ข่าวทั้งหมด

Date : 25 / 02 / 2016

  • Date : 25 / 02 / 2016
    พลังงานได้ข้อยุติปัญหาโรงไฟฟ้าชีวมวลรายเดิม เตรียมเสนอเข้า กพช.11มี.ค.นี้
             พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  กระทรวงพลังงานได้ข้อยุติในการหารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลรายเดิม ถึงข้อเรียกร้องที่ต้องการขอปรับเปลี่ยนจากรับเงินสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากระบบ “การให้เงินส่วนเพิ่มในการรับซื้อไฟฟ้า หรือ แอดเดอร์” มาเป็นระบบ “การให้เงินสนับสนุนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ ฟีทอินทารีฟ”แล้ว โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาในคณะกรรมการบริหารนโยบาย(กบง.) เพื่อมีมติในต้นเดือนมี.ค.นี้ ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ตัดสินใจสุดท้ายในวันที่11มี.ค.2559  ซึ่งเป็นการเลื่อนวันจากเดิมที่กำหนดจะประชุมในวันที่7มี.ค.
     
              ทั้งนี้ข้อเรียกร้องที่ผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลรายเดิมต้องการเปลี่ยนระบบการส่งเสริมเพราะเห็นว่าระบบแอดเดอร์เดิมได้รับเงินสนับสนุนและขายไฟฟ้า 30 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับราคาค่าไฟฟ้าปกติจะสามารถขายไฟฟ้าได้เพียง 3.16 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 8 ปี ซึ่งได้สิทธิประโยชน์ต่ำกว่าระบบฟีทอินทารีฟที่ได้รับการสนับสนุนค่าไฟฟ้าในอัตรา 4.54 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 20 ปี
     
              สำหรับผลสรุปที่ได้จากการหารือนั้นคาดว่าทางผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลคงจะพอใจเพราะรัฐได้พิจารณาให้ในระดับที่เหมาะสม แม้จะไม่ได้ตามที่เงื่อนไขที่ต้องการเนื่องจากภาครัฐเองก็ต้องดูแลภาระที่จะเกิดขึ้นกับค่าไฟฟ้าของประชาชนเช่นดียวกัน  
     
              ดังนั้นในแนวทางการพิจารณาจึงยืนอยู่บนหลักการ  3 ข้อ คือ
     
    1.ประชาชนต้องไม่เดือดร้อน จากค่าไฟฟ้าที่จะต้องปรับขึ้นมากนัก
     
    2.ผู้ประกอบการต้องสามารถดำเนินธุรกิจอยู่รอดได้ตามความเหมาะสม
     
    3.การดำเนินการต้องถูกต้องตามกฎหมาย
     
              อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยผลสรุปที่ชัดเจนในรายละเอียดได้เพราะต้องนำผลสรุปดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาทั้งกบง.และกพช.ก่อน
     
  • Date : 25 / 02 / 2016
    ปตท.แจ้งด่วนเลื่อนแผนหยุดจ่ายก๊าซยาดานา พร้อมตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

              นายวุฒิกร สติฐิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่จัดหาและตลาดก๊าซธรรมชาติ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ได้เปิด ศูนย์ติดตามสถานการณ์ผู้ผลิตแหล่งยาดานาหยุดซ่อมบำรุง ปี 2559" ตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.  2559 เพื่อติดตามความพร้อมและความก้าวหน้าในการดำเนินงานของผู้ผลิตเพื่อบริหารให้เป็นไปตามแผน ซึ่งล่าสุดได้รับรายงานจากผู้ผลิต ณ แหล่งก๊าซฯ ว่า เกิดปัญหาที่เครนยกแท่นผลิต ส่งผลให้แผนการดำเนินงานอาจล่าช้าจากเดิม

     

           จากการประสานงาน ขณะนี้ผู้ผลิตกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาของสายสลิงที่ใช้ยกแท่นผลิต ทำให้จำเป็นต้องเลื่อนกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซฯ ออกไป ซึ่ง ปตท. ได้รายงานสถานการณ์ไปยัง กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แล้ว และเตรียมปรับแผนการดำเนินงาน รวมถึงการจัดเตรียมเชื้อเพลิงให้กับ กฟผ. จนกว่าการดำเนินงานจะแล้วเสร็จ พร้อมทั้งประสานไปยังลูกค้าทุกกลุ่มเพื่อร่วมปรับแผนการดำเนินงานต่อไป

     

            “ปตท. ใคร่ขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นอีกครั้ง และพร้อมเดินหน้าประสานงานกับผู้ผลิตฯ อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยจะมีการติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่อง” นายวุฒิกร กล่าว

     

     

  • Date : 25 / 02 / 2016
    พลังงาน เตรียม2มาตรการส่งเสริมผลิตชีวมวลอัดแท่ง ทดแทนการใช้ก๊าซLPGในภาคอุตสาหกรรม
    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า  กระทรวงพลังงานเตรียม 2 มาตรการที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ ให้นำเศษวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติมาเปลี่ยนเป็นพลังงาน เพื่อลดปัญหาการเผาทำลายจนกลายเป็นหมอกควัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งได้แก่ 1. สนับสนุนด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง ด้วยการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการลงทุน และ 2. สนับสนุนเงินลงทุนบางส่วนให้ผู้ประกอบการ ที่ต้องการเปลี่ยนเฉพาะหัวเผาหม้อไอน้ำ เพื่อให้สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดได้ โดยสนับสนุนในอัตรา 30% แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อแห่ง (นำร่อง 100 แห่งทั่วประเทศ) โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์ผู้ที่จะยื่นข้อเสนอขอรับการสนับสนุน
     
    ทั้งนี้ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ทำการศึกษาวิจัยและนำร่องก่อสร้างโรงงานต้นแบบผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งขึ้น โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่ ได้แก่ เปลือก ลำต้น ใบ และซังข้าวโพด มาทดลองผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง ใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซ LPG และน้ำมันเตาในภาคอุตสาหกรรม   ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่าเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งจากของเหลือใช้จากข้าวโพด หรือ Corn Pellet ที่ผลิตได้ มีคุณภาพดี ให้ความร้อนสูง ขี้เถ้าน้อย และต้นทุนไม่สูงมากเกินไป ที่สำคัญ สามารถลดการเผาเปลือกและซังข้าวโพดในพื้นที่โล่งของ อ.แม่แจ่ม ได้ถึง 2,000 ตัน/ปี ช่วยลดฝุ่น และทำให้คุณภาพอากาศโดยรอบดีขึ้น 
     
    “จากผลสำเร็จในโครงการฯ กระทรวงพลังงาน จะมีการขยายผลพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งเพิ่มขึ้น ให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนก๊าซ LPG และน้ำมันเตา เพื่อลดต้นทุนพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามเป้าหมายแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) และในอนาคต หากสามารถขยายผลใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนได้ ก็จะสามารถลดการเผาเปลือกและซังข้าวโพดได้มากถึง 585,000 ตันต่อปี ลดฝุ่นและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สำคัญ ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคเหนือ สร้างรายได้เข้าประเทศอีกทาง” นายอารีพงศ์กล่าว

     

     

Date : 24 / 02 / 2016

  • Date : 24 / 02 / 2016
    กบง.ตรึงNGVเดือนก.พ.ราคาเดิม ชี้แนวโน้มหลังลอยตัวราคาลดลงแน่
              พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)มีมติตรึงราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ประจำเดือน ก.พ. 2559 ไว้เท่าเดิม 13.50 บาทต่อกิโลกรัม
     
                แม้ปัจจุบันราคาต้นทุน NGV จะสูงกว่าราคาจำหน่ายอยู่ที่ 13.66 บาทต่อกิโลกรัม หรือสูงกว่าราคาจำหน่าย 16 สตางค์ต่อกิโลกรัม แต่ให้ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)  เป็นผู้รับภาระไปก่อน เพราะมติ กบง.เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมากำหนดให้ลอยตัวราคา NGV แบบมีเงื่อนไขคือ ให้จำหน่ายได้ไม่เกิน 13.50 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากราคาต้นทุน NGV ถูกกว่าราคาดังกล่าว ก็ให้ปรับลดราคาลงตามต้นทุนที่แท้จริง ส่วนรถยนต์โดยสารสาธารณะให้คงราคาขายปลีกไว้เท่าเดิม 10 บาทต่อกิโลกรัม โดยการลอยตัวราคาแบบมีเงื่อนไขดังกล่าวกำหนดให้ใช้ระหว่างวันที่21 ม.ค.-15 ก.ค. 2559
     
             อย่างไรก็ตามแนวโน้มราคาต้นทุน NGV จะลดลงแตะระดับ 13.50 บาท/กิโลกรัม และลดลงได้อีกในอีกไม่กี่เดือน ดังนั้นในอนาคตมีโอกาสที่ราคาขายปลีก NGV จะปรับลดลงจากราคาปัจจุบันด้วย
            
           ในส่วนของค่าขนส่งNGV นั้น มติ กบง.เดิม กำหนดให้ปรับราคาค่าขนส่งนอกรัศมี 50 กิโลเมตรจากสถานีหลัก ตามระยะทางจริง โดยใช้อัตราค่าขนส่งที่ 0.0150 บาท/กิโลกรัม/กิโลเมตร แต่สูงสุดไม่เกิน 4 บาท/กิโลกรัม
     
                แต่มติ กบง. ในครั้งนี้ได้กำหนดให้คงราคาขายปลีก NGV สำหรับสถานีที่อยู่ห่างจากสถานีหลักมากกว่า 250 กิโลเมตร ไว้ที่ราคา 15.34 บาท/กิโลกรัม โดยไม่รวมภาษีองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ไปจนถึงเดือน ก.ค. 2559 เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ใช้ NGV โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างไกลจากสถานีหลัก แต่หลังจากนั้นให้ทยอยปรับราคา NGV สำหรับสถานีที่อยู่ในระยะทางดังกล่าว เพื่อให้สะท้อนต้นุทนค่าขนส่ง แต่สูงสุดไม่เกิน 4 บาท/กิโลกรัม ตามเพดานราคาที่กำหนด
     
    ---------------------
     
                

     

  • Date : 24 / 02 / 2016
    กบง.คาดโซล่าร์รูฟท็อปเห็นผลจริง ม.ค.2560
    กบง.เห็นชอบนำร่องโซลาร์รูฟท็อปเสรี 100 เมกะวัตต์ แบ่ง PEA กฟน.รับผิดชอบพื้นที่ละ50 เมกะวัตต์ คาดติดตั้งแล้วเสร็จต้นปี 2560 นี้  
     
            พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ว่า ที่ประชุม กบง. เห็นชอบให้นำร่องโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนหลังคาเสรี(โซล่าร์รูฟท็อปเสรี) โดยกำหนดเปิดนำร่อง 100 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นภายใต้การดำเนินการของการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) 50 เมกะวัตต์ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ) 50 เมกะวัตต์ โดยทั้งสองการไฟฟ้ากำหนดแบ่งโควต้าให้ภาคครัวเรือน10 เมกะวัตต์ และอาคารธุรกิจ 40 เมกะวัตต์ แต่จะไม่มีการขายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างเด็ดขาด เนื่องจากเป็นการนำร่องเพื่อทดสอบติดตั้งผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้เองเป็นหลัก 
     
            ทั้งนี้กระทรวงพลังงานจะเปิดประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการได้รับทราบประมาณเดือนเม.ย.-พ.ค.นี้ จากนั้นต้องรอให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ออกกฎเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการ ซึ่งคาดว่าจะสามารถกำหนดได้ในเดือน ก.ค.นี้ และจะมีการติดตั้งระบบนำร่องโครงการได้ในเดือนม.ค.  2560 เป็นต้นไป
     
           อย่างไรก็ตามโครงการนำร่องดังกล่าวจะดำเนินการเพื่อทดสอบว่า หากเปิดโซล่าร์รูฟท็อปเสรีจริงจะมีผลต่อระบบไฟฟ้าโดยรวมอย่างไร จะต้องวางระบบกันใหม่อย่างไร รวมถึงต้องมีการทดสอบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อให้รองรับระบบทั้งซื้อและขายไฟฟ้าด้วย 
     
            นอกจากนี้ที่ประชุม กบง. ยังมีการซักถามกันมากเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซล่าร์รูปท็อฟที่ปัจจุบันมีต้นทุนสูงกว่าการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้า และอาจทำให้ผู้สนใจลงทุนน้อย ซึ่ง พล.อ. อนันตพร ยอมรับว่าเป็นกรณีที่ต้องศึกษาและดูผลจากการนำร่องโครงการในครั้งก่อน รวมถึงกรณีหากมีผู้สนใจผลิตไฟฟ้าโซล่าร์รูฟท็อปเสรีเป็นจำนวนมาก จะมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ ซึ่งต้องนำมาประเมินผลอีกครั้งก่อนเปิดเสรีอย่างแท้จริงต่อไป
    .................................................
     
  • Date : 24 / 02 / 2016
    กฟผ.ยืนยันความพร้อมรับมือแหล่งยาดานา หยุดผลิตก๊าซธรรมชาติ 25 - 28 ก.พ. นี้

    กฟผ. จัดประชุมร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เตรียมรองรับกรณีหยุดผลิตก๊าซฯ แหล่งยาดานาเมียนมา  25 - 28 ก.พ. 2559 เชื่อไม่กระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าขอความร่วมมือประชาชนช่วยประหยัดการใช้ไฟฟ้าเสริมอีก

                นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้ร่วมประชุมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) สำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ) บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก  เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา ประเทศสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 25 – 28 ก.พ. 2559 สำหรับเชื่อมต่อแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบาดัมยาร์ (Badamyar) ซึ่งเป็นหลุมผลิตก๊าซธรรมชาติใหม่ของแหล่งยาดานาทำให้ก๊าซธรรมชาติที่ส่งมาจากประเทศสหภาพเมียนมา หายไปจากระบบวันละประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งภาคการผลิตไฟฟ้า ภาคขนส่ง(NGV) และภาคอุตสาหกรรม  ซึ่งหน่วยงานภาครัฐ กฟผ. และ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ได้ร่วมกันบริหารจัดการให้เกิดผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศน้อยที่สุด 

               โดยในส่วนของภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติจากสหภาพเมียนมาประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  บมจ.ปตท. จะดำเนินการเก็บก๊าซธรรมชาติไว้ในท่อ (Pack Line) เพื่อให้ผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง  สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในฝั่งภาคตะวันตก ได้แก่ โรงไฟฟ้าบริษัท ราชบุรี จำกัด โรงไฟฟ้าบริษัทราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด โรงไฟฟ้าบริษัทไตรเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด และ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ชุดที่ 3 ที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า     ส่วนใหญ่ต้องหยุดเดินเครื่องแล้วไปผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าอื่นแทน  และมีบางส่วนที่ต้องเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเพื่อเดินเครื่องรักษาความมั่นคงระบบไฟฟ้าตามความจำเป็น

              ทั้งนี้ กฟผ. ได้เตรียมมาตรการรองรับไว้ทุกด้าน ตั้งแต่ ด้านระบบผลิต ให้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครเหนือชุดที่ 1 และ 2 เดินเครื่องด้วยก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันออก ประสานงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวให้เดินเครื่องเต็มความสามารถ และทดสอบโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ได้รับผลกระทบให้มีความพร้อมเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลแทน

               ด้านเชื้อเพลิง สำรองน้ำมันให้เพียงพอสำหรับโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำมันเดินเครื่องแทนเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติที่หยุดจ่าย โดยคาดว่าจะใช้น้ำมันเตาประมาณ 34.8 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซลประมาณ 8.1  ล้านลิตร นอกจากนี้ได้มีการประสานงานกับผู้จัดส่งน้ำมันให้มีการจัดส่งน้ำมันเสริมปริมาณสำรองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้สามารถรองรับความเสี่ยงหากการทำงานของผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติล่าช้าออกไปจากแผนได้

              ด้านระบบส่ง ได้มีการตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญให้พร้อมใช้งานก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ และหยุดการบำรุงรักษาระบบส่งในช่วงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กฟผ.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การรับมือเป็นไปตามแผนที่เตรียมไว้ร่วมกันของทุกภาคส่วน

             ทั้งนี้การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ ทั้งฝั่งตะวันตก (เมียนมา) ฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) แหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (Joint Development Area : JDA)จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2559 มีมากกว่า 15 ครั้ง ซึ่งการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจะมีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าอย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้นระยะยาวเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการกระจายการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าอย่างเหมาะสมโดยลดสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันสูงมากถึงประมาณ 70%

              “กฟผ. ขอให้ความมั่นใจว่า ด้วยการวางแผนและเตรียมการรับมือร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจทำให้การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตกจากสหภาพเมียนมา ระหว่าง 25 – 28 ก.พ. 2559 นี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชน ซึ่ง กฟผ. ต้องขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้า หรือใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าวอีกทางหนึ่งด้วย” รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. กล่าว

    -----------------------------------------

     

Date : 23 / 02 / 2016

  • Date : 23 / 02 / 2016
    กกพ.เตรียมตรึงค่าเอฟทีงวดพ.ค.ถึง ส.ค.2559
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) งวดถัดไป(พ.ค.-ส.ค. 2559) มีแนวโน้มจะสูงขึ้นประมาณ 3 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากพบว่าราคาก๊าซธรรมชาติปรับลดลงเล็กน้อย 6 บาทต่อล้านบีทียู แต่อัตราแลกเปลี่ยนยังอยู่ที่ระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และประสบปัญหาปริมาณน้ำที่ใช้ผลิตไฟฟ้าได้น้อยเพราะภัยแล้ง ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวสูง จึงต้องใช้เชื้อเพลิงน้ำมันที่มีต้นทุนสูงกว่า อย่างไรก็ตามทาง กกพ. จะหาแนวทางบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ค่าเอฟทีสูงขึ้น ส่วนความคืบหน้าโครงการความร่วมมือลดใช้ไฟฟ้า(ดีมานด์เรสปอน หรือดีอาร์) กกพ.อยู่ระหว่างว่าจ้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาโครงการดีอาร์เป็นแบบถาวร คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปีนี้ เบื้องต้นจะกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ และกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าเพื่อให้จูงใจ ซึ่งยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาเคยใช้ราคา 3.40 บาทต่อหน่วยเป็นราคาที่ไม่จูงใจมากนัก -------------------------------
  • Date : 23 / 02 / 2016
    โฆษกพลังงานโต้"รสนา" ยันยังไม่มีมติเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์เพิ่ม
    โฆษกพลังงาน โต้ รสนา ระบุ บอร์ดกองทุนอนุรักษ์พลังงานไม่มีมติเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันเพิ่มเป็น 50 สต./ลิตร ชี้เป็นเพียงการหารือในที่ประชุมเท่านั้น เตรียมทำกรอบแผนงาน 5 ปีเสนอ กพช. 11 มี.ค. 2559 เผยยอดเงินสุทธิเหลือ 36,168 ล้านบาท นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยถึงกรณีที่น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ลงข้อความผ่านเฟซบุคส่วนตัวระบุว่า อย่าปล่อยให้กองทุนอนุรักษ์พลังงานล้วงกระเป๋าคนใช้น้ำมันอย่างมืดบอดอีกต่อไป....บอร์ดกองทุนอนุรักษ์พลังงานยังไม่ทันจะเคลียร์ยอดเงินที่ขาดหายไปจากรายงานแสดงฐานะการเงินของกองทุนฯในปี2558 อย่างครบถ้วน แต่กลับกล้าที่จะชงเรื่องล้วงกระเป๋าคนใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นลิตรละ50 สตางค์เท่ากับล้วงกระเป๋าคนใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นทีเดียว100% ขอชี้แจงว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ไม่มีการบรรจุวาระการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนฯเพิ่มจาก 25 สตางค์ต่อลิตร เป็น 50 สตางค์ต่อลิตรแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่ามีการหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการฯเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมาจริง เนื่องจากกรรมการบางคนเห็นว่าขณะนี้ราคาน้ำมันถูกมาก มีการใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะอาศัยจังหวะนี้เก็บเงินเข้ากองทุนฯเพิ่มได้ เพราะจะไม่กระทบต่อผู้ใช้น้ำมันมากนัก และควรเน้นการนำเงินมาส่งเสริมการการวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านภาคขนส่งที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า และรถไฟฟ้า เป็นต้น สำหรับแนวคิดดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการฯแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่น.ส.รสนา ระบุ การเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน และนำไปสนับสนุนด้านภาคขนส่ง ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมนั้น ขอยืนยันว่า กองทุนฯทำตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งก่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานแบบภาพรวมทั้งประเทศ ทั้งภาคขนส่ง อาคาร โรงงาน ซึ่งใช้น้ำมัน ใช้ก๊าซหุงต้ม(LPG) และในภาคความร้อน เป็นต้น สำหรับความคืบหน้ากองทุนฯ นั้น ขณะนี้คณะกรรมการฯ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนการใช้งบประมาณ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปในหลายประเด็น ได้แก่ 1.การกำหนดวงเงินสนับสนุนด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ซึ่งที่ผ่านมาสนับสนุนปีละ 7,000 ล้านบาท โดยที่ประชุมมีการเสนอให้ปรับเพิ่มเป็น 12,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเท่ากับ 60,000 ล้านบาทในแผน 5 ปี 2. การกำหนดสัดส่วนการใช้เงิน ซึ่ง สนพ.เสนอให้กำหนดสัดส่วนการใช้เงินด้านการอนุรักษ์พลังงาน 67% ด้านพลังงานทดแทน 30% ส่วนที่เหลือใช้ด้านกลยุทธ์ตามนโยบาย แต่ที่ประชุมยังมีความเห็นว่าควรปรับสัดส่วนให้ยืดหยุ่น โดยใช้สนับสนุนด้านการอนุรักษ์พลังงาน 57-77% และด้านพลังงานทดแทน 20-40% ทั้งนี้ที่ผ่านมายังไม่มีการกำหนดสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ชัดเจนมาก่อน 3. การกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินว่าจะเน้นด้านใด ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่เน้นไปที่นวัตกรรมสาธิตนำร่อง แต่ที่ประชุมมีการเสนอให้มุ่งเน้นเรื่องการค้นคว้าด้านวิจัย โดยเฉพาะนวัตกรรมเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่งไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า รถไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งต้องมีการวิจัยด้านแบตเตอรี่ ด้านมอร์เตอร์ เป็นต้น ทั้งนี้ที่ประชุมฯยังไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะมีการหารืออีกครั้งก่อนเสนอสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ในวันที่ 11 มี.ค. 2559 นี้ นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ในการประชุมฯ ที่ผ่านมา ได้รับทราบสถานะกองทุนฯ ว่ามียอดเงินสุทธิ 36,168 ล้านบาท มีเงินไหลเข้าประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี แต่เฉพาะในเดือนธ.ค. 2558 และม.ค. 2559 ราคาน้ำมันถูกและประชาชนใช้น้ำมันปริมาณมาก ซึ่งทำให้คาดการณ์ว่าจะมีเงินไหลเข้าในปี 2559 นี้ถึง 9,000-10,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมกันนี้ยังรับทราบแนวทางโครงสร้างการบริหารกองทุนฯแบบถาวร โดย สนพ.เสนอว่าสามารถดำเนินการได้ใน 3 แนวทาง ได้แก่ 1.จัดทำเป็นโครงสร้างเชิงราชการโดยอยู่ใต้การดูแลของ สนพ. 2.ตั้งเป็นองค์กรอิสระ แบบเป็นมหาชน และ 3. รูปแบบผสมผสาน เป็นแบบองค์กรบริหารรูปแบบพิเศษ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง รวมทั้งยังรับทราบผลการดำเนินงานของกองทุนฯในรอบ 5 ปี(พ.ศ.2555- 2559) ว่ามีกรอบวงเงิน 34,000 ล้านบาท โดยสนับสนุนโครงการไปแล้ว 807 โครงการ สำเร็จไป 322 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 426 โครงการ และยุติไป 59 โครงการ ทั้งนี้แบ่งเป็นแผนด้านการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งใช้เงินไป 11,016 ล้านบาท สามารถลดใช้พลังงานได้ 2,942 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือคิดเป็นมูลค่า 38,256 ล้านบาท และลดก๊าซเรือนกระจกได้ 17.7 ล้านตัน นอกจากนี้เป็นแผนด้านพลังงานทดแทน ใช้เงินไป 10,074 ล้านบาท ก่อให้เกิดการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย 159 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือประหยัดได้ 2,076 ล้านบาทต่อปี ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 0.95 ล้านตัน -------------------

Date : 18 / 02 / 2016

  • Date : 18 / 02 / 2016
    PTTGCจ่อปรับแผนลงทุนเหตุราคาน้ำมันผันผวน
    PTTGC ไม่หวั่นหากราคาน้ำมันจะต่ำกว่า 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหตุ ปตท. ยังมีเงินสดจำนวนมากเชื่อบริหารให้มีกำไรได้ต่อเนื่อง คาดราคาน้ำมันปี 2559 ยังผันผวนทรงตัวระดับต่ำ 30-40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล พร้อมจับตาราคาน้ำมันใกล้ชิด จ่อปรับแผนการลงทุนในปีนี้อีกครั้ง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC เปิดเผยว่า PTTGC คาดการณ์ราคาน้ำมันในปี 2559 นี้ จะยังคงผันผวนต่อเนื่อง เฉลี่ยราคาอยู่ที่ 30-40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามอาจผันผวนต่ำกว่า 20 หรือเกิน 40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลได้ในช่วงสั้นๆ ได้ ส่วนการที่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ PTTGC ได้ทำแผนธุรกิจรองรับการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในแต่ละช่วง โดยแผนรองรับราคาน้ำมันต่ำสุดไว้ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เชื่อว่าเป็นอัตราที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่หากเกิดขึ้นจริง ปตท. ยังสามารถบริหารธุรกิจให้เติบโตได้ เนื่องจากยังมีกระแสเงินสดอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้ PTTGC ยังผ่านช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันผันผวนมาแล้วถึง 2 ปี โดยในปี 2557 ราคาน้ำมันจาก 140 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ตกลงมาอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ PTTGC ก็ยังมีกำไร 1 หมื่นล้านบาท และในปี 2558 ราคาน้ำมันจาก 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ตกลงมาอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล บริษัทฯก็ยังไม่กำไร 2 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เกิดจากการวางแผนลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปี 2558 PTTGC มีกำไรสุทธิ 20,502 ล้านบาท และมีรายได้จากการขาย 400,128 ล้านบาท โดยบริษัทยังมีกระแสเงินสดปลายปี 2558 อยู่ที่ 48,000 ล้านบาท ถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง “ บริษัท ยังจับตาสถานการณ์ราคาน้ำมันในระยะสั้นอย่างใกล้ชิด ทั้งในกรณีผันผวนเกิน 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และกรณีลดลงต่ำกว่า 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนปรับแผนการลงทุนในปีนี้อีกครั้ง”นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวด้วยว่า กำลังการผลิตน้ำมันดิบที่ล้นตลาด ทำให้บริษัทส่งออกแนฟทา (วัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตปิโตรเคมี) ได้ลดลง ทำให้สามารถนำแนฟทา มาผลิตปิโตรเคมีในประเทศได้เพิ่มขึ้น 8 แสนตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในการผลิตปิโตรเคมี นอกจากนี้ ยังเป็นการเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติที่มีเทคโนโลยีสูง ให้นำสารไฮโดรคาร์บอนตั้งต้นชนิด C4 ที่มีในประเทศไทย มาใช้ในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตยางเทียม หรือพลาสติกชนิดพิเศษ เป็นต้นด้วย ------------------------
  • Date : 18 / 02 / 2016
    คาลเท็กซ์รุกขยายปั๊มเพิ่มอีก20แห่งในปีนี้
    เชฟรอน(ไทย)เจ้าของแบรนด์คาลเท็กซ์เตรียมขยายปั๊มเพิ่ม20แห่งในปีนี้ เน้นถนนสายหลัก พร้อมจับมือเป็นพันธมิตรเบอร์เกอร์คิงส์ และKFC รักษาระดับยอดขายให้เติบโตไม่น้อยกว่า7%

    นายซาลมาน ซาดัต ประธานกรรมการและผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ค้าน้ำมันแบรนด์คาลเท็กซ์ว่า ในปี 2559 คาลเท็กซ์เตรียมขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 20-25 แห่ง บริเวณถนนเส้นทางสายหลัก โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 15-20 ล้านบาทต่อแห่ง ไม่รวมราคาที่ดิน ซึ่งเป็นการลงทุนของตัวแทนจำหน่าย(ดีลเลอร์)เอง ซึ่งจะทำให้คาลเท็กซ์มีสถานีบริการน้ำมันเพิ่มจาก 370 แห่ง เป็นประมาณ 390 แห่ง

    พร้อมกันนี้ยังเตรียมปรับปรุงสถานีบริการน้ำมัน เช่น ปรับเปลี่ยนป้ายสัญลักษณ์ เพื่อเพิ่มความสว่างและการมองเห็นให้ชัดเจน เสริมความปลอดภัยโดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ที่ผ่านมาได้ปรับปรุงไปแล้ว 200 สาขา และในปีนี้จะปรับปรุงเพิ่มอีก 20 สาขา นอกจากนี้จะเพิ่มธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน(นอลออยล์) ในสถานีบริการคาลเท็กซ์เพิ่มขึ้น 20-25 แห่งในปีนี้ พร้อมทั้งเจรจาหาพันธมิตรใหม่ๆเข้ามาร่วมด้วย เช่น ร้านเบอร์เกอร์ คิงส์ และKFC ที่จะเข้ามาร่วมกับคาลเท็กซ์ในไตรมาสที่2 ของปีนี้ แต่สัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันยังอยู่ที่ 70% และนอลออยล์ 30%

    ทั้งนี้เชื่อว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตของยอดขายให้ได้เท่ากับปี 2558 ประมาณไม่ต่ำกว่า7% ต่อปี เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันลดต่ำลงมาก ส่งผลให้ผู้บริโภคใช้น้ำมันมากขึ้นทั้งประเทศประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปี 2557 ขณะที่ยอดขายของคาลเท็กซ์เติบโต 7% ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจ

    ส่วนแผนการตลาดในปีนี้จะใช้กลยุทธ์"ดิจิตัล มาร์เก็ตติ้ง" ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยจัดกิจกรรมผ่านทาง Facebook นอกจากนี้ได้ทำการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับบัตรเครดิตต่างๆ ภายใต้แคมเปญ "คาลเท็กซ์-ทรู ร่วมเติมเต็มความสุข" ด้วยการมอบส่วนลดราคาน้ำมัน 25 สตางค์ต่อลิตรแก่ลูกค้าทรู เมื่อใช้บริการน้ำมันคาลเท็กซ์ รวมทั้งยังต่อยอดเคมเปญ "เติมปั๊บ รับคะแนนทุกลิตร! คาลเท็กซ์ 1 ลิตร= The 1 Card 1 คะแนน" ภายใต้การร่วมมือกับเซ็นทรัล กรุ๊ป ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อส.ค.2558

    นอกจากนี้ในปี 2559 ยังมีแผนสานต่อโครงการ "Caltex Fuel Your School: คาลเท็กซ์เติมพลังปัญญา ปลูกต้นกล้าเยาวชน" ต่อเนื่องเป็นปีที่3 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการศึกษาและพัฒนาโอกาสการเรียนรู้ของเยาวชนไทย รวมทั้งสานต่อการพัฒนาชุมชนเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างชุมชนโรงสี และชุมชนคาเท็กซ์ ย่านพระราม3 เพื่อสร้างชุมชนให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน