ข่าวทั้งหมด

Date : 02 / 03 / 2016

  • Date : 02 / 03 / 2016
    เริ่มแผนลดก๊าซในอ่าว80ล้านลบ.ฟุตต่อวัน นำเข้าLNGทดแทน

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเริ่มแผนลดการใช้ก๊าซในอ่าวไทย ตั้งเป้าปี2559 เฉลี่ย80ล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน เพื่อนำเข้าLNGราคาต่ำทดแทนโดยไม่มีผลกระทบต่อค่าเอฟที

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้มีการหารือกับฝ่ายบริหารของปตท.ถึงแผนการลดการใช้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เพื่อยืดระยะเวลาปริมาณสำรองให้ใช้ได้นานขึ้น ด้วยการนำเข้าLNGเข้ามาทดแทนในช่วงที่ราคาตลาดโลกลดต่ำลงมากจนใกล้เคียงกับราคาก๊าซจากอ่าวไทย

    ปัจจุบัน ปตท.มีการเรียกก๊าซธรรมชาติจากผู้รับสัมปทานในอ่าวไทย ประมาณ2,800ล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน จากสัญญาซื้อขายที่ทำไว้ ประมาณ2,500ล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน หรือเรียกก๊าซมากกว่าสัญญาอยู่ประมาณ300 ล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน ดังนั้นจึงมีการตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าภายใน5ปี นับจากนี้ ปตท.จะเรียกรับก๊าซเท่าปริมาณที่ทำสัญญากับผู้รับสัมปทาน

    ในปี2559 นี้ คาดว่าปตท.จะเริ่มลดการเรียกรับก๊าซลงได้ประมาณ 80ล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ สามารถนำเข้าLNG เข้ามาทดแทนได้โดยไม่กระทบต่อค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟที เนื่องจากราคาLNG ในSpot Market มีราคาใกล้เคียงกับก๊าซในอ่าวไทย ในขณะที่คุณภาพของLNGนำเข้าเมื่อผสมกับก๊าซจากอ่าวไทย ก็มีค่าความร้อนที่เหมาะกับโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซ ของกฟผ.

    “การเรียกรับก๊าซจากแหล่งผลิตในอ่าวไทยลดลง จะเป็นการลดในส่วนของแหล่งผลิตที่มีต้นทุนสูง เช่นในแหล่งไพลิน หรือแหล่งบงกชใต้ ของปตท.สผ. ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งในส่วนของการช่วยยืดอายุปริมาณสำรองก๊าซในอ่าวไทย ในใช้ได้นานขึ้น และช่วยบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ และพยายามที่จะชะลอการเจาะหลุมผลิตปิโตรเลียมในแหล่งที่มีต้นทุนสูงออกไป ในขณะที่ประชาชน ก็ไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น เพราะราคาLNGนำเข้าปรับลดลงมาจนใกล้เคียงกับราคาก๊าซในอ่าวไทยแล้ว “ นายวีระศักดิ์ กล่าว

    นายวีระศักดิ์ กล่าวด้วย กระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาให้มีการสร้างคลังรับก๊าซLNG แห่งใหม่ที่จะรองรับการนำเข้าก๊าซ LNGเพิ่มขึ้นอีก7.5ล้านตันต่อปี จากปตท.ที่ปตท.มีการสร้างคลังรองรับเสร็จเรียบร้อยแล้ว5ล้านตันต่อปี ที่มาบตาพุด และกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอีก5ล้านตันต่อปี รวมศักยภาพที่จะรองรับการนำเข้าLNGทั้งหมด 17.5ล้านตันต่อปี ซึ่งจะสอดคล้องกับโครงการลงทุนโครงข่ายท่อส่งก๊าซเส้นที่5ของปตท. และก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ที่จะเริ่มลดปริมาณลงอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ปี2561 รวมทั้งรองรับโรงไฟฟ้าไอพีพีขนาด5,000เมกะวัตต์ ที่จะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงด้วย โดยคลังรับก๊าซLNGแห่งใหม่ควรจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี2565-2566

    ในส่วนความคืบหน้าในการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ นั้น นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ร่างแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียม 2514 และกฏหมายภาษีเงินได้ปิโตรเลียม2514 น่าจะผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้ในเดือน พฤษภาคมนี้ โดยจะมีการเพิ่มเติมทางเลือกระบบแบ่งปันผลผลิต และระบบจ้างผลิต เข้าไปนอกเหนือจากระบบสัมปทานเดิม รวมทั้งเสนอประเด็นให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ในการมี บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ด้วย

     

  • Date : 02 / 03 / 2016
    ธพ.ชงปลัดพลังงานศึกษาสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์
    กรมธุรกิจพลังงาน ชง ปลัดกระทรวงพลังงานศึกษาสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ประเทศ ชี้เอนเนอร์จี บริจด์ เป็นหนึ่งทางเลือกของการสำรองได้ 
     
              นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.)เปิดเผยว่า กรมฯได้สรุปผลการหารือการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ประเทศ และเสนอไปยังนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ไปเรียบร้อยแล้ว โดยผลการหารือระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากตัวแทนกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กรมการพลังงานทหาร สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ได้มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ ควรให้มีการศึกษาการสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศ
     
             อย่างไรก็ตามหากผู้บริหารกระทรวงพลังงานเห็นด้วย อาจต้องว่าจ้างที่ปรึกษาฯ เพื่อทำการศึกษาในรายละเอียดว่า ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ภาครัฐจะใช้เงินสำหรับดำเนินการเองและเป็นเจ้าของเองทั้งหมด หรือ จะแบ่งให้เอกชนเข้ามาร่วม ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมันดิบที่จะทำการสำรองว่าเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมกับประเทศไทย นอกจากนี้จะต้องพิจารณาถึงคลังเก็บน้ำมัน ท่อน้ำมัน และการบริหารจัดการที่เหมาะสมต่อไป
     
            “การสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศนับว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรองรับการขาดแคลนน้ำมันในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีการสำรองน้ำมันดังกล่าวเลย มีเพียงการสำรองน้ำมันของภาคเอกชนเท่านั้น แต่หากวางแผนตั้งแต่บัดนี้ กว่าจะสร้างจริงก็ต้องใช้เวลากว่า 5-6 ปี ถึงจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง”
     
                ทั้งนี้การสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ทำได้หลายวิธี ซึ่งกรมฯจะนำมาพิจารณาทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโครงการศึกษาสร้างท่อส่งน้ำมันจากฝั่งทะเลอันดามันข้ามมายังฝั่งอ่าวไทย (เอนเนอร์จี บริดจ์) ก็จะนำมาพิจารณาเป็นทางเลือกหนึ่งของการสำรองน้ำมันได้
     
                แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ประเทศนั้น จะต้องพิจารณาว่าควรสำรองเท่าไหร่ ซึ่งตามมาตรฐานเอเซียนจะสำรอง 60 วัน ขณะที่มาตรฐานทบวงพลังงานสากล(IEA) จะสำรอง 90 วัน โดยปัจจุบันไทยสำรองน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบในภาคเอกชนอยู่ 23 วันเท่านั้น  อย่างไรก็ตามหากภาครัฐต้องลงทุนเองทั้งหมด จะต้องดูว่าจะใช้งบประมาณจากที่ไหน หรือ ให้เอกชนร่วมด้วย แต่ปัญหาที่สำคัญคือ การลงทุนสำรองน้ำมันดังกล่าวท้ายที่สุดก็ต้องตกเป็นภาระของประชาชน แต่จะต้องให้เป็นภาระน้อยที่สุด ดังนั้นจะต้องมาพิจารณาด้วยว่าภาระดังกล่าวจะเป็นของประชาชนทุกคน เพราะเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ หรือ จะกำหนดให้เป็นภาระเฉพาะผู้ใช้น้ำมัน ซึ่งต้องมีการพิจารณาต่อไป
     
     

Date : 01 / 03 / 2016

  • Date : 01 / 03 / 2016
    ผอ.สนพ.แจงความจริง6ข้อการใช้เงินกองทุนอนุรักษ์ฯ

    ผอ.สนพ.โพสต์เฟซบุ๊กแจงความจริง6 ข้อการใช้เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน หลัง”ธีระชัย”อดีตรมว.คลังออกมาตั้งข้อสังเกต  ยันดำเนินการถูกต้องและผ่านการหารือประเด็นข้อกฏหมายจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว

     

    เมื่อเวลา22.43น.ของวันที่1มี.ค.2559 นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน ในฐานะที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว “Twarath Sutabutr”ชี้แจงถึงประเด็นการนำส่งเงินของกองทุนให้แก่กระทรวงการคลังจำนวน8,529.42ล้านบาทที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.กองทุนฯ ว่าโดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าว เป็นไปอย่างถูกต้องและผ่านการหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว  โดยไล่เลียงลำดับให้เห็นถึงที่มาที่ไปในการดำเนินการทั้ง6 ข้อดังนี้
     

    1. กระทรวงการคลังได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค 0427/ว.13 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2558 แจ้งให้ สนพ. รับทราบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2558 ที่ให้กระทรวงการคลังจัดทำแผนปฏิบัติการที่จะนำทุนหมุนเวียนที่มีสภาพคล่องส่วนเกินความจำเป็น จำนวน 30 ทุน เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 32,708 ล้านบาท มาใช้ประโยชน์ในการดำเนินการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ และกระทรวงการคลังได้อาศัยอำนาจตามข้อบังคับกระทรวงการคลังว่าด้วยการให้องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียน นำทุนหรือกำไรเข้าบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 1 พ.ศ. 2556 (ออกความตาม พรบ.เงินคงคลัง พ.ศ.2491) และกำหนดมาให้กระทรวงพลังงานนำเงินของ “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” ที่มีสภาพคล่องส่วนเกินส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน จำนวนเงิน 8,529.42 ล้านบาท อีกทั้งต่อมากระทรวงการคลังก็ยังได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค 0427/38843 ลงวันที่ 28 กันยายน 2558 เพื่อเร่งรัดกระทรวงพลังงานในการดำเนินการนำเงินมีสภาพคล่องส่วนเกินส่งคลังเป็นรายได้แผนดิน ภายในวันที่ 30 กันยายน 2558 อีกด้วย

    2. สนพ. ได้พิจารณาวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และฉบับแก้ไขปรับปรุง พ.ศ. 2550 เรื่องวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงิน “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” ตามมาตรา 24 และมาตรา 25 ซึ่งกำหนดให้มีไว้เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือหรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน และก็มิได้มีมาตราใดที่อนุญาตให้นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน.... สนพ. จึงได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ พน 0601/925 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2558 หารือคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อขอคำแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

    3. ภายหลังจากที่มีการชี้แจงและหารือ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ นร 0908/93 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2558 สรุปคำวินิจฉัยได้ว่า “การดำเนินการของกระทรวงการคลังเป็นการดำเนินการ ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และหน่วยงานของรัฐ (คงหมายถึง สนพ.) มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามข้อบังคับที่กระทรวงการคลังออก โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 ซึ่งกำหนดให้องค์กรใดๆ ของรัฐบาลที่ได้ตั้งขึ้นแล้วก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ หรือที่จะตั้งขึ้นใหม่ บรรดาที่ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียนนั้น ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดข้อบังคับว่าด้วยการจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำทุนหรือผลกำไรเข้าบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 1”

    4. คณะกรรมการกองทุนฯ ในการประชุมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2558 รับทราบคำวินิจฉัยของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนฯ ไม่ครอบคลุมในเรื่องดังกล่าว จึงมีมติมอบ สนพ. หารือคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้งหนึ่ง ในประเด็นที่ว่า คณะกรรมการกองทุนฯ มีอำนาจที่จะต้องพิจารณาเรื่องการส่งเงินคืนคลังดังกล่าวหรือไม่

    5. ต่อมา ภายหลังจากที่มีการหารือร่วมอีกครั้ง คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ นร 0914/55 ลงวันที่ 8 กันยายน 2558 สรุปคำวินิจฉัยได้ว่า “โดยที่กองทุนไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นในกระทรวงพลังงาน ตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานฯ การกำกับดูแลกองทุนจึงอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน ดังนั้น กระทรวงพลังงานโดยปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการซึ่งเป็น "องค์การของรัฐบาลที่กำกับดูแลกองทุน" จึงมีหน้าที่นำเงินกองทุนส่งเข้าบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 1 โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน”

    6. คณะกรรมการกองทุนฯ ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2558 ได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และเห็นควรให้กระทรวงพลังงานปฏิบัติตามแนวทางที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีคำวินิจฉัยมาแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2482 ที่ได้เคยลงมติวางระเบียบในเรื่องการตีความและการให้ความเห็นในทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกาไว้ว่า “เมื่อกระทรวงทบวงกรมใดมีความสงสัยในปัญหากฎหมายจะเป็นโดยเกี่ยวกับวงหน้าที่ ของกระทรวงทบวงกรมนั้น ๆ โดยเฉพาะก็ดี หรือเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของกระทรวงทบวงกรมอื่น ซึ่งไม่เป็นที่ตกลงกันได้ก็ดี และได้ส่งปัญหาในทางกฎหมายนั้นๆ มาเพื่อขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาให้ความเห็น และในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงทบวงกรมใดก็ให้ เชิญผู้แทนกระทรวงทบวงกรมนั้นๆ ร่วมในการพิจารณาด้วย และเมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นในทางกฎหมายเป็นประการใดแล้ว โดยปกติให้เป็นไปตาม ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น ทั้งนี้ เพื่อกระทรวงทบวงกรมต่างๆ จักได้ถือเป็นระเบียบปฏิบัติต่อไป” ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจึงยังมีผลใช้บังคับอยู่

    ดังนั้น สนพ. ในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการกองทุนฯ จึงได้นำเสนอปลัดกระทรวงพลังงานพิจารณานำเงิน “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” ในส่วนที่กระทรวงการคลังเห็นว่ามีสภาพคล่องส่วนเกินความจำเป็น จำนวน 8,529,420,000 บาท (แปดพันห้าร้อยยี่สิบเก้าล้านสี่แสนสองหมื่นบาทถ้วน) ส่งเข้าบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 1 เป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ตามที่กระทรวงการคลังได้มีหนังสือขอมา และให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกฤษฏีกาวินิจฉัย

     

    ทั้งนี้ผอ.สนพ.ยังเขียนข้อความทิ้งท้ายด้วยว่า การชี้แจงข้อเท็จจริงทั้ง6ข้อ นั้นน่าจะทำให้ทั้งนายธีระชัยและประชาชนทั่วไปเกิดความเข้าใจและความกระจ่างมากขึ้นถึงการดำเนินการนำส่งเงินของกองทุนฯให้กับกระทรวงการคลัง

     

  • Date : 01 / 03 / 2016
    "นายกลุงตู่"ชวนช้อป ชิมชม ตลาดเพลินพลังงาน ข้างทำเนียบตลอดเดือนมี.ค.นี้

    “นายกลุงตู่” ชวน ช้อป ชิม ชม ตลาดเพลินพลังงาน ข้างทำเนียบตลอดเดือน มี.ค.นี้

    เมื่อช่วงเช้าของวันนี้(1มี.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเปิดงาน “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” โดยมีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพลังงาน  เป็นผู้นำเดินชมตัวอย่างกิจกรรมที่นำมาแสดงภายในงาน

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และหน่วยงาน องค์กรที่เป็นพันธมิตรภาคพลังงาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตกำแพงแสน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปศุสัตว์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก สระแก้ว และสมุทรปราการ ได้ร่วมจัดงานตลาดนัดคลองผดุงกรุงเกษม ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกกระทรวงมีส่วนกับภาคประชาชนในการขับเคลื่อนโครงการประชารัฐ ผ่านกิจกรรมตลาดคลองผดุงกรุงเกษม

    โดยการจัดงาน”เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้”จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 5-27 มีนาคม 2559 ในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. และ เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ซึ่งภายในงานจะเป็นการผสมผสานกันระหว่างกิจกรรมที่เป็นองค์ความรู้ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลังงาน สินค้าชุมชนในราคาถูกกว่าท้องตลาด พร้อมราคาโปรโมชั่น และกิจกรรมสันทนาการ โดยแบ่งเป็นกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

    พลังงานพาชม พบกับ การแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงาน ซึ่งนอกจากจะมีการนำมาจัดแสดงแล้ว ยังได้จัดจำหน่ายให้ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจทั่วไปสามารถสั่งซื้อได้ภายในงาน ได้แก่ เครื่องจักร อุปกรณ์ แปรรูปเชื้อเพลิงชีวมวล การผลิตพลังงานทดแทน เช่น ถ่านกัมมันต์ ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และถ่านอัดแท่ง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุนนารี เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ การจัดแสดงรถพลังงานไฟฟ้ารักษาสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตกำแพงแสน

    นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเวทีให้คำปรึกษา แนะนำช่องทางสำหรับผู้ที่สนใจจะประกอบกิจการพลังงาน เช่น การลงทุนโครงการ Waste to energy แบบครบวงจร ของมหาวิทยาลัยสุรนารี โครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนด้วยเงินทุนหมุนเวียน (ESCO Revolving Fund) มูลค่าโครงการ 300 ล้านบาท จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

    พลังงานพาช้อป พบกับ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลังงานราคาโปรโมชั่น และสินค้าราคาถูก อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เบอร์ 5 แทบทุกประเภทราคาถูกกว่าห้างสรรพสินค้า ของดีจากชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อนทั่วประเทศ เช่น ผ้าบาติกจากจังหวัดกระบี่ ผ้าฝ้ายลายครามจากภาคอีสาน ของดีที่ทำจากเถ้าลอยลิกไนต์ เช่น อิฐบล็อก ของตกแต่งบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ ทางปศุสัตว์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก สระแก้ว และสมุทรปราการ ได้มาร่วมจัดมหกรรมสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย ซึ่งจะจัดจำหน่าย เนื้อหมู และเนื้อไก่ ปลอดภัยราคาถูก ให้ประชาชนได้เลือกซื้ออีกด้วย

    พลังงานพาชิม พบกับ ผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตจากเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน อาทิ กล้วยทอด เผือกทอด มันทอด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำก๊าซธรรมจากผลพลอยจากกระบวนการผลิตน้ำมันดิบซึ่งปกติจะนำไปเผาทิ้งจากชุมชนบ้านหนองตูม จังหวัดพิษณุโลก อาหารทะเลแห้ง ที่ได้จากพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย เช่น พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดชุมพร ผลิตภัณฑ์อาหารในพื้นที่ส่งเสริมพลังงานชุมชน อาทิ ข้าวเกรียบปลา จากจังหวัดสงขลา ผลไม้แปรรูป/ปลาแปรรูป จากจังหวัดนครนายก กระยาสารท จากจังหวัดอยุธยา /ชาสมุนไพร จังหวัดนนทบุรี/ผลิตภัณฑ์เห็ดและกล้วยอบแห้ง จากราชบุรี/สมุนไพร จากลพบุรี และผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มราคาพิเศษ เช่น โดนัทแด็ดดี้โด ,กาแฟอเมซอน, Texas chicken จาก ปตท. เป็นต้น

    พลังงานพาเพลิน พบกับ วงดนตรีคนพลังงาน ให้ความสนุก เพลิดเพลินให้กับประชาชนที่มาเที่ยวงานทุกวันศุกร์ พร้อมเปิดโอกาสให้ร่วมสนุกลุ้นของรางวัลมากมายตลอดการจัดงาน เช่น ร่วมส่งคลิปวิดีโอ หรือ ภาพถ่าย ในหัวข้อ “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” เข้ามาที่ เฟซบุ๊คแฟนเพจ : พลังงานพาเพลิน และ แชร์สู่สาธารณะ เพื่อลุ้นรางวัล โทรศัพท์มือถือ I Phone 6 จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งจะปิดรับผลงานในวันที่ 25 มี.ค. 2559 เวลา 19.00 น. และประกาศผลรางวัล ในวันอาทิตย์ที่ 27 มี.ค. 2559 เวลา 10.00 น. ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ และมอบรางวัลในเวลา 15.00 น.

    รวมทั้งยังมี กิจกรรมเตาเก่าแลกเตาใหม่ เพียงนำเตาอั้งโล่ใบเก่ามาแลกเตา “อั้งโล่ประหยัดพลังงาน” ฟรี และการจับรางวัล แจกจริง ทุกวัน วันละ 2 ชิ้น เพียงนำใบเสร็จรับเงินที่ซื้อสินค้ามูลค่าตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป เขียนชื่อ และเบอร์โทรศัพท์ ส่งได้ที่กล่องรับชิ้นส่วนที่บูธของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โดยจะทำการจับรางวัลในเวลา 12.00 และ 17.00 น. ซึ่งในแต่ละสัปดาห์จะมีการประชาสัมพันธ์ของรางวัลให้ทราบทาง เฟซบุ๊คแฟนเพจตลาดคลองผดุงกรุงเกษม และ เฟซบุ๊คแฟนเพจกระทรวงพลังงานต่อไป

    นอกจากนี้ ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตกำแพงแสน ในการนำรถบัสไฟฟ้ามาทดลองวิ่งบริการรับ-ส่ง ประชาชนที่สนใจร่วมเที่ยวงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” จากสถานีรถไฟหัวลำโพง - ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม โดยจะมีรถให้บริการ จำนวน 2 คัน วิ่งรับส่งตามเส้นทางดังกล่าววันละ 8 เที่ยวในทุกวัน จันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.และ เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    ทั้งนี้ การจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” จะเป็นการประชาสัมพันธ์งานของกระทรวงพลังงานและสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และหน่วยงาน องค์กรที่เป็นพันธมิตร ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการ เพื่อการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำในโอกาสการสร้างธุรกิจในสังคม เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เพิ่มช่องทางการตลาด การจัดจำหน่าย และการจัดทำแผนธุรกิจและการจับคู่ทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพบกับผู้บริโภคโดยตรง นอกจากนี้เพื่อสร้างตลาดคลองผดุงกรุงเกษมให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร

  • Date : 01 / 03 / 2016
    กกพ.สรุปหยุดจ่ายก๊าซยาดานากระทบค่าไฟน้อยกว่าคาด

             นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้รายงานผลการหยุดซ่อมก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา ประเทศเมียนมา ซึ่งทำให้การจ่ายก๊าซธรรมชาติลดลงประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต ระหว่างวันที่ 25 – 28 ก.พ. 59 ได้แล้วเสร็จ ส่งผลสถานการณ์การจ่ายก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าได้กลับคืนสู่ภาวะปกติในวันที่ 29 ก.พ. 59 ที่ผ่านมาโดยไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงการหยุดจ่ายก๊าซฯ

              สำหรับการประเมินผลกระทบค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) จากการหยุดซ่อมแหล่งก๊าซยาดานาในครั้งนี้ จะลดลงกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้เนื่องจากมีปริมาณก๊าซคงเหลือในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Line Pack) ฝั่งตะวันตก จำนวน 320 ล้านลูกบาศก์ฟุต สูงกว่าแผนที่คาดการณ์ไว้จำนวน 20 ล้านลูกบาศก์ฟุต ทำให้ในช่วงวันที่ 25-28 ก.พ. 59 มีการน้ำมันในการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าราชบุรีและโรงไฟฟ้าบางปะกงทดแทนปริมาณก๊าซฯ ที่ลดลงต่ำกว่าแผนที่ประเมินไว้ค่อนข้างมาก 

         โดยมีการใช้น้ำมันเตาจำนวน 15.4 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซลจำนวน 4.8 ล้านลิตร จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีการใช้น้ำมันเตา 34.8 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซล 8.1 ล้านลิตร ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้การเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตามีราคาใกล้เคียงกับราคาก๊าซธรรมชาติ จึงทำให้การหยุดซ่อมแหล่งก๊าซฯ ยาดานาในช่วงวันที่ 25-28 ก.พ. 59 ที่ผ่านมา จะไม่มีผลกระทบต่อค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้น 

         ทั้งนี้ กกพ. จะนำผลจากการหยุดซ่อมก๊าซฯครั้งนี้ซึ่งต่ำกว่าแผนในช่วงปลายปี 2558 ที่คาดว่าจะมีการหยุดซ่อมในช่วงวันที่ 1-4 มี.ค. 59 และได้ประเมินผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าไว้ประมาณ 0.25 สตางค์ต่อหน่วยไปปรับลดในการคำนวณค่าเอฟทีที่จะเรียกเก็บในงวดเดือน พ.ค. - ส.ค. 59 ต่อไป 

         อย่างไรก็ตาม ค่าเอฟทีในงวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 59 จะเป็นเท่าไรนั้น ต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ราคาเชื้อเพลิง อัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น ที่สะท้อนตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้นเพื่อประกาศใช้อีกครั้งหนึ่ง

     

     

Date : 29 / 02 / 2016

  • Date : 29 / 02 / 2016
    พลเอกอนันตพรคาดแก้กม.ปิโตรเลียมเสร็จเดือนมี.ค.

        พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า คาดว่าการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514  จะใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนจะแล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกฤษฎีกา จากนั้นจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ตามลำดับ อย่างไรก็ตามภาครัฐมีเป้าหมายว่าจะผ่านการพิจารณาของ สนช.ประมาณเดือน พ.ค.-มิ.ย. นี้ และภายในปี 2559 จะพยายามให้เปิดเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมขอสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่นี้ให้ได้

     
         สำหรับพ.ร.บ.ปิโตรเลียมที่กำลังแก้ไขอยู่นี้ เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดกว้างให้สามารถใช้ได้หลายระบบ เช่น ระบบสัมปทานปิโตรเลียม ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบรับจ้างผลิต เป็นต้น  แต่การประกาศใช้ระบบใดนั้น กระทรวงพลังงานจะต้องพิจารณาความเหมาะสมในแต่ละแหล่งว่า มีปริมาณสำรองปิโตรเลียมเท่าใด วิธีการขุดเจาะแบบใด และจะกำหนดให้ใช้ระบบใดต่อไป ซึ่งในรายละเอียดมีคณะกรรมการปิโตรเลียมกลั่นกรองข้อมูลที่ชัดเจนอยู่แล้ว
     
         ส่วนกรณีที่ถูกกลุ่ม NGO คัดค้านการเปิดเป็นระบบสัมปทานปิโตรเลียมนั้น กระทรวงพลังงานยืนยันว่าเปิดรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย ซึ่งต้องพูดกันตามหลักการข้อเท็จจริง ไม่ใช่มาพูดกันตามกระแส
     
         สำหรับการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่นั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเคยระบุไว้ว่า มีทั้งสิ้น 29 แปลง รวมพื้นที่ทั้งหมด 66,463.51 ตารางกิโลเมตร แบ่งเป็น ภาคเหนือ-ภาคกลาง 6 แปลง ภาคอีสาน 17 แปลง และอ่าวไทย 6 แปลง โดยแปลง G3 ,G4 และG6 โดยจะให้ผู้ที่สนใจสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี  ส่วนผลที่คาดว่าจะได้รับจากการเปิดสำรวจ คือ  จะมีมูลค่าการลงทุน 5,000 ล้านบาท ปริมาณทรัพยากรแบ่งเป็นก๊าซธรรมชาติ1-5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และน้ำมันดิบ 20-50 ล้านบาร์เรล 

     

  • Date : 29 / 02 / 2016
    กระทรวงพลังงานจับมือ10ห้างดังเน้นรณรงค์หลอดไฟLEDและเครื่องปรับอากาศ เบอร์5
     
         สำหรับห้างร้านที่เข้าร่วม 10 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด(เพาเวอร์มอลล์) 2. บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด 3.บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด(เทสโก้ โลตัส) 4.บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน) 5.บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน) 6. บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด(มหาชน) 7.บริษัท เมกา โฮม เซ็นเตอร์ จำกัด 8.บริษัท ตลาด ดอท คอม จำกัด ซึ่งเป็นร้านค้าออนไลน์มีช่องทางจำหน่ายสินค้ารูปแบบใหม่ที่กำลังเป็นกระแสนิยม 9.บริษัท เมธีกุลวิศวกรรม จำกัด และ 10.บริษัท สรรพสินค้า ตั้งฮั่วเส็ง จำกัด
     
          นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้รณรงค์ให้ประชาชนเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากเบอร์ 5  โดยเริ่มต้นส่งเสริมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า 2 ประเภท ได้แก่ 1. หลอดไฟ LED ฉลากเบอร์ 5 ที่ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 85% เมื่อเทียบกับหลอดไส้ขนาดเท่ากัน อายุการใช้งานนานกว่า 15,000 ชั่วโมง และ 2. เครื่องปรับอากาศ ฉลากเบอร์ 5 ที่ผ่านการทดสอบแบบ SEER ประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับเครื่องปรับอากาศแบบ Fixed Speed
     
         ทั้งนี้เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีก้าวสำคัญของหลอดไฟ LED และเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสามารประหยัดพลังงานได้มาก ดังนั้นจึงได้ขอความร่วมมือกับร้านค้าจำหน่าย 10 รายที่มีสาขากว่า 650 แห่งกระจายทั่วประเทศ ให้ร่วมติดป้ายโฆษณาฉลากเบอร์ 5 ที่ชั้นวางจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนได้เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและประหยัดพลังงาน
     
          อย่างไรก็ตามฉลากเบอร์ 5  ปัจจุบันมี 2 ประเภท คือ 1.ฉลากประสิทธิภาพสูงเบอร์ 5 ซึ่งแสดงค่าประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ อาทิ กระจก เตาแก๊ส ฉนวนในแก้ว เป็นต้น ปัจจุบันกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ได้ตั้งเป้ามหายติดฉลากดังกล่าวให้ได้ 5 ล้านใบ จาก 11 ผลิตภัณฑ์
     
          2.ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์รับรองความประหยัดและประสิทธิภาพสูงของอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ หลอด LED ตู้เย็น พัดลม หม้อหุงข้าว โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ตั้งเป้าหมายติดฉลากดังกล่าวให้ได้ 22 ล้านใบจาก 29 ผลิตภัณฑ์
     
     

     

Date : 26 / 02 / 2016

  • Date : 26 / 02 / 2016
    รองโฆษกพลังงาน ยัน หยุดจ่ายก๊าซยาดานา 26 -29 กพ. ไม่กระทบความมั่นคงพลังงาน
  • Date : 26 / 02 / 2016
    ปตท.จับมือRosneftและGazpromของรัสเเซียเป็นพันธมิตรพลังงานระยะยาว
    ปตท.เตรียมจับมือเป็นพันธมิตรด้านพลังงานRosneftและGazpromของรัสเซีย คาดลงนามเอ็มโอยูร่วมกันในอีก2-3เดือนข้างหน้านี้ เชื่อสภาพคล่องในมือกว่า239,000ล้านบาทเพียงพอต่อการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต
     

         นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงผลการเดินทางไปเยือนสหพันธรัฐรัสเซียร่วมคณะกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 23-25 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า ปตท.เตรียมลงนามบันทึกความร่วมมือ(MOU) ร่วมกับ บริษัท Rosneft  ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ของรัสเซีย และบริษัท Gazprom ซึ่งเป็นบริษัทแก๊สแห่งชาติของรัสเซีย เพื่อเป็นพันธมิตรด้านพลังงานในระยะยาว ภายในอีก2-3เดือนข้างหน้านี้

     
        โดยแนวทางความร่วมมือด้านพลังงานร่วมกันนั้นปตท.กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในหลายรูปแบบ ได้แก่ 1. การซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งเป็นน้ำมันที่เหมาะกับโรงกลั่นเมืองไทย  2. การเข้าไปร่วมลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เนื่องจากเป็นประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานมากและมีต้นทุนการผลิตต่ำ และ3. การซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)แบบสัญญาระยะยาว และเข้าไปร่วมถือหุ้นในแหล่งผลิต เนื่องจากการผลิตLNG ที่รัสเซียมีต้นทุนที่ต่ำกว่าตะวันออกกลางเพราะมีสภาพอุณหภูมิที่ต่ำ  บางช่วงติดลบเหมาะสมต่อการผลิต LNGที่ต้องทำให้อุณหภูมิติดลบเพื่อให้กลายสภาพจากก๊าซเป็นของเหลวอีกทั้งระยะทางขนส่งLNG มาไทยใกล้กว่าเมื่อเทียบกับการซื้อจากประเทศตะวันออกกลาง เพราะไม่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบมะละกา
     
         "วันนี้ LNG  กลายเป็นโอกาสของผู้ซื้อ เพราะราคาถูก ซึ่ง ปตท.จะใช้จังหวะนี้ในการซื้อและร่วมลงทุนไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ ปตท.กำลังมองทั้งซื้อและเจรจาขนานกันไปกับรัสเซีย"
     
         อย่างไรก็ตามเชื่อว่าไทยกับรัสเซียจะเป็นพันธมิตรกันได้ เนื่องจากรัสเซียกำลังหาพันธมิตรที่เป็นตลาดรองรับ LNG และน้ำมันจากรัสเซีย และไทยน่าจะเป็นศูนย์กลางตลาดที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มสูงขึ้น
     
       นายเทวินทร์ กล่าวถึงผลประกอบการของปตท.ในปี2558ที่มีรายได้ลดลง22%และกำไรสุทธิลดลง 66% จะไม่เป็นปัญหาต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต เพราะปตท. ยังมีกระแสเงินสดในมือกว่า 239,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่า ปตท.ยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยจะนำไปใช้ลงทุนตามแผน 5 ปี (พ.ศ.2559-2563) ประมาณ3 แสนล้านบาท ได้แก่ 1. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาทิ โครงการสร้างท่อส่งก๊าซเส้นที่5 เชื่อมต่อก๊าซฝั่งตะวันตกและตะวันออก และสร้างคลังรองรับLNG  เฟส2 จาก 5 ล้านตันเป็น 10 ล้านตันต่อปี  โดยคิดเป็นสัดส่วนการใช้เงินลงทุนประมาณ 69% หรือ 204,595 ล้านบาท
     
        2.ใช้ในการลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนทางธุรกิจให้เติบโตขึ้น คิดเป็นสัดส่วนการลงทุน 30% หรือประมาณ 89,085 ล้านบาท และ3. ใช้ลงทุนด้านพลังงานสีเขียว Green Energy คิดเป็นสัดส่วน 1% ประมาณ 2,969 ล้านบาท   
     
         นอกจากนี้ยังใช้เป็นเงินสำรองสำหรับรับมือกับกรณีราคาน้ำมันตกต่ำที่สุด ที่ปตท.ประเมินไว้ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ยาก โดยราคาน้ำมันที่ ปตท.คาดการณ์เฉลี่ยในปี 2559 อาจจะอยู่ที่ 30-35 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  
     
        "การที่ธุรกิจมีผลประกอบการขาดทุนไม่ได้ทำให้บริษัทล้ม แต่ถ้าขาดสภาพคล่องทางธุรกิจจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจล้ม โดย ปตท. ยังมีสภาพคล่องทางการเงินสูงกว่า 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งสามารถกู้เงินได้ 2 เท่าของทุน แต่ปัจจุบัน ปตท.กู้อยู่เพียง 0.3% เท่านั้น"  นายเทวินทร์ กล่าว 
     
         นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ราคาน้ำมันได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ทั้งนี้ ปตท.ได้ปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรับกับสถานการณ์ทุกแง่มุมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมวางกลยุทธ์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรและรับมือกับภาวะท้าทายในธุรกิจพลังงาน ตามกลยุทธ์ ROIC  หรือ PTT Strategies to cope with  low  oil price  ได้แก่ 1. ปตท.จะให้ความสำคัญกับธุรกิจที่เป็นจุดแข็งโดยเพิ่มประสิทธิภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด และก้าวออกจากธุรกิจที่เป็นจุดอ่อน
     
         2. ลดค่าใช้จ่าย 3.พิจารณาต่อยอดหรือลงทุนขยายธุรกิจเพื่อบริหารความเสี่ยงและสร้างมูลค่าเพิ่ม และ4.ควบรวมกิจการที่ซ้ำซ้อนกันเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสความได้เปรียบทางการแข่งขันให้มากขึ้น