ข่าวทั้งหมด

Date : 12 / 04 / 2016

  • Date : 12 / 04 / 2016
    "อารีพงศ์" แง้มสเปคผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ต้องมีบทบาทเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

    ประธานบอร์ด กฟผ. ชี้ ผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ต้องปรับบทบาทนำพาองค์กรก้าวสู่ AEC และบริหารงานในมิติที่กว้างขึ้น หลังมุ่งการลงทุนในประเทศมานาน พร้อมลงทุนแบบก้าวกระโดด 5 หมื่นล้านบาทขยายสายส่งไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ เผย 25 เม.ย.เปิดให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่า กฟผ. แสดงวิสัยทัศน์

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และในฐานะประธานกรรมการ(บอร์ด)การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กฟผ.อยู่ระหว่างการสรรหาผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ แทนนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. คนปัจจุบันจะเกษียณอายุงานในเดือน มิ.ย. 2559นี้ โดยผู้ว่า กฟผ.คนใหม่จะต้องมีบทบาทในระดับสากลสูงขึ้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศก้าวสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ไปแล้ว ดังนั้นการบริหารองค์กรจะต้องมีมิติที่กว้างขึ้น เช่น การลงทุนใหม่ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าไปประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

    ทั้งนี้กลยุทธ์เดิมของ กฟผ.ที่ผ่านมาจะมุ่งเน้นการพัฒนาและลงทุนด้านไฟฟ้าในประเทศเป็นหลัก แต่ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มอาเซียนเป็น AEC แล้ว และกำลังจะเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าระหว่างกัน (อาเซียนกริด)  ซึ่งในด้านภูมิศาสตร์ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และมีบุคลากรด้านไฟฟ้าที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว  ดังนั้นผู้ว่า กฟผ.คนใหม่จะต้องดูในเรื่องการลงทุนไปต่างประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับหน่วยงานการไฟฟ้าของประเทศเพื่อนบ้านด้วย

    “วันนี้ การเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าในอาเซียนเริ่มเห็นชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้ว และ กฟผ.จะต้องลงทุนเชื่อมโยงสายส่งไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่างบการลงทุนของ กฟผ.ภายในปี 2560 มีการลงทุนแบบก้าวกระโดด จาก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 5 หมื่นล้านบาทในปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นการขยายและพัฒนาสายส่งไฟฟ้า ทั้งภายในประเทศเพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าของไทยในอนาคต” ปลัดกระทรวงพลังงานกล่าว

    ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวด้วยว่า สำหรับคุณสมบัติผู้ว่า กฟผ. นั้น ควรเป็นบุคคลที่จะมาทำให้ กฟผ.เจริญเติบโตขึ้น มีภาวะความเป็นผู้นำ เป็นคนดี มีแผนงานการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ เพราะหากลงทุนไม่ดีจะกลายเป็นภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าที่กระทบต่อประชาชนได้  นอกจากนี้ต้องเป็นคนเก่ง สามารถต่อยอดรายได้ให้ กฟผ.ได้มากขึ้นจากทรัพย์สินที่ กฟผ.มีอยู่ 

    “ การสรรหาผู้ว่ากฟผ.ครั้งนี้จะเห็นได้ว่า ผู้สมัครทั้งหมด 5 คน เป็นคนภายในองค์กร กฟผ.ทั้งหมด เนื่องจาก กฟผ. เป็นองค์กรที่มีการสร้างและพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นอย่างดี แต่สิ่งสำคัญจากนี้คือ ผู้ว่า กฟผ.คนใหม่จะต้องมองการบริหารที่กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ “นายอารีพงศ์กล่าวย้ำ   

     รายงานข่าวจาก กฟผ.แจ้งว่า หลังจากปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลในตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา มีผู้ยื่นขอรับการคัดเลือกจำนวน 5 คน โดยทั้งหมดเป็นผู้บริหารของ กฟผ. เองประกอบด้วย1.นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. 2.นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. 3.นายถาวร งามกนกวรรณ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง กฟผ. 4.นายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์ รองผู้ว่าการบริหาร กฟผ. และ 5. นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ.    โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร จากนั้นจะเปิดให้แสดงวิสัยทัศน์เป็นเวลา 20 นาที ในวันที่ 25 เม.ย.2559 คาดว่าจะเสนอรายชื่อให้บอร์ด กฟผ.พิจารณาได้ในเดือน พ.ค.2559 นี้ จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้ว่า กฟผ. คนใหม่ภายในวันที่ 12 มิ.ย. 2559 ต่อไป

  • Date : 12 / 04 / 2016
    ปตท. ปรับลดราคาก๊าซNGV ลง11สต.

    ปตท.ประกาศลดราคาNGV 11สตางค์ต่อกิโลกรัม ตามราคาตลาดโลก ส่งผลให้ราคาจำหน่ายเดือนเม.ย. อยู่ที่ 13.36 บาทต่อกิโลกรัม

     

             นายชวลิต พันธ์ทอง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและบริหารความยั่งยืน  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้มีการลอยตัวราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV)ตามต้นทุนที่แท้จริงนั้น ปัจจุบันต้นทุนก๊าซธรรมชาติปรับลดลง  ปตท. จึงพิจารณาปรับลดราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวีลง 0.11 บาทต่อกิโลกรัม  ส่งผลให้ราคาขายปลีกก๊าซNGV ณ สถานีบริการฯ อยู่ที่ 13.36 บาทต่อกิโลกรัม  (สำหรับสถานีบริการฯ ในระยะทางไม่เกิน 50 กิโลเมตรจากสถานีจุดจ่ายก๊าซธรรมชาติหลัก เป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น) มีผลตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. 2559 เวลา 0.01 น.เป็นต้นไป โดยเป็นการปรับราคาเร็วกว่าที่  กบง.  กำหนดให้มีการปรับราคาทุกวันที่ 16 ของเดือน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ไทยให้กับผู้ใช้ NGV จาก ปตท. ช่วยลดภาระค่าเชื้อเพลิงในการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 

     

             “ปตท. ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพและมีความสุขตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้รถเอ็นจีวีควรตรวจสภาพความพร้อมของรถและอุปกรณ์ก๊าซเอ็นจีวีก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ ปตท. พร้อมอำนวยความสะดวกในการเดินทาง โดยผู้ใช้เอ็นจีวีสามารถตรวจสอบข้อมูลตำแหน่งสถานีบริการฯ และปริมาณก๊าซฯ ของแต่ละสถานีได้ที่ Mobile Application PTT Life  Station และ PTT Contact Center  โทร.1365  ได้ตลอด 24 ชั่วโมงนายชวลิต กล่าว

Date : 10 / 04 / 2016

  • Date : 10 / 04 / 2016
    ปตท.คาดยอดการใช้น้ำมันช่วงสงกรานต์เพิ่ม5-10%เพราะน้ำมันราคาถูก

    ปตท.คาดยอดใช้น้ำมันช่วงสงกรานต์ปีนี้จะสูงกว่าทุกปี 5-10% จากราคาน้ำมันถูกลง และรถก๊าซเปลี่ยนมาใช้น้ำมันมากขึ้น ยืนยันสำรองเพียงพอ ย้ำไม่ปรับราคาช่วงสงกรานต์ป้องกันการฉวยโอกาสกักตุนน้ำมัน 

          นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.คาดว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ยอดใช้น้ำมันจะเพิ่มสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมาประมาณ 5-10% เนื่องจาก2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1. ราคาน้ำมันที่ถูกลงทำให้ประชาชนใช้รถยนต์มากขึ้น และ 2.รถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ(NGV) และก๊าซหุงต้ม(LPG) จะหันมาใช้น้ำมันมากขึ้นเพราะราคาที่ถูกลง 

          ดังนั้นในช่วงสงกรานต์นี้ ปตท.ได้จัดเตรียมสำรองน้ำมันไว้เต็มคลังและเพิ่มเที่ยวรถขนส่งน้ำมันไว้เต็มที่ โดยยืนยันว่าจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ในการเดินทางตลอดช่วงสงกรานต์อย่างแน่นอน 

         นอกจากนี้  ปตท.ยืนยันจะไม่ปรับราคาน้ำมันขึ้นหรือลงในช่วงสงกรานต์แน่นอน เพื่อป้องกันการกักตุนน้ำมัน ซึ่งจะเป็นต้นเหตุให้น้ำมันขาดแคลนได้  

         สำหรับการใช้น้ำมันของประเทศในปีนี้ คาดว่าจะเพิ่มสูงถึง 8-10% จากยอดใช้ปกติของเบนซินและดีเซล 2 หมื่นล้านลิตรต่อปี เนื่องจากราคาน้ำมันโลกที่ถูกลง โดยถือเป็นปีที่2 ที่ยอดใช้น้ำมันพุ่งขึ้นสูงผิดปกติ และส่งผลให้ประเทศต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินบางช่วงที่ขาดแคลนถึง 160 ล้านลิตร สูงกว่าปี 2558 ที่เคยนำเข้าไม่ถึง 100 ล้านลิตร

        "ปกติยอดใช้น้ำมันของประเทศจะเติบโตประมาณ 3-4% ตามเศรษฐกิจประเทศ แต่นับจากปีที่แล้ว ยอดใช้กลับเพิ่มสูงมาก โดยยอดใช้เบนซินเพิ่มขึ้นถึง 13% และดีเซลเพิ่ม 4% และปีนี้คาดว่ายอดใช้น้ำมันโดยรวมจะเพิ่ม 8-10% ซึ่งถือว่าเติบโตสูงต่อเนื่องเป็นปีที่2 แล้ว ซึ่งอยากให้ช่วยกันประหยัดมากขึ้น"นายสรัญ กล่าว

  • Date : 10 / 04 / 2016
    ปตท.แจ้งแหล่งเยตากุนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซแล้ว

    ปตท.แจ้งแหล่งเยตากุนในเมียนมาซึ่งส่งก๊าซธรรมชาติมายังไทยเริ่มหยุดจ่ายก๊าซเพื่อซ่อมบำรุงอุปกรณ์บนแท่นผลิตตามแผน10-18เม.ย.2559แล้ว ก๊าซหายไปจากระบบ570ล้านลบ.ฟุตต่อวัน  แต่มั่นใจไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการใช้พลังงานในประเทศ เพราะเตรียมเรียกรับก๊าซสำรองจากผู้ผลิตในอ่าวไทยทดแทน และขอความร่วมมือประชาชนประหยัดการใช้ไฟฟ้า

    นายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งเยตากุนในสหภาพเมียนมา จะหยุดจ่ายก๊าซฯ เพื่อซ่อมบำรุงอุปกรณ์บนแท่นผลิต ระหว่างวันที่ 10-18 เมษายน 2559 ตามแผนงานที่ ปตท. เสนอ นั้น ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยมั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการใช้พลังงานของประเทศ เนื่องจากเป็นช่วงที่ประเทศมีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ

    การซ่อมบำรุงแหล่งเยตากุนครั้งนี้เป็นการปรับปรุงอุปกรณ์บนแท่นผลิต เพื่อรักษาปริมาณการจ่ายก๊าซให้เป็นไปตามสัญญาฯ โดยจะทำให้ปริมาณก๊าซฯ ขาดหายไปจากระบบประมาณ 570 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่ง ปตท. ได้เตรียมเรียกรับก๊าซฯ สำรองจากผู้ผลิตจากอ่าวไทย และเตรียมสำรองก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มเติม เพื่อให้โรงไฟฟ้าสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ก๊าซทั้งภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสถานีบริการเอ็นจีวีในภาคขนส่ง

    นายนพดล กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ ปตท. จะเตรียมความพร้อมสำรองพลังงานในช่วงการหยุดซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซฯ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการพักผ่อนในเทศกาลสำคัญของคนไทยแล้ว แต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดและภัยแล้ง จึงยังจำเป็นต้องขอความร่วมมือทุกท่านในการใช้พลังงานและน้ำอย่างประหยัดเพื่อรักษาทรัพยากรในภาวะวิกฤติร่วมกันต่อไป

Date : 08 / 04 / 2016

  • Date : 08 / 04 / 2016
    ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดไม่รับพิจารณาคำฟ้องคดีเกี่ยวกับท่อก๊าซปตท.

    ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสุงสุดไม่รับพิจารณาคำร้องคดี เกี่ยวกับทวงคืนท่อก๊าซ  เพราะเคยมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดในคดีที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว

    นายสุพจน์ เหล่าสุอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่8เม.ย.2559ปตท.ได้คัดสำเนาผลคำสั่งศาลฯ ต่อกรณีดังกล่าว โดยคำสั่งศาลฯ มีใจความสำคัญสรุปได้ว่า การที่ นางสาวรสนา โตสิตระกูล กับพวกยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ที่รับรองว่า ปตท. ส่งคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และขอให้ศาลมีคำสั่งใหม่โดยให้พิจารณารายงานของ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่ได้ตรวจสอบทรัพย์สินในคดีนี้อีกครั้งหนึ่งนั้น  ถือว่าเป็นการยื่นคำร้องที่ต้องห้ามตามกฎหมาย เพราะเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดในคดีที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ดังนั้น ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องนางสาวรสนา โตสิตระกูล กับพวก เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 ไว้พิจารณา

    นายสุพจน์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยล่าสุดจากที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด จึงเป็นการยืนยันโดยศาลปกครองสูงสุดอีกครั้งว่า ปตท. ได้ดำเนินการแบ่งแยกโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่รัฐตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว 

    สำหรับเนื้อหาบางส่วนที่ปตท.มีการคัดสำเนาผลคำสั่งศาลปกครองสูงสุด นั้นระบุว่าโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด คดีที่ขอให้ศาลเพิกถอนพระราชกฤษฏีกากำหนดอำนาจ สิทธิ ประโยชน์ของบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)พ.ศ.2544และพระราชกฤษฏีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฏหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2544 ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายกคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้ง5(มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคผู้ฟ้องคดีที่1,นางสาวรสนาโตสิตระกูล ที่2,นางสาวสายรุ้ง ทองปลอน ที่3 ,นางภินันทน์ โชติรสเศรณีที่4 นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ที่5)  เนื่องจากไม่ใช่คดีที่ฝ่ายผู้ชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)ที่จะมีสิทธิร้องขอให้มีการบังคับคดี ตามคำพิพากษาได้ ตามมาตรา72วรรค5 แห่งพระราชบัญญัติศาลปกครอง พ.ศ.2542 ประกอบมาตรา271 แห่งประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความทางแพ่ง

    และโดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีที่1ที่2และที่5 ได้เคยยื่นคำร้องลงวันที่3มีนาคม2552 ขอให้ศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/2550 ทำการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่4(ปตท.) ต้องคืนกระทรวงการคลัง โดยศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าวพิจารณาแล้วเห็นว่า  ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่เจ้าหน้าตามคำพิพากษา จึงไม่มีสิทธิบังคับคดี อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่1ถึง4( คณะรัฐมนตรี ที่1,นายกรัฐมนตรี ที่2,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่3 ,ปตท.ที่4 )และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว  จึงให้ยกคำร้อง

    จะเห็นว่า การที่ผู้ฟ้องคดีที่1ที่2และที่5 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่21พฤษภาคม2558 ขอให้ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของตุลาการเจ้าของสำนวนเดิม เมื่อวันที่26ธันวาคม2551 ที่สั่งคำร้องฉบับลงวันที่25 ธันวาคม2551 ของผู้ถูกฟ้องคดีที่4ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่1ถึง4และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขอให้ศาลมีคำสั่งคำร้องใหม่โดยพิจารณารายงานของสำนักงงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่ได้ตรวจสอบทรัพย์สินในคดีนี้อีกครั้งหนึ่ง เป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดี หรือประเด็นใดแห่งคดีที่ศาปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยแล้ว  จึงเป็นกรณีต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนการพิจารณาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้นอีก ตามข้อ96 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ.2543ด้วยเหตุนี้ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่อาจพิจารณาคำร้อง

     

     

     

  • Date : 08 / 04 / 2016
    สนพ.คาดเสนอแผนขับเคลื่อนสมาร์ทกริดผ่าน5กลุ่มงานเข้ากพช.ส.ค.นี้

    สนพ.เดินหน้าแผนขับเคลื่อนสมาร์ทกริด ผ่าน5กลุ่มงานเฉพาะกิจโดยระยะสั้นจะเน้นต่อยอดโครงการนำร่องของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)ที่แม่ฮ่องสอน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ที่พัทยา เตรียมเสนอให้กพช.พิจารณาเดือนสิงหาคมนี้

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย เมื่อวันที่8เม.ย.2559 ว่า ระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid) เป็นระบบไฟฟ้าที่ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่น้อยลงแต่มีประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือ มีความปลอดภัย มีความยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งสามารถทำให้เกิดขึ้นได้โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบสื่อสารสารสนเทศ (ICT) โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ประกาศแผนแม่บทการพัฒนาระบบสมาร์ทกริดของประเทศไทย พ.ศ. 2558 – 2579 เพื่อให้การดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องและส่งเสริมซึ่งกันและกัน

    แผนแม่บทดังกล่าวได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ของการพัฒนาระบบไฟฟ้าสมาร์ทกริดของประเทศไทยใน 5 มิติ ได้แก่ ด้านการพัฒนาความเชื่อถือได้และคุณภาพของไฟฟ้า ด้านความยั่งยืนและประสิทธิภาพของการผลิตและใช้พลังงาน ด้านการพัฒนาการทำงานและการให้บริการของหน่วยงานการไฟฟ้า ด้านการกำหนดมาตรฐานความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ในระบบ และด้านการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

     นอกจากนี้ยังได้วางกรอบแนวทางการพัฒนาระบบสมาร์ทกริดของประเทศไทยไว้ในภาพกว้าง   ดังนั้น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย เพื่อให้การดำเนินการตามแผนแม่บทฯ เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงของกรอบระยะสั้น คือ พ.ศ. 2560 – 2564

     โดยร่างแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทยในระยะสั้นครอบคลุมกรอบระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ. 2559 – 2564 โดยกระบวนการพัฒนาแผนการขับเคลื่อนฯ ได้ดำเนินการผ่านคณะทำงานเฉพาะกิจที่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นจำนวน 5 คณะ แบ่งออกเป็น 5 หัวข้อกลุ่มงาน อันได้แก่ 1) ระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) 2) การออกแบบกลไกราคาและสิ่งจูงใจและการตอบสนองด้านโหลด (Pricing & Incentive Design & Demand Response) 3) ระบบไมโครกริด (Microgrid) 4) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) และ 5) การพยากรณ์ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียนประเภท ลมและแสงอาทิตย์ (Wind & Solar Power Forecast)

     ร่างแผนการขับเคลื่อนฯ ได้เสนอแนวทางการดำเนินการในด้านต่างๆ อาทิการจัดเตรียมโครงสร้างที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการ การออกแบบและศึกษาวิจัย การนำร่องสาธิต การส่งเสริมขีดความสามารถ  ทั้งในส่วนของบุคลากรและหน่วยงานต่างๆ การทำความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้มีการติดตามประเมินผลการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถปรับทิศทางและแนวทางการขับเคลื่อนให้เหมาะสมกับบริบทที่เกิดขึ้นในอนาคต

    ทั้งนี้ร่างแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ในระยะสั้น สนพ.เห็นว่า ควรจะเน้นการเร่งต่อยอดจากโครงการนำร่องด้านสมาร์ทกริดของหน่วยงานต่างๆ จะทำให้เกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม เช่น โครงการนำร่องการพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Microgrid) อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และโครงการพัฒนาโครงข่ายสมาร์ทกริดในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA.) เพื่อทดสอบความคุ้มค่าด้านเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ ก่อให้เกิดการพัฒนาการผลิตและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยลำดับถัดไปจะเตรียมนำเสนอแผนการขับเคลื่อนนี้สู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ช่วงเดือนสิงหาคม 2559

     

     

Date : 07 / 04 / 2016

  • Date : 07 / 04 / 2016
    ปตท.สืบสานประเพณีสงกรานต์ไทยรดน้ำขอพรผู้สูงอายุ

            นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติต้อนรับคณะกรรมการชุมชนและผู้สูงอายุในงาน “กลุ่ม ปตท. ร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์  รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ประจำปี 2559” ณ อาคารสำนักงาน ปตท. พระโขนง โดยมีผู้บริหารและพนักงานร่วมรดน้ำขอพรผู้สูงอายุจากชุมชนรอบคลังปิโตรเลียมบางจากและคลังพระโขนง เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามในเทศกาลสงกรานต์และยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดี ระหว่าง ปตท. กับชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย