ข่าวทั้งหมด

Date : 08 / 04 / 2016

  • Date : 08 / 04 / 2016
    ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดไม่รับพิจารณาคำฟ้องคดีเกี่ยวกับท่อก๊าซปตท.

    ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสุงสุดไม่รับพิจารณาคำร้องคดี เกี่ยวกับทวงคืนท่อก๊าซ  เพราะเคยมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดในคดีที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว

    นายสุพจน์ เหล่าสุอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่8เม.ย.2559ปตท.ได้คัดสำเนาผลคำสั่งศาลฯ ต่อกรณีดังกล่าว โดยคำสั่งศาลฯ มีใจความสำคัญสรุปได้ว่า การที่ นางสาวรสนา โตสิตระกูล กับพวกยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ที่รับรองว่า ปตท. ส่งคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และขอให้ศาลมีคำสั่งใหม่โดยให้พิจารณารายงานของ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่ได้ตรวจสอบทรัพย์สินในคดีนี้อีกครั้งหนึ่งนั้น  ถือว่าเป็นการยื่นคำร้องที่ต้องห้ามตามกฎหมาย เพราะเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดในคดีที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องนางสาวรสนา โตสิตระกูล กับพวก เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 ไว้พิจารณา

    นายสุพจน์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยล่าสุดจากที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด จึงเป็นการยืนยันโดยศาลปกครองสูงสุดอีกครั้งว่า ปตท. ได้ดำเนินการแบ่งแยกโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่รัฐตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว 

    สำหรับเนื้อหาบางส่วนที่ปตท.มีการคัดสำเนาผลคำสั่งศาลปกครองสูงสุด นั้นระบุว่าโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด คดีที่ขอให้ศาลเพิกถอนพระราชกฤษฏีกากำหนดอำนาจ สิทธิ ประโยชน์ของบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)พ.ศ.2544และพระราชกฤษฏีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฏหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544 ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายกคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง5(มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคผู้ฟ้องคดีที่1,นางสาวรสนาโตสิตระกูล ที่2,นางสาวสายรุ้ง ทองปลอน ที่3 ,นางภินันทน์ โชติรสเศรณีที่4 นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ที่5)  เนื่องจากไม่ใช่คดีที่ฝ่ายผู้ชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)ที่จะมีสิทธิร้องขอให้มีการบังคับคดี ตามคำพิพากษาได้ ตามมาตรา72วรรค5 แห่งพระราชบัญญัติศาลปกครอง พ.ศ.2542 ประกอบมาตรา271 แห่งประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความทางแพ่ง

    และโดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีที่1ที่2และที่5 ได้เคยยื่นคำร้องลงวันที่3มีนาคม2552 ขอให้ศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/2550 ทำการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่4(ปตท.) ต้องคืนกระทรวงการคลัง โดยศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าวพิจารณาแล้วเห็นว่า  ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่เจ้าหน้าตามคำพิพากษา จึงไม่มีสิทธิบังคับคดี อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่1ถึง4( คณะรัฐมนตรี ที่1,นายกรัฐมนตรี ที่2,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่3 ,ปตท.ที่4 )และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว  จึงให้ยกคำร้อง

    จะเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีที่1ที่2และที่5 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่21พฤษภาคม2558 ขอให้ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของตุลาการเจ้าของสำนวนเดิม เมื่อวันที่26ธันวาคม2551 ที่สั่งคำร้องฉบับลงวันที่25 ธันวาคม2551 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่4ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่1ถึง4และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขอให้ศาลมีคำสั่งคำร้องใหม่โดยพิจารณารายงานของสำนักงงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่ได้ตรวจสอบทรัพย์สินในคดีนี้อีกครั้งหนึ่ง เป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี หรือประเด็นใดแห่งคดีที่ศาปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยแล้ว  จึงเป็นกรณีต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนการพิจารณาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้นอีก ตามข้อ96 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.2543ด้วยเหตุนี้ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่อาจพิจารณาคำร้อง

     

     

     

  • Date : 08 / 04 / 2016
    สนพ.คาดเสนอแผนขับเคลื่อนสมาร์ทกริดผ่าน5กลุ่มงานเข้ากพช.ส.ค.นี้

    สนพ.เดินหน้าแผนขับเคลื่อนสมาร์ทกริด ผ่าน5กลุ่มงานเฉพาะกิจโดยระยะสั้นจะเน้นต่อยอดโครงการนำร่องของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)ที่แม่ฮ่องสอน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ที่พัทยา เตรียมเสนอให้กพช.พิจารณาเดือนสิงหาคมนี้

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย เมื่อวันที่8เม.ย.2559 ว่า ระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid) เป็นระบบไฟฟ้าที่ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่น้อยลงแต่มีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ มีความปลอดภัย มีความยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งสามารถทำให้เกิดขึ้นได้โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบสื่อสารสารสนเทศ (ICT) โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ประกาศแผนแม่บทการพัฒนาระบบสมาร์ทกริดของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2579 เพื่อให้การดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

    แผนแม่บทดังกล่าวได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ของการพัฒนาระบบไฟฟ้าสมาร์ทกริดของประเทศไทยใน 5 มิติ ได้แก่ ด้านการพัฒนาความเชื่อถือได้และคุณภาพของไฟฟ้า ด้านความยั่งยืนและประสิทธิภาพของการผลิตและใช้พลังงาน ด้านการพัฒนาการทำงานและการให้บริการของหน่วยงานการไฟฟ้า ด้านการกำหนดมาตรฐานความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ในระบบ และด้านการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

     นอกจากนี้ยังได้วางกรอบแนวทางการพัฒนาระบบสมาร์ทกริดของประเทศไทยไว้ในภาพกว้าง   ดังนั้น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย เพื่อให้การดำเนินการตามแผนแม่บทฯ เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงของกรอบระยะสั้น คือ พ.ศ. 2560 – 2564

     โดยร่างแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทยในระยะสั้นครอบคลุมกรอบระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2559 – 2564 โดยกระบวนการพัฒนาแผนการขับเคลื่อนฯ ได้ดำเนินการผ่านคณะทำงานเฉพาะกิจที่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นจำนวน 5 คณะ แบ่งออกเป็น 5 หัวข้อกลุ่มงาน อันได้แก่ 1) ระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) 2) การออกแบบกลไกราคาและสิ่งจูงใจและการตอบสนองด้านโหลด (Pricing & Incentive Design & Demand Response) 3) ระบบไมโครกริด (Microgrid) 4) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) และ 5) การพยากรณ์ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียนประเภท ลมและแสงอาทิตย์ (Wind & Solar Power Forecast)

     ร่างแผนการขับเคลื่อนฯ ได้เสนอแนวทางการดำเนินการในด้านต่างๆ อาทิการจัดเตรียมโครงสร้างที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการ การออกแบบและศึกษาวิจัย การนำร่องสาธิต การส่งเสริมขีดความสามารถ  ทั้งในส่วนของบุคลากรและหน่วยงานต่างๆ การทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้มีการติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถปรับทิศทางและแนวทางการขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับบริบทที่เกิดขึ้นในอนาคต

    ทั้งนี้ร่างแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ในระยะสั้น สนพ.เห็นว่า ควรจะเน้นการเร่งต่อยอดจากโครงการนำร่องด้านสมาร์ทกริดของหน่วยงานต่างๆ จะทำให้เกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการนำร่องการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Microgrid) อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และโครงการพัฒนาโครงข่ายสมาร์ทกริดในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA.) เพื่อทดสอบความคุ้มค่าด้านเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ ก่อให้เกิดการพัฒนาการผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลำดับถัดไปจะเตรียมนำเสนอแผนการขับเคลื่อนนี้สู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ช่วงเดือนสิงหาคม 2559

     

     

Date : 07 / 04 / 2016

  • Date : 07 / 04 / 2016
    ปตท.สืบสานประเพณีสงกรานต์ไทยรดน้ำขอพรผู้สูงอายุ

            นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติต้อนรับคณะกรรมการชุมชนและผู้สูงอายุในงาน “กลุ่ม ปตท. ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์  รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ประจำปี 2559” ณ อาคารสำนักงาน ปตท. พระโขนง โดยมีผู้บริหารและพนักงานร่วมรดน้ำขอพรผู้สูงอายุจากชุมชนรอบคลังปิโตรเลียมบางจากและคลังพระโขนง เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามในเทศกาลสงกรานต์และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่าง ปตท. กับชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย

Date : 06 / 04 / 2016

  • Date : 06 / 04 / 2016
    พีคไฟฟ้าปี59ทำลายสถิติพีคปี58แล้ว

    พีคไฟฟ้าครั้งที่6ของปี2559ทำลายสถิติปี2558แล้วแถมเกิดช่วงตอนหัวค่ำ โฆษกกระทรวงพลังงาน ขอความร่วมมือประชาชนช่วยลดใช้ไฟฟ้าด้วยมาตรการ ปิด ปรับ ปลด เปลี่ยนตลอดช่วงหน้าร้อน หวั่นหากอากาศร้อนสะสมเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบค่าไฟฟ้าแน่

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ว่าเมื่อวันที่6เมษายน เวลา20.21 น.ผ่านมา ได้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูดสุดหรือ(พีค)อยู่ที่27,639เมกะวัตต์  ณ อุณหภูมิ31.1 องศาเซ็นเซียส  ซึ่งทำลายสถิติพีคไฟฟ้าของปีที่แล้ว เมื่อวันที่11 มิถุนายน 2558ที่อยู่ที่ 27,354. เมกะวัตต์  หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 293.5เมกะวัตต์

    สัญญาณที่เกิดขึ้นดังกล่าวนั้น ไม่ส่งผลดีต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน เพราะพีคไฟฟ้าที่ทำลายสถิติครั้งนี้นั้น เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำ แถมยังเป็นวันหยุดราชการ ที่ส่วนใหญ่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด มักจะไม่เกิดขึ้นในช่วงนี้   ทำให้มีความกังวลว่าหากอากาศร้อนสะสมนานๆ หลายวันติดต่อกัน  อาจจะเกิดพีคไฟฟ้าที่ทำลายสถิติไปเรื่อยๆ จนความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ก็เป็นได้

    ทั้งนี้การเกิดพีคไฟฟ้าจะไม่เป็นผลดีต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บกับประชาชนเพราะกฟผ.นั่นสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดก่อน ส่วนโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูงจะเก็บเป็นกำลังการผลิตสำรอง ดังนั้นเมื่อเกิดพีคขึ้น กฟผ.ก็จะสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง เพื่อให้มีกำลังการผลิตเพียงพอกับความต้องการใช้  จึงทำให้้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นได้ 

    สำหรับพีคไฟฟ้าที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อวันที่6เม.ย.2559 และทำลายสถิติของปี2558  ถือเป็นพีคไฟฟ้าครั้งที่6แล้ว โดยพีคไฟฟ้าครั้งที่5 นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่23 มี.ค.2559เวลา14.40น. อยู่ที่ 22,279เมกะวัตต์  ส่วนพีคครั้งที่4 ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.47 น.ของวันที่22มี.ค.2559 อยู่ที่ 27,222.5 เมกะวัตต์  โดยพีคที่เกิดขึ้น ครั้งนี้ถือว่าใกล้เคียง กับพีคของปี2558ที่อยู่ระดับ 27,346 เมกะวัตต์  

    นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำหรับสาเหตุที่การใช้ไฟฟ้าสูงสุดในครั้งนี้ซึ่งเกิดในวันหยุด ช่วงกลางคืน เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว และเป็นลักษณะการใช้ไฟฟ้าของวันหยุด ที่มาจากความต้องการไฟฟ้าของภาคบ้านอยู่อาศัยและบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาก็มีการทำลายตัวเลขพีคในช่วงในวันหยุดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้จะมีการทำลายตัวเลขพีคอีกหลายครั้ง ซึ่งในที่สุดแล้ว พีคสูงสุดของปีมักจะเกิดในช่วงบ่ายของวันทำงานปกติ จากการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการและบ้านอยู่อาศัย

    ทั้งนี้ กฟผ.เตรียมแผนที่จะรับมือกับพีคไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี2559 ระหว่างวันที่25-29 เม.ย.2559 ที่ระดับ28,500 เมกะวัตต์ ใน4ส่วนสำคัญคือ1.ส่วนระบบผลิตไฟฟ้า โดยกฟผ.จะงดการหยุดซ่อมบำรุง(Overhual)โรงไฟฟ้าในช่วงระหว่างเวลาที่คาดว่าจะเกิดพีคไฟฟ้าออกไป และเพิ่มปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเสริมระบบ   2.ส่วนของระบบส่ง  จะเข้าไปตรวจสอบระบบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญ และงดการหยุดซ่อมสายส่ง เพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น 3. ส่วนของเชื้อเพลิง  มีการประสานความร่วมมือกับทางปตท. ให้จัดส่งก๊าซให้เพียงพอกับความต้องการของโรงไฟฟ้าและสำรองน้ำมันเตาและดีเซลเอาไว้ให้พร้อม  

    และ4.ส่วนของผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะเน้นการรณรงค์ขอความร่วมมือ ให้ประชาชน ช่วยประหยัดไฟฟ้าเพื่อลดพีคในช่วงหน้าร้อน ด้วยการปฏิบัติตามแนวทาง ดังนี้คือ 1. ปิด คือปิดไฟที่ไม่จำเป็น 2. ปรับ คือปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาหรือปรับ Fan Mode 3. ปลด คือปลดปลั๊กอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้ใช้ และ4.เปลี่ยน คือเปลี่ยนอุปกรณ์มาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ประหยัดพลังงาน โดยจะขอความร่วมมือประชาชนดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงของทุกวัน 

Date : 05 / 04 / 2016

  • Date : 05 / 04 / 2016
    โฆษกพลังงานการันตีปตท.คืนท่อก๊าซครบตามคำสั่งศาล

    โฆษกพลังงานพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง ยันปตท.คืนท่อก๊าซครบถ้วนตามคำสั่งศาล เผยยังไม่ได้รับหนังสือคำฟ้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน

     นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ในฐานะโฆษกประจำกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นฟ้องกระทรวงพลังงาน ,บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และกระทรวงการคลัง เรียกคืนเงินแผ่นดิน 5.2 หมื่นล้าน กรณีไม่คืนท่อก๊าซและทรัพย์สิน รวมทั้งใช้สิทธิ์หาผลประโยชน์ในการใช้ที่ดินรัฐว่า  ขณะนี้ทางกระทรวงพลังงานยังไม่รับหนังสืออย่างเป็นทางการจากทางผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ในระหว่างนี้ก็ได้ประสานไปยัง ปตท.เพื่อขอข้อมูล ซึ่งยังไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมการฯเพื่อเข้ามาพิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยตรง แต่ยืนยันว่าที่ผ่านมาทางกระทรวงพลังงานและ ปตท. ได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในการจัดคืนท่อก๊าซฯเรียบร้อยแล้ว

      “ตอนนี้คงต้องรอความชัดเจนทางจากผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะที่ผ่านมาเห็นข่าวจากสื่อ แต่ยังไม่มีหนังสืออย่างเป็นทางการ โดยที่ผ่านมา ปตท.ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องคืนท่อในส่วนที่เป็นของรัฐแล้วหลายครั้ง ขณะที่ก็มีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง 2-3 ครั้ง โดยยืนยันว่ากระทรวงพลังงานดำเนินการตามขั้นตอนมาตลอด และพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริง”นายทวารัฐ กล่าว

      ทั้งนี้ทางกระทรวงพลังงาน เข้าใจและเคารพการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินและหากได้รับหนังสือที่ชัดเจนจะได้ทราบว่าจะฟ้องร้องเรื่องอะไร ประเด็นไหน และกระทรวงพลังงานก็จะทำตามระเบียบต่อไป

     

     

     

  • Date : 05 / 04 / 2016
    กบง.ควักเงินกองทุนตรึงราคาแอลพีจี

    กบง. สั่งตรึงราคา LPG เดือนเม.ย.เท่าเดิม 20.29 บาท/กก. แม้ต้นทุนจะปรับเพิ่ม โดยให้นำเงินกองทุนฯชดเชย 70 สต./กก. พร้อมยกเลิกชดเชยส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติ จากโรงแยกก๊าซฯขนอมทันทีที่โรงใหม่เข้าระบบ มิ.ย. นี้

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน โดยที่ประชุม กบง.มีมติให้ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม(LPG)ประจำเดือน เม.ย. 2559 ไว้เท่าเดิมที่ 20.29 บาทต่อกิโลกรัม  แม้ราคาLPG ตลาดโลกจะปรับขึ้น 30 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน มาอยู่ที่ 332 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน และต้นทุนเนื้อก๊าซในประเทศจะปรับขึ้น 13.7 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือ 34 สตางค์ต่อกิโลกรัม 

    ทั้งนี้การตรึงราคา LPG ดังกล่าว จึงเป็นต้องนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในบัญชีLPG มาชดเชยเพิ่มอีก 34 สตางค์ต่อกิโลกรัม เป็น 70 สตางค์ต่อกิโลกรัม และส่งผลให้กองทุนฯ บัญชี LPG มีเงินไหลออก 263 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนสถานะสุทธิกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 44,507 ล้านบาท แยกเป็นบัญชี LPG จำนวน 7,213 ล้านบาท และบัญชีน้ำมัน 37,294 ล้านบาท

     “ต้นทุน LPG เดือนเม.ย. 2559 ปรับขึ้นเล็กน้อย กบง.เห็นว่าในเดือนต่อไปราคา LPG ตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงตามราคาน้ำมัน จึงมีมติให้นำเงินกองทุนฯ มาพยุงราคาจำหน่ายปลีก LPG ในประเทศต่อไปที่ 20.29 บาทต่อกิโลกรัมต่อไปก่อน”นายทวารัฐ กล่าว

    นอกจากนี้ กบง.มีมติให้ยกเลิกการชดเชยส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติของโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม โดยที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนก๊าซ LPGจึงต้องนำเข้า ขณะนั้นราคาแพงถึง 680 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน รัฐจึงมีนโยบายเพิ่มการผลิต LPG ในประเทศด้วยการให้เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนอม เพื่อให้โรงแยกก๊าซฯหน่วยที่ 4(ขนอม) สามารถเดินเครื่องผลิตก๊าซ LPGได้มากขึ้น และกบง.ให้นำเงินกองทุนน้ำมันฯไปชดเชยทดแทนเพื่อไม่ให้กระทบค่าไฟฟ้าประชาชน โดยมีการชดเชยไปแล้วรวม 2,634 ล้านบาท สามารถประหยัดการนำเข้า LPG คิดเป็นมูลค่า 11,890 ล้านบาท 

    ทั้งนี้จะต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวเนื่องจากโรงไฟฟ้าขนอมใกล้จะหมดอายุ และโรงไฟฟ้าขนอม ชุดที่ 1 กำลังผลิต 930 เมกะวัตต์ ที่สร้างใหม่ทดแทนเครื่องเดิม จะเริ่มเข้าระบบเดือนมิ.ย. 2559 นี้ สำหรับการยกเลิกชดเชยดังกล่าวมีผลทันทีที่โรงไฟฟ้าขนอมชุดที่ 1 เข้าระบบ และจะไม่มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าหรือการผลิต LPG ในประเทศแต่อย่างใด