 32 หมู่ 4 ตำบลวังจุฬา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ : 02-4368747 ต่อ 2040 โทรสาร : 02-4368747 ต่อ 2041 และอีเมล : sanit_k@egat.co.th 2. นางสาวจันทิมา ยะนิล บริษัท ซีคอท จำกัด ที่อยู่ 239 ถนนริมคลองประปา แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800 โทรศัพท์ 02-959-3600 ต่อ 412, 413 โทรสาร : 02-959-3535 และอีเมล : eed_13@secot.co.th

Date : 18 / 08 / 2017

  • Date : 18 / 08 / 2017
    บางจากฯซื้อหุ้นเพิ่มทุน50ล้านหุ้นในบริษัททำเหมืองแร่ลิเทียม

    BCPI บริษัทลูกบางจากฯ ลงนามซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัท LAC ซึ่งเป็นบริษัททำเหมืองลิเทียมรายใหญ่ของโลก เตรียมผลิตแบตเตอรี่คุณภาพสูงรองรับเทคโนโลยีมือถือและรถยนต์EV ที่คาดว่าจะผลิตได้ถึง 20 ล้านคันในปี 2583 คาดเริ่มผลิตแร่ลิเทียมเชิงพาณิชย์ ระยะที่2 ได้ในปี 2562

    วันนี้(18 ส.ค. 2560) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย BCP Innovation Pte. Ltd. (BCPI) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท บางจากฯ และ บริษัท Lithium Americas Corp. ร่วมลงนามในสัญญาการซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัท Lithium Americas Corp. หรือ LAC เพื่อพัฒนาเหมืองแร่ลิเทียม ที่ประเทศอาร์เจนติน่า  โดยมีตัวแทนจากสถานทูตแคนาดา และที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่สำนักงานใหญ่ บริษัท บางจากฯ อาคารเอ็มทาวเวอร์ สุขุมวิท

    นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บางจากฯได้แหล่งผลิตเหมืองแร่ลิเทียมสำหรับผลิตแบตเตอรี่ในอนาคตแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนการตลาดรองรับความต้องการใช้ของผู้บริโภค แต่เชื่อว่าเป็นโอกาสดีที่บางจากฯก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจแบตเตอรี่ได้ก่อน เนื่องจากทั่วโลกกำลังต้องการใช้แบตเตอรี่มากขึ้นทั้งรองรับความต้องการใช้โทรศัพท์มือถือและรถยนต์ไฟฟ้า(EV)มากในอนาคต ขณะที่ปัจจุบันแร่ลิเทียมสำหรับผลิตแบตเตอรี่มีน้อย ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดมาก ประกอบกับการที่บางจากฯ ได้แหล่งแร่ลิเทียมครั้งนี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตอยู่ระดับต่ำเพียง2,500 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ขณะที่ราคาขายในตลาโลกปัจจุบันอยู่ที่ 10,000-12,000 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน จึงเป็นโอกาสที่บางจากฯจะทำธุรกิจนี้แข่งขันได้แน่นอน

    “บางจากฯ ให้ความสำคัญกับธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบการกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) ในรูปแบบของแบตเตอรี่ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยมีแร่ลิเทียมเป็นธาตุหลักที่สำคัญต่อการพัฒนาด้วยเป็นโลหะที่เบาที่สุดในตารางธาตุ และมีความสามารถเก็บประจุได้เป็นเวลานานกว่าแบตเตอรี่จากธาตุอื่น ซึ่งในขณะนี้ ราคาของลิเทียมในการทำสัญญาซื้อขายระยะยาวได้ขยับขึ้นมากกว่า 4 เท่าตัว และคาดว่าจะมีความต้องการใช้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกือบ 5 เท่า ในปี 2568 เพื่อรองรับการเติบโตของการผลิตและจำหน่ายรถ EV ที่คาดว่าจะผลิตได้ถึง 20 ล้านคันในปี 2583 ในขณะที่ปริมาณลิเทียมยังคงผลิตได้ไม่เพียงพอ ดังนั้น บางจากฯ จึงได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้”

    สำหรับการลงนามในครั้งนี้ BCPI ได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน จำนวน 50 ล้านหุ้น ในบริษัท  LAC ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโต ประเทศแคนาดา และดำเนินโครงการเหมืองแร่ลิเทียมที่ประเทศอาร์เจนตินาและประเทศสหรัฐอเมริกา รวมจำนวนหุ้นที่ถืออยู่ในปัจจุบัน จาก 20,286,757 หุ้น เพิ่มเป็น 70,286,757 หุ้นในปัจจุบัน หรือคิดเป็นสัดส่วนถือหุ้น 16% และขยายการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในต่างประเทศ เป็นการสร้างโอกาสและสร้างรายได้ในธุรกิจสีเขียวทั้งในสัดส่วนของการถือหุ้นในเหมืองและได้ผลิตภัณฑ์ไปต่อยอดทำแบตเตอรี่คุณภาพสูงที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้ความสนใจลงทุน

    นอกจากนี้ BCPI จะให้เงินกู้ยืมแก่ LAC ในวงเงินไม่เกิน 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อให้ Minera Exar ที่ LAC ถือหุ้นอยู่ 50% ดำเนินการก่อสร้างเหมืองแร่ลิเทียมโครงการ Cauchari Olaroz ที่ได้รับประทานบัตรในประเทศอาร์เจนตินา ตามสัดส่วนการลงทุนของ LAC ใน Minera Exar โดย BCPI จะได้สิทธิการซื้อผลผลิตแร่ลิเทียมจาก Minera Exar เป็นเวลา 20 ปี นับตั้งแต่วันจำหน่ายเชิงพาณิชย์ ซึ่งปริมาณดังกล่าวสามารถนำไปผลิตแบตเตอรี่สำหรับโทรศัพท์มือถือได้กว่า 800 ล้านเครื่องต่อปี หรือผลิตแบตเตอรี่สำหรับใช้ในรถไฟฟ้า (Plug in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) กว่า 150,000 คัน

    ทั้งนี้ LAC เป็นผู้ถือหุ้น 50% ใน Minera Exar ร่วมกับ Sociedad Quimica y Minera de Chile (SQM) จากประเทศชิลี โดย SQM เป็นผู้ประกอบธุรกิจเคมีภัณฑ์ขนาดใหญ่ และยังเป็นผู้ผลิตแร่ลิเทียมจาก
    น้ำเกลือ (brine) รายใหญ่ที่สุดในโลกที่มีต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดด้วย โดย Minera Exar อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ Cauchari Olaroz ซึ่งเป็นเหมืองแร่ลิเทียมในจังหวัด Jujuy ประเทศอาร์เจนตินา มีกำลังการผลิต 25,000 ตันต่อปี ในระยะแรก และเพิ่มเป็น 50,000 ตันต่อปี ในระยะที่ 2 คาดว่าโครงการจะสามารถผลิตแร่ลิเทียมเชิงพาณิชย์จากน้ำเกลือได้ในปี 2562

    นอกจากนี้ LAC ยังมีการพัฒนาเหมืองแร่ลิเทียมอีกแห่งหนึ่งในรัฐ Nevada ประเทศสหรัฐอเมริกา ก้าวสู่ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก และ LAC ยังมีบริษัท Ganfeng Lithium ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของประเทศจีนที่มีเทคโนโลยีที่หลากหลาย และเป็นเจ้าของเหมืองลิเทียมในแหล่งต่างๆ ในโลก เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน17% ด้วย

     

     

     

Date : 17 / 08 / 2017

  • Date : 17 / 08 / 2017
    ไทยถอดบทเรียนแบล็คเอาท์ไต้หวัน เร่งปรับแผนพีดีพีสร้างความมั่นคงไฟฟ้า

    รัฐมนตรีพลังงาน ชี้ แบล็คเอาท์ไฟฟ้าไต้หวันเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ต้องนำมาศึกษาเพื่อป้องกันเกิดการเกิดไฟฟ้าดับในไทย พร้อมเร่งปรับพีดีพีป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงไฟฟ้า ระบุแม้สำรองไฟฟ้าไทยสูงกว่า 30% ก็มีผลดีป้องกันไฟฟ้าดับวงกว้างได้

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ประเทศไต้หวันประสบปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง หรือ แบล็คเอาท์ ว่า เกิดจากการที่ไต้หวันลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ลง ทำให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าปรับลดลงมาก ประกอบกับการเกิดพายุ ส่งผลให้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติกว่า 4 พันเมกะวัตต์ ได้รับผลกระทบ จึงทำให้ปริมาณไฟฟ้าต่ำกว่าความต้องการใช้ จนเกิดแบล็คเอาท์ขึ้น

    ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับไทย ก็มีความเสี่ยงความมั่นคงไฟฟ้าเช่นกัน เพราะใช้ก๊าซฯ ผลิตไฟฟ้ากว่า 60% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ซึ่งหากปริมาณก๊าซฯ จากอ่าวไทยและเมียนมาเกิดเหตุขัดข้อง จะทำให้ไทยเกิดความเสี่ยงไฟฟ้าเช่นกัน แต่การที่ไทยมีสำรองไฟฟ้าสูงกว่า 30% ในปัจจุบัน ก็ถือว่ามีส่วนดีที่ป้องกันความเสี่ยงไฟฟ้าดับได้

    พลเอกอนันตพรกล่าวว่า สำหรับกรณีไต้หวันถือเป็นตัวอย่างที่เกิดแบล็คเอาท์ขึ้นจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ซึ่งไทยต้องนำกรณีดังกล่าวมาศึกษาป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น และจะต้องสร้างความหลากหลายด้านเชื้อเพลิง ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ พีดีพี 2015 เพื่อให้เกิดความมั่นคงไฟฟ้ามากขึ้น

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวันประเมินการเกิดแบล็คเอาท์ที่ไต้หวันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ว่าส่งผลกระทบต่อบริษัทต่างๆ จำนวน 151 แห่งที่ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมและการแปรรูปเพื่อการส่งออก สร้างความเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐ 

  • Date : 17 / 08 / 2017
    กลุ่มปตท.ปรับกลยุทธ์ธุรกิจเชื่อมยุทธศาสตร์ชาติหวังสร้าง Pride and Treasure of Thailand
    กลุ่ม ปตท.กำหนดแนวทางขับเคลื่อนองค์กร "PTT 3D"  เชื่อมยุทธศาสตร์ชาติ   ได้แก่ กลยุทธ์ Do Now ,Decide Now และ Design Now โดยแผนการลงทุนใน 5 ปี (2560 - 2564) จะเน้นพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)  ทั้งโครงการคลังแอลเอ็นจี  โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ  โครงการปรับปรุงโรงกลั่นและปิโตรเคมี และโครงการธุรกิจใหม่ (New S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Industry)  หุ่นยนต์อุตสาหกรรม (Robotics) รวมทั้ง โครงการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเล่ย์ในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi)  โดยมุ่งเน้นการลงทุนที่ให้สังคมและชุมชนมีส่วนร่วม (Inclusive Business) มากขึ้น หวังสร้าง Pride and Treasure of Thailand  
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่17ส.ค.ว่า กลุ่ม ปตท. ได้ระดมความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูงและกรรมการบริษัท เพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนองค์กรให้เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ภายใต้ความท้าทายต่าง ๆ ในปัจจุบัน และเป็นกลไกในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ  เตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจในอนาคต  สร้างความแข็งแกร่งจากภายในโดยการปรับโครงสร้างธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
     
    ทั้งนี้ ปตท.ได้กำหนดกรอบการลงทุนในอนาคตให้สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาแบบยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDG) โดยมุ่งเน้นการลงทุนที่ให้สังคมและชุมชนมีส่วนร่วม (Inclusive Business) มากขึ้น โดยเฉพาะทิศทางกลยุทธ์ด้าน Treasure กลุ่ม ปตท.ได้ใช้แนวทาง “PTT 3D”  อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับกลยุทธ์ การเป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจ (Pride)  โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องภายใต้ทิศทางยุทธศาสตร์ชาติสู่ไทยแลนด์ 4.0
     
    แนวทาง PTT 3D ได้แก่ กลยุทธ์ Do Now คือ การมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อสร้างรายได้และลดต้นทุนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และการเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำระบบดิจิตอลมาประยุกต์ใช้ในองค์กรทุกภาคส่วนพร้อมกับการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
     
    กลยุทธ์ Decide Now เป็นการขยายการเติบโตที่ต้องเร่งตัดสินใจ เพื่อนำไปสู่การลงทุนของธุรกิจในอนาคตให้สอดคล้องกับศักยภาพทางการเงินของกลุ่ม ปตท. โดยการขยายการลงทุนในธุรกิจหลัก  การลงทุนในสายโซ่อุปทานของก๊าซธรรมชาติเหลว  การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการแสวงหาโอกาสลงทุนในภูมิภาคและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
    ส่วนกลยุทธ์ Design Now คือการเร่งสร้างธุรกิจใหม่ให้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต โดยการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ และพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบสนองทิศทางโลกาภิวัฒน์  เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่าด้านไฟฟ้า (Electricity Value Chain)  และธุรกิจใหม่ภายใต้ห่วงโซ่คุณค่าด้านชีวภาพ (Bio-Based Value Chain) เป็นต้น
     
    นายเทวินทร์ กล่าวว่า กลุ่ม ปตท.เตรียมลงทุนใน 5 ปี (2560 - 2564) โดยเน้นลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ประกอบด้วย โครงการคลังแอลเอ็นจี  โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ  โครงการปรับปรุงโรงกลั่นและปิโตรเคมี และโครงการธุรกิจใหม่ (New S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio Industry)  หุ่นยนต์อุตสาหกรรม (Robotics) รวมทั้ง โครงการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเล่ย์ในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ซึ่ง ปตท. ได้ลงนาม MOU ร่วมกับ สวทช. และองค์กรสนับสนุน 50 หน่วยงานในการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ
     
     นอกจากการลงทุนแล้ว กลุ่ม ปตท.ก็ได้เตรียมความพร้อมด้านงานบริหาร ประกอบด้วย การปรับโครงสร้างหน่วยธุรกิจน้ำมันให้แข่งขันได้อย่างเสรี  การปรับโครงสร้างการถือหุ้นธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ  การตั้งประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านเทคโนโลยี (Chief Technology Officer) เพื่อเป็นศูนย์กลางที่ให้ความสำคัญกับการผลักดันและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร   การจัดโครงสร้างธุรกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตลอดจนจัดโครงสร้าง “กองทุนร่วมลงทุน” (Corporate Venture Capital หรือ CVC) และ “ทีมสรรหาธุรกิจใหม่” (Express Solutions หรือ ExpresSo) เพื่อลงทุนต่อยอดธุรกิจในอนาคต  รวมทั้งมีการตั้งหน่วยงานกำกับกฎระเบียบองค์กร เพื่อความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และการเตรียมความพร้อมบุคลากรในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
     
    นายเทวินทร์ กล่าวว่า เพื่อให้ ปตท.เป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจ (Pride) จึงได้ยกระดับการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ผ่านการจัดตั้งธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ซึ่งจะเปิดตัวในเร็วๆนี้  โดยองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมที่จัดตั้งขึ้นนี้จะดำเนินการแสวงหาการลงทุนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของ อาทิ เช่น โครงการคาเฟ่ อเมซอนสำหรับผู้ด้อยโอกาส  โครงการจัดหาเมล็ดกาแฟจากชุมชนสำหรับร้านคาเฟ่ อเมซอน  เครื่องสูบน้ำพลังงานสะอาด  ศูนย์พัฒนาศักยภาพเด็กก่อนประถมวัย เป็นต้น
     
    “ปัจจุบัน กลุ่ม ปตท.มีความพร้อมในการจัดหาเงินลงทุน เพื่อส่งเสริมทิศทางการดำเนินธุรกิจให้เข้มแข็งต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินงานของ ปตท.และบริษัทย่อยในไตรมาส 2 ปี 2560 มีกำไรสุทธิ 31,317 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสที่แล้วจำนวน 14,851 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 77,485 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28,937 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 59.6 จาก 48,548 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559” นายเทวินทร์ กล่าวสรุป
     
  • Date : 17 / 08 / 2017
    กระทรวงพลังงานแจงโครงการโรงไฟฟ้าสตึงมนัมได้ประโยชน์เรื่องน้ำ

    กระทรวงพลังงานแจง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัมเป็นความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และช่วยเสริมระบบบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก รองรับโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยันไม่กระทบค่าไฟประชาชน

    ดร.ทวารัฐ  สูตะบุตร   ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวโครงการไฟฟ้าพลังน้ำสตึงมนัม ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะต้องรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูง จะไม่คุ้มค่าในการร่วมลงทุนนั้น ข้อเท็จจริง คือ การดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำงานในลักษณะบูรณาการระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้อง 3 กระทรวง คือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และช่วยเสริมระบบบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก รองรับโครงการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    ทั้งนี้ อัตราการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังน้ำสตึงมนัม  อาจจะสูงกว่ากรณีผลิตไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียว เพราะได้รวมต้นทุนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบด้วย อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานจะพิจารณาราคารับซื้อให้คุ้มค่าและจะไม่สูงเกินไป และเนื่องจากเป็นโครงการขนาดเล็กไม่เกิน 30 เมกะวัตต์  เมื่อพิจารณาต้นทุนแล้ว ยืนยันว่าจะไม่กระทบอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ Ft  

    อย่างไรก็ตาม โครงการโรงไฟฟ้าสตึงมนัมนี้ ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาทางเลือกที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและเป็นประโยชน์ต่อ 2 ประเทศอย่างแท้จริง และยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมร่วมกับผู้พัฒนาโครงการ เช่น สัดส่วนการลงทุนและมูลค่าของโครงการ

    ในส่วนขั้นตอนการผันน้ำเข้ามาใช้ประโยชน์นั้น จะมีกรมทรัพยากรน้ำเป็นเจ้าภาพหลักในการกำหนดแนวทางเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำ และกรมชลประทานจะเข้ามาร่วมพิจารณาในรายละเอียดความเหมาะสมของเส้นทางการผันน้ำ การใช้เครือข่ายคลองและระบบส่งน้ำต่าง ๆ เพื่อรองรับการใช้ในช่วงที่ขาดแคลนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตที่สำคัญของประเทศภายใต้ โครงการ EEC ซึ่งถึงแม้จะช่วยเสริมความมั่นคงทางด้านไฟฟ้าไม่มากนัก แต่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมาก

    โดยเบื้องต้น กระทรวงพลังงานจะได้นำเสนอรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. พิจารณาตามรายละเอียดตามข้อตกลงบันทึกความเข้าใจโครงการพลังน้ำสตึงมนัม ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นโครงการแรกนับตั้งแต่ได้มีการลงนามข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) มาก่อนหน้านี้

    สำหรับประเด็นการเจรจาซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินเกาะกงนั้น กระทรวงพลังงานยืนยันว่ายังไม่มีการดำเนินการใดๆ และอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด ว่ามีความจำเป็นจะนำมาใช้ประโยชน์การเพิ่มความมั่นคงการผลิตไฟฟ้าในจำนวนเท่าใด และราคาค่าไฟฟ้าจะเกิดประโยชน์ต่อราคาค่าไฟฟ้าของประเทศหรือไม่อย่างไร ซึ่งในหลักการ กระทรวงพลังงานมีการเจรจาโครงการต่างๆ กับทั้งประเทศเมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชาอยู่แล้ว แต่ในการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ จะพิจารณาถึงเรื่องสัดส่วนประเภทเชื้อเพลิงที่ใช้ และราคาค่าไฟที่จะไม่กระทบประชาชน

Date : 16 / 08 / 2017

  • Date : 16 / 08 / 2017
    เล็งกำหนดเงื่อนไขผู้ชนะประมูลเอราวัณ บงกช ต้องรับพนักงานคนไทยบนแท่นผลิต70-80%
     
    ปตท.สผ. พร้อมเข้าร่วมประมูลแข่งขันทั้งแหล่งบงกช ที่เป็นผู้รับสัมปทานอยู่ในปัจจุบันและแหล่งเอราวัณ ของเชฟรอน ภายใต้ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) ในขณะที่แหล่งข่าวในวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมระบุ จีน จะเป็นคู่แข่งรายใหม่ที่น่ากลัว ด้านอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เล็งกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติในทีโออาร์ประมูล ให้ผู้ชนะต้องรับบุคลากรคนไทยที่มีประสบการณ์ทำงานในพื้นที่ปิโตรเลียมอ่าวไทยในสัดส่วนไม่น้อยกว่า70-80% เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตปิโตรเลียมในสองแหล่งสำคัญดังกล่าวจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง 
     
    เมื่อวันที่16ส.ค.2560 แผนกบริหารงานสื่อมวลชนส่งข่าวประชาสัมพันธ์(News Release)ถึงสื่อมวลชนโดยมีรายละเอียดสำคัญของข่าวระบุว่า  นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ให้ความเห็นถึงการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในหลักการของร่างกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสัญญาแบ่งปันผลผลิตทั้ง 3 ฉบับ  และเห็นชอบในประกาศร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม  ว่าจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้การประมูลสัมปทานที่จะหมดอายุ คือแหล่งบงกช และแหล่งเอราวัณสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากการประมูลมีความล่าช้ามาระยะเวลาหนึ่งแล้ว
     
    โดยปตท.สผ.ในฐานะที่เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติซึ่งมีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นนั้นพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลทั้งในแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ และมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้ชนะการประมูล เพื่อให้บริษัทไทยมีส่วนร่วมในการผลิตก๊าซธรรมชาติจากทั้ง 2 แหล่ง   และมีความมั่นใจว่าจะสามารถเสนอประโยชน์ที่เหมาะสมที่สุดให้กับภาครัฐ  
     
    ทั้งนี้รายละเอียดจากร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียมเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตในการประมูลแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุทั้ง 2 แหล่ง ซึ่งปตท.สผ.เองก็ มีประสบการณ์การลงทุนในประเทศต่างๆ ที่ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตเป็นเวลาหลายปี ทำให้มีความเข้าใจการทำงานในระบบนี้เป็นอย่างดี 
     
    สำหรับแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยการผลิตก๊าซธรรมชาติจากทั้ง 2 แหล่ง คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของการใช้ก๊าซธรรมชาติรวมทั้งหมดในประเทศ 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า นอกเหนือจากปตท.สผ.จะยืนยันที่จะเข้าร่วมประมูลแหล่งปิโตรเลียมทั้งบงกช ที่เป็นผู้รับสัมปทานอยู่เดิมและแหล่งเอราวัณ ที่กลุ่มเชฟรอน ขอสหรัฐอเมริกา เป็นผู้รับสัมปทานอยู่ นั้น ทางเชฟรอน ก็ยืนยันถึงความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากประเทศจีน คือ China National Petroleum Corporationหรือ CNPC บริษัทมูบาดาลา ของสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์  จากตะวันออกกลาง  บริษัทโททาล จากฝรั่งเศส และบริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด  ของญี่ปุ่น  ก็กำลังเตรียมความพร้อมที่จะเข้าร่วมการประมูลครั้งนี้ด้วย เช่นกัน 
     
    โดยแหล่งข่าวในวงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน ว่า คู่แข่งที่น่ากลัวของเชฟรอน ก็คือCNPC ของประเทศจีน ที่มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการประมูลแหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณ และบงกช มาระยะหนึ่งแล้ว โดยหากมองในภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ จีนนั้นต้องการที่จะเอาชนะสหรัฐอเมริกา ในแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมในภูมิภาคเอเชีย อยู่แล้ว และพื้นที่ปิโตรเลียมในอ่าวไทย ซึ่งรวมทั้งพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ที่มีการคาดว่าจะมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมอยู่จำนวนมาก ก็เป็นพื้นที่เป้าหมายที่ประเทศจีน ต้องการเข้ามาลงทุนแทนบริษัทจากสหรัฐอเมริกา อย่างเชฟรอน 
     
    ด้านนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ร่างทีโออาร์การประมูลแหล่งเอราวัณและบงกช ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางเดือนก.ย.2560 นี้นั้น จะใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี โดยหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกนั้น จะพิจารณาจากบริษัทที่มีประสบการณ์ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่มีขนาดไม่น้อยกว่าพื้นที่ปิโตรเลียมในอ่าวไทย  มีความพร้อมในเรื่องของเงินทุน และเทคโนโลยี  รวมทั้งการเสนอผลประโยชน์ส่วนแบ่งผลผลิตที่จะให้กับรัฐ    และอีกข้อกำหนดที่จะต้องมีการระบุลงไปด้วยแต่ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องสัดส่วน คือจะต้องมีบุคคลากรคนไทยที่มีประสบการณ์ทำงานในพื้นที่ปิโตรเลียมในอ่าวไทย ไม่น้อยกว่า70-80%  เพื่อให้รัฐมั่นใจว่า การผลิตก๊าซในแหล่งเอราวัณและบงกช จะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องหลังจากสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ในปี2565-2566 
    ทั้งนี้ภายใต้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต ที่มีขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติที่มากขึ้น คาดว่าจะทำให้การผลิตปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณ และบงกช ลดปริมาณลง จากเดิมที่ผลิตได้วันละ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต เหลือประมาณวันละ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุต  โดยปริมาณก๊าซจากอ่าวไทยที่หายไปนั้น จะถูกทดแทนด้วยก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) นำเข้า ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการเตรียมแผนรองรับเอาไว้แล้ว