ข่าวทั้งหมด

Date : 23 / 02 / 2016

  • Date : 23 / 02 / 2016
    กกพ.เตรียมตรึงค่าเอฟทีงวดพ.ค.ถึง ส.ค.2559
    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) งวดถัดไป(พ.ค.-ส.ค. 2559) มีแนวโน้มจะสูงขึ้นประมาณ 3 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากพบว่าราคาก๊าซธรรมชาติปรับลดลงเล็กน้อย 6 บาทต่อล้านบีทียู แต่อัตราแลกเปลี่ยนยังอยู่ที่ระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และประสบปัญหาปริมาณน้ำที่ใช้ผลิตไฟฟ้าได้น้อยเพราะภัยแล้ง ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวสูง จึงต้องใช้เชื้อเพลิงน้ำมันที่มีต้นทุนสูงกว่า อย่างไรก็ตามทาง กกพ. จะหาแนวทางบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ค่าเอฟทีสูงขึ้น ส่วนความคืบหน้าโครงการความร่วมมือลดใช้ไฟฟ้า(ดีมานด์เรสปอน หรือดีอาร์) กกพ.อยู่ระหว่างว่าจ้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาโครงการดีอาร์เป็นแบบถาวร คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปีนี้ เบื้องต้นจะกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ และกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าเพื่อให้จูงใจ ซึ่งยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาเคยใช้ราคา 3.40 บาทต่อหน่วยเป็นราคาที่ไม่จูงใจมากนัก -------------------------------
  • Date : 23 / 02 / 2016
    โฆษกพลังงานโต้"รสนา" ยันยังไม่มีมติเก็บเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์เพิ่ม
    โฆษกพลังงาน โต้ รสนา ระบุ บอร์ดกองทุนอนุรักษ์พลังงานไม่มีมติเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันเพิ่มเป็น 50 สต./ลิตร ชี้เป็นเพียงการหารือในที่ประชุมเท่านั้น เตรียมทำกรอบแผนงาน 5 ปีเสนอ กพช. 11 มี.ค. 2559 เผยยอดเงินสุทธิเหลือ 36,168 ล้านบาท นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยถึงกรณีที่น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ลงข้อความผ่านเฟซบุคส่วนตัวระบุว่า อย่าปล่อยให้กองทุนอนุรักษ์พลังงานล้วงกระเป๋าคนใช้น้ำมันอย่างมืดบอดอีกต่อไป....บอร์ดกองทุนอนุรักษ์พลังงานยังไม่ทันจะเคลียร์ยอดเงินที่ขาดหายไปจากรายงานแสดงฐานะการเงินของกองทุนฯในปี2558 อย่างครบถ้วน แต่กลับกล้าที่จะชงเรื่องล้วงกระเป๋าคนใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นลิตรละ50 สตางค์เท่ากับล้วงกระเป๋าคนใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นทีเดียว100% ขอชี้แจงว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ไม่มีการบรรจุวาระการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนฯเพิ่มจาก 25 สตางค์ต่อลิตร เป็น 50 สตางค์ต่อลิตรแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่ามีการหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการฯเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมาจริง เนื่องจากกรรมการบางคนเห็นว่าขณะนี้ราคาน้ำมันถูกมาก มีการใช้เพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะอาศัยจังหวะนี้เก็บเงินเข้ากองทุนฯเพิ่มได้ เพราะจะไม่กระทบต่อผู้ใช้น้ำมันมากนัก และควรเน้นการนำเงินมาส่งเสริมการการวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านภาคขนส่งที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า และรถไฟฟ้า เป็นต้น สำหรับแนวคิดดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการฯแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่น.ส.รสนา ระบุ การเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน และนำไปสนับสนุนด้านภาคขนส่ง ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมนั้น ขอยืนยันว่า กองทุนฯทำตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งก่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานแบบภาพรวมทั้งประเทศ ทั้งภาคขนส่ง อาคาร โรงงาน ซึ่งใช้น้ำมัน ใช้ก๊าซหุงต้ม(LPG) และในภาคความร้อน เป็นต้น สำหรับความคืบหน้ากองทุนฯ นั้น ขณะนี้คณะกรรมการฯ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนการใช้งบประมาณ 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปในหลายประเด็น ได้แก่ 1.การกำหนดวงเงินสนับสนุนด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ซึ่งที่ผ่านมาสนับสนุนปีละ 7,000 ล้านบาท โดยที่ประชุมมีการเสนอให้ปรับเพิ่มเป็น 12,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเท่ากับ 60,000 ล้านบาทในแผน 5 ปี 2. การกำหนดสัดส่วนการใช้เงิน ซึ่ง สนพ.เสนอให้กำหนดสัดส่วนการใช้เงินด้านการอนุรักษ์พลังงาน 67% ด้านพลังงานทดแทน 30% ส่วนที่เหลือใช้ด้านกลยุทธ์ตามนโยบาย แต่ที่ประชุมยังมีความเห็นว่าควรปรับสัดส่วนให้ยืดหยุ่น โดยใช้สนับสนุนด้านการอนุรักษ์พลังงาน 57-77% และด้านพลังงานทดแทน 20-40% ทั้งนี้ที่ผ่านมายังไม่มีการกำหนดสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ชัดเจนมาก่อน 3. การกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินว่าจะเน้นด้านใด ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่เน้นไปที่นวัตกรรมสาธิตนำร่อง แต่ที่ประชุมมีการเสนอให้มุ่งเน้นเรื่องการค้นคว้าด้านวิจัย โดยเฉพาะนวัตกรรมเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่งไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า รถไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งต้องมีการวิจัยด้านแบตเตอรี่ ด้านมอร์เตอร์ เป็นต้น ทั้งนี้ที่ประชุมฯยังไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะมีการหารืออีกครั้งก่อนเสนอสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ในวันที่ 11 มี.ค. 2559 นี้ นายทวารัฐ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ในการประชุมฯ ที่ผ่านมา ได้รับทราบสถานะกองทุนฯ ว่ามียอดเงินสุทธิ 36,168 ล้านบาท มีเงินไหลเข้าประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี แต่เฉพาะในเดือนธ.ค. 2558 และม.ค. 2559 ราคาน้ำมันถูกและประชาชนใช้น้ำมันปริมาณมาก ซึ่งทำให้คาดการณ์ว่าจะมีเงินไหลเข้าในปี 2559 นี้ถึง 9,000-10,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมกันนี้ยังรับทราบแนวทางโครงสร้างการบริหารกองทุนฯแบบถาวร โดย สนพ.เสนอว่าสามารถดำเนินการได้ใน 3 แนวทาง ได้แก่ 1.จัดทำเป็นโครงสร้างเชิงราชการโดยอยู่ใต้การดูแลของ สนพ. 2.ตั้งเป็นองค์กรอิสระ แบบเป็นมหาชน และ 3. รูปแบบผสมผสาน เป็นแบบองค์กรบริหารรูปแบบพิเศษ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง รวมทั้งยังรับทราบผลการดำเนินงานของกองทุนฯในรอบ 5 ปี(พ.ศ.2555- 2559) ว่ามีกรอบวงเงิน 34,000 ล้านบาท โดยสนับสนุนโครงการไปแล้ว 807 โครงการ สำเร็จไป 322 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 426 โครงการ และยุติไป 59 โครงการ ทั้งนี้แบ่งเป็นแผนด้านการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งใช้เงินไป 11,016 ล้านบาท สามารถลดใช้พลังงานได้ 2,942 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือคิดเป็นมูลค่า 38,256 ล้านบาท และลดก๊าซเรือนกระจกได้ 17.7 ล้านตัน นอกจากนี้เป็นแผนด้านพลังงานทดแทน ใช้เงินไป 10,074 ล้านบาท ก่อให้เกิดการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย 159 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือประหยัดได้ 2,076 ล้านบาทต่อปี ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 0.95 ล้านตัน -------------------

Date : 18 / 02 / 2016

  • Date : 18 / 02 / 2016
    PTTGCจ่อปรับแผนลงทุนเหตุราคาน้ำมันผันผวน
    PTTGC ไม่หวั่นหากราคาน้ำมันจะต่ำกว่า 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหตุ ปตท. ยังมีเงินสดจำนวนมากเชื่อบริหารให้มีกำไรได้ต่อเนื่อง คาดราคาน้ำมันปี 2559 ยังผันผวนทรงตัวระดับต่ำ 30-40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล พร้อมจับตาราคาน้ำมันใกล้ชิด จ่อปรับแผนการลงทุนในปีนี้อีกครั้ง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC เปิดเผยว่า PTTGC คาดการณ์ราคาน้ำมันในปี 2559 นี้ จะยังคงผันผวนต่อเนื่อง เฉลี่ยราคาอยู่ที่ 30-40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามอาจผันผวนต่ำกว่า 20 หรือเกิน 40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลได้ในช่วงสั้นๆ ได้ ส่วนการที่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ PTTGC ได้ทำแผนธุรกิจรองรับการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในแต่ละช่วง โดยแผนรองรับราคาน้ำมันต่ำสุดไว้ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เชื่อว่าเป็นอัตราที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่หากเกิดขึ้นจริง ปตท. ยังสามารถบริหารธุรกิจให้เติบโตได้ เนื่องจากยังมีกระแสเงินสดอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้ PTTGC ยังผ่านช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันผันผวนมาแล้วถึง 2 ปี โดยในปี 2557 ราคาน้ำมันจาก 140 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ตกลงมาอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่ PTTGC ก็ยังมีกำไร 1 หมื่นล้านบาท และในปี 2558 ราคาน้ำมันจาก 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ตกลงมาอยู่ที่ 20 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล บริษัทฯก็ยังไม่กำไร 2 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้เกิดจากการวางแผนลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปี 2558 PTTGC มีกำไรสุทธิ 20,502 ล้านบาท และมีรายได้จากการขาย 400,128 ล้านบาท โดยบริษัทยังมีกระแสเงินสดปลายปี 2558 อยู่ที่ 48,000 ล้านบาท ถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง “ บริษัท ยังจับตาสถานการณ์ราคาน้ำมันในระยะสั้นอย่างใกล้ชิด ทั้งในกรณีผันผวนเกิน 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และกรณีลดลงต่ำกว่า 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนปรับแผนการลงทุนในปีนี้อีกครั้ง”นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวด้วยว่า กำลังการผลิตน้ำมันดิบที่ล้นตลาด ทำให้บริษัทส่งออกแนฟทา (วัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตปิโตรเคมี) ได้ลดลง ทำให้สามารถนำแนฟทา มาผลิตปิโตรเคมีในประเทศได้เพิ่มขึ้น 8 แสนตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในการผลิตปิโตรเคมี นอกจากนี้ ยังเป็นการเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติที่มีเทคโนโลยีสูง ให้นำสารไฮโดรคาร์บอนตั้งต้นชนิด C4 ที่มีในประเทศไทย มาใช้ในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตยางเทียม หรือพลาสติกชนิดพิเศษ เป็นต้นด้วย ------------------------
  • Date : 18 / 02 / 2016
    คาลเท็กซ์รุกขยายปั๊มเพิ่มอีก20แห่งในปีนี้
    เชฟรอน(ไทย)เจ้าของแบรนด์คาลเท็กซ์เตรียมขยายปั๊มเพิ่ม20แห่งในปีนี้ เน้นถนนสายหลัก พร้อมจับมือเป็นพันธมิตรเบอร์เกอร์คิงส์ และKFC รักษาระดับยอดขายให้เติบโตไม่น้อยกว่า7%

    นายซาลมาน ซาดัต ประธานกรรมการและผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ค้าน้ำมันแบรนด์คาลเท็กซ์ว่า ในปี 2559 คาลเท็กซ์เตรียมขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 20-25 แห่ง บริเวณถนนเส้นทางสายหลัก โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 15-20 ล้านบาทต่อแห่ง ไม่รวมราคาที่ดิน ซึ่งเป็นการลงทุนของตัวแทนจำหน่าย(ดีลเลอร์)เอง ซึ่งจะทำให้คาลเท็กซ์มีสถานีบริการน้ำมันเพิ่มจาก 370 แห่ง เป็นประมาณ 390 แห่ง

    พร้อมกันนี้ยังเตรียมปรับปรุงสถานีบริการน้ำมัน เช่น ปรับเปลี่ยนป้ายสัญลักษณ์ เพื่อเพิ่มความสว่างและการมองเห็นให้ชัดเจน เสริมความปลอดภัยโดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ที่ผ่านมาได้ปรับปรุงไปแล้ว 200 สาขา และในปีนี้จะปรับปรุงเพิ่มอีก 20 สาขา นอกจากนี้จะเพิ่มธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน(นอลออยล์) ในสถานีบริการคาลเท็กซ์เพิ่มขึ้น 20-25 แห่งในปีนี้ พร้อมทั้งเจรจาหาพันธมิตรใหม่ๆเข้ามาร่วมด้วย เช่น ร้านเบอร์เกอร์ คิงส์ และKFC ที่จะเข้ามาร่วมกับคาลเท็กซ์ในไตรมาสที่2 ของปีนี้ แต่สัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันยังอยู่ที่ 70% และนอลออยล์ 30%

    ทั้งนี้เชื่อว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตของยอดขายให้ได้เท่ากับปี 2558 ประมาณไม่ต่ำกว่า7% ต่อปี เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันลดต่ำลงมาก ส่งผลให้ผู้บริโภคใช้น้ำมันมากขึ้นทั้งประเทศประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปี 2557 ขณะที่ยอดขายของคาลเท็กซ์เติบโต 7% ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจ

    ส่วนแผนการตลาดในปีนี้จะใช้กลยุทธ์"ดิจิตัล มาร์เก็ตติ้ง" ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยจัดกิจกรรมผ่านทาง Facebook นอกจากนี้ได้ทำการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับบัตรเครดิตต่างๆ ภายใต้แคมเปญ "คาลเท็กซ์-ทรู ร่วมเติมเต็มความสุข" ด้วยการมอบส่วนลดราคาน้ำมัน 25 สตางค์ต่อลิตรแก่ลูกค้าทรู เมื่อใช้บริการน้ำมันคาลเท็กซ์ รวมทั้งยังต่อยอดเคมเปญ "เติมปั๊บ รับคะแนนทุกลิตร! คาลเท็กซ์ 1 ลิตร= The 1 Card 1 คะแนน" ภายใต้การร่วมมือกับเซ็นทรัล กรุ๊ป ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อส.ค.2558

    นอกจากนี้ในปี 2559 ยังมีแผนสานต่อโครงการ "Caltex Fuel Your School: คาลเท็กซ์เติมพลังปัญญา ปลูกต้นกล้าเยาวชน" ต่อเนื่องเป็นปีที่3 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการศึกษาและพัฒนาโอกาสการเรียนรู้ของเยาวชนไทย รวมทั้งสานต่อการพัฒนาชุมชนเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างชุมชนโรงสี และชุมชนคาเท็กซ์ ย่านพระราม3 เพื่อสร้างชุมชนให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน

Date : 17 / 02 / 2016

  • Date : 17 / 02 / 2016
    SPRC ประกาศผลกำไรปี 2558 ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ 8,227 ล้านบาท
    มร. บิล สโตน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) “SPRC” เปิดเผยถึงผลประกอบการประจำปี 2558 ว่า ณ สิ้นปี 2558 บริษัทฯ มี กำไรสุทธิ 244.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (8,227 ล้านบาท) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.99 บาท โดยในไตรมาสที่ 4 บริษัทมีกำไรสุทธิ 51.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,846 ล้านบาท) ปี 2558 เป็นปีที่ SPRC มีผลการดำเนินงานในด้านการผลิตและการเงินดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ ไม่มีการบาดเจ็บขั้นหยุดงานเป็นจำนวนกว่า 10.5 ล้านชั่วโมงและไม่มีการรายงานผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้โรงกลั่นSPRCยังมีอัตราความเชื่อถือได้และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับในอดีต โดยมีอัตราความพร้อมของหน่วยการผลิตที่ 99.8% และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันที่ 97.8% สำหรับในด้านการเงิน ค่าการกลั่นตลาดของเราอยู่ที่ 10.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์และค่าการกลั่นทางบัญชีอยู่ที่ 8.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์ ในวันที่ 26 เมษายน นี้ คณะกรรมการบริษัทฯ จะเสนอต่อผู้ถือหุ้น ณ ที่ประชุมสามัญประจำปี ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ประจำปี 2559 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.26376772 บาทต่อหุ้น ตามที่ได้ชี้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ว่า บริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลคิดเป็น ร้อยละ 95 ของกำไรสุทธิงวดหกเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 โดยเงินปันผลดังกล่าว จะถูกจ่ายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2559
  • Date : 17 / 02 / 2016
    พพ.เตรียมนำโซล่าร์รูฟท็อปเสรีเสนอกพช. 7มี.ค.นี้
    พพ. เตรียมเสนอโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรี ให้ กพช. พิจารณา 7มี.ค.นี้ ระบุเน้นให้ผลิตไฟฟ้าใช้เองในครัวเรือน พยายามไม่ให้ขายเข้าระบบสายส่งของการไฟฟ้า พร้อมเริ่มโครงการนำร่อง 100 เมกะวัตต์ ปลายเดือนเม.ย.นี้ นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า พพ. เตรียมนำเสนอแนวทางการจัดตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซล่าร์)แบบเสรี (โซล่าร์เสรี) ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยจะพยายามนำเข้าสู่ที่ประชุม กพช. ในวันที่ 7 มี.ค. 2559 นี้ สำหรับแนวทางการจัดตั้งโซล่าร์เสรีนั้น จะมอบหมายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ)และการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) จัดทำโครงการนำร่องจำนวน 100 เมกะวัตต์ ซึ่งจะคัดเลือกทั้งกลุ่มบ้านเรือนและอาคารที่อยู่อาศัยเป็นอันดับแรก มาติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปเสรี ซึ่งจะกำหนดให้มุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในบ้านเป็นหลัก และจะไม่เปิดรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตเกินความต้องการใช้ หรือหากต้องรับซื้อก็จะรับซื้อให้น้อยที่สุด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ อย่างไรก็ตามคาดว่าจะสามารถเปิดโครงการนำร่องดังกล่าวได้ภายในปลายเดือนเม.ย. 2559 หากผ่านความเห็นชอบจาก กพช.แล้ว และเชื่อว่าจะใช้เวลา 1 ปีในการทดลอง ก่อนที่จะนำเปิดเป็นโซล่าร์เสรีให้ประชาชนต่อไป “โซล่าร์รูฟท็อปเสรี เป็นแนวทางที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เสนอให้จัดทำขึ้น 5,000 เมกะวัตต์ และหลักการดังกล่าวก็ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธานไปเรียบร้อยแล้ว และส่งเรื่องมาให้ พพ. ดำเนินการสู่แนวทางปฏิบัติต่อไป” นายธรรมยศ กล่าว นายธรรมยศ กล่าวด้วยว่า การทดลองระบบโซล่าร์เสรีนั้น ในเบื้องต้นจะติดตามพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างไร การไหลเข้าออกของไฟฟ้าเป็นอย่างไร เนื่องจากโซล่าร์รูฟท็อปเสรีนั้นจะผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงกลางวัน ซึ่งหากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันเยอะจะเหมาะสม แต่หากใช้น้อยและไฟฟ้าไหลกลับสู่ระบบไฟฟ้าของรัฐ จะมีผลกระทบอย่างไร หรือ จะไม่เปิดให้ไฟฟ้าไหลเข้าระบบรัฐ ก็ต้องไปศึกษาให้เสร็จก่อน -------------------------------------

Date : 16 / 02 / 2016

  • Date : 16 / 02 / 2016
    กกพ.เผยซ่อมก๊าซยาดานากระทบเอฟทีน้อยกว่าที่คาดการณ์
    น้ำมันเตา -ดีเซล ปรับลงใกล้ราคาก๊าซ ส่งผลค่าเอฟทีลดลงกว่าที่คาด กกพ.มั่นใจ หยุดจ่ายก๊าซแหล่งยาดานา ไม่กระทบความมั่นคงไฟฟ้า นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รายงานถึงการเตรียมความพร้อมรับมือการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งยาดานา ประเทศเมียนมาร์ ระหว่างวันที่ 20-23 ก.พ. 2559 ทำให้ก๊าซฯที่ส่งมาจากประเทศเมียนมาร์หายไปทั้งหมดประมาณ1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าในฝั่งภาคตะวันตก โดยมีกำลังการผลิตที่ลดลงรวม 3,394 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟผ. จะทำการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยก๊าซฯ จากฝั่งตะวันออกเพิ่มขึ้นและใช้น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลมาเดินเครื่องที่โรงไฟฟ้าราชบุรีทดแทนปริมาณก๊าซฯ ที่ลดลง โดยคาดว่าจะใช้น้ำมันเตาประมาณ 22.3 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซลประมาณ 6.9 ล้านลิตร โดย กฟผ. ยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงการหยุดจ่ายก๊าซฯ อย่างแน่นอน สำหรับการประเมินผลกระทบค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที) น้อยลงกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ในช่วงปลายปี 2558 เนื่องจาก กกพ. ได้มอบหมายให้ กฟผ. และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกันเจรจาการเลื่อนกำหนดการหยุดจ่ายก๊าซฯจากผู้ผลิตก๊าซฯ แหล่งยาดานาจากแผนเดิมในช่วงวันที่ 1-4 มี.ค. 2559 ซึ่งหากหยุดจ่ายก๊าซฯ ในช่วงดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าประมาณ 0.25 สตางค์ต่อหน่วย โดยเลื่อนเป็นช่วงวันที่ 20-23 ก.พ. 2559 ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงจากกำหนดเดิม เนื่องจากตรงกับช่วงวันหยุดยาว ตลอดจนราคาน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลลดลงจากที่ประมาณการไว้ค่อนข้างมาก ทำให้ผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ต้องมีการเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาใกล้เคียงกับราคาก๊าซฯ ส่งผลให้กรณีแหล่งก๊าซยาดานาหยุดซ่อมครั้งนี้จะมีผลกระทบต่อค่าเอฟทีที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์เดิม 0.25 สตางค์ต่อหน่วย เป็น -0.07 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่ง กกพ. จะนำค่าเอฟทีที่ลดลงจากกรณีหยุดซ่อมก๊าซฯ ไปคำนวณค่าเอฟทีที่จะเรียกเก็บในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2559 ให้สะท้อนตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงเพื่อประกาศใช้ต่อไป อย่างไรก็ตาม กกพ. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงานและลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีการหยุดจ่ายก๊าซฯ ด้วยเช่นกัน ...........................