ข่าวทั้งหมด

Date : 05 / 05 / 2016

  • Date : 05 / 05 / 2016
    เอ็กโกกรุ๊ปจับมือกระทรวงพลังงาน สพฐ. สร้างเครือข่ายต้นแบบโรงเรียนและครูให้ความรู้ด้านพลังงาน

    เอ็กโก กรุ๊ป จับมือ กระทรวงพลังงาน และสพฐ สร้างเครือข่ายต้นแบบ โรงเรียนและครู ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เข้าถึงนักเรียนกว่า 5 หมื่นคน

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ร่วมมือกับบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สร้างเครือข่ายต้นแบบ "โรงเรียนและครู" ที่ให้ความรู้ด้านพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน และสามารถขยายผลไปสู่สังคมวงกว้าง โดยดำเนินการมาต่อเนื่อง 3 ปี (2556-2558) ภายใต้โครงการ พลังงานเพื่อชีวิต ลดโลกร้อน ด้วยวิถีพอเพียง 

    ทั้งนี้ได้มอบรางวัลให้  5 โรงเรียนต้นแบบพลังงานเพื่อชีวิต และ 18 ครูต้นแบบ ต้นทางความรู้ ซึ่งคัดเลือกจาก 60 โรงเรียนทั่วประเทศที่ร่วมโครงการฯ ที่สามารถบูรณาการการเรียนการสอนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ มีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานด้านวิชาการได้อย่างกลมกลืน นำไปสู่การปฏิบัติเป็นวิถีชีวิตของโรงเรียน และเป็นการปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนด้วย 

    "กระทรวงพลังงานคาดหวังให้มีตำราด้านพลังงานแทรกในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ชั้นพื้นฐาน อาชีวะ แต่ไม่อยากให้เป็นการบังคับ แต่อยากให้รู้ด้วยจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม ซึ่งโครงการนี้ทำให้นักเรียนสนใจด้านพลังงานมากขึ้น เข้าใจและถ่ายทอดการอนุรักษ์พลังงานการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพไปสู่ครอบครัวและสังคมได้มากขึ้นด้วย แต่ผมอยากให้ลงลึกมากกว่านี้ ให้ก้าวไปสู่วิชาชีพในอนาคตได้ด้วย" พล.อ.อนันตพร กล่าว

    นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า ต้องการให้เกิดการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วม โดยเอ็กโก ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ของแต่ละหน่วยงานไปสู่โรงเรียนและครู ซึ่งเป็นต้นทางการเรียนรู้ของสังคมไทย และขยายไปสู่ชุมชนในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้โรงเรียน ครู เยาวชนและชุมชน เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายในระดับท้องถิ่นเพื่อเป็นรากฐานของสังคมที่เข้มแข็งต่อไป

    "ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาโรงเรียนและครูที่ร่วมโครงการได้สร้างสรรค์ผลการเรียนรู้โดยใช้ 3 เครื่องมือ คือ หลักการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ แผนที่วิถีพอเพียง และการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งก่อให้เกิดจิตสำนึกการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้พอเพียงและสอดคล้องกับวิถีท้องถิ่น ต่อไปเอ็กโกจะขยายผลไปยังโรงเรียนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าในกลุ่มเอ็กโก และให้โรงไฟฟ้าเอ็กโกเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานต่อไปด้วย"นายชนินทร์ กล่าว

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า โครงการโรงเรียนและครูต้นแบบทำให้เกิดความร่วมมือส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเกิดการสร้างสรรค์การเรียนรู้ด้านพลังงานหลายรูปแบบ ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสรารด้านพลังงานของประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานต่อไป

    โดยโครงการดังกล่าวมี 60 โรงเรียนทั่วประเทศร่วมโครงการ และเกิดเป็นเครือข่ายครูจำนวน 806 คน และโรงไฟฟ้าในกลุ่มเอ็กโก ถือเป็นหนึ่งในแหล่งการเรียนรู้ด้านพลังงาน มีการสร้างสรรค์ 243 แผนการเรียนการสอนที่บูรการแนวคิด พลังงานเพื่อชีวิต ลดโลกร้อนด้วยวิถีพอเพียง  ช่วยเปิดวงจรความคิดด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมรอบด้านให้เยาวชนถึง 50,580 คน 

    สำหรับโรงเรียนต้นแบบพลังชีวิตฯ ที่ได้รับรางวัล 5 โรงเรียน ได้แก่ ระดับประถมศึกษาที่ได้รางวัลระดับดีเยี่ยม ได้แก่ โรงเรียนบ้านหว้า จ.ขอนแก่น และระดับดีเด่น ได้แก่  โรงเรียนบ้านสันป่าสัก จ.เชียงใหม่ ส่วนระดับมัธยมศึกษา ที่ได้รางวัลระดับดีเยี่ยม ได้แก่ โรงเรียนแม่สะเรียง "บริพัตรศึกษา" จ.แม่ฮ่องสอน และระดับดีเด่น ได้แก่ โรงเรียนเทพสถิตวิทยา จ.ชัยภูมิ และโรงเรียนบุญเรืองวิทยาคม จ.เชียงราย 

Date : 04 / 05 / 2016

  • Date : 04 / 05 / 2016
    สนพ.ชี้อาจเกิดพีคไฟฟ้าได้อีกในเดือนพ.ค.

    สนพ.คาดเดือน พ.ค. อาจเกิดพีคไฟฟ้าได้อีก เหตุสภาพอากาศยังร้อนต่อเนื่อง ขณะ รมว.พลังงานยืนยันมีไฟฟ้าเพียงพอรองรับพีค เชื่อไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ระบุยังไม่ปรับแผนรณรงค์ประหยัดไฟฟ้า 

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า ในเดือน พ.ค. 2559 นี้ ประเทศไทยมีโอกาสเกิดสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง หลังจากเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดไปแล้วถึง 6 ครั้งในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากยังอยู่ในช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความร้อนที่สะสมในแต่ละช่วงของสัปดาห์ด้วย แต่ยืนยันว่าประเทศไทยได้ผ่านช่วงอากาศร้อนที่สุด ซึ่งเกิดพีคไฟฟ้าขึ้นต่อเนื่องกัน4วัน (25-28เม.ย.)ไปแล้ว

     

    สำหรับพีคไฟฟ้าปี 2559 นี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พีคไฟฟ้าเติบโตขึ้นกว่า 2,000 เมกะวัตต์ จากปรากฎการณ์เอลนิโญและลานีซึ่งหากเป็นปรากฎการณ์ดังกล่าวยาวนานอาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศและพีคไฟฟ้าของไทยในปีหน้าได้

     

    ส่วนมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงานนั้น จะต้องทำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง และส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่ารัฐเอาจริง ส่วนมาตรการใหม่ที่จะช่วยประหยัดไฟฟ้านั้น อาจมีการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติมาช่วยในการประหยัดพลังานของประเทศได้ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นวิจัย และทดสอบความพร้อมของระบบ 

     

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ประเทศไทยมีสำรองไฟฟ้าเพียงพอรองรับพีคที่เกิดในปีนี้ได้แน่นอน และจะไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าดับขึ้น  ส่วนมาตรการที่ขอความร่วมมือประชาชนลดใช้ไฟฟ้า เช่น เพิ่มอุณภูมิเครื่องปรับอากาศจาก 25 องศา เป็น 26 องศา ในช่วง 14.00-15.00 น. ปิดไฟฟ้าที่ไม่ใช้ เป็นต้น นับเป็นมาตรการรณรงค์ขอความร่วมมือเท่านั้น และคงยังไม่ปรับเปลี่ยนแผนประหยัดพลังงานไปเป็นมาตรการบังคับ เพราะกระทรวงพลังานเข้าใจและเห็นใจประชาชนต่อสภาพอากาศปีนี้ที่ร้อนมากถึง 43-44 องศา แต่ขอความร่วมมือให้ลดใช้พลังงานลดวันละ 1 ชั่วโมงช่วงที่จะเกิดพีคไฟฟ้าเท่านั้น      

  • Date : 04 / 05 / 2016
    รัฐมนตรีพลังงานเตรียมชง3วาระสำคัญเข้ากพช.ปลายเดือนนี้

    รมว.พลังงาน เตรียมชง 3 เรื่องเข้าสู่การพิจารณา กพช. ปลายเดือน พ.ค. นี้  ระบุบริษัทสำรวจผลิตปิโตรเลียมเตรียมปลดพนักงาน ไม่มีผลกระทบรุนแรง ชี้เอกชนไทยยืนยันรักษาพนักงานไว้รอราคาน้ำมันปรับขึ้น หลังราคาผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว   

     
    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมนำวาระสำคัญเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังานแห่งชาติ(กพช.)ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในปลายเดือน พ.ค. 2559 นี้ ได้แก่ 1.แผนการเปิดให้บุคคลที่สาม นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้ เพื่อให้มีความหลายหลายในธุรกิจดังกล่าวมากขึ้น และ 2. การต่ออายุโครงการโรงไฟฟ้าภาคเอกชนขนาดเล็ก(SPP) ระบบผลิตไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม(Cogeneration) ที่จะหมดอายุสัญญาในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม มีทั้งสิ้น 25 ราย ปริมาณผลิต 1,700 เมกะวัตต์
     
     
     
    ทั้งนี้จะมีการเสนอ กพช.ถึงสัดส่วนการขายไฟฟ้าอย่างเหมาะสม โดยให้ขายไฟฟ้าให้กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก และมากกว่าจะขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และราคาขายไฟฟ้าที่เหมาะสม เป็นต้น ทั้งนี้การนำเข้าสู่การพิจารณาของ กพช. จะทำให้เกิดความชัดเจนกับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า SPP และลูกค้านิคมอุตสาหกรรมด้วย
     
     
     
    นอกจากนี้จะพยายามนำแนวทางบริหารจัดการสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 เข้าสู่การพิจารณาของ กพช.ด้วย หากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจัดทำรายละเอียดได้เสร็จทัน
     
     
     
    ส่วนกรณีที่บริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ได้สัมปทานฯบางรายตัดสินใจจะปลดพนักงานในเดือน ก.ค. 2559 นั้น เห็นว่ายังไม่ใช่สถานการณ์ที่มีผลกระทบรุนแรง  เนื่องจากยังไม่มีการรายงานมาที่กระทรวงพลังงาน และคาดว่าจะเป็นการปลดพนักงานจำนวนไม่มาก คงพิจารณาเป็นรายๆ ไป แต่ที่ผ่านมาได้หารือกับผู้สำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทยแล้ว ซึ่งได้รับการยืนยันว่าจะไม่ปลดพนักงาน แต่อาจหยุดผลิตไปบ้างเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย แต่ในส่วนของบริษัทสำรวจและผลิตฯของต่างชาติ หากจะปลดพนักงานก็เป็นเรื่องที่บริษัทจะพิจารณาเอง
     
     
     
    อย่างไรก็ตามปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงและไม่คุ้มค่าการสำรวจผลิตปิโตรเลียมทำให้มีการปรับลดต้นทุนค่าใช้จ่ายรวมทั้งปลดพนักงานลงบางส่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั่วโลกประสบปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกันไม่ใช่เฉพาะกับบริษัทคนไทย ทั้งนี้แนวโน้มราคาน้ำมันจะลดลงชั่วคราว เพราะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็ปรับมาอยู่ระดับ 40-50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมยังจำเป็นต้องรักษาพนักงานเอาไว้เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อาจกลับมาสูงขึ้นในอนาคต
     
     

     

  • Date : 04 / 05 / 2016
    พพ.ปั้นวิทยากรด้านอนุรักษ์พลังงาน7,000คน

    พพ.ปั้นวิทยากรด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน7,000คนจากสถาบันศึกษา370แห่งหวังให้นำความรู้ไปถ่ายทอดปลูกฝังควมคิดด้านอนุรักษ์ให้กับเยาวชน

    เมื่อวันที่4 พ.ค.2558  นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการฝึกอบรมคณะวิทยากรหลักสูตรการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซียงฉินรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ดร.ชาญเวช บุญประเดิม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เข้าร่วมในพิธี ซึ่ง ภายในงานมีการแนะนำสื่อการเรียนการสอนหลักสูตรการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์วงกต วงศ์อภัย และภาพรวมโครงการ โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ทองประสิทธิ์ หัวหน้าโครงการ 

    โครงการฝึกอบรมคณะวิทยากรหลักสูตรการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ซึ่งจะเริ่มจัดอบรมตั้งแต่ที่ 11 พ.ค. - 18 มิ.ย.2559 นี้   จะเป็นการปรับปรุงพัฒนาสื่อการเรียนการสอน หรือ e-learning ด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (ไฟฟ้า,เครื่องกล) ที่ใช้สอนนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. รวมไปถึงทดสอบหลักสูตรและสื่อที่พัฒนาขึ้นให้กับครูผู้สอนที่ได้รับคัดเลือกจากสถาบันการอาชีวศึกษา    โดยที่มีสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเป็นศูนย์ฝึกอบรม จำนวน 30 ศูนย์  มีสถานศึกษาส่งครูเข้ารับการฝึกอบรมทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 370 แห่ง และมีครูผู้สอนเข้ารับการฝึกอบรมประมาณ 7,000 คน อันจะนำไปสู่การเรียนการสอนที่มีศักยภาพพร้อมปลูกฝังความคิดและพฤติกรรมสู่เยาวชนทั้งในระดับ ปวช.และปวส. เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการประกอบวิชาชีพ และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงาน  ต่อไป

Date : 03 / 05 / 2016

  • Date : 03 / 05 / 2016
    ปตท.ตั้งเป้า3ระยะช่วยคนไทยฝ่าวิกฤติภัยแล้ง

    ปตท.ช่วยบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง 3 ระยะ พร้อมตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพื่อติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำของพื้นที่ระยองและชลบุรี ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญ

    นายประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2559 นี้ ปตท.ได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือภัยแล้ง โดยได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ คือ 1. ระยะเร่งด่วน เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือชาวไทยโดยทันที เช่น กลุ่ม ปตท. ได้ให้การสนับสนุนโครงการราษฎร์-รัฐ ร่วมใจ ช่วยภัยแล้ง อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2542 รวมยอดเงินช่วยเหลือถึง 71.8 ล้านบาท โครงการสนับสนุนน้ำแข็งแห้งเพื่อสนับสนุนโครงการฝนหลวง (ปี 2541 –ปัจจุบัน) จำนวน 9,060 ตัน  มอบถังบรรจุน้ำแข็งแห้ง 38 ถัง รวมมูลค่ากว่า 72.4 ล้านบาท และยังคงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิง 200,000 ลิตร แก่กองทัพไทย แก้ปัญหาภัยแล้ง มูลค่า 4.4 ล้านบาท เป็นต้น  

    2. ระยะกลาง เป็นระยะที่เน้นการบริหารจัดการน้ำเพื่อใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ การเป็นคณะทำงานโครงการพิเศษ Water Resource Management (ปี 2554 – ปัจจุบัน) ร่วมกับองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) การร่วมโครงการแบ่งน้ำใช้ปันน้ำใจสู้ภัยแล้งร่วมกับสภาหอการค้า ภาคเอกชนในเครือข่าย และสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ลดการใช้น้ำ 30%ภายในเดือนพ.ค. 2559  

    3. ระยะยาว เป็นการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนด้วยการลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตและการใช้น้ำในอาคารสำนักงาน และการสร้างองค์ความรู้และการป้องกันภัยแล้งระยะยาวผ่านโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ โครงการการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

    นายประเสริฐ กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. ได้บริหารงานด้านการใช้น้ำในภาคการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดผลกระทบต่อวิกฤติภัยแล้งโดยรวมของประเทศ โดยนำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS)มาใช้วางแผนและกำหนดพื้นที่ความเสี่ยงน้ำ (Water Stress Map) อีกทั้งใช้ระบบฐานข้อมูลผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม และประยุกต์ใช้เครื่องมือ Global Water Tool (GWT) ของสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ WBCSD เพื่อเก็บข้อมูลการใช้น้ำของพื้นที่ปฏิบัติการภายใต้การควบคุมของ ปตท.

    สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นฐานสำคัญของ ปตท. โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและระยอง เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำสูง ภายหลังเกิดเหตุการณ์ขาดแคลนน้ำ ในปี 2548  ปตท. จึงให้ตั้งคณะทำงานบริหารจัดการน้ำบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพื่อติดตามและรายงานสถานการณ์น้ำทุกระยะ รวมถึงผลการดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันยังมีส่วนร่วมในคณะทำงานการบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกของจังหวัดระยอง หรือ Water War Room เพื่อลดความเสี่ยงได้ทันท่วงที 

    นอกจากนี้ ในปี 2559 กลุ่ม ปตท. ยังได้มีโครงการบริจาคน้ำดื่มเพื่อการบริโภคจำนวน 200,000 ขวด มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท โครงการร่วมกับมูลนิธิเย็นศิระเพราะพระบริบาล กองทัพภาคที่ 3 ห่วงใยผู้ประสบภัย บริจาคถุงยังชีพและน้ำดื่ม โครงการฟื้นป่ารักษ์น้ำเขาห้วยมะหาด เป็นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างยั่งยืน โครงการมอบถังน้ำ InnoPlus เป็นต้น

          

         

Date : 02 / 05 / 2016

  • Date : 02 / 05 / 2016
    กบง.ปรับแผนนำเข้าLNGเพิ่มหลังโรงไฟฟ้าถ่านหินล่าช้า
    กบง.เห็นชอบขยายคลังเก็บ LNG เพิ่มเป็น 11.5 ล้านตัน หลังโรงไฟฟ้าถ่านหินล่าช้ากว่าแผนต้องพึ่งก๊าซแทนมากขึ้นกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน พร้อมเห็นชอบคลังเพิ่มอีกแห่ง 5 ล้านตันที่ จ.ระยอง นำเสนอ กพช.เดือน พ.ค.นี้ ส่วนราคา LPG งวดเดือน พ.ค. 2559 ให้คงราคาเดิม 
     
        นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)   เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้เห็นชอบปรับแผนการลงทุนสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) เพิ่มขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดล่าช้ากว่าแผน ซึ่งกำหนดไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว 21 ปี หรือ PDP 2015 รวมทั้งก๊าซจากเมียนมาและแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(JDA) จะมีประมาณลดลงในอนาคต ดังนั้นกระทรวงพลังงานปรับเพิ่มความต้องการก๊าซเพิ่มจาก 4,344 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  เป็น 5,653 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
     
        โดย กบง.เห็นชอบ 1. ขยายคลังLNG เฟสแรก ส่วนขยายที่2 ที่อ.มาบบตาพุด จาก 10 ล้านตัน ที่จะเสร็จในปี 2560 เป็น 11.5 ล้านตัน จะเสร็จในปี 2562 ใช้เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท โดยให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)เป็นผู้ดำเนินการ 
     
        และ 2.เห็นชอบสร้างคลัง LNG ใหม่ที่จ.ระยอง 5 ล้านตัน ในปี 2565  ใช้เงินลงทุน 36,800 ล้านบาท แต่จะต้องพิจารณาว่าแหล่งก๊าซเอราวัณ กับ บงกช ที่กำลังจะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 ว่าจะกลับมาผลิตก๊าซได้เท่าเดิมรวม 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันหรือไม่  หากผลิตได้ต่ำกว่าเดิมต้องพิจารณาขยายคลังเก็บ LNG ดังกล่าว จาก 5 ล้านตันเป็น 7.5 ล้านตัน ใช้เงินลงทุน 38,500 ล้านบาท ทั้งนี้จะได้ข้อสรุปอีก 3 เดือนข้างหน้า โดยการขยายคลังทั้งสองส่วนดังกล่าวจะต้องเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ในเดือน พ.ค.นี้ต่อไป
     
         นอกจากนี้ กบง.ยังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาเพิ่มเติมในโครงการ ดังต่อไปนี้ 1.โครงการคลัง LNG ลอยน้ำ หรือ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) พื้นที่อ่าวไทยตอนบน 
      
         2.โครงการ FSRU ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ (อ.จะนะ จ.สงขลา หรือ อ.มาบตาพุด จ.ระยอง)
         3. โครงการคลัง LNG แห่งใหม่(แห่งที่ 3) 
         4.  โครงการคลัง LNG แห่งใหม่(แห่งที่ 4) หรือ FSRU ที่ประเทศเมียนมา 
     
        และให้นำผลศึกษากลับมาเสนอ กบง.อีกครั้ง ก่อนเสนอ กพช.ต่อไป
     
         นอกจากนี้ กบง.ยังมีมติให้คงราคาก๊าซหุงต้ม(LPG) ประจำเดือน พ.ค. 2559 ไว้เท่าเดิม 20.29 บาทต่อกิโลกรัม แม้ราคาต้นทุน LPG ในประเทศจะปรับลดลงประมาณ 11-12 สตางค์ต่อกิโลกรัม เนื่องจากเห็นว่า หากปรับลดน้อยมาก หากไปลดราคาขายปลีกจะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ จึงเก็บเงินไว้ที่กองทุน LPG ก่อนและรอให้ปริมาณมากพอจึงจะปรับลดราคาได้ 
     
        ทั้งนี้การคงราคา LPG ดังกล่าว ส่งผลให้ต้องปรับลดเงินชดเชย LPG ลง 0.1196 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 0.5899 บาทต่อกิโลกรัม และทำให้กองทุน LPG มีรายจ่ายลดลง43 ล้านบาทต่อเดือน เหลือรายจ่าย 213 ล้านบาทต่อเดือน 
     
        สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 1 พ.ค.2559 อยู่ที่ 44,815 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 37,192 ล้านบาท และบัญชี LPG 7,623 ล้านบาท