ข่าวทั้งหมด

Date : 29 / 04 / 2016

  • Date : 29 / 04 / 2016
    SPRC กำไรไตรมาสแรกพุ่งกว่า1,700 ล้าน

    สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2559 ทำกำไร 1,703 ล้านบาท ระบุโครงการปรับปรุงผลกำไรดีเกินเป้าหมาย

     

    นายบิล สโตน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง  หรือ SPRC เปิดเผยว่า ผลประกอบการประจำไตรมาส 1/2559 ยังสามารถทำกำไรได้ถึง 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,703 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นกำไรสุทธิ 0.39 บาทต่อหุ้น แม้ว่าส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่อน้ำมันดิบและค่าการกลั่นในไตรมาสนี้จะต่ำกว่าไตรมาสที่ผ่านมา

     

    นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มผลกำไรผ่านโครงการปรับปรุงผลกำไร (Bottom Line Improvement Program) ได้ดีกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ และสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในประเทศได้ถึง 91% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ส่งผลให้มีค่าการกลั่นตลาดที่แข็งแกร่งถึง 8.26 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

     

    นอกจากนั้น การดำเนินการตามวัฒนธรรมองค์กร “ครอบครัวเดียวกัน” ของ SPRC ยังส่งผลให้สถิติด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลของ SPRC ในไตรมาสนี้สูงถึง 5.9 ล้านชั่วโมงการทำงานนับตั้งแต่การบาดเจ็บครั้งสุดท้าย สำหรับผลการดำเนินงานด้านความเชื่อถือได้ (reliability) และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมัน (utilization) ยังคงดีอยู่ในระดับเทียบเท่าหรือดีกว่าผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา

  • Date : 29 / 04 / 2016
    ห่วงพีคปีหน้าทะลุเกิน3หมื่นเมกะวัตต์เร่งโครงการสายส่งช่วยภาคใต้
    กฟผ.ห่วงพีคไฟฟ้าปีหน้าทะลุ 30,300 เมกะวัตต์ ระบุหากยอดใช้ไฟฟ้ายังพีคเพิ่มปีละ 2,000 เมกะวัตต์ อีก 2-3 ปีไฟฟ้าไม่เพียงพอ แนะเร่งสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ให้เพียงพอและลดใช้ไฟฟ้าลง ขณะภาคใต้พีคเมื่อวานรอบที่ 12 หวั่นหากโตต่อเนื่อง 2-3 ปี ไฟฟ้าใต้จะมีปัญหา เร่งสายส่งขึ้นให้ทันปี 2563 
     

     

           นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า การผลิตไฟฟ้าของไทยยังคงรอบรับพีคไฟฟ้า หรือยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศได้เกิน 30,000 เมกะวัตต์​ เพราะมีปริมาณผลิตพร้อมจ่าย 37,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามจากพีคไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในปีนี้ พบว่าพุ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา 7.52% หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2,000 เมกะวัตต์ และหากยังคงเติบโตในอัตราดังกล่าวอีก 2-3 ปีประเทศไทยจะประสบปัญหาไฟฟ้าไม่เพียงพอ 

     

          โดยพีคล่าสุดเมื่อวานนี้(28 เม.ย. 2559) เกิดพีคไฟฟ้าที่ 29,403.7 เมกะวัตต์ ทำให้เหลือสำรองไฟฟ้าใช้ได้อีกเกือบ 8,000 เมกะวัตต์ แต่ในปีหน้า 2560 กฟผ.คาดว่าพีคไฟฟ้าจะขึ้นถึง 30,300 เมกะวัตต์ ซึ่งขึ้นกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุณหภูมิ 

     

            นอกจากนี้ยังพบว่า ภาคใต้เกิดพีคไฟฟ้าขึ้นเมื่อวานที่ 2,697 เมกะวัตต์ เมื่อเวลา 19.31 น. นับเป็นพีคครั้งที่ 12 ของภาคใต้ในปีนี้แล้ว ขณะที่ภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้าและซื้อจากภาคกลางรวม 2,900 เมกะวัตต์ โดยหากพีคยังเติบโต 200-300 เมกะวัตต์ต่อปี คาดว่าใน 2-3 ปีไฟฟ้าภาคใต้จะมีปัญหาแน่นอน อย่างไรก็ตามเบื้องต้นจะต้องพัฒนาสายส่งไฟฟ้าให้รองรับไฟฟ้าที่เชื่อมโยงไฟฟ้าจากภาคกลางและภาคตะวันตกให้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเสร็จประมาณปี 2563 ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาไฟฟ้าภาคใต้ได้ส่วนหนึ่ง และในปี 2566 กฟผ.ตั้งเป้าสร้างสายส่งไฟฟ้าให้เชื่อมโยงทั้งประเทศและรองรับการใช้ไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือ PDP2015 ได้ 

     

          นายสุนชัย กล่าวว่า แนวทางแก้ไขปัญหาที่สำคัญคือ การสร้างโรงไฟฟ้าให้เพียงพอ และต้องกระจายเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทยด้วย รวมถึงต้องนำมาตรการประหยัดไฟฟ้ามาใช้ด้วย โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดสามารถดำเนินการได้จริง และไม่ทำให้ต้นทุนนค่าไฟฟ้าแพงเกินไปด้วย ซึ่ง กฟผ.พร้อมที่จะให้ข้อมูลขัอเท็จจริงกับชาวบ้าน และจะต้องสร้างคววามเข้าใจร่วมกันต่อไป 

     

            สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาขณะนี้ได้นำส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

     

     

           ส่วนในอนาคตช่วง ปีข้างหน้า (2559-2561) กฟผมีงบลงทุน301,101 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนในระบบผลิต ประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้า สายส่งเชื่อมโรงไฟฟ้ากับระบบและงบลงทุนที่จัดทำเป็นแผนระยะยาวสำหรับโรงไฟฟ้า จำนวน 186,544ล้านบาท หรือ  62%  และการลงทุนในระบบส่ง ประกอบด้วยเงินลงทุนขยายระบบส่งไฟฟ้าและงบลงทุนที่จัดทำเป็นแผนระยะยาวสำหรับระบบส่ง จำนวน 114,557ล้านบาท หรือ 38%ของงบลงทุน 

     

Date : 28 / 04 / 2016

  • Date : 28 / 04 / 2016
    ปตท.สผ.เดินกลยุทธ์ใหม่รับมือราคาน้ำมันผันผวน

    ปตท.สผ.เดิน 3 กลยุทธ์ภายใต้ RESET REFOCUS RENEW รับมือราคาน้ำมันผันผวน เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2559 กำไรสุทธิ 157 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินสดในมือ (Cash on hand)ยังมีเหลือกว่า 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

     นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์ภายใต้ยุทธศาสตร์สามด้านที่เรียกว่า RESET REFOCUS RENEW เพื่อรับมือกับราคาขายผลิตภัณฑ์น้ำมันของบริษัท รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่จะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีนี้  โดยกลยุทธ์ภายใต้RESET จะเป็นการปรับฐานต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน โดยเน้นการสร้าง DNA ของพนักงานทุกคนให้มีจิตสำนึกในเรื่องการลดต้นทุนและการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อสร้างความเป็นเลิศ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

    ส่วนREFOCUS จะเน้นการลงทุนในพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น ประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับโครงการในประเทศโมซัมบิกเพื่อผลักดันให้สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและผลตอบแทนการลงทุน

    และRENEW จะเป็นการกำหนดกลยุทธ์เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจร่วมกับ ปตท. ในธุรกิจ LNG พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการศึกษาการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ เช่น พลังงานทางเลือก เพื่อสร้างความพร้อมในการเติบโตขององค์กรในอนาคต

     “บริษัทมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะเพิ่มความสามารถของ ปตท.สผ. ให้แข่งขันได้ในเวทีโลก ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”นายสมพร กล่าว

    สำหรับผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2559ของ ปตท.สผ.และบริษัทย่อยนั้น มีกำไรจากการดำเนินงานตามปกติ (Recurring Net Profit) 116  ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 103 ล้านเหรียญสหรัฐ จากไตรมาส 4 ปี 2558 เนื่องจากบริษัทสามารถปรับลดต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ลงกว่า 10% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน นอกจากนี้ บริษัทได้รับรู้กำไรจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ (Non-Recurring) จำนวน 41 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการรับรู้ผลประโยชน์ทางภาษีเงินได้จากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิก่อนสอบทาน 157 ล้านเหรียญสหรัฐ  ด้านฐานะการเงินยังคงแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 818 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินสดในมือ 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2559 บริษัทมีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย 329,858 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ใน 2559 ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยลดลงเหลือ 35.08 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบจาก 39.18 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในไตรมาส 4 ปี 2558 อย่างไรก็ดี ต้นทุนต่อหน่วย (Unit cost) ลดลงเป็น 28.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบจาก 35.18 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการมุ่งเน้นลดค่าใช้จ่ายภายใต้โครงการ SAVE to be SAFE ประกอบกับโดยปกติแล้วบริษัทมีกิจกรรมสำรวจและพัฒนาตามแผนงานไม่มากนักในไตรมาส 1 จึงมีผลให้ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าในช่วงเวลาอื่น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนต่อหน่วยในช่วงที่เหลือของปีจะปรับตัวสูงขึ้นตามค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตามแผนงาน

    ในส่วนข้อมูลความก้าวหน้าโครงการที่สำคัญของ ปตท.สผ. ในไตรมาส 1 ปี 2559 นั้นปัจจุบัน ปตท.สผ. มีโครงการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทยและต่างประเทศ รวม 38 โครงการ ใน 11 ประเทศ โดยความก้าวหน้าของโครงการหลัก ๆ สรุปได้ ดังนี้

    โครงการในประเทศไทย  โครงการส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ดำเนินการผลิตแล้ว และสามารถรักษาระดับการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง  เช่น  โครงการบงกช  โครงการอาทิตย์ โครงการเอส 1 และโครงการคอนแทร็ค 4 

    โครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ได้แก่ โครงการซอติก้า เสร็จสิ้นการติดตั้งแท่นหลุมผลิตเฟส 1B จำนวน 4 แท่น และอยู่ระหว่างการเตรียมหลุมผลิต โครงการเมียนมาร์ เอ็ม 3 อยู่ระหว่างพิจารณารูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสม พร้อมทั้งประเมินศักยภาพเชิงพาณิชย์และศักยภาพปิโตรเลียมในพื้นที่ที่เหลืออยู่ โครงการเมียนมาร์ พีเอสซี จี และอีพี 2 รัฐบาลเมียนมาร์ได้อนุมัติการขยายเวลาสำรวจปิโตรเลียม เพื่อศึกษาโครงสร้างธรณีวิทยาและประเมินศักยภาพของแหล่งกักเก็บ โครงการเมียนมาร์ เอ็ม 11 เสร็จสิ้นการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนแบบ 3 มิติ และอยู่ระหว่างการดำเนินการประมวลผลข้อมูล โครงการเมียนมาร์เอ็มดี-7 และ เอ็มดี-8 รัฐบาลเมียนมาร์ได้อนุมัติการขยายเวลาการศึกษาปิโตรเลียมของแปลงเอ็มดี-7 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนแบบ 3 มิติ  โครงการเมียนมาร์ เอ็มโอจีอี 3 อยู่ระหว่างการเตรียมการดําเนินการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ

    โครงการในออสตราเลเชีย  แหล่งมอนทารา มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 18,146 บาร์เรลต่อวัน สอดคล้องกับแผนการผลิตที่วางไว้   

    โครงการในทวีปอเมริกา  โครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางเพื่อลดต้นทุนและลดความเสี่ยงของการพัฒนาโครงการ โครงการบารารินเนียส์ เอพี 1 อยู่ระหว่างการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนแบบ 3 มิติ  โครงการบราซิล บีเอ็ม อีเอส 23 อยู่ระหว่างการขออนุมัติจากรัฐบาลบราซิล เพื่อขยายระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรมการสำรวจ

    โครงการในแอฟริกาและตะวันออกกลาง  โครงการแอลจีเรีย 433 เอ และ 416 บี  มีการจำหน่ายน้ำมันดิบครั้งแรกตั้งแต่ปลายปี 2558 สำหรับในไตรมาส 1 ปี 2559 มีปริมาณการผลิตเฉลี่ยประมาณ 15,165 บาร์เรลต่อวัน โครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ  เสร็จสิ้นการเจาะหลุมสำรวจและประเมินผลจำนวน 6 หลุมตามแผน และอยู่ระหว่างการเจาะหลุมประเมินผลเพิ่มเติมอีก 1 หลุม โครงการโมซัมบิก โรวูม่า ออฟชอร์ แอเรีย วัน  อยู่ระหว่างการเจรจาสัญญาเงินกู้ในรูปแบบของ Project Finance กับสถาบันการเงิน รวมถึงการเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ เช่น สัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาว เป็นต้น

     

  • Date : 28 / 04 / 2016
    อากาศร้อนทำพีคไฟฟ้าทำลายสถิติ4วันซ้อน

    กฟผ.เผยไทยเกิดพีคไฟฟ้าอีกรอบต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 จากสภาพอากาศร้อนจัด 37.8 องศา ยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 29,403.7 เมกะวัตต์ ถือเป็นพีคประเทศรอบที่ 6 ทะลุจากที่คาดการณ์เป็นรอบที่2 และนับเป็นพีครอบที่ 11 ประจำปี 2559 

    นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)เป็นประวัติการณ์อีกครั้งในวันนี้ (28 เม.ย. 2559) เมื่อเวลา 14.23 น. โดยปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 29,403.7 เมกะวัตต์ ทำลายสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศในปีนี้เป็นครั้งที่ 6 ที่อุณหภูมิ 37.8 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงขึ้นจากพีค ครั้งที่ 5 เมื่อวานนี้ (27 เม.ย. 2559) ที่ 29,249.4 เมกะวัตต์ และนับเป็นการเกิดพีคไฟฟ้าต่อเนื่องกันเป็นวันที่ 4  โดยสาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในหลายพื้นที่ และเป็นช่วงวันทำงานปกติ ประกอบกับเป็นช่วงเวลาปิดภาคเรียน จึงมีการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น

    สำหรับพีคดังกล่าวได้เกินเป้าหมายที่ กฟผ.คาดไว้ 29,200 เมกะวัตต์ เป็นครั้งที่ 2 แล้วส่วนสถานการณ์การใช้ไฟฟ้า กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า ในเดือนเม.ย.ไทยจะมีอากาศร้อนจัด จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงวันหยุดในเดือนพ.ค. ในวันแรงงานแห่งชาติ วันฉัตรมงคล และวันพืชมงคล ซึ่งจะมีผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง และตั้งแต่กลางเดือนพ.ค.เป็นต้นไปจะเริ่มมีฝนตกและอากาศเย็นลง ทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย

     "กฟผ.จึงขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้าตามมาตรการ “ปิด - ปรับ - ปลด - เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มีนาคม - 20 พฤษภาคม 2559 โดยปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอความร่วมมือในการปรับลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศมาอยู่ที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มาก ร่วมกับการปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน และเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดไฟฟ้า ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม กฟผ. จะทำหน้าที่ดูแลกำลังผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ"นายสุนชัย  กล่าว

    อย่างไรก็ตามการเกิดพีคไฟฟ้าดังกล่าว นอกจากจะทำลายสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศไทยแล้ว ยังนับเป็นการเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดประจำปี 2559 ซึ่งเกิดเป็นครั้งที่ 11 ด้วย โดยครั้งที่ 10 เกิดขึ้นเมื่อวาน (27 เม.ย.) ประเทศไทยเกิดพีคประจำปี เมื่อเวลา 14.33 น. ที่ 29,249.4 เมกะวัตต์ 

     

Date : 27 / 04 / 2016

  • Date : 27 / 04 / 2016
    ไฟเขียวงบกองทุนอนุรักษ์กว่า4พันล้านบาทเดินหน้า30โครงการ

    คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ไฟเขียวงบกองทุนฯ ปี 2559 เพิ่มเติม 30 โครงการ จำนวน 4,275 ล้านบาท ขับเคลื่อนการประหยัดพลังงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน และส่งเสริมพลังงานทดแทน ส่งเสริมนวัตกรรมการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง 900 แห่งทั่วประเทศ

     

              นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการกองทุนฯ ที่มีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี  เป็นประธานได้พิจารณางบประมาณรายจ่ายกองทุนฯ ปีงบประมาณ 2559 เพิ่มเติม และเห็นชอบจัดสรรเงินกองทุนฯ เพื่อดำเนินโครงการ 30 โครงการ เป็นเงิน 4,275 ล้านบาท

              โดยแบ่งเป็นโครงการในแผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 17 โครงการ จำนวน 3,107 ล้านบาท และโครงการในแผนพลังงานทดแทน 13 โครงการ 1,168 ล้านบาท จะช่วยลดการใช้พลังงานได้ 77 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยการพิจารณางบดังกล่าวได้มุ่งเน้นให้สอดคล้องตามแผนบูรณาการพลังงาน ได้แก่ แผนอนุรักษ์พลังงานพ.ศ. 2558 – 2579 และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 

              สำหรับโครงการที่ได้รับการจัดสรร ได้แก่ โครงการในแผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น โครงการเครื่องมือทางการเงินสนับสนุนการลงทุนปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ในโรงพยาบาลของรัฐ แบบ Matching Fund การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในรูปแบบมาตรการอุดหนุนผลการประหยัดพลังงาน (DSM Bidding) โครงการสนับสนุนหลอดประหยัดพลังงาน LEDในหน่วยงานราชการและสถานศึกษาของรัฐ 

             รวมถึงโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) เพื่อเร่งให้การอนุรักษ์พลังงานเกิดผลเป็นรูปธรรมและเป็นต้นแบบการอนุรักษ์พลังงานให้กับประชาชน เอกชน ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดการประหยัดการใช้พลังงานของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล คือ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน 

           สำหรับโครงการในแผนพลังงานทดแทน เช่น โครงการสนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีระบบสะสมพลังงานรูปแบบต่างๆ ในวงเงิน 500 ล้านบาท  โครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์สู้ภัยแล้ง งบประมาณ 520 ล้านบาท โดยจะทำการติดตั้งระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 900 ระบบ สำหรับเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ 12 เขตของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่ได้ดำเนินการขุดเจาะบ่อบาดาลไว้แล้ว ครอบคลุมพื้นที่ภัยแล้งทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะช่วยเหลือราษฎรกว่า 18,000 ครัวเรือน และสูบน้ำในพื้นที่ภัยแล้งได้ถึง 18,000 ลบ.ม.ต่อวันครอบคลุมพื้นที่การเกษตร 36,000 ไร่ มีกำลังผลิตจากการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้น 2,250 กิโลวัตต์ และผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น 2,925,000 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปีทดแทนระบบเดิมที่มักจะใช้น้ำมันและไฟฟ้าในระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งจะทำให้ประชาชนหรือเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

           "การจัดสรรเงินกองทุนฯ เป็นไปตามขั้นตอนและกรอบหลักเกณฑ์ชัดเจน และหลังจากที่คณะกรรมการกองทุนฯ ได้อนุมัติจัดสรรเงินกองทุนฯ ให้หน่วยงานไปดำเนินโครงการต่างๆ จะมีคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน และติดตามตรวจสอบการใช้เงินอย่างใกล้ชิด"นายทวารัฐ กล่าว 

  • Date : 27 / 04 / 2016
    สตาร์ ปิโตรเลียม จ่ายปันผล 0.26 บาท/หุ้น หลังทำกำไรกว่า 8 พันล้านบาทเมื่อปีที่ผ่านมา

    สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง ประกาศจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.26376772 บาทต่อหุ้น จากกำไรสุทธิงวดครึ่งปีหลัง 2558 โดยกำหนดจ่ายในวันที่ 19 พ.ค.นี้

    บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ได้จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2559 เมื่อวันอังคารที่ 26 เม.ย. ซึ่งเป็นการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่บริษัทฯเริ่มทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา

    โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.26376772 บาทต่อหุ้น ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 ที่กำหนดให้บริษัทฯ จ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิงวดหกเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2559

    ทั้งนี้ บมจ. สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง  รายงานผลประกอบการประจำปี 2558 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 244.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 8,227 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.99 บาท

    “ปี 2558 เป็นปีที่บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานในด้านการผลิตและการเงินดีที่สุด ซึ่งเป็นผลจากวัฒนธรรมองค์กร “ครอบครัวเดียวกัน” (One Family)  นอกจากนี้  เรายังมีผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยส่วนบุคคล (Personal Safety) ที่ดีเยี่ยม ส่งผลให้บริษัทฯ เป็นผู้นำของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันในด้านความเชื่อถือได้ (Reliability) และอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมัน (Utilization) ทำให้โรงกลั่นของเรามีความเป็นเลิศในการดำเนินงานและผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่ง,” มร. บิล สโตน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการกล่าว

    ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริษัทฯ กล่าวด้วยว่า ในปีที่ผ่านมา ค่าการกลั่นตลาดของบริษัท อยู่ที่ 10.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์ และสำหรับเป้าหมายในปีนี้ บริษัทฯ จะยังคงมุ่งมั่นสร้างความเป็นเลิศในด้านการผลิตและเก็บเกี่ยวค่าการกลั่นที่มีในตลาดให้ได้มากที่สุด

  • Date : 27 / 04 / 2016
    พีคไฟฟ้าทำลายสถิติ3วันรวด ประชาชนเมินมาตรการรณรงค์รัฐ

    กฟผ. เผย ร้อนต่อเนื่อง ไทยใช้ไฟฟ้าสูงสุดทำลายพีคประเทศเป็นครั้งที่ 5 และทำลายพีคประจำปี 2559 เป็นครั้งที่ 10 โดยยอดใช้ไฟฟ้าพุ่งเกินคาดหมาย 29,249.4 เมกะวัตต์ นับเป็นการเกิดพีค 3 วันติดต่อกัน 

     

              นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)เป็นประวัติการณ์อีกครั้งในวันนี้ (27 เม.ย. 2559) เมื่อเวลา 14.33 น. โดยปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 29,249.4 เมกะวัตต์ ทำลายตัวเลขการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปีนี้เป็นครั้งที่ 5 ที่อุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงขึ้นจากพีค ครั้งที่ 4 เมื่อวานนี้ (26 เม.ย. 2559) ที่ 29,004.6 เมกะวัตต์ สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในหลายพื้นที่ และเป็นช่วงวันทำงานปกติ ประกอบกับเป็นช่วงเวลาปิดภาคเรียน จึงมีการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น

     

                 สำหรับพีคดังกล่าวได้เกินเป้าหมายที่ กฟผ.คาดไว้ 29,200 เมกะวัตต์ ส่วนสถานการณ์การใช้ไฟฟ้า กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า ในเดือนเม.ย.ไทยจะมีอากาศร้อนจัด จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงวันหยุดในเดือนพ.ค. ในวันแรงงานแห่งชาติ วันฉัตรมงคล และวันพืชมงคล ซึ่งจะมีผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง และตั้งแต่กลางเดือนพ.ค.เป็นต้นไปจะเริ่มมีฝนตกและอากาศเย็นลง ทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย

              "กฟผ.จึงขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้าตามมาตรการ “ปิด - ปรับ - ปลด - เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มีนาคม - 20 พฤษภาคม 2559 โดยปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอความร่วมมือในการปรับลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศมาอยู่ที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มาก ร่วมกับการปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน และเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดไฟฟ้า ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม กฟผ. จะทำหน้าที่ดูแลกำลังผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ"นายสุนชัย  กล่าว

     
             อย่างไรก็ตามการเกิดพีคไฟฟ้าดังกล่าว นอกจากจะทำลายสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศไทยแล้ว ยังนับเป็นการเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดประจำปี 2559 ซึ่งเกิดเป็น
    ครั้งที่ 10 ด้วย 
            โดยครั้งที่ 9  เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (26 เม.ย.) เมื่อเวลา 14.13 น. ปริมาณการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงสุดอยู่ที่ 29,004.6 เมกะวัตต์ ท่ามกลางอุณหภูมิ  38.1 องศาเซลเซียส 
           ครั้งที่ 8 เกิดเมื่อเวลา 14.53 น.ของวันที่ 25 เม.ย. 2559 ที่ 28,475.3 เมกะวัตต์ อุณหภูมิ 36.6 องศาเซลเซียส 
            ครั้งที่ 7 เกิดเมื่อเวลา 14.17น.ของวันที่ 19 เม.ย. 2559 ที่ 28,351.7 เมกะวัตต์ ณ อุณหภูมิ 36.6องศาเซนเซียส 

         ครั้งที่6 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2559 เวลา20.21 น. อยู่ที่27,639เมกะวัตต์  ที่อุณหภูมิ31.1 องศาเซ็นเซียส  

         พีคไฟฟ้าครั้งที่5 นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่23 มี.ค.2559เวลา14.40น. อยู่ที่ 27,279เมกะวัตต์  

           

Date : 26 / 04 / 2016

  • Date : 26 / 04 / 2016
    พีคไฟฟ้าเกิดต่อเนื่องครั้งที่4ในประวัติการณ์นับเป็นครั้งที่9ของปี

    อากาศร้อนจัด หลังพระอาทิตย์ตั้งฉากกับกรุงเทพฯ คนไทยใช้ไฟฟ้าพุ่ง กฟผ.เผยเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศครั้งที่ 4 ถึง 29,004.6 เมกะวัตต์ และเป็นพีคครั้งที่ 9 ของปี 2559 ระบุสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ พร้อมปรับพยากรณ์พีคไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 29,200 เมกะวัต์ 

        นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ ( 26 เม.ย.) ประเทศไทยเกิดการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงสุด(พีค)เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ซึ่งเกิดเป็นครั้งที่ 4 ของปีนี้ โดยเมื่อเวลา 14.13 น. ปริมาณการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงสุดอยู่ที่ 29,004.6 เมกะวัตต์ ท่ามกลางอุณหภูมิ  38.1 องศาเซลเซียส

    โดยพีคไฟฟ้าดังกล่าวสูงกว่าที่สูงกว่าคาดการณ์ไว้ 29,000 เมกะวัตต์ และสูงขึ้นจากพีค ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2559 ที่ 28,475.3 เมกะวัตต์ สาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง และเป็นช่วงวันทำงานปกติ ประกอบกับเป็นช่วงเวลาปิดภาคเรียน จึงมีการใช้ไฟฟ้าทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ และบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น

    สำหรับสถานการณ์การใช้ไฟฟ้า คาดว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่ที่ไม่เกิน 29,200 เมกะวัตต์ โดยมีโอกาสเกิดพีคอีกครั้งภายในช่วงสัปดาห์นี้ เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่า ไทยจะมีอากาศร้อนจัดขึ้นอีก จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงวันหยุด วันแรงงานแห่งชาติ วันฉัตรมงคล และวันพืชมงคล ในเดือนพ.ค. ซึ่งจะมีผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง และตั้งแต่กลางเดือนพ.ค.เป็นต้นไปจะเริ่มมีฝนตกและอากาศเย็นลง ทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย

    นายสุนชัย กล่าวว่า ในส่วนของกำลังผลิตรองรับพร้อมจ่ายนั้น มีความมั่นคงเพียงพอ เนื่องจากมีปริมาณไฟฟ้าสำรองที่ประมาณ10-15%หรือไม่ต่ำกว่า 32,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ดี หากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ กฟผ. ได้มีการเตรียมพร้อม โดยสำรองน้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้าราชบุรีและโรงไฟฟ้าบางปะกง รวมถึงให้ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)  สำรองก๊าซธรรมชาติ เพื่อรองรับสถานการณ์

    กฟผ.จึงขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้าตามมาตรการ “ปิด - ปรับ - ปลด - เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มี.ค. - 20 พ.ค. 2559 โดยปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอความร่วมมือในการปรับลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศมาอยู่ที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มาก ร่วมกับการปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน และเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดไฟฟ้า ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม กฟผ. จะทำหน้าที่ดูแลกำลังผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ

    อย่างไรก็ตามการเกิดพีคไฟฟ้าดังกล่าว นอกจากจะทำลายสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศไทยแล้ว ยังนับเป็นการเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดประจำปี 2559 ซึ่งเกิดเป็นครั้งที่9 ด้วยโดยครั้งที่ 8 เกิดเมื่อเวลา 14.53 น.ของวันที่ 25 เม.ย. 2559 ที่ 28,475.3 เมกะวัตต์ อุณหภูมิ 36.6 องศาเซลเซียส ครั้งที่ 7 เกิดเมื่อเวลา 14.17น.ของวันที่ 19 เม.ย. 2559 ที่ 28,351.7 เมกะวัตต์ ณ อุณหภูมิ 36.6องศาเซนเซียส ครั้งที่6 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2559 เวลา20.21 น. อยู่ที่27,639เมกะวัตต์  ที่อุณหภูมิ31.1 องศาเซ็นเซียส  และพีคไฟฟ้าครั้งที่5 นั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่23 มี.ค.2559เวลา14.40น. อยู่ที่ 27,279เมกะวัตต์  

    ทั้งนี้สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ในวันที่ 26 เม.ย. 2559 เวลาประมาณ 12.16 น. ดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในแนวตั้งฉากกับเขตกรุงเทพมหานคร ผ่านเหนือศรีษะพอดี ซึ่งการที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลกนี้ ทำให้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจส่งผลให้สภาพอากาศในกรุงเทพมหานครร้อนขึ้น

     

     

  • Date : 26 / 04 / 2016
    ซีอีโอปตท.แจง10ประเด็นโต้ข้อกล่าวหาอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน

    เทวินทร์ แจง10ประเด็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดินกล่าวหาปตท.ชี้มีความคลาดเคลื่อนทั้งเรื่องการคืนท่อก๊าซ,การให้สิทธิพนักงานปตท.จองหุ้น, การถือหุ้นปตท.โดย นอมินี,การใช้กองทุนน้ำมันหาผลประโยชน์, ค่าตอบแทนกรรมการ ,การแต่งตั้งราชการเป็นบอร์ดปตท. พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยหลักฐานการประมูลแท้งก์น้ำมัน10แห่ง และหนังสือส่วนตัวอดีตประธานกรรมการปตท. ที่ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยุติการตรวจสอบ  เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง

    เมื่อวันที่25เม.ย.ที่ผ่านมา เพจTevin at PTT  ของนายเทวินทร์ วงศ์วานิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ได้มีการโพสต์ข้อความชี้แจงประเด็นที่ ปตท.ถูกนายศรีราชา  วงศารยางกูร ซึ่งปัจจุบันเป็นอดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน  ออกมาวิจารณ์การดำเนินงานด้านต่างๆของกลุ่มปตท. ผ่านสื่อมวลชนหลายแขนง โดยนายเทวินทร์ ระบุผ่านเพจว่า เนื้อหาในหลายประเด็นที่อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดินนำเสนอ นั้นมีความคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง   จึงขอใช้พื้นที่เพจ Tevin at PTT ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะชี้แจง ใน10 ประเด็นโดยสรุปดังนี้

    ประเด็นที่ 1. การยื่นฟ้องคดีของประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องการคืนท่อก๊าซฯ ควรต้องรอคำวินิจฉัยของศาลฯ

    เนื่องด้วย ปตท. ยังไม่ได้รับหมายสำเนาคำฟ้องจากศาล จึงยังไม่ทราบรายละเอียดของคำฟ้อง หากเป็นเรื่องของการคืนท่อก๊าซฯ ปตท. ขอยืนยันว่าได้ส่งรายละเอียดข้อเท็จจริง พร้อมเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้กับศาลปกครองสูงสุดพิจารณาในคดีแปรรูปแล้ว และพร้อมที่จะชี้แจงเพิ่มเติมตามที่ศาลปกครองจะพิจารณาเห็นสมควร

    ประเด็นที่ 2. ปตท. ยืนยันดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว

    วันที่ 14 ธ.ค. 2550 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาไม่เพิกถอนการแปรรูป ปตท. แต่ให้แบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และอำนาจมหาชนของรัฐออกจาก ปตท. โดยทรัพย์สินที่จะต้องแบ่งแยกเพื่อคืนรัฐ ได้แก่ส่วนที่
    1. ได้มาจากการใช้อำนาจมหาชนของรัฐ (โดยการปิโตรเลียมฯ) 
    2. บังคับเหนือที่ดินของเอกชน (การเวนคืนและการรอนสิทธิ) และ
    3. ได้จ่ายเงินค่าทดแทนโดยการใช้เงินของการปิโตรเลียมฯ

    สำหรับทรัพย์สินที่การปิโตรเลียมฯได้มาโดยมิได้ใช้อำนาจมหาชนของรัฐ แต่ได้มาโดยวิธีการอื่น เช่น การซื้อ การจัดหา หรือแลกเปลี่ยนนั้น ไม่ต้องคืนให้กระทรวงการคลัง อาทิ ท่อก๊าซฯในทะเล

    ศาลมีคำสั่งยืนยันหลายครั้งว่า ปตท. ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว ซึ่งครั้งล่าสุด คือ วันที่ 7 เมษายน 2559 ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด พิจารณาให้ยกคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลวันที่ 26 ธ.ค.2551

    ในส่วนที่อ้างว่า ศาลฯไม่เห็นรายงานของ สตง.ที่มีข้อสังเกตว่าปตท.ยังดำเนินการไม่ครบถ้วนนั้น ข้อเท็จจริงคือศาลฯได้พิจารณาหนังสือของสตง.ดังกล่าว และแจ้งตอบสตง.แล้วว่า ปตท.ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ประเด็นที่ 3. การให้สิทธิพนักงานจองซื้อหุ้นเป็นไปอย่างโปร่งใส ตามแนวปฏิบัติสากล เพื่อสร้างความมีส่วนร่วมในการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร

    การกล่าวหาว่าปตท.แจกหุ้นพนักงานและสหภาพรัฐวิสาหกิจ เพื่อปิดปากไม่ให้คัดค้านการแปรรูปการปิโตรเลียมฯ เป็นความเข้าใจที่ผิด และขาดความเข้าใจหลักการบริหารประสิทธิภาพองค์กร

    ปตท.ให้สิทธิพนักงานจองซื้อหุ้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการให้พนักงานมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัท หรือ ESOP (Employee Stock Ownership Plan ) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสากล ทั้งในต่างประเทศ และในประเทศ ดำเนินการโดยที่ปรึกษาการเงินชั้นนำของไทยและของโลก ภายใต้การกำกับของ กลต. ให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม

    ประเด็นที่ 4. สถาบันการเงินที่มีชื่อต่อท้ายว่า Nominee ถือหุ้น ปตท. เป็นกรณีปกติของบัญชีรับฝากหลักทรัพย์ของการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งถือหุ้นบริษัทมหาชนชั้นนำอื่นๆในตลท.เช่นเดียวกัน

    การกล่าวหาเรื่อง Nominee ถือหุ้นปตท. และได้ประโยชน์มากมาย เกิดจากความไม่เข้าใจกลไกการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยนักลงทุนต่างประเทศ

    สถาบันการเงินต่างๆจัดตั้งบัญชี Nominee เพื่อดำเนินการบริหารเงินลงทุนและรับฝากหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนรายย่อย นิติบุคคล นักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ซื้อหุ้นในประเทศอื่น ภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติสากล บริษัทไทยเอ็นวีดีอาร์ ก็มีการดำเนินการในลักษณะที่เป็นบัญชี Nominee เพื่อสนับสนุนการลงทุนและระดมทุนจากนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหลักทรัพย์ของไทย

    ประเด็นที่ 5. ปตท.ไม่มีส่วนได้เสียใดๆ กับการนำเงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค ไม่ให้ราคาสูงตามต้นทุนที่นำเข้า

    การกล่าวหาว่ามีการนำเงินกองทุนฯมาช่วยค่าขนส่งก๊าซ LPG ของปตท. เกิดจากความไม่เข้าใจนโยบายการกำกับราคาพลังงานของรัฐ

    ตั้งแต่ปี 2554 รัฐบาลเปิดเสรีให้ผู้ดำเนินธุรกิจก๊าซ LPG สามารถนำเข้าและจำหน่าย LPG ได้ โดยหากมีต้นทุนการนำเข้าสูงกว่าราคาที่รัฐกำหนดให้ขาย ก็จะได้รับการชดเชย ซึ่งไม่มีผู้ค้ารายอื่นสนใจ เพราะไม่มีแรงจูงใจ ทำให้ ปตท.ต้องทำหน้าที่นำเข้า LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการ ปตท.จึงเป็นผู้ได้รับการชดเชยดังกล่าว

    ประเด็นที่ 6. ปตท. ดำเนินการจัดหาด้วยกระบวนการที่โปร่งใส ถูกต้องตามระเบียบและหลักการกำกับกิจการที่ดี พร้อมรับการตรวจสอบ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการประมูลสร้างแท้งก์น้ำมัน 10 แห่ง ตามที่มีการกล่าวหาว่าผู้ชนะเสนอราคาสูงกว่าปกติ 4-5 ล้านบาท

    ปตท. ขอเรียกร้องให้ผู้กล่าวหาแสดงรายละเอียดและหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการจัดหาที่อ้างถึง เพื่อจะได้ดำเนินการตรวจสอบ ชี้แจง และแก้ไขหากมีข้อบกพร่องจริง และเพื่อความเป็นธรรมต่อการรักษาชื่อเสียงของปตท.

    ประเด็นที่ 7. ราคาน้ำมันปรับขึ้นลงโดยกลไกตลาดและนโยบายรัฐในการเก็บภาษีและกองทุนน้ำมัน ปตท.เป็นตัวแทนรัฐในการสร้างการแข่งขันด้านราคาเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค

    ข้อกล่าวหาว่าปตท.ใช้สิทธิแสวงหาประโยชน์จากประชาชน เมื่อมีการตรวจสอบเรื่องกองทุนน้ำมัน ราคาน้ำมันจึงถูกลง เกิดจากการขาดความเข้าใจในกลไกการกำหนดราคาน้ำมันของไทย

    กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือของรัฐในการกำกับราคาน้ำมันชนิดต่างๆ ให้เป็นไปตามนโยบาย โดยมีคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เป็นผู้กำกับการบริหารจัดการและกำหนดการจัดเก็บเงิน ซึ่งเรียกเก็บหรือส่งผ่านไปยังผู้บริโภคโดยตรง ปตท.และผู้ค้าน้ำมันอื่นไม่มีส่วนได้เสียใดๆในส่วนเงินเก็บเข้ากองทุนฯ

    ปตท.ไม่เคยขายน้ำมันแพงกว่าปั๊มยี่ห้ออื่น แต่จะชะลอการปรับราคาเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค เช่นในปี 2558 ปตท.ตั้งราคาหน้าปั๊มต่ำกว่ายี่ห้อต่างประเทศ 23 วัน จาก 365 วัน

    ประเด็นที่ 8. ค่าตอบแทนกรรมการปตท.แปรผันตามผลการดำเนินงานขององค์กร มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของบริษัทมหาชนทั่วไป

    ข้อกล่าวหาว่ากรรมการ ปตท.ได้รับผลประโยชน์มาก เพราะไม่ได้เปรียบเทียบข้อมูลกับบริษัทมหาชนชั้นนำอื่นๆ

    ค่าตอบแทนกรรมการ ปตท. ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ต้องให้ความเห็นชอบด้วย โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับบริษัทมหาชนอื่นๆในตลท. และแปรผันตามผลการดำเนินงานในแต่ละปี ซึ่งเปิดเผยอยู่ในรายงานประจำปีที่สามารถตรวจสอบได้

    ในปี 2557 และ 2558 กรรมการปตท.ได้รับค่าตอบแทนรวมทุกประเภทเฉลี่ย 2.86 และ 1.67 ล้านบาทต่อคน ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าบริษัทมหาชนชั้นนำอื่นๆในตลท. ที่ให้ผลตอบแทนกรรมการเฉลี่ยในระดับ 5-7 ล้านบาทต่อคน

    ประเด็นที่ 9. การมีหนังสือจากอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เพื่อให้คำยืนยันว่าได้มีการดำเนินการตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และเห็นควรยุติเรื่องนี้ตามคำวินิจฉัยของศาลฯ เป็นไปอย่างเปิดเผย

    ตามที่ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินให้ข้อมูลผ่านสื่อว่า มีอดีตประธาน ปตท. เขียนจดหมายส่วนตัวมาถึงท่าน และระบุว่าได้ทำทุกอย่างถูกต้องแล้ว อย่ามาหาเรื่อง และให้ยุติเรื่องดังกล่าว ปตท. ไม่สามารถตรวจสอบพบหนังสือส่วนตัวของอดีตประธานกรรมการ ปตท. แต่อย่างใด และขอเรียกร้องให้ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยหนังสือส่วนตัวที่ได้กล่าวถึงต่อสาธารณะ เพื่อจะได้ตรวจสอบว่ามีความพยายามใช้อิทธิพลใดๆหรือไม่ และเป็นการให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ทั้งไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนในเรื่องดังกล่าว

    ประเด็นที่ 10. การแต่งตั้งข้าราชการเป็นกรรมการปตท. เป็นสิทธิของผู้ถือหุ้น เพื่อกำกับดูแลทรัพย์สินของรัฐ ควบคู่กับการดำเนินการที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐด้านพลังงาน

    ปตท. มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากกระทรวงการคลังถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 การแต่งตั้งผู้แทนจากหน่วยงานของรัฐเป็นกรรมการ ปตท. สามารถกระทำได้ผ่านการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งปตท.ไม่มีบทบาทในการชี้นำ

    ข้าราชการที่มาเป็นกรรมการบริษัทอยู่ภายใต้กฎหมายวินัยข้าราชการ กฎหมายเกี่ยวกับกรรมการของรัฐวิสาหกิจ กฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน และกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกำหนดความรับผิดไว้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา จึงเป็นหลักประกันว่าผู้แทนของภาครัฐจะไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทในลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน

    นายเทวินทร์  ยังแนะให้ประชาชนที่ต้องการรับทราบการชี้แจงของปตท.โดยละเอียด เข้าไปอ่านเนื้อหาทั้งหมด ที่มีการเปิดเผยผ่านเว็บไซต์ของปตท.เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นได้ตามลิงก์
    http://www.pttplc.com/…/25042016ปตท ชี้แจงข้อเท็จจริงประเ…