ข่าวทั้งหมด

Date : 27 / 01 / 2016

  • Date : 27 / 01 / 2016
    SPCG จ่อลงนามร่มทุนญี่ปุ่นปักธงโซล่าร์ 30 เมกฯ

    SPCGเตรียมลงนามร่วมทุนกับเคียวเซร่าและTCLปักธงสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 30เมกะวัตต์ โครงการแรกของบริษัทในญี่ปุ่นพร้อมรุกลงทุนต่อที่เมียนมา ตั้งเป้าครบ 500 เมกะวัตต์ใน 3 ปี หนุนรัฐปรับเป้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มหลังราคาแผงโซล่าร์รูฟท็อปถูกลงเหลือ6-7หมื่นบาทต่อกิโลวัตต์
    น.ส.วันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า SPCG เตรียมลงนามร่วมทุนโครงการโรงไฟฟ้าโซล่าร์ฟาร์ม กับบริษัท เคียวเซร่า ประเทศญี่ปุ่น จำกัด และบริษัท ทิสโก้ เซนจูรี่ โตเกียวลิสซิ่ง จำกัด (TCL) ในวันที่ 9 ก.พ. 2559 โดยโครงการดังกล่าวนับเป็นโครงการโซล่าร์ฟาร์มแห่งแรกของ SPCG ที่ตั้งอยู่ในญี่ปุ่น มีกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างและคาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าปลายปีนี้ และในอนาคตกำหนดเป้าหมายจะผลิตให้ได้ถึง 500 เมกะวัตต์ใน 3 ปีจากนี้
    สำหรับการลงทุนธุรกิจผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในปี 2559 ของ SPCG นั้น ตั้งงบลงทุนไว้ 1,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าโซล่าร์ที่ประเทศญี่ปุ่นและเมียนมา เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้รวมในปี 2559 เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5,500 ล้านบาท จากปี 2558 ที่คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
    ทั้งนี้ในส่วนของการลงทุนผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในเมียนมานั้น ตั้งเป้าหมายผลิตไฟฟ้าให้ได้ 300 เมกะวัตต์ ภายใน 2 ปีจากนี้ โดยจะทำการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า 10 สัญญา โดยเป็นสัญญาละ 30 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการร่วมประมาณ 2,000 ล้านบาท โดย SPCG เป็นส่วนหนึ่งของผู้ถือหุ้นซึ่งขณะนี้เตรียมเริ่มโครงการแรกที่ 30 เมกะวัตต์ก่อน
    นางวันดี กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเตรียมพิจารณาการลงทุนในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งคาดว่าจะเปิดโครงการผลิตโซล่าร์ฟาร์มเฟส 2 ขนาดกำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์ขึ้นในเดือนพ.ค. 2559 นี้ โดย SPCG กำลังติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนได้ปลายปี 2559 นี้
    สำหรับในส่วนของประเทศไทย ทาง SPCG ได้เตรียมลงทุนในโครงการโซล่าร์ราชการและสหกรณ์ไว้ 200 เมกะวัตต์ จากที่ภาครัฐกำหนด 600 เมกะวัตต์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการรอคัดเลือกด้วยวิธีจับฉลาก ส่วนธุรกิจติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคา(โซล่าร์รูฟท็อป)ที่ SPCG ร่วมโครงการกับโฮมโปรนั้น ที่ผ่านมา 1 ปี พบว่ามียอดขายแล้ว 50 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2559 ยอดขายจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านบาท โดย SPCG เตรียมหันไปจับกลุ่มเป้าหมายอาคารออฟฟิศเพิ่มจากกลุ่มครัวเรือนด้วย เนื่องจากกลุ่มอาคารออฟฟิศกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
    ทั้งนี้การลงทุนธุรกิจโซล่าร์กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และประเทศญี่ปุ่นมีโครงการซื้อคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมติการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รอบที่ 21 ที่ต้องการคงอุณภูมิเพิ่มของโลกไม่ให้เกิน 2 องศา โดยมุ่งเป้าหมายซื้อคาร์บอนเครดิตจากอาเซียนเป็นหลัก ด้วยการส่งเสริมโครงการลดการใช้พลังงานและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทุกชนิด แต่ต้องใช้เทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น โดยผู้ร่วมโครงการจะได้รับเงินสนับสนุนถึง 50% ของมูลค่าโครงการ ซึ่ง SPCG จะใช้เป็นโอกาสในการลงทุนผลิตโซล่าร์ฟาร์มในอาเซียนต่อไป
    “อยากเห็นรัฐบาลเปลี่ยนเป้าหมายการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน จากที่กำหนดให้ได้ 25% ภายในปี 2579 เป็น 70% ภายในปี 2593 โดยเฉพาะการส่งเสริมโซล่าร์รูฟท็อป เพราะจะสามารถลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)และทำให้ไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องมารองรับพีคทุกปีได้ อีกทั้งปัจจุบันราคาโซล่าร์รูฟท็อปลดลงจาก 1 แสนบาทต่อกิโลวัตต์เหลือเพียง 6-7 หมื่นบาทต่อกิโลวัตต์แล้ว”น.ส. วันดี กล่าว

Date : 20 / 01 / 2016

  • Date : 20 / 01 / 2016
    กบง.ประกาศลอยตัวราคา NGV ดีเดย์พรุ่งนี้

    กบง.ประกาศลอยตัวราคา NGV มีผล20ม.ค.นี้ตั้งเงื่อนไขให้ ปตท.ประกันราคาจำหน่ายสูงสุดไม่เกิน 13.50 บาทต่อกิโลกรัม 6 เดือน พร้อม ตรึงราคารถสาธารณะเท่าเดิม 10 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนน้ำมันอาศัยจังหวะลงราคา เรียกเก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่ม ทั้งดีเซล เบนซิน 60 สตางค์ต่อลิตรแต่ไม่กระทบราคาหน้าปั๊ม มีผลพรุ่งนี้
    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ว่า กบง.มีมติลอยตัวราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) แบบมีเงื่อนไขให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ประกันราคาจำหน่ายสูงสุดไว้ไม่ให้เกิน 13.50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นเวลา 6 เดือน หรือภายในเดือน ก.ค. 2559 โดยกบง.จะประกาศราคาจำหน่าย NGV ทุกวันที่ 16 ของทุกเดือน ทั้งนี้การลอยตัวราคาNGV ดังกล่าวจะเริ่มมีผลทันทีในวันที่ 20 ก.ค. 2559 เป็นต้นไป
    สำหรับต้นทุนราคา NGV ปัจจุบันยังสูงกว่าราคาจำหน่ายอยู่ที่ 13.92 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนเดือนก.พ. 2559 อยู่ที่ 13.65 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ปตท.ต้องเข้าไปแบบรับภาระแทนประชาชนต่อไปก่อน จนกว่าราคาตลาดโลกจะลดลงมาเท่ากับราคาจำหน่ายในประเทศ 13.50 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากราคาตลาดโลกปรับลดลง กบง.จะประกาศให้ลดราคาจำหน่ายลงตามทันที อย่างไรก็ตามจากข้อมูลพบว่าราคา NGV จะอยู่ในช่วงขาลงตลอดปี 2559 ส่วนกลุ่มรถโดยสารสาธารณะนั้น กระทรวงพลังงานยังคงกำหนดให้ตรึงราคาจำหน่ายไว้เท่าเดิม 10 บาทต่อกิโลกรัมต่อไป
    แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า คาดว่าในเดือนเม.ย. 2559 ราคาต้นทุน NGV จะลงมาแตะระดับราคาจำหน่ายปัจจุบันที่ 13.50 บาทต่อกิโลกรัม และจะทยอยลดลงต่อเนื่อง โดยประมาณเดือนก.ค. 2559 ราคาจะลดลงมาอีกเหลือ 12-13.25 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่ง กบง.จะประกาศลดราคาลงตามต้นทุนที่แท้จริงต่อไป
    นอกจากนี้นายทวารัฐ ระบุว่า กบง.ยังมีมติเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมัน 4 ชนิด ได้แก่ น้ำมันเบนซิน 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์95 แก๊สโซฮอล์ 91 และดีเซล เพื่อนำเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 60 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 2559 เป็นต้นไป แต่จะไม่มีผลกระทบต่อราคาหน้าปั๊มแต่อย่างใด ซึ่งการเรียกเก็บเงินเข้าดังกล่าวจะมีผลให้เกิดส่วนต่างราคาระหว่างแก๊สโซฮอล์ 91 และ95 กับแก๊สโซฮอล์อี 20 ต่างกันเพิ่มขึ้นถึง 3 บาทต่อลิตร ซึ่งช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น รวมทั้งจะส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯมีเงินไหลเข้าเป็น 1,152 ล้านบาทต่อเดือน จากเดิมที่มีแต่เงินไหลออก 300 ล้านบาทต่อเดือน ส่วน สถานะกองทุนน้ำมันฯปัจจุบัน มีเงินรวม 42,225 ล้านบาท

Date : 13 / 01 / 2016

  • Date : 13 / 01 / 2016
    ก.พลังงานห่วงราคาน้ำมันขาลง หวั่นประชาชนใช้สิ้นเปลือง

    ก.พลังงาน ห่วงทิศทางน้ำมันขาลง ฉุดยอดใช้ในประเทศเพิ่มต่อเนื่อง ย้ำราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มลดลงจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกถดถอย และยอดผลิตยังคงสูงกว่ายอดใช้ แนะผู้ใช้รถยนต์ร่วมมือประหยัดพลังงานต่อเนื่อง ใช้รถยนต์เท่าที่จำเป็นเพื่อลดรายจ่ายและแก้ปัญหาจราจร
    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ทิศทางราคาน้ำมันของกระทรวงพลังงาน พบว่า ในช่วงปัจจุบันและจนอาจถึงสิ้นไตรมาส 1 ของปี 2559 นี้ ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยมีแนวโน้มที่ราคาจะอยู่ในระดับทรงตัวและหากไม่มีกรณีฉุกเฉิน เช่น การเกิดสงครามในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างรุนแรง ก็คาดว่าราคาน้ำมันขายปลีกในไทยอาจยังมีโอกาสที่ราคาปรับตัวลดลงได้เล็กน้อย ทั้งในกลุ่มราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซลซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในภาคขนส่งและต่อภาคอุตสาหกรรม โดยส่วนหนึ่งอาจจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง
    ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันน่าจะยังไม่มีราคาสูงขึ้น มาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลก ที่มีผลกระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศไทย โดยราคาน้ำมันดิบโดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบดูไบคาดว่าในปี 2559 จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ระหว่างประมาณ 35 – 45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 26 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) ซึ่งสาเหตุหลักที่ราคาน้ำมันลดลง จากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ที่เตือนว่าจากภาวะเศรษฐกิจของจีนที่เริ่มชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกรุนแรงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้ยอดการผลิตน้ำมันของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ยังคงสูงกว่ายอดใช้อยู่เล็กน้อย
    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานกังวลถึงยอดการใช้น้ำมันขายปลีกของไทย โดยเฉพาะกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ที่มีการใช้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยพบว่าในปี 2558 ที่ผ่านมา มียอดการใช้น้ำมันสำเร็จรูปรวมทุกผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ประมาณ 4.2% ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลงจากไตรมาสแรกของปี 58 จนถึงปัจจุบันประมาณ 10-12 บาทต่อลิตร สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ได้ลดลงต่อเนื่องเช่นกัน รวมทั้งจากปัจจัยการสลับจากการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอย่างก๊าซหุงต้ม( LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ ( NGVX มาใช้น้ำมันบางส่วน ซึ่งหากยังมียอดการใช้น้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจจะเกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้น
    โดยกระทรวงพลังงาน จะขอความร่วมมือจากประชาชนในการประหยัดพลังงานต่อเนื่อง ลดการใช้น้ำมันลงหรือใช้ในยามจำเป็น โดยเฉพาะมาตรการที่ทำได้ง่าย ๆ สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ที่จะช่วยลดการใช้น้ำมัน เช่น การเติมลมยางให้อยู่ในระดับพอดีไม่ให้อ่อนและแข็งเกินไป การขับรถไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การไม่บรรทุกสิ่งของมากเกินความจำเป็น และการตรวจเช็คเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง รวมถึงการเลือกใช้ระบบขนส่งมวลชน และขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประหยัดเงินได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาวิกฤตจราจรในปัจจุบันอีกด้วย

  • Date : 13 / 01 / 2016
    รมว.พลังงานเล็งตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ

    "พลเอกอนันตพร"สั่งศึกษาความเป็นไปได้การจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company -NOC) เข้าร่วมลงทุนในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ
    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้ ในการจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company -NOC) เพื่อ เข้าร่วมลงทุนในแหล่งสัมปทานที่จะหมดอายุ และไม่สามารถที่จะต่ออายุสัมปทานได้อีกตามกฏหมาย โดยเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะพิจารณาอย่างรอบคอยถึงผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้น
    ด้านนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า การศึกษาการจัดตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จะมีการนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาในเร็วๆนี้ โดยเป็นเพียงแค่การศึกษาดูความเป็นไปได้ของการจัดตั้ง เท่านั้น ว่าจะมีผลดีและผลเสียอย่างไร ทั้งนี้ ประเด็นการตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จะยังไม่มีการรวมอยู่ในร่างแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียมทั้ง2ฉบับ ที่อยู่ในขั้นตอน การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฏีกา ในขณะนี้
    อย่างไรก็ตามนายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ในอดีต รัฐก็เคยมีการตั้งบริษัทน้ำมันแห่งชาติมาแล้วคือปตท. และปตท.สผ. เพื่อเป็นกลไกเข้าไปลงทุนในกิจการปิโตรเลียมแทนรัฐ แต่ปตท.ก็ต้องมีการแปรรูป ระดมทุน มาใช้ในการขยายการลงทุน

Date : 11 / 01 / 2016

  • Date : 11 / 01 / 2016
    สนพ. เปิดตัวแอพ “เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์” เปิดใช้พร้อมกัน 17 ม.ค. 2559

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า จากรายงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พบว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ปี 2559 จะอยู่ที่ระดับ 29,000เมกะวัตต์ และมีระดับการเฝ้าระวังอยู่ที่ 28,500 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าปี 2558 ที่พีคไฟฟ้าอยู่ที่ระดับ 27,345.8 เมกะวัตต์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 58
    ทั้งนี้เพื่อเตรียมรับมือลดพีคหน้าร้อนในปี 2559 สนพ. เตรียมจัดรณรงค์ประหยัดพลังงาน ลดพีคหน้าร้อน ผ่านแคมเปญ “รวมพลังหาร 2 เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์” ด้วยการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์” ที่จะมาช่วยให้คำนวณค่าไฟฟ้าแบบง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง เป็นการแสดงให้เห็นถึงค่าประหยัดไฟฟ้าและให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน
    โดยจะมี 2 เมนูหลัก คือ การเปรียบเทียบระหว่างการใช้หลอดไฟแบบเดิม คือ หลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซ้นต์ (หลอดตะเกียบ หลอดเกลียว หลอดผอม หลอดกลม) กับหลอดไฟ LEDเพื่อแสดงให้เห็นผลต่างความประหยัดที่เกิดขึ้นหากเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟLED แทนหลอดแบบเดิม ซึ่งสูตรการคำนวณอ้างอิงมาจาก กฟผ. และในส่วนที่ 2 เป็นการคำนวณประสิทธิภาพการใช้เครื่องปรับอากาศ โดยเปรียบเทียบระหว่างเครื่องปรับอากาศแบบ Fixed Speed กับเครื่องปรับอากาศแบบ Variable Speed (เครื่องปรับอากาศที่มีค่า SEERสูง หรือ เครื่องปรับอากาศระบบอินเวอร์เตอร์) เพื่อแสดงให้เห็นผลต่างความประหยัดที่เกิดขึ้นหากเปลี่ยนมาใช้เครื่องปรับอากาศ ที่มีค่า SEER สูง แทนเครื่องปรับอากาศแบบเดิม
    สำหรับแอพพลิเคชั่นนี้สามารถใช้งานได้ทั้งในระบบปฏิบัติการ Androidและ Mobile web สำหรับผู้ใช้ระบบ iOS / windows เพียงแค่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์” ส่วนวิธีการใช้งานง่ายๆ เพียงแค่ กรอกข้อมูลจำนวนหลอดไฟฟ้าในบ้าน หรือ กำลังบีทียูของเครื่องปรับอากาศ ง่ายๆ เพียงแค่นี้ ตัวช่วยคำนวณประหยัดไฟก็จะแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
    ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถใช้งานพร้อมกันได้ในวันที่ 17 ม.ค. 2559 ทั้งนี้ สนพ. จะมีการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์” ครั้งแรกภายในงาน Thailand Mega Show 2016ระหว่างวันที่ 9-17 ม.ค. 2559 ที่บูธ 58 ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี นอกจากนี้ ภายในบูธยังพบกับกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกมากมาย เช่น ลุ้นรางวัลกิ๊ฟเซ็ตประหยัดชัวร์, เสื้อยืดรวมพลังหาร 2 และหลอดไฟ LED ฉลากเบอร์ 5
    “การเปิดตัวแอพพลิเคชั่นนี้ เพื่อให้ประชาชนหันมาเปลี่ยนใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น หลอดไฟ LED ฉลากเบอร์ 5 ที่ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 85% (เมื่อเปรียบเทียบกับหลอดไส้ขนาดเท่ากัน) และเครื่องปรับอากาศ ฉลากเบอร์ 5 ที่ผ่านการทดสอบแบบ SEER ประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 30% (เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องปรับอากาศแบบ Fixed Speed) ดังนั้