ข่าวทั้งหมด

Date : 11 / 05 / 2016

  • Date : 11 / 05 / 2016
    ร้อนสะสม ดันพีคไฟฟ้าพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    ไทยอากาศร้อนสะสมหลายวัน ยอดใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 29,600.8 เมกะวัตต์ ทำลายสถิติพีคไฟฟ้าเป็นรอบที่7 ในปีนี้ กฟผ. ยืนยันมีไฟฟ้ารองรับได้ถึง 32,000 เมกะวัตต์ เตรียมแผนสำรองหากพีคยังสูงต่อเนื่อง

     

    นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)เป็นประวัติการณ์อีกครั้งในวันนี้ (11 พ.ค. 2559) เมื่อเวลา 14.12 น. ยอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 29,600.8 เมกะวัตต์ ทำลายตัวเลขการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในปีนี้เป็นครั้งที่ 7 ที่อุณหภูมิ 36.4 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงขึ้นจากพีค ครั้งที่ 6 เมื่อุวันที่ 28 เม.ย.2559 ที่ 29,403.7 เมกะวัตต์ 

     

    สาเหตุสำคัญมาจากการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม บริการ และบ้านอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นวันทำงานปกติ หลังจากช่วงวันหยุดยาวในเดือนพ.ค. ในวันฉัตรมงคลและวันพืชมงคล ประกอบกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวต่อเนื่อง ทำให้เกิดความร้อนสะสม โดยเฉพาะในช่วงบ่ายที่มีอากาศร้อนจัด

     

    ในส่วนของกำลังผลิตรองรับพร้อมจ่ายนั้น มีความมั่นคงเพียงพอ เนื่องจากมีปริมาณไฟฟ้าสำรองที่ประมาณ 10-15% หรือไม่ต่ำกว่า 32,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ดี หากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ กฟผ. ได้มีการเตรียมพร้อม โดยวางแผนงดบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าหลักในช่วงเดือนเม.ย. - พ.ค. นี้ รวมถึงจัดสรรการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว มากเป็นพิเศษในช่วงฤดูร้อน ตลอดจนสำรองน้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้าราชบุรีและโรงไฟฟ้าบางปะกง และประสานกับ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ให้สำรองก๊าซธรรมชาติ เพื่อรองรับสถานการณ์

     

    กฟผ. จึงขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันประหยัดไฟฟ้าตามมาตรการ“ปิด - ปรับ - ปลด - เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มี.ค. - 20 พ.ค. 2559 โดยปิดไฟดวงที่ ไม่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอความร่วมมือในการปรับลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศมาอยู่ที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มาก ร่วมกับการปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน และเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดไฟฟ้า ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนให้ กฟผ. สามารถทำหน้าที่ดูแลกำลังผลิตไฟฟ้าและเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศได้เป็นอย่างดี

  • Date : 11 / 05 / 2016
    เยือนเกาหลีใต้ ส่องระบบ Smart Grid ดูโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นมิตรชุมชน

    เยือนเกาหลีใต้ ส่องระบบ Smart Grid ดูโรงไฟฟ้าถ่านหินใกล้ชิดชุมชน

    “พลังงาน” เยือนเกาหลีใต้ ศึกษาศักยภาพการบริหารจัดการด้านพลังงาน ทั้งระบบโครงข่าย Smart Grid City และโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ หวังปรับใช้เป็นต้นแบบวางโครงสร้างภาคพลังงานในประเทศไทย

    วันที่ 9-12 พฤษภาคม 2559 ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นำคณะสื่อมวลชน ศึกษาดูงานด้านพลังงาน ณ สาธารณรัฐเกาหลี  ได้แก่ ระบบโครงข่าย Smart Grid City ที่เกาะเชจู โรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่เมืองดังจิน เพื่อศึกษาศักยภาพระบบบริหารจัดการด้านพลังงานอยู่ร่วมกับชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมนำมาปรับใช้ให้สอดรับกับแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว หวังสร้างภาคพลังงานไทยให้ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

                                         

    ดร. อารีพงศ์ เปิดเผยว่า ภายใต้การขับเคลื่อนแผนบูรณาการพลังงานระยะยาวนั้น การศึกษาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงาน ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล และรูปแบบการบริหารจัดการที่มีความเหมาะสม  สาธารณรัฐเกาหลีหรือเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพลังงานที่มีความทันสมัย และมีศักยภาพที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ตลอดจนมีรูปแบบการบริหารจัดการด้านพลังงานที่น่าสนใจหลายด้าน ที่สามารถศึกษาเป็นต้นแบบ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับใช้ให้สอดคล้องกับแผนบูรณาการพลังงานระยาวของประเทศไทยได้

                                                                             

    ปัจจัยสำคัญที่กระทรวงพลังงานเลือกศึกษาดูงานในสาธารณรัฐเกาหลี เนื่องจากในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2015) ได้กำหนดให้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาโครงข่าย Smart Grid ของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการนำร่องในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้งนี้ ในระบบโครงข่าย Smart Grid City ที่เกาะเชจู เรียกได้ว่าเป็นโครงการนำร่องด้าน Smart Grid แบบยั่งยืน และเป็นต้นแบบที่ควรศึกษา เนื่องจากมีการกำหนดแผนงานอย่างชัดเจน จากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชน โดยรัฐบาลลงทุนในสัดส่วน 30.7% และเอกชนจำนวน 69.3% ในรูปแบบ PPP : Public Private Partnership และได้ตั้งเป้าหมายให้มีการใช้รถไฟฟ้าในจำนวน 3,500 คัน ปัจจุบันดำเนินการแล้วจำนวน 500 คัน มีสถานีชาร์จไฟจำนวน 2,000 แห่ง สามารถรองรับรูปแบบวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่และสอดคล้องกับเมืองท่องเที่ยวอย่างเกาะเชจูได้เป็นอย่างดี ซึ่งโครงการดังกล่าวอาจจะนำมาปรับใช้ในเมืองท่องเที่ยวอย่างเกาะภูเก็ตได้ในอนาคต

                                                             

    ในส่วนของการดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น ในแผน PDP 2015 กำหนดให้มีการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินจากปัจจุบัน 19% เป็น 23% ในปี 2579 ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ดังจินเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี มีการจัดตั้งสวัสดิการในการดูแลชุมชน อาทิ การส่งเสริมด้านการศึกษา การดูแลสุขภาพอนามัยและการสาธารณสุข การสร้างอาชีพให้ชุมชน อีกทั้งไม่มีปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าว เริ่มเดินเครื่องผลิตในโรงที่ 1 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ปัจจุบันมีทั้งหมดจำนวน 8 โรง กำลังการผลิตรวม 4,000 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินลิกไนต์ชนิดบีทูมินัสเป็นเชื้อเพลิง และนำเข้า 100% จากประเทศแคนาดา ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และแอฟริกาใต้ อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว ประชาชนในพื้นที่ต่างคัดค้าน แต่ทางโครงการได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ และดำเนินการแก้ปัญหาจนสามารถสร้างโรงไฟฟ้าได้สำเร็จและอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืนจนถึงปัจจุบัน โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการนำการบริหารจัดการเกี่ยวกับชุมชนมาปรับใช้ในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดในประเทศไทยได้

     

  • Date : 11 / 05 / 2016
    ปตท.เตรียมตั้งโรงงานวัตถุดิบBSA
    ปตท.เตรียมตั้งโรงงานวัตถุดิบ BSA ป้อนการผลิตพลาสติกชีวภาพในไทย หลังสัญญาณการจำหน่าย ไบโอพลาสติกแบบย่อยสลายได้PBS เติบโต เล็งขยายกำลังผลิต PBS อีก 1 หมื่นต้นต่อปี ด้าน ส.อ.ท. เตรียมจัดงานนวัตกรรมสินค้าบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 8-11 มิ.ย.นี้
     

    นายชัยภัทร โกมลชัยอมร ผู้จัดการส่วนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฝ่ายจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯเตรียมสร้างโรงงานผลิตวัตถุดิบ Bio-Succinic Acid (BSA) ที่เป็นสารตั้งต้นของพลาสติกชีวภาพชนิดย่อยสลายได้(PBS) โดยใช้ข้าวโพด น้ำตาล เป็นวัตถุดิบการผลิต ซึ่งปัจจุบัน BSA ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น 

     
    ทั้งนี้สาเหตุที่บริษัทฯ จะสร้างโรงงาน BSA ขึ้นเองในประเทศ เพราะเห็นว่ายอดจำหน่ายพลาสติกชีวภาพ PBS มียอดการใช้ที่เติบโตขึ้น หลังจากเปิดเดินเครื่องโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก PBS เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา โดยมีกำลังการผลิต 2 หมื่นตันต่อปี ซึ่งตามเป้าหมายจะจำหน่ายได้หมดใน 1-2 ปีนี้ จากนั้นมีแผนจะขยายกำลังการผลิต PBS เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 หมื่นตัน ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงงานวัตถุดิบขึ้นเอง แทนการนำเข้าในอนาคต สำหรับการจัดตั้งโรงงานวัตถุดิบ BSA ดังกล่าวขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาแผนลงทุน
     
    อย่างไรก็ตามทิศทางบรรจุภัณฑ์ของโลกกำลังหันมาให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่ง PBS จัดเป็นเม็ดพลาสติกชีวภาพที่สามารถนำมาเคลือบกระดาษเป็นบรรจุภัณฑ์ต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  เช่น  แก้ว  จาน ชาม  เป็นต้น  และสามารถย่อยสลายได้หมดเมื่อฝังกลบลงในดิน 180 วัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ จำหน่ายไปต่างประเทศ 80% และในประเทศ 20% โดยลูกค้าต่างประเทศที่สั่งซื้อได้แก่ ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโป อเมริกาเหนือ  จีน และญี่ปุ่น สำหรับราคาต้นทุนพลาสติกชีวภาพปัจจุบันยังมีราคาแพงกว่าพลาสติกทั่วไป 1 เท่าตัว 
     
    นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมอห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันราคาพลาสติกชีวภาพยังมีราคาสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเลือกซื้อและนำมาใช้ของประชาชน ดังนั้นหากจะส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาในธุรกิจพลาสติกชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภาครัฐจะต้องให้การสนับสนุนด้านการเงิน หรือใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุน หรือ กำหนดโควต้าสำหรับผลิตพลาสติกชีวภาพ เพื่อลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากพลาสติกชีวภาพเกิดความนิยมใช้และผลิตเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น ราคาต้นทุนจะถูกลงและแข่งขันกับพลาสติกทั่วไปได้ 
     
    ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้ร่วมมือกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ จัดงานอุตสาหกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมและพลังงานนานาชาติ 2016 หรือ Eco-Products International Fair 2016 (EPIF 2016) ซึ่งจะนำนวัตกรรมสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาจัดแสดง พร้อมเปิดโอกาสเจรจาการค้า รวมถึงจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมภายใต้คอนเซ็ปต์ "24-hour Eco Life" หรือ รักษ์โลกง่ายๆ ทำได้ 24 ชั่วโมง โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่าง 8-11 มิ.ย.2559 ที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา

Date : 10 / 05 / 2016

  • Date : 10 / 05 / 2016
    ปตท.แจงคตง.คืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาศาลปกครองครบถ้วน
    ปตท. ชี้แจงได้แบ่งแยกและคืนทรัพย์สินให้แก่รัฐตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดครบถ้วนแล้ว ด้าน คตง. แย้ง ปตท. แบ่งแยกทรัพย์สินฯ ไม่เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฯ และมติ ครม.
    เป็นเหตุให้รัฐเสียหายกว่า 32,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมดำเนินคดีตามกฎหมาย
     
     
     
    นายชวลิต พันธ์ทอง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและบริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีความเห็นถึงกรณีการแบ่งแยกทรัพย์สินไม่เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และมีการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)นั้น ปตท. ขอยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและมติ ครม. พร้อมทั้งได้นำเสนอข้อมูลทรัพย์สินของ ปตท. ทั้งก่อนและหลังการแปรรูป ต่อศาลฯ เพื่อประกอบการพิจารณา 
     
     
    โดยศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งหลายครั้งว่า ปตท. ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 ศาลฯ ได้มีคำสั่งให้ยกคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ซึ่ง ปตท. ไม่สามารถดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนให้รัฐเกินกว่าคำพิพากษาของศาลฯ ได้
     
     
    ส่วนในกรณีที่ว่า ปตท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ปฏิบัติตามมติครม. เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 นั้น ขอชี้แจงว่า ปตท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินตามมติ ครม. แล้ว โดย ครม. ได้มอบหมายให้ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการโดยไม่ต้องรายงาน ครม. ก่อนแต่อย่างใด จนเมื่อดำเนินการเรียบร้อย กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานจึงได้รายงาน ครม. เพื่อทราบเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 โดย ครม. ไม่มีความเห็นแย้งใดๆ
     
    นอกจากนี้ ในส่วนที่ คตง.และ สตง. มีความเห็นว่า ปตท. มิได้รอความเห็นของ สตง. ก่อนยื่นคำร้องต่อศาลฯเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 นั้น ขอชี้แจงว่า ปตท. ได้นำส่งข้อมูลบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดให้ สตง. พิจารณาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2551 ซึ่ง สตง. มิได้มีความเห็นกลับมายัง ปตท. แต่อย่างใด 
     
     
    และตามที่มีการกล่าวอ้างว่า ได้ส่งรายงานฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2551 ให้แก่ ปตท. แจ้งว่า ปตท. ยังคืนท่อก๊าซฯ ไม่ครบนั้น ปรากฏว่า รายงานดังกล่าว เป็นเพียงเอกสารแนบท้ายหนังสือของ สตง. ฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2551 เท่านั้น ซึ่ง ปตท. ไม่เคยได้รับมาก่อน โดย สตง. นำส่งให้แก่ ปตท. ศาลฯ และหน่วยงานอื่นๆ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ศาลฯ มีคำสั่งแล้วและเป็นวันที่หมดเขตการขยายเวลาแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำสั่งศาลฯ 
     
     
    ทั้งนี้ สตง. ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ถึง ปตท. และศาลฯ อีกครั้งหนึ่ง ระบุว่า “การดำเนินการแบ่งแยกและส่งมอบทรัพย์สินของ ปตท. ให้กระทรวงการคลังตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด จะครบถ้วนและเป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ที่จะพิจารณา ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดถือเป็นยุติ” ซึ่ง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 สำนักงานศาลปกครองสูงสุด ได้มีหนังสือตอบ สตง. กรณีอ้างว่า ปตท. ยังคืนท่อก๊าซฯ ไม่หมดนั้น ศาลได้พิจารณาข้อมูลของ สตง. ทั้งสองฉบับแล้ว โดยสรุปว่า “ได้ติดตามผลการดำเนินงานตามคำพิพากษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ และรายงานให้ศาลฯทราบ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” 
     
     “ปตท. ขอยืนยันอีกครั้งว่า การแบ่งแยกทรัพย์สินเป็นไปตามคำพิพากษาและหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด มิได้มีการลัดขั้นตอนตามความเห็นของคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดินแต่ประการใด คำพิพากษา คำวินิจฉัย และคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดย่อมถือเป็นยุติ และไม่อาจมีบุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดจะมีอำนาจกลับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดได้
     อีกทั้ง ข้าราชการ หรือ พนักงาน ได้ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินตามหลักเกณฑ์ที่ ครม.กำหนดโดยสุจริต มิได้มีการแสวงหาประโยชน์หรือกระทำการประพฤติมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐแต่ประการใด” นายชวลิต กล่าว 
     
     
    ทั้งนี้เมื่อเวลาประมาณ 9.30 น. ของวันนนี้(10 พ.ค.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ที่มีศาสตราจารย์พิเศษชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นประธานได้เปิดประชุมพิจารณาผลการตรวจสอบสืบสวนของ สตง. ตามหนังสือร้องเรียนกรณีการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดง ที่ ฟ.๓๕/๒๕๕๐
     
     
    นายพิศิษฐ์  ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน  กล่าวว่า   ที่ประชุม คตง. พิจารณาแล้วมีมติเห็นพ้องกับผลการตรวจสอบของ สตง. ดังนี้
     
     
    1. การแบ่งแยกทรัพย์สินฯ มีการปฏิบัติไม่เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ ฟ.๔๗/๒๕๔๙ คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๓๕/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 กล่าวคือ ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.๔๗/๒๕๔๙ และคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๓๕/๒๕๕๐ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 ให้ ครม. ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ร่วมกันกระทำการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ รวมทั้งแยกอำนาจและสิทธิในส่วนที่เป็นอำนาจมหาชนของรัฐออกจากอำนาจและสิทธิของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ ให้เสร็จสิ้นก่อนการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 
     
    แต่จากการตรวจสอบของ สตง. พบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 มิได้มีส่วนร่วมในการกระทำการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฯ ตามคำพิพากษา โดยการแบ่งแยกทรัพย์สินฯ มิได้ถูกนำเสนอให้ ครม.ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาก่อนการลงนามบันทึกการแบ่งแยกฯ ตลอดจนมิได้นำเสนอเรื่องดังกล่าวให้ ครม. พิจารณาก่อนการยื่นคำร้องรายงานต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 และ ไม่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เข้ามีส่วนร่วมในการแบ่งแยกทรัพย์สินฯ
     
    2. การแบ่งแยกทรัพย์สินฯ มีการปฏิบัติไม่เป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 กล่าวคือ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 ว่า “...ข้อ ๒.๒ เห็นชอบหลักการการแบ่งแยกทรัพย์สินฯ อำนาจและสิทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่จะให้เป็นของกระทรวงการคลังตามคำพิพากษา โดยมอบหมายให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังรับไปดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินและสิทธิตามหลักการดังกล่าว โดยให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง ทั้งนี้ หากมีข้อโต้แย้งทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาของศาลฯ ในการดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณาเพื่อให้มี ข้อยุติต่อไป...” 
     
     
    แต่จากการตรวจสอบของ สตง. พบว่า การแบ่งแยกทรัพย์สินฯ ของการปิโตรเลียมฯ มิใช่เป็นกรณีที่กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังรับไปดำเนินการตามที่มติ ครม.กำหนด และมิได้ให้ สตง. เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง 
     
     
    นอกจากนี้ สำหรับกรณีท่อก๊าซในทะเลซึ่งเป็นเรื่องที่มีความเห็นไม่ตรงกัน โดย สตง. ได้มีหนังสือแจ้งข้อทักท้วงให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานทราบ ตามหนังสือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ ตผ 0023/0415 ลงวันที่ 28 มกราคม 2551 และหนังสือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ ตผ 0023/0416 ลงวันที่ 28 มกราคม 2551 ซึ่งเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งทางกฎหมายเกี่ยวกับการตีความตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
     
    แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นคำร้องรายงานสรุปการดำเนินการตามคำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 โดยไม่มีการนำเรื่องท่อก๊าซในทะเลให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้พิจารณาให้มีข้อยุติ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 
    3. การจัดทำบันทึกการแบ่งแยกทรัพย์สินฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ การแบ่งแยกทรัพย์สินของ ปตท. เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ให้ ครม.ดำเนินการแบ่งแยกและโอนให้แก่กระทรวงการคลัง ตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 
     
    จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีการเสนอบันทึกการแบ่งแยกทรัพย์สินฯ ให้ ครม.ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างบันทึกการแบ่งแยกทรัพย์สินฯ แต่กลับมีกระบวนการเสนอให้ใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ให้ความเห็นชอบร่างบันทึกการแบ่งแยกทรัพย์สินฯ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมิใช่บุคคลตามบังคับของคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และ ครม. มิได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสามารถพิจารณาอนุมัติการแบ่งแยกทรัพย์สินได้แต่เพียงผู้เดียว 
     
     
    ดังนั้น การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบโดยมิได้นำเสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณา จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจและเป็นไปโดยมิชอบ นอกจากนี้ กระบวนการจัดทำร่างบันทึกการแบ่งแยกทรัพย์สินฯ มีกรณีการไม่ปฏิบัติตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 กล่าวคือ มิได้ส่งร่างบันทึกการแบ่งแยกทรัพย์สินฯ ให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา อันทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
     
    “การที่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้ยื่นคำร้องรายงานสรุปการดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 โดยไม่ปรากฎการแบ่งแยกทรัพย์สินมูลค่า 32,613.45 ล้านบาท ให้แก่รัฐ รวมทั้งไม่ได้รายงานทรัพย์สินที่จะแบ่งแยกให้ ครม.พิจารณาก่อน ทำให้มีทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินคงเหลือที่ยังไม่ได้แบ่งแยกให้กระทรวงการคลัง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายขั้นต้นไม่น้อยกว่า 32,613.45 ล้านบาท และเนื่องจากทรัพย์สินดังกล่าวถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งมิได้ถูกโอนให้แก่รัฐตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 ทำให้รัฐขาดรายได้จากค่าใช้ทรัพย์สินซึ่งถือเป็นความเสียหายอีกส่วนหนึ่ง”ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าว
     
     
    จากผลการตรวจสอบดังกล่าว  คตง.จึงมีมติให้ สตง. ดำเนินการดังนี้
     
    1.แจ้ง ครม.ให้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดว่า การบังคับคดีที่ผ่านมายังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามคำบังคับของคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขดำที่ฟ.๔๗/๒๕๔๙ และคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๓๕/๒๕๕0 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 เพื่อให้ ครม.ดำเนินการให้มีการส่งมอบทรัพย์สินให้ครบถ้วนถูกต้องต่อไป 
     
     
     
    2.แจ้งนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
     
     
     
    3.แจ้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อดำเนินการทางอาญาและทางวินัย ตามนัยมาตรา 44 และมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 แก่เจ้าหน้าที่และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
     
     
     
    4.แจ้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อดำเนินการทางอาญาและทางวินัยตามกฎหมายหรือตามระเบียบแบบแผนที่ทางราชการกำหนดตามนัยมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2562 แก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง
     
     
     
    5.แจ้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีตามนัยมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 แก่เจ้าหน้าที่และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
     
     
     
    6.แจ้งผลการตรวจสอบให้ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการ ก.พ. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป 
     
     
     
    และ 7.แจ้งผลการตรวจสอบให้เลขาธิการ ปปง. เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แก่บุคคลที่กระทำความผิดต่อไป
     
     
     
     
  • Date : 10 / 05 / 2016
    เชิญโรงกลั่นน้ำมันโรงแยกก๊าซหารือเปิดเสรีแอลพีจี12พ.ค.นี้
    กรมธุรกิจพลังงานเรียกโรงกลั่น โรงแยก หารือร่างหลักเกณฑ์การเปิดเสรี LPG 12 พ.ค. นี้ ก่อนเสนอ รมว.พลังงานเดือน ก.ค.2559 คาดเริ่มนำเข้าเสรีต้นปีหน้า ด้าน สนพ.ชี้แนวโน้ม NGV เดือนพ.ค. ราคาต้นทุนปรับลดลง
     
    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมธุรกิจพลังงานเตรียมจัดทำเงื่อนไขหลักเกณฑ์การเปิดนำเข้าก๊าซหุงต้ม(LPG)เสรี เพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้เร็วที่สุดภายในเดือนก.ค. 2559 นี้ อย่างไรก็ตามเบื้องต้นจะนัดหารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง อาทิ กลุ่มผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น ในวันที่ 12 พ.ค. 2559 เพื่อรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นในการร่างเกณฑ์การนำเข้า LPG เสรี
     
    สำหรับเกณฑ์การนำเข้า LPG เสรีนั้น เบื้องต้นผู้ประกอบการต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนว่า จะนำเข้าเท่าไหร่ ก๊าซฯเป็นของใคร สัญญาการนำเข้ากี่เดือน ราคาเท่าไหร่ นอกจากนี้จะมีกำหนดบทลงโทษหากนำเข้าไม่ได้จริงตามที่ขออนุญาตกับกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งมีทั้งโทษปรับและจำคุก เนื่องจากการนำเข้า LPG ถือเป็นเรื่องของความมั่นคงพลังงานประเทศ 
     
    "ที่ผ่านมามีผู้มาขอใบอนุญาตนำเข้า LPG เสรีบ้างแล้ว แต่กรมฯให้กลับไปทบทวนใหม่ เนื่องจากให้ไปพูคคุยกับคู่ค้าที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อยก่อน และบางรายมาขอใบอนุญาตแล้วแต่ไม่สามารถนำเข้าได้ตามสัญญา ทำให้ขณะนี้กำลังถูกเรียกเก็บค่าปรับ 4-5 ล้านบาท ดังนั้นก่อนมาขอใบอนุญาตกับกรมฯควรต้องรู้ว่า นำเข้ามาแล้วเจ้าของท่าเรือและคลังLPG อนุญาตหรือยัง ถ้านำเข้าแล้วจะไปขายให้ใคร ซึ่งต้องมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนก่อน"นายวิฑูรย์ กล่าว 
     
    นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ทั้งนี้คาดว่ากระบวนการนำเข้า LPG เสรีจะเสร็จสิ้นและจะมีผู้นำเข้ารายแรกได้ประมาณปีหน้านี้ สำหรับแนวโน้มการใช้ LPG ในปีนี้ยังไม่มากนัก มีการนำเข้าอยู่ประมาณ 24,000 ตันในเดือนพ.ค. 2559  
     
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ประจำเดือนพ.ค. 2559 มีแนวโน้มปรับตัวลดลง เนื่องจากข้อมูลที่เคยจัดจำทำไว้พบว่าต้นทุน NGV ช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. นี้ จะอยู่ในช่วงขาลงมากที่สุด ซึ่งอาจจะลดต่ำกว่าต้นทุนปัจจุบันที่ 13.47 บาทต่อกิโลกรัมได้ ทั้งนี้ภาครัฐจะประกาศราคา NGV ได้ประมาณกลางเดือนพ.ค. นี้ ซึ่งหากเป็นไปตามข้อมูลดังกล่าว เชื่อว่าจะมีการประกาศลดราคาได้ต่อไป 
     

Date : 08 / 05 / 2016

  • Date : 08 / 05 / 2016
    ยอดใช้พลังงานไตรมาสแรกพุ่งผลจากพีคไฟฟ้า
    สนพ.เผยยอดใช้พลังงานไตรมาสแรกพุ่ง ชี้ยอดใช้ไฟฟ้าพีคจากอากาศร้อนจัด ขณะการใช้ดีเซลเพิ่ม 6% ตามราคาน้ำมันโลกลดต่ำ 
     
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำมันและไฟฟ้าช่วงไตรมาสที่  1 ของปี 2559 ในภาพรวมทั้งประเทศมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นเวลานานและจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศของรัฐบาล โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 43,278 ล้านหน่วย (กิกะวัตต์ชั่วโมง) เพิ่มขึ้น 6.6% ซึ่งล่าสุดเกิดยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีคไฟฟ้า) เมื่อวันที่28 เม.ย.59เวลา 14.23 น. อุณหภูมิเฉลี่ย 37.8 องศา ที่ 29,407 เมกะวัตต์ สูงกว่าพีคไฟฟ้าปี 2558 อยู่ที่ 27,346 เมกะวัตต์ อยู่ 2,061เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 7.5%
     
     
     
    ภาพรวมสถานการณ์น้ำมันช่วงไตรมาสที่1 ของปี 2559 การใช้น้ำมันดีเซลและเบนซินยังปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.0%และ 12.2% ตามลำดับ จากราคาขายปลีกที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตามราคาน้ำมันตลาดโลกและการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุน  สำหรับการใช้น้ำมันภาคขนส่งทางบก ในภาพรวมมีการใช้เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น 4.52% เป็นการเพิ่มขึ้นจากน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ 5.95% และ 12.20% ตามลำดับ
     
     
     
     ขณะที่การใช้ LPG และ NGV ปรับลดลง 15.47% และ 6.32% ตามลำดับ เนื่องจากมีการปรับราคาขายปลีกให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้น และผู้ใช้บางส่วนหันกลับไปใช้น้ำมันจากราคาที่ปรับลดลง โดยราคาขายปลีก LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 21.03 บาทต่อกิโลกรัม ปรับลดลง 3.13 บาทต่อกิโลกรัม จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และราคาขายปลีก NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 13.50 บาทต่อกิโลกรัมโดยมีรถยนต์ติดตั้ง NGV สะสมรวม 473,649 คัน และสถานีบริการ NGV จำนวนรวม 501 สถานี
     
     
     
    สำหรับภาพรวมสถานการณ์ไฟฟ้าช่วงไตรมาสที่1 ของปี 2559 นั้น เนื่องจากช่วงไตรมาสแรกมีสภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่องเป็นเวลานานประกอบกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยกำลังผลิตไฟฟ้าในระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2559 อยู่ที่ 40,337เมกะวัตต์(ไม่รวมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า VSPP) พบปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 43,278 ล้านหน่วย (กิกะวัตต์ชั่วโมง) เพิ่มขึ้น 6.6% จึงส่งผลให้เกิดพีคไฟฟ้า เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา เวลา 14.23 น. อุณหภูมิ 37.8 องศาเซลเซียส ที่ 29,407 เมกะวัตต์  สูงกว่าพีคไฟฟ้าของปี 2558 อยู่ที่ 27,346 เมกะวัตต์ อยู่ 2,061 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 7.5% โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าจากภาคธุรกิจ อาคารสำนักงาน และครัวเรือน  ซึ่ง
     
     
     
    จากข้อมูลพบว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าแยกรายสาขาแบ่งเป็น ภาคอุตสาหกรรม 44% ภาคครัวเรือน 23% ภาคธุรกิจ 19% กิจการขนาดเล็ก 11% ภาคเกษตรกรรมและอื่นๆ 3%โดยเพิ่มขึ้นเกือบทุกสาขาเศรษฐกิจยกเว้นการใช้เพื่อสูบน้ำในภาคเกษตรกรรมที่ลดลงเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง ทั้งนี้การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย ภาคธุรกิจและบริการ ส่งผลให้มีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นมากในกลุ่มดังกล่าว ส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาค อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นไม่มากจากอุปสงค์ที่ยังคงฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญที่ยังทรงตัว
     
     
     
    สนพ. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือกับการรณรงค์รวมพลังคนไทย ลดพีคไฟฟ้า  ตามมาตรการ 4 ป. "ปิด ปรับ ปลด เปลี่ยน" วันอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น.ตั้งแต่วันนี้ - 20 พ.ค.นี้ด้วยการปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเป็น 26 องศา หรือเปลี่ยนจาก Cool Mode เป็น Fan Mode ปลดปลั๊กเมื่อไม่ใช้ และเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์เบอร์ 5  ซึ่งทุกคนสามารถช่วยชาติประหยัดไฟฟ้าได้เพียงช่วยกันลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงและรองรับการเกิดพีคในช่วงหน้าร้อน ติดตามเฝ้าระวังพีคไฟฟ้า ได้ทาง www.sothailand.com และ www.eppo.go.th และเฟสบุ๊ค : EPPOThailand เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนด้านพลังงานไทย

Date : 07 / 05 / 2016

  • Date : 07 / 05 / 2016
    กฟผ. เตือนระวังมิจฉาชีพ แอบอ้างช่วยเหลือให้เข้าทำงาน

    กฟผ. เตือนประชาชน อย่าเชื่อมิจฉาชีพอ้างช่วยให้เข้าทำงานได้ หากพบผู้กระทำผิดพร้อมดำเนินการตามกฎหมาย ยืนยัน กฟผ. เปิดโอกาสให้ผู้สมัครทุกคนอย่างเสมอภาค

     

    นายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์ รองผู้ว่าการบริหาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพที่แอบอ้างช่วยให้เข้าทำงานใน กฟผ.ได้  จากการเปิดรับสมัครบุคคลภายนอกเพื่อคัดเลือกและบรรจุเป็นพนักงาน ประจำปี 2559

     

    ทั้งนี้การเปิดรับสมัครดังกล่าวจะรับผ่านทางเว็บไซต์ กฟผ. www.egat.co.thและได้ให้ศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบข้อเขียน  โดย กฟผ. จะเรียกสอบสัมภาษณ์ผู้ที่สอบผ่านข้อเขียนเรียงตามลำดับคะแนน    ซึ่งผู้สมัครสามารถตรวจสอบสิทธิ์การเรียกเข้ารับการสอบสัมภาษณ์ ผ่านระบบการรับสมัครงานทางเว็บไซต์ กฟผ. www.egat.co.thได้ทางเดียวเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา    และในการสอบสัมภาษณ์ กฟผ. จะดำเนินการในรูปแบบของคณะกรรมการแยกตามตำแหน่งงานหรือคุณวุฒิสาขาวิชาที่สมัคร ในวัน เวลา และสถานที่ ตามที่ กฟผ. กำหนด  

     

    อย่างไรก็ตามการสรรหาบุคคลภายนอกของ กฟผ. ได้ทำอย่างเป็นกระบวนการ มีระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีความโปร่งใส มีการควบคุมและตรวจสอบที่เข้มงวด มุ่งให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้สมัครทุกคนที่มีความประสงค์จะเข้าทำงานกับ กฟผ. ดังนั้น โปรดอย่าหลงเชื่อบุคคล หรือเอกสารใดๆ ที่แอบอ้างว่าจะสามารถช่วยเหลือให้ท่านหรือลูกหลานของท่านเข้าทำงาน กฟผ. ได้ หากผู้ใดประสบปัญหานี้โปรดแจ้ง โทร.    0 2436 4387-8,  0 2436 5311 หรือ Call Center กฟผ. 1416 และ กฟผ. จะพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่แอบอ้างดังกล่าวอย่างถึงที่สุดต่อไป

     

    “ในทุกขั้นตอนของกระบวนการสรรหาคัดเลือกบุคลากรของ กฟผ. จะมีการประสานและติดต่อกับผู้สมัครทุกรายผ่านทางระบบการรับสมัครงานทางเว็บไซต์ กฟผ. www.egat.co.th โดยฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ กฟผ. เท่านั้น และไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดทั้งสิ้น ดังนั้น จึงขอให้ผู้ประสงค์ที่จะเข้าทำงานกับ กฟผ. โปรดอย่าได้หลงเชื่อคำแอบอ้างหรือคำโฆษณาใดๆ   โปรดระมัดระวังพวกมิจฉาชีพที่จะหลอกลวงแสวงหาผลประโยชน์จากการเปิดสอบเข้าทำงานกับ กฟผ.   และขอเรียนว่า กฟผ. เป็นองค์กรที่มีการกำกับดูแลกิจการและการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาร่วมงานกับ กฟผ.  โดยยึดหลักรับคนเก่ง  คนดี  และมีจิตอาสา  เข้ามาขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน” นายสืบพงษ์ กล่าว