ข่าวทั้งหมด

Date : 01 / 04 / 2016

  • Date : 01 / 04 / 2016
    ปตท.ยันโปร่งใสคืนท่อก๊าซ,ธุรกิจปาล์มอินโด

    ผู้บริหารปตท.ประสานเสียงยืนยันดำเนินการคืนท่อก๊าซตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดแล้ว พร้อมยืนยันหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ

    นายประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่มีบุคคลจะยื่นฟ้องบริษัทพลังงานต่อศาลปกครองในประเด็นการคืนท่อส่งก๊าซ และการดำเนินธุรกิจปาล์มในต่างประเทศว่าปตท. เชื่อมั่นถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยได้คืนท่อส่งก๊าซให้กับกระทรวงการคลังตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2551 ซึ่ง ศาลปกครองสูงสุดได้บันทึกในคำร้องรายงานสรุปของ ปตท. ว่า ปตท. ดำเนินการตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้มีกลุ่มบุคคลได้ร้องขอให้ศาลปกครองกลางไต่สวนการคืนทรัพย์สินของ ปตท. อีกหลายครั้ง และล่าสุด ในวันที่ 12 ธันวาคม 2557 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนยัน ตามคำสั่งของศาลปกครองกลาง ไม่รับคำฟ้อง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงเป็นการยืนยันถึงความ บริสุทธิ์และโปร่งใสในการดำเนินการของ ปตท. มาโดยตลอด

    สำหรับการดำเนินงานเกี่ยวกับโครงการปาล์มน้ำมันในประเทศอินโดนีเซีย ปตท. ขอยืนยันว่า แม้จะประสบปัญหาด้านการลงทุนซึ่งเป็นปกติของการดำเนินธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ และเมื่อพบประเด็นความไม่ถูกต้องในเรื่องใดก็จะมีการสอบสวนและดำเนินการตามกระบวนการของระเบียบที่มีอยู่ โดยในเรื่องนี้ ปตท. ได้ส่งเรื่องไปยัง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. และศาลแพ่ง

               “ปตท. ขอย้ำอีกครั้งว่า ปตท. ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสตลอดมา  ภายใต้พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 และ พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535  การตรวจสอบ ปตท. จึงทำได้ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนทั้งระบบ เพื่อยืนยันความโปร่งใสในการบริหารงานของ ปตท.” นายประเสริฐ กล่าว

    ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า  ปตท.อยู่ในช่วงติดตามรายละเอียดการแถลงข่าวจากผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะเปิดเผยออกมา โดยยืนยันว่า ที่ผ่านมา ปตท.มีการเสียภาษีตามขั้นตอนของกฏหมาย และทางสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบอยู่แล้ว 

    อีกทั้งปตท.เป็นบริษัทจดทะเบียน การจัดทำงบการเงิน หรือข้ันตอนต่างๆ จะต้องมีการรายงานผ่านตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว   โดยยืนยันการเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างเป็นไปอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ 

    สำหรับกระแสโจมตีในSocial Media ขณะนี้นั้น ปตท.ไม่ได้กังวลมากนัก  โดยพยายามเผยแพร่ข้อเท็จจริงให้สังคมได้มั่นใจว่า การดำเนินงานทุกอย่างโปร่งใส ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ประชาชนเข้าใจ ว่าภารกิจหลักของปตท.มุ่งสร้างความมั่นคงพลังงานให้กับประเทศ

     

  • Date : 01 / 04 / 2016
    กระทรวงพลังงานจับมือ IEAเปิดศูนย์ข้อมูลพลังงานไทยสร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือในระดับสากล

    กระทรวงพลังงานร่วมมือกับทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ปฏิรูปด้านข้อมูลพลังงาน สร้างเอกภาพด้านข้อมูลพลังงานที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือเปิด “ศูนย์ข้อมูลพลังงานไทย” http://info.energy.go.th ที่เน้นความถูกต้อง มีมาตรฐาน เข้าถึง และเข้าใจง่าย ต่อยอดเป็นต้นแบบศูนย์ข้อมูลระดับชาติ และ ศูนย์ข้อมูลพลังงานระดับภูมิภาค”


    เมื่อวันที่1เม.ย.2559 พล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานพิธีเปิด “ศูนย์ข้อมูลพลังงานไทย” เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลด้านพลังงานที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ การปฏิรูปด้านข้อมูลพลังงาน เพราะจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้การกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการด้านพลังงาน ตลอดจนการสร้างความเข้าใจร่วมกับทุกภาคส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสียเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน


    ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน มีนโยบายในการจัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลพลังงานไทย หรือ Thailand Energy Information Center (TEIC)” โดยมีเป้าหมายหลักในการบูรณาการข้อมูลพลังงาน และพัฒนาไปสู่การสร้าง “ต้นแบบศูนย์ข้อมูลระดับชาติ” และก้าวไปสู่ “ศูนย์ข้อมูลพลังงานระดับภูมิภาค” ในอนาคต การเปิดตัวศูนย์ข้อมูลพลังงานไทยในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามแผนที่นำทาง (Roadmap) ในการจัดตั้งศูนย์ฯ และประการสำคัญศูนย์ข้อมูลพลังงานไทยนี้ยังได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิคและการแลกเปลี่ยนข้อมูล จากทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ซึ่งเป็นองค์กรด้านพลังงานระดับโลกที่ได้รับการยอมรับด้านความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือ
    ในพิธีเปิดตัวศูนย์ข้อมูลพลังงานไทยครั้งนี้ ไทยยังได้รับเกียรติจาก Dr. Fatih Birol ผู้อำนวยการของ IEA มาร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “IEA-Thailand Cooperation in the global energy transition” พร้อมกับส่งมอบผลการศึกษา “Thailand Electricity Security Assessment (TESSA) 2016” ให้กับทางกระทรวงพลังงานอีกด้วย

    “ในอนาคตศูนย์ข้อมูลพลังงานไทยจะพัฒนาเพื่อขยายขอบเขตการทำงานไปสู่ข้อมูลพลังงานที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่างๆ มากยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาต่อยอดสู่ศูนย์ข้อมูลพลังงานที่มีความสามารถในการจัดทำข้อมูลเชิงวิเคราะห์ เช่น การคาดการณ์ในอนาคต การวิเคราะห์ตลาดพลังงาน และอื่นๆ เพื่อตอบสนองกับผู้ใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์สูงสุด” โฆษกกระทรวงพลังงานกล่าว

    สำหรับคณะทำงานบูรณาการข้อมูลด้านพลังงาน มีหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน  กรมธุรกิจพลังงาน  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยมีสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นเลขาคณะทำงานฯ  และสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่ปรึกษาโครงการฯ   ซึ่งคณะทำงานฯ จะมีบทบาทในการวางมาตรฐานข้อมูลพลังงานของประเทศ และกรอบภาระหน้าที่ของศูนย์ข้อมูลพลังงานไทย  โดยได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 ส่วน ประกอบด้วย


        1) การเชื่อมโยงข้อมูลพลังงานจากหลายแหล่งที่มาให้กลายเป็นฐานข้อมูลพลังงานอ้างอิงเพียงหนึ่งเดียว

        2) การสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในทุกแหล่งข้อมูล เพื่อให้ฐานข้อมูลพลังงานมีมาตรฐานและความ   สอดคล้องกันทั้งระบบ เช่น ช่วงเวลา, หน่วย และขอบเขตของข้อมูล
        3) การเผยแพร่และนำเสนอฐานข้อมูลพลังงานให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถ “เข้าถึง” และ“เข้าใจได้ง่าย”


    ศูนย์ข้อมูลพลังงานไทย จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลให้มีความเป็นเอกภาพ โดยการสร้างกลไกการรับส่งข้อมูลที่มีเจ้าภาพหลักสำหรับแต่ละชุดข้อมูลบนหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของมาตรฐานกลางร่วมกัน ด้วยการนำมาตรฐานสากลจากสำนักงานสถิติแห่งสหประชาชาติ (United Nations Statistics Division: UNSD) และทบวงพลังงานระหว่างประเทศ  มาประยุกต์ร่วมกัน ซึ่งทำให้ข้อมูลดังกล่าวมีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล  ในขณะเดียวกัน ศูนย์ข้อมูลพลังงานไทย ยังมีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลสถิติพลังงานผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ รวมถึงการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านพลังงานต่อสาธารณชนเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจในเรื่องข้อมูลพลังงาน สามารถติดตามข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลพลังงานไทยได้ที่ http://info.energy.go.th
     

  • Date : 01 / 04 / 2016
    มาตรา44ยกเว้นกฏหมายผังเมืองโครงการภายใต้แผนบูรณาการพลังงานลงประกาศราชกิจจาฯแล้ว

    โครงการภายใต้แผนบูรณาการพลังงาน5แผนไม่ต้องถูกบังคับตามกฎหมายผังเมืองหลังมาตรา44ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ด้านกกพ.เปิดลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ยกเว้นกฏหมายผังเมืองสำหรับ ผู้ประกอบกิจการพลังงานที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ประเภทบ้านอยู่อาศัย (Solar PV Rooftop)

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพลังงานว่า ราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเผยแพร่ (๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙) ประกาศคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์และรายละเอียดของโครงการหรือกิจการที่ได้รับการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการประกอบกิจการบางประเภท ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ….คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ จึงออกประกาศหลักเกณฑ์และรายละเอียดของโครงการหรือกิจการที่ได้รับการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการประกอบกิจการบางประเภท  ดังนี้....  ๑. โครงการภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ - ๒๕๗๙ (PDP ๒๐๑๕)  ๒. โครงการภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. ๒๕๕๘ - ๒๕๗๙(AEDP ๒๐๑๕)  ๓. โครงการภายใต้แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ. ๒๕๕๘ - ๒๕๗๙ (Gas Plan ๒๐๑๕) โครงการผลิต เก็บรักษา และแปรสภาพก๊าซธรรมชาติ (LNG Station and Receiving Terminal) รวมส่วนควบต่างๆ เช่น ท่าเรือ และกระบวนการผลิตและสนับสนุนการเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติ……ซึ่ง ต้องไม่ตั้งอยู่บนพื้นที่เสี่ยงภัย พื้นที่สงวนไว้เพื่อระบายน้ำ เขตพระราชฐาน และพื้นที่เขตอนุรักษ์น้ำดิบเพื่อการประปา   ๒. ต้องมีมาตรการที่รัดกุมในการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชน๓. ต้องดำเนินการตามข้อบังคับ กฎระเบียบของกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

    ด้าน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า จากการที่มียกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองร่วม และการผ่อนผันให้ผู้ประกอบกิจการพลังงานที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ประเภทบ้านอยู่อาศัย (Solar PV Rooftop) สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 นั้น ปัจจุบัน สำนักงาน กกพ. ได้ให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็ว ให้กับผู้ประกอบการที่ยังไม่ยื่นแบบแจ้งการประกอบกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาต (แจ้งยกเว้นฯ) โดยท่านสามารถเข้ามาลงทะเบียนแจ้งการยกเว้นฯ ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน (www.erc.or.th) เพียงเข้าไปเปิดดูคำแนะในการลงเบียนแจ้งยกเว้นฯ ซึ่งไม่ได้มีขั้นตอนยุ่งยาก ซ้ำซ้อน เพียงแค่เข้าไปกรอกและแนบเอกสารตามแบบฟอร์มที่สำนักงาน กกพ. กำหนด เพียงเท่านี้ การลงทะเบียนถือว่าสมบูรณ์แล้ว

Date : 31 / 03 / 2016

  • Date : 31 / 03 / 2016
    กฟผ.ชี้ไตรภาคีโรงไฟฟ้ากระบี่ได้ข้อสรุปเร็วกว่าแผน
     กฟผ.เผยคณะกรรมการไตรภาคีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ลงพื้นที่เก็บข้อมูลและรับฟังความเห็นของฝ่ายเห็นด้วยและคัดค้านแล้ว คาดส่งผลดีให้ได้ข้อสรุปเร็วขึ้นกว่าเดือน ก.ย. 2559 

     นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ว่า ขณะนี้คณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 3 ฝ่าย หรือ ไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐ  ประชาชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ทั้งจากกลุ่มเป็นเห็นด้วยและกลุ่มที่คัดค้านแล้ว โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิม ก.ย. 2559 ว่าควรสร้างหรือไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 

     ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา นั้นขณะนี้ได้จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ของโรงไฟฟ้าเทพา รวมถึงรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)ของท่าเรือรับถ่านหินเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการนำเสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.) 

     สำหรับมติคณะกรรมการ (บอร์ด)กฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา ที่กำหนดให้เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ให้ถึง 50% ของทั้งประเทศนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมประชุมในรายละเอียดแนวทางปฏิบัติ โดยปัจจุบัน กำลังผลิตไฟฟ้าเฉพาะของ กฟผ.เป็นสัดส่วนประมาณ 40-45% ที่เหลือเป็นของภาคเอกชนอื่นๆ 

     ทั้งนี้คาดว่าแนวทางจะเพิ่มสัดส่วนผลิตไฟฟ้าจะมาจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่หมดอายุ แต่จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น รวมถึงหากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ขึ้นได้ตามแผน คาดว่าจะช่วยให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าถึง50% ได้

     

Date : 30 / 03 / 2016

  • Date : 30 / 03 / 2016
    ปตท.ลงทุน 9,900ล้านขยายถังและท่าเรือรองรับ LPG เพิ่ม

    ปตท.ลงทุน 9,900 ล้าน ขยายถังและท่าเรือรองรับ LPG เพิ่ม พร้อมเจรจาการรถไฟจัดซื้อหัวจักรเฟสแรก4,000ล้านบาทขนส่ง LPG ด้วยระบบรางจากเขาบ่อยาถึงลำปางให้เสร็จใน 1-2 ปี ด้านกระทรวงพลังงานกำหนดเงื่อนไขวางหลักประกันและบทลงโทษกรณีผู้นำเข้าLPGไม่ทำตามสัญญา

            นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)เปิดเผยภายหลังนำคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)เยี่ยมชมคลังก๊าซ LPG บ้านโรงโป๊ะและเขาบ่อยา จ.ชลบุรีว่า ปตท.อยู่ระหว่างการลงทุนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน LPG เฟส 1 หรือ LIFE Project ที่คลังก๊าซเขาบ่อยา ใช้เงินลงทุนรวม 9,900 ล้านบาท ประกอบด้วยการลงทุนสร้างถังเก็บ LPG จำนวน 2 ใบ ขนาดความจุใบละ 2.5หมื่นตัน รวมทั้งขยายท่าเรือที่รองรับ LPG จากเดิม 1.2 แสนตัน เป็น 2.5 แสนตัน ซึ่งโครงการนี้จะแล้วเสร็จในเดือนเม.ย. และเริ่มจ่ายก๊าซฯได้ในเดือน พ.ค. นี้

            นอกจากนี้ ปตท.ยังปรับปรุงการขนส่ง LPG ระบบราง ที่ปัจจุบันใช้ขนส่งก๊าซ LPG ไปยังภาคเหนือ จ.นครสรรค์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น โดยจะมีแผนจัดซื้อหัวรถจักร เฟสแรก 10 หัว มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท มาใช้แทนหัวจักรเดิมที่ชำรุด เพื่อให้สามารถกลับมาขนส่ง LPG ระบบรางไปยังจังหวัดลำปางได้ตามเดิม

           อย่างไรก็ตามขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างเจรจากับการรถไฟ เพื่อจัดซื้อหัวรถจักร เนื่องจากปตท. เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่รัฐกำหนดให้ลงทุนเอง แต่การรถไฟจะส่งพนักงานทำหน้าที่ขับรถไฟตามระเบียบ คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้  

           พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โครงการ LIEE Project ดังกล่าวจะช่วยให้สามารถขนส่ง LPG ทางรถไฟได้ปริมาณมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนลดลง 50% เมื่อเทียบกับการขนส่ง LPG ทางรถยนต์ และลดอุบัติเหตุทางท้องถนน ซึ่งกระทรวงพลังงานจะหารือกับกระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งรัดการซื้อหัวรถจักรหลังโครงการล่าช้ามานาน โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนใน 1-2 ปี 

          ส่วนการเปิดเสรี LPG นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างแผนระยะที่ 2 คือ เปิดให้มีผู้นำเข้า LPG รายที่ 2 ทดลองนำเข้า LPGเพื่อความมั่นคงในการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถนำเข้าได้ก็จะเป็นภาระของปตท.ที่ต้องนำเข้า LPG มาชดเชย เพราะที่ผ่านมามีการทดลองนำเข้า LPG จากผู้ประกอบการรายอื่นเพียง 2,000 ตันต่อเดือน แต่หากเกิดการนำเข้าระดับหมื่นตันจะต้องมีมาตรการรองรับและบทลงโทษผู้นำเข้าที่ไม่สามารถนำเข้าได้ตามกำหนดที่แจ้งภาครัฐไว้

           นอกจากนี้กรณีที่ราคาน้ำมันปรับลดลงส่งผลให้ยอดใช้LPGในประเทศปรับลดลงตาม และทำให้การนำเข้า  LPG เหลือลงเหลือ 4หมื่นตันต่อเดือน จากปีที่แล้วนำเข้า 1.6 แสนตันต่อเดือน และอดีตเคยนำเข้าสูงถึง 1.8 แสนตันต่อเดือน ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ภาครัฐได้อนุมัติให้ ปตท.ขยายคลัง LPGเขาบ่อยา ทำให้เหลือพื้นที่รองรับ LPG ดังนั้น ปตท.จึงเตรียมขออนุญาตกรมธุรกิจพลังงานนำเข้า LPG เพื่อส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน 

          นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การส่งออก LPG ตามกฎหมายสามารถทำได้ แต่ปตท.จะต้องแจ้งปริมาณและลูกค้าที่สั่งซื้อให้ชัดเจน ส่วนการเปิดเสรี LPGระนะที่ 2 ที่มีปัญหาผู้นำเข้ารายที่ 2 อาจไม่ทำตามสัญญานำเข้า LPG ที่แจ้งไว้ 2,000 ตันต่อเดือน กระทรวงพลังงานอาจต้องกำหนดเงื่อนไขการวางหลักประกันและบทลงโทษที่ชัดเจนต่อไป

Date : 29 / 03 / 2016

  • Date : 29 / 03 / 2016
    EGATi เดินหน้าโรงไฟฟ้ากวางจิ1,200 เมกะวัตต์ในเวียดนาม

    บริษัท EGATi เผยถึงการลงทุนในครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเวียดนาม สปป.ลาว  และสหภาพเมียนมาร์  พร้อมขยายการลงทุนสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศไทย

     

             นายอดิศักดิ์  สุริยวนากุล  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่พัฒนา บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เปิดเผยว่า EGATi  ได้ดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนกับหลายโครงการในต่างประเทศ เพื่อจัดหาพลังงานไฟฟ้าส่งกลับเข้าประเทศไทย เพิ่มความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในประเทศ รวมถึงขยายโอกาสการลงทุนทางธุรกิจทางด้านพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยโครงการที่มีความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ จ.กวางจิ  ประเทศเวียดนาม ซึ่งพื้นที่ของโครงการอยู่ในจุดยทธศาสตร์ในการพัฒนาความมั่นคงด้านพลังงานของเวียดนาม และยังเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลเวียดนามให้การสนับสนุน  

     

            โดยโครงการดังกล่าวEGATi ถือหุ้น 40%  มีขนาดกำลังผลิต 1,200 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินนำเข้าเป็นเชื้อเพลิง  กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบ ในปี 2565-2566  ซึ่งรัฐบาลได้อนุมัติรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังผลิตเกินกว่า 500 เมกะวัตต์ จะต้องใช้เทคโนโลยีUtra-Supercritical Technologyเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา(Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) และมาตรฐานสากลของสถาบันการเงินเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสังคมในการปล่อยเงินกู้กำหนดไว้

     

           นอกจากนี้ยังลงทุนใน โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี๊ยบ 1 ตั้งอยู่ที่แขวงบอลิคำไซของ สปป.ลาว ขนาดกำลังผลิต 289 เมกะวัตต์  โดย EGATi ถือหุ้น 30% ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างตัวเขื่อนหลัก และเขื่อนรอง คาดว่าจะจ่ายไฟเข้าระบบได้ในปี 2562  

     

           สำหรับการลงทุนในสหภาพเมียนมา มี 3 โครงการ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินตอนบน   (มายตง) ตั้งอยู่ที่เมืองมายตง รัฐฉาน สหภาพเมียนมา ขนาดกำลังผลิต 7,000 เมกะวัตต์   EGATiถือหุ้น 30% มีกำหนดจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2570-2571ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมโครงการ  โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำฮัจยี ตั้งอยู่ในจังหวัดผาอัน รัฐคะหยิ่น สหภาพเมียนมา บริเวณตอนใต้ของแม่น้ำสาละวิน ขนาดกำลังผลิตรวม 1,360 เมกะวัตต์  ซึ่งผู้ร่วมพัฒนาโครงการได้ชะลอการศึกษาโครงการออกไป เพื่อรอความชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา และ โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนมะริดตั้งอยู่ที่เมืองมะริด ในเขตตะนาวศรี ประเทศเมียนมา  ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินนำเข้า ขนาดกำลังผลิต 1,800-2,500 เมกะวัตต์ มีแผนจ่ายไฟเข้าระบบในปี 2564  - 2565   โดยโครงการได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมโครงการเรียบร้อยแล้ว  ขณะนี้อยู่ระหว่างรอพิจารณาอนุมัติรายงานความเหมาะสมจากรัฐบาลเมียนมาแล้วจะดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อไป

     

            "EGATiยังมีการดำเนินธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องเพื่อเป็นการใช้ศักยภาพทีมีอยู่ของ กฟผ. ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ ธุรกิจโครงข่ายโทรคมนาคม ในการเชื่อมโยงระบบกับ สปป.ลาว และสหภาพเมียนมา  รวมถึงช่องทางการลงทุนธุรกิจเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ให้กับ EGATiแล้วยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าของบริษัท และโรงไฟฟ้าของ กฟผ. อีกด้วย"นายอดิศักดิ์ กล่าว

     

  • Date : 29 / 03 / 2016
    PEAเตรียมจัดงานนวัตกรรมแสงสว่างระดับอาเซียน
    PEA จัดงานThailand Lighting Fair 2016 แสดงนวัตกรรมไฟฟ้าแสงสว่างครบวงจรที่สุดในอาเซียน ชี้ตลาดแสงสว่างเติบโตสูง
     
     
          นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เปิดเผยว่า  PEA ร่วมกับ บริษัท เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานแสดงสินค้าจากประเทศเยอรมนี และ บริษัท ดิ เอ็กซ์ซิบิส จำกัด จัดงาน Thailand Lighting Fair 2016 (THLF 2016) หรือ งานแสดงสินค้านานาชาติที่รวบรวมสินค้านวัตกรรมไฟฟ้าแสงสว่างระดับอาเซียน  ภายใต้แนวคิด “Smart Lights. Smart Life.” หรือ “นวัตกรรมไฟฟ้าแสงสว่างอัจฉริยะ นวัตกรรมเพื่อชีวิต” โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 –3 ก.ย. 2559 ณ ฮอลล์ 101 –102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา
     
           นางสาวพาขวัญ เจียมจิโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดิ เอ็กซ์ซิบิสจำกัด ผู้จัดงาน THLF 2016 กล่าวว่า ภายในงาน Thailand Lighting Fair 2016 จะมีผู้ประกอบการไฟฟ้าแสงสว่างชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 350 บริษัทเข้าร่วมเสนอสุดยอดนวัตกรรม ดีไซน์ และโซลูชั่นด้านไฟฟ้าแสงสว่างที่ครบวงจรที่สุดในอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานเพื่อร่วมเจรจาธุรกิจกว่า 10,000 รายจากทั้งในและต่างประเทศ
     
           สำหรับสถานการณ์ตลาดไฟฟ้าแสงสว่างในระดับโลก  มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเติบโตของประชากรและการขยายของเมือง จากผลการศึกษาของ McKinsey & Company คาดการณ์ว่าภายในปี 2563 ตลาดไฟฟ้าแสงสว่างทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง  4.4 ล้านล้านบาท โดยตลาดไฟฟ้าแสงสว่างในภูมิภาคเอเชียมีการเติบโตสูงที่สุด และคาดการณ์ว่าในปี 2559 ตลาดเอเชียจะมีสัดส่วนถึง 35% และคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 45% ภายในปี 2563 โดยตลาดของ LED มีสัดส่วนมากที่สุด คาดว่าจะมีมูลค่ามากถึง 870,000 ล้านบาท ในปี 2563 
    .
            ทางด้านตลาดไฟฟ้าแสงสว่างอัจฉริยะ  ทั่วโลกมีแนวโน้มการเติบโตอย่างเด่นชัด โดยมีปัจจัยจากความต้องการของผู้บริโภคที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อการประหยัดงาน และโซลูชั่นที่สามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จากผลการศึกษาของ MarketsandMarkets ในหัวข้อ “Smart Lighting Market - Global Forecast to 2020” คาดการณ์ว่าตลาดไฟฟ้าแสงสว่างอัจฉริยะจะมีมูลค่าสูงถึง 244,000 ล้านบาท ในปี 2563 เติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ถึง 22.07%
     
              นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสัมมนาในเรื่องเทคโนโลยีและการออกแบบแสงจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก  ได้แก่ 1.) “Lighting Design Showcase” การออกแบบแสงภายใต้คอนเซ็ปต์ ดีไซน์ +ฟังก์ชั่น เพื่อความงามและประโยชน์ใช้สอย โดยนักออกแสงรุ่นใหม่ไฟแรงของไทย 2.) “Decorative Lighting Zone” โซนไฟตกแต่งและโคมไฟหัตถกรรมดีไซน์ทันสมัย มาตรฐานสากล และ 3.) “งานสัมมนาและเวิร์คช็อปทางด้านเทคโนโลยีและการออกแบบแสง” ที่ได้ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าแสงสว่าง และนักออกแบบแสงระดับโลก ทั้งนี้สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandlightingfair.com