ข่าวทั้งหมด

Date : 18 / 05 / 2016

  • Date : 18 / 05 / 2016
    สหภาพปตท.เปิดเวทีแจงข้อมูลพนักงาน คืนท่อก๊าซครบ
    สหภาพฯปตท.เปิดประชุมใหญ่ชี้แจงพนักงาน ยืนยันปตท.คืนท่อก๊าซครบตามคำสั่งศาล พร้อมยื่นหนังสือร้องทุกข์นายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้กลุ่มเครือข่ายผู้บริโภคเคารพคำพิพากษาของศาล
     
    คณะกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งมี น.ส.อัปสร กฤษณะสมิต เป็นประธาน ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญสภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ(สร.ปตท.)ครั้งแรกของปี 2559 ขึ้นเมื่อเวลา 13.00 น.ในวันนี้(18 พ.ค.) โดยมีสหภาพฯร่วมประชุมกว่า 600 คน 
     
    โดยการประชุมดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากได้เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเช้าของวันนี้(18 พ.ค.) เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ บริษัท ปตท. กรณีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคพยายามให้ข้อมูลสาธารณชนว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินให้รัฐไม่ครบถ้วน และฟ้องร้องต่อศาลปกครองหลายครั้ง แม้ศาลฯจะวินิฉัยว่า ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม ดังนั้นสหภาพฯต้องการให้ยุติการฟ้องร้องต่อกรณีดังกล่าว 
     
    สำหรับการประชุมดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการชี้แจงให้สมาชิกและพนักงานได้รับทราบเรื่องการแปรรูป ปตท.ว่า ปตท.ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2550 อย่างครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีของพนักงานแลละร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของ ปตท.ตามหลักธรรมาภิบาล 
     
    ​โดยในที่ประชุมสหภาพฯ มีการชี้แจงว่า จากการที่ ปตท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินเพื่อส่งคืนรัฐตามคำพิพากษาอย่างครบถ้วน และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งเมื่อ 26 ธ.ค. 2551 ว่า ปตท. ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังคงมีการแสดงความคิดเห็นจากบุคคล กลุ่มบุคคล และบางองค์กรอิสระว่า มีข้อสังเกต ข้อสงสัยว่า ปตท. ยังส่งคืนทรัพย์สินให้รัฐไม่ครบถ้วน และยื่นฟ้องร้องต่อศาลอีกหลายครั้ง เพื่อขอให้ศาลพิจารณา และเพิกถอนคำสั่งศาลดังกล่าว โดยอ้างถึงความเห็นจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อ้างว่า สตง. ได้ส่งความเห็นนั้นให้ ปตท. ก่อนที่ศาลมีคำพิพากษา แต่ ปตท. ไม่ส่งเอกสารให้กับศาล โดยไม่พิจารณาว่า การที่ศาลฯ มีคำสั่งไม่รับฟ้องทุกครั้ง ควรที่จะเป็นที่ยุติได้แล้ว ทั้งนี้พบว่าระหว่างที่ศาลพิจารณา ได้มีการเสนอความเห็นชี้นำต่อสาธารณชนให้เกิดความเข้าใจว่า ปตท. ยังคงคืนทรัพย์สินไม่ครบตามคำพิพากษาอยู่เนืองๆ ด้วย
    สหภาพ ปตท.ฯ เห็นว่า การที่ศาลมีคำสั่งเมื่อ 26 ธ.ค. 2551 ว่าคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว สมควรที่ทุกฝ่ายจะต้องเคารพคำพิพากษาคำวินิจฉัยของศาล เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และจากข้อสงสัยของประธานผู้ตรวจการแผ่นดินๆไม่ว่า สหภาพแรงงานไม่คัดค้านการแปรรูป ปตท. เพราะถูกปิดปากด้วยหุ้นถือเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามพนักงาน ปตท. และสหภาพแรงงาน ปตท. อย่างร้ายแรง โดยไม่เคยให้โอกาสสหภาพแรงงาน ปตท. ได้ชี้แจงแต่อย่างใด นับว่าบั่นทอนกำลังใจและทำให้สังคมเข้าใจผิดต่อพนักงาน ปตท. เป็นอย่างมาก
    ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงออกต่อสาธารณชนด้วยความสุจริตใจกรณีการแปรรูป ปตท. ว่ามีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสหภาพแรงงานไม่คัดค้านเพราะเข้าใจเหตุผลที่มีเป้าหมายเพื่อการสร้างความเจริญให้รัฐวิสาหกิจ และยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อนายกฯและครม.ด้วย 
     
    "การประชุมใหญ่นี้ เป็นการดำเนินการตามกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และเพื่อให้สมาชิกและพนักงานได้รับทราบเรื่องการแปรรูป ปตท. ได้รับทราบว่า ปตท. ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองเมื่อ 14 ธ.ค.2550 อย่างครบถ้วนอย่างไร จากผู้ที่มีประสบการณ์ตรง และสามารถสอบถาม แสดงความเห็นต่อแนวทางดำเนินการต่อไปเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของพนักงาน ปตท. และร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของ ปตท. ด้วยหลักธรรมาภิบาล" น.ส.อัปสร กล่าว
     
  • Date : 18 / 05 / 2016
    บอร์ด กฟผ.ตั้งกรศิษฐ์ เป็นผู้ว่ากฟผ.คนใหม่
    บอร์ด กฟผ. มีมติเลือก “กรศิษฐ์” เป็นผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ เตรียมเสนอ ครม.เห็นชอบเร็วๆนี้ ชี้มีประสบการณ์ด้านไฟฟ้ามานาน  ย้ำวิสัยทัศน์เน้นสร้างกฟผ.เป็นที่ไว้วางใจของสังคม  เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เทพา ตามแผน
     
    รายงานข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด)การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานในวันนี้(18พ.ค.)ได้มีมติเห็นชอบให้ นายกรศิษฐ์ ภัคโชตานนท์ รองผู้ว่ากฟผ.ดำรงตำแหน่งผู้ว่ากฟผ.คนใหม่ ซึ่งนับเป็นผู้ว่าฯคนที่ 13 แทนนายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ที่จะเกษียณอายุในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้ว่ากฟผ.ที่มีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.)เป็นประธานนำเสนอ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนำชื่อเสนอรายงานต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อเห็นชอบต่อไป
             
    สำหรับการแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 ของนายกรศิษฐ์ ระบุว่า บ้านต้องมีฐานรากที่แข็งแรง จึงจะมั่นคง กฟผ.ก็เช่นเดียวกัน  ฐานรากของกฟผ. ก็คือชุมชนและสังคม ที่จะต้องทำให้กฟผ.เป็นที่รักและยอมรับของสังคม  พร้อมที่จะออกมาปกป้องกฟผ. ซึ่งวิธีการที่จะทำให้กฟผ.เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็จะต้องสื่อสารซ้ำๆ เพื่อสร้างความเข้าใจ  ทำกฟผ. มีความน่าเชื่อถือในการทำงาน  เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล
     
    “ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเรื่องสายส่ง โรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี เทพา ต่างต้องมีมุมมองความเห็นที่มีทั้งบวกทั้งลบ หากกฟผ.ทำให้สังคมเห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ และทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศจริง  คนส่วนใหญ่ในสังคมก็จะอยู่ข้างเรา “ นายกรศิษฐ์กล่าว
     
    สำหรับนายกรศิษฐ์ จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ วิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าบางปะกง  ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 3  รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 
     
              

Date : 17 / 05 / 2016

  • Date : 17 / 05 / 2016
    เปิดวิสัยทัศน์แคนดิเดทผู้ว่ากฟผ.คนที่13เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี เทพา

    แคนดิเดทผู้ว่ากฟผ.คนที่13 ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์กับพนักงานกฟผ.ต่างพร้อมเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา สร้างกฟผ.ให้เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม

    เมื่อวันที่17พ.ค.2559 ที่ห้องประชุมเกษม จาติกวณิช  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครทั้ง5คนที่เข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่ากฟผ.คนที่13 ต่อจากนายสุนชัย คำนูญเศรษฐ์ ผู้ว่ากฟผ.คนที่12ซึ่งจะเกษียณอายุในวันที่6 มิ.ย.2559 นี้ โดยได้รับความสนใจจากพนักงานกฟผ. มากพอสมควร  โดยในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ทางผู้สมัครทั้ง5คน ก็ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์และตอบข้อซักถามจากคณะกรรมการสรรหา ที่มีนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธาน  ซึ่งหลังจากนี้ คณะกรรมการสรรหาก็จะเสนอรายชื่อให้คณะกรรมการกฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ให้ความเห็นชอบ และเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเป็นวาระเพื่อทราบต่อไป

    การแสดงวิสัยทัศน์ดังกล่าว ให้เวลาผู้สมัครทั้ง5คนขึ้นพูดคนละ10นาที และได้มีการถ่ายทอดสดทางทีวีภายในให้พนักงานกฟผ.ในต่างจังหวัดได้ร่วมรับฟังด้วย 

    นายถาวร งามกนกวรรณ รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง ของกฟผ. ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์เป็นคนแรก  กล่าวว่า จะเข้ามาช่วยบริหารให้ กฟผ.เป็นองค์กรที่มีศักดิ์ศรี  โดยงานสำคัญที่จะต้องผลักดันให้สำเร็จคือการดำเนินการโครงการต่างๆให้เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพีฉบับใหม่  โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งกระบีและเทพา  ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ  ถือเป็นโรงไฟฟ้าเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากภาคพลังงานของประเทศต้องลดสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง และเพิ่มสัดส่วนของถ่านหินให้มากขึ้น

    นอกจากนี้ กฟผ.จะต้องหันมาทำธุรกิจเชื้อเพลิง ทั้งการนำเข้าแอลเอ็นจี และถ่านหิน  เนื่องจากเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตไฟฟ้ามากกว่า70-80%  โดยเชื่อว่าหากกฟผ.เป็นผู้นำเข้าเชื้อเพลิงเองโดยไม่ผ่านคนกลาง  จะทำให้ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงถูกลง 

    นายถาวร กล่าวด้วยว่า ผู้สมัครทั้งหมด ต่างเป็นคนในกฟผ.ดังนั้น หากใครได้รับการสรรหาเป็นผู้ว่ากฟผ. รองผู้ว่าการทุกคนที่เป็นแคนดิเดทครั้งนี้ ก็พร้อมที่จะช่วยทำงาน

    ด้านนายกรศิษฐ์  ภัคโชตานนท์  รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนที่สอง กล่าวว่า  บ้านต้องมีฐานรากที่แข็งแรง จึงจะมั่นคง กฟผ.ก็เช่นเดียวกัน  ฐานรากของกฟผ. ก็คือชุมชนและสังคม ที่จะต้องทำให้กฟผ.เป็นที่รักและยอมรับของสังคม  พร้อมที่จะออกมาปกป้องกฟผ. ซึ่งวิธีการที่จะทำให้กฟผ.เป็นที่ยอมรับของสังคม ก็จะต้องสื่อสารซ้ำๆ เพื่อสร้างความเข้าใจ  ทำกฟผ. มีความน่าเชื่อถือในการทำงาน  เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล

    “ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเรื่องสายส่ง  โรงไฟฟ้าถ่านหิน กระบี เทพา ต่างต้องมีมุมมองความเห็นที่มีทั้งบวกทั้งลบ หากกฟผ.ทำให้สังคมเห็นว่าเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ และทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศจริง  คนส่วนใหญ่ในสังคมก็จะอยู่ข้างเรา “ นายกรศิษฐ์กล่าว

    นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ  รองผู้ว่าการฝ่ายนโยบายและแผน กฟผ. กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนที่สาม ว่า ประเด็นที่มีความสำคัญคือจะทำอย่างไรให้กฟผ.สามารถที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าให้ได้50% ตามนโยบาย เพื่อสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าให้กับประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้ามามาก ก็จำเป็นจะต้องมีโรงไฟฟ้าฐานโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาเพิ่มขึ้น  เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระบบ

    ในส่วนของการดำเนินการตามแผนอาเซียนพาวเวอร์กริด นั้น หากการดำเนินการก่อสร้างสายส่งได้ตามแผน หลังจากปี2567 เราก็จะมีระบบโครงข่ายสายส่ง500เควีครอบคลุมทั้งประเทศ สามารถที่จะเชื่อมโยงสายส่งกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันได้

    ในการขยายการลงทุนโครงการต่างๆในอนาคตเห็นว่าควรจะต้องเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจตั้งแต่ขั้นตอนของการวางแผน  ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากสังคม

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการฝ่ายกิจการสังคม กฟผ. ซึ่งแสดงวิสัยทัศน์เป็นคนที่สี่ กล่าวว่า  กฟผ.จะต้องเป็นองค์กรที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสังคม โดยแนวทางสร้างการเติบโตของกฟผ.สามารถดำเนินการได้ด้วยการ ขยายกำลังการผลิตให้มากขึ้นในพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเดิม   ส่วนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ จะต้องให้ใจประชาชน ไม่ใช่ให้เงิน จึงจะอยู่แบบยั่งยืน    

    กฟผ.จำเป็นจะต้องเติบโตด้วยพลังงานทดแทน ที่แนวโน้มในอนาคตจะมีต้นทุนที่ถูกลงและประสิทธิภาพสูงขึ้น  ส่วนการเติบโตในต่างประเทศ จะเสนอให้มีการแก้ไข กฏระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของบริษัทกฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนลหรือEGATi รวมทั้งต้องผนึกกำลังร่วมกับบริษัทลูกอย่างเอ็กโกกรุ๊ป และบริษทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง

    “กฟผ.เติบโต ชุมชนก็จะต้องเติบโตไปด้วยกัน  ซึ่งรูปแบบของกิจกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องซีเอสอาร์ จะต้องเป็นมาเป็น ซีเอสวี หรือการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน “ นายสหรัฐ กล่าว

    ด้านนายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์  รองผู้ว่าการบริหาร กฟผ.ซึ่งขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ เป็นคนสุดท้าย กล่าวว่า กฟผ.จะต้องทำงานเป็นทีม ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้ว่าการกฟผ. รองผู้ว่าการทุกคนจะต้องช่วยกันทำงานเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน  โดยการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลักจะต้องสมดุลกับไฟฟ้าที่มาจากพลังงานทดแทน 

    ในระยะยาวกฟผ.จะต้องให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา การให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากร  สร้างผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อมารองรับภารกิจและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต คนของกฟผ.จะต้องเรียนรู้และติดตามเทคโนโลยีให้ทัน

    ทั้งนี้เมื่อพนักงานทุ่มเทการทำงานให้กับองค์กร องค์กรก็จะต้องดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์  ให้ทัดเทียมกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ 

  • Date : 17 / 05 / 2016
    ผู้ประกอบการเอสพีพีเรียกร้องรัฐทบทวนเงื่อนไขราคารับซื้อใหม่

    สมาคมผู้ผลิตโรงไฟฟ้าเอกชนเรียกร้องให้ รัฐทบทวนเงื่อนไขการต่อสัญญากับ โรงไฟฟ้าเอสพีพี โดยระบุการ ปรับราคารับซื้อ โดยใช้เกณฑ์โรงไฟฟ้าไอพีพี ไม่สอดคล้องกับต้นทุนของโรงไฟฟ้าเอสพีพี ในขณะที่สนพ.เตรียมเสนอกพช.ตัดสิน ในการประชุม30พ.ค.นี้

     นางปรียนาถ สุนทรวาทะ นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เปิดเผยว่า จากการที่สมาคมฯ ได้ประชุมหาข้อสรุปร่วมกับหน่วยงานภาครัฐกรณีการต่อสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) กลุ่มที่ 1 จำนวน 25 ราย ซึ่งจะสิ้นสุดอายุสัญญาขายไฟฟ้าในปี พ.ศ. 2560 - 2568 นั้น ทางสมาคมฯ ได้ยื่นข้อเสนอยอมปรับลดปริมาณซื้อขายเหลือ 30 เมกะวัตต์ต่อแห่งซึ่งเป็นการปรับลดกำลังผลิตรวมของทั้ง 25 ราย ลง 70 % คือจาก 1,787 เมกะวัตต์ เหลือ 560 เมกะวัตต์  แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปในด้านราคาได้

     ทั้งนี้สมาคมเห็นว่า เงื่อนไขที่ทางภาครัฐกำหนดในเบื้องต้นคือการรับซื้อที่ราคา โดยใช้เกณฑ์ต่ำสุดของราคารับซื้อจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (ไอพีพี) นั้นมีกลไกและการบริหารขนาดใหญ่ต่างจากเอสพีพี เพราะไอพีพีเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ผลิตและขายกระแสไฟฟ้าทั้งหมดป้อนให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต ในขณะที่เอสพีพีจะเดินเครื่องตามช่วงเวลา และตามความต้องการของลูกค้าที่เป็นภาคอุตสาหกรรมจึง มีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่าโรงไฟฟ้ากลุ่มเอสพีพี

     ดังนั้น สมาคมฯ จึงอยากให้ภาครัฐทบทวนเงื่อนไขราคาที่กำหนดใหม่ เนื่องจากเป็นการการคำนวณบนโจทย์และ   ฐานกลไกที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสมาคมฯ คงต้องประชุมหารือเพื่อหาทางออกลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะต้องลงทุนในส่วนของการป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีไฟตก ไฟดับ ในระบบผลิต ทั้งต้องจัดหาพื้นที่จัดเก็บและติดตั้ง ระบบผลิตไอน้ำ พลังความร้อนเพิ่มเติม

     ด้านนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ได้พิจารณาเรื่องการต่อสัญญาซื้อไฟฟ้าจาก SPP แล้วในการประชุมวันที่ 17 พ.ค. แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้  โดยจะนำผลสรุปไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 30 พ.ค.นี้ต่อไป

     

  • Date : 17 / 05 / 2016
    กบง.เว้นค่าธรรมเนียมการตรวจสอบเครื่องวัดไฟฟ้าโครงการโซลาร์รูฟเสรี100เมกะวัตต์

    กบง.ยกเว้นค่าธรรมเนียม10,000-15,000บาทกับผู้เข้าร่วมโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟเสรี 100เมกะวัตต์  พร้อมเห็นชอบแนวทางการเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลเป็นบี10นำร่องในหน่วยงานราชการ

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เมื่อวันที่ 17พ.ค.2559 ว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาใน3วาระสำคัญ คือ1. เห็นชอบให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการตรวจสอบด้านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า สำหรับโครงการนำร่อง (Pilot Project) การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟอย่างเสรี ในกลุ่มบ้านพักอาศัยและอาคารภาคธุรกิจ จำนวน 100 MW เพื่อจูงใจให้มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ มากขึ้น โดยขอความร่วมมือให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ทั้งการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการยกเว้นค่าธรรมเนียมฯ ที่เรียกเก็บจากผู้ผลิตไฟฟ้า เฉพาะกลุ่มที่เชื่อมต่อที่ระดับแรงดันต่ำกว่า 12 กิโลโวลต์ สำหรับบ้านอยู่อาศัย ค่าธรรมเนียมฯ อยู่ที่ 10,000 บาท/ราย และสำหรับอาคารธุรกิจหรือโรงงาน ค่าธรรมเนียมฯ อยู่ที่ 15,000 บาท/ราย ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 50 ล้านบาท

    2 แนวทางการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้สูงขึ้น  โดย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการส่งเสริมการผลิตการใช้ไบโอดีเซล เป็น 14 ล้านลิตร/วัน ภายในปี 2579 ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 - 2579 (AEDP 2015) และข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์มในน้ำมันไบโอดีเซลสำหรับรถยนต์ชนิดต่างๆ ให้เป็นรูปธรรม กระทรวงพลังงานจึงได้จัดทำแนวทางการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้สูงขึ้น โดยมีการดำเนินงาน ดังนี้

    -  ขยายผลการศึกษาเพื่อปรับปรุงคุณภาพการผลิตไบโอดีเซล ด้วยเทคโนโลยี H-FAME สู่เชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลในสัดส่วนที่สูงขึ้น ตลอดจนการทดสอบการใช้งานในกลุ่มต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยนำร่องการใช้ไบโอดีเซล บี10 ในหน่วยการราชการ/ทหาร พร้อมติดตามและประเมินผล

    -  กำหนดมาตรฐานน้ำมันไบโอดีเซล บี10 เพื่อสอดรับกับมาตรการด้านภาษีสรรพสามิตของกระทรวงการคลัง และรองรับการจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล บี10 เป็นทางเลือก

    -  กำหนดโครงสร้างราคาของไบโอดีเซล บี10 เพื่อสนับสนุน/จูงใจให้เกิดการใช้อย่างเป็นรูปธรรม

    -  พิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี10 ในกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะรถบรรทุกส่วนบุคคล เพื่อจูงใจผู้ผลิตรถยนต์และผู้ใช้ โดยให้มีผลก่อนการกำหนดให้มีการใช้ บี10 ภายในปี 2561

    -  ส่งเสริมการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี10 เป็นกรณีพิเศษ

    -  สนับสนุนการใช้และการจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล บี10 เป็นเชื้อเพลิงทางเลือก

    โดยที่ประชุม กบง. เห็นชอบแนวทางการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล โดยให้มีการนำร่องการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี10 ในหน่วยงานราชการ/ทหาร พร้อมขอความร่วมมือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี10 เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกอย่างเป็นรูปธรรม ภายในปี 2561 โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นต่อไป

     และ3 ที่ประชุม กบง. รับทราบความก้าวหน้าการลอยตัวราคา NGV ตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 ที่ให้ลอยตัวราคา NGV แบบเงื่อนไข  โดยราคาขายปลีกก๊าซ NGV(ภายในรัศมี 50 กิโลเมตร จากสถานีหลัก) ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 อยู่ที่ 12.63 บาท/กก. หรือลดลง 0.73 บาท/กก. เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนซึ่งอยู่ที่ 13.36 บาท/กก. ทั้งนี้ คาดว่าหากราคาเป็นไปตามโครงสร้างในปัจจุบัน แนวโน้มราคาจะอยู่ที่ประมาณ 12.60 บาท/กก. และในเดือนพฤศจิกายน คาดว่าจะลดลงประมาณ 0.70 บาท/กก.

Date : 16 / 05 / 2016

  • Date : 16 / 05 / 2016
    เชฟรอนเลิกจ้างพนักงาน800ตำแหน่งจากพิษราคาน้ำมันดิบตกต่ำต่อเนื่อง

    รายงานข่าวแจ้งว่าบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมรายใหญ่ในอ่าวไทย ได้ดำเนินการศึกษาทบทวนรูปแบบการดำเนินธุรกิจและโครงสร้างองค์กร เพื่อปรับตัวให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว หลังจากที่บริษัทได้รับผลกระทบจากสภาวะราคาน้ำมันที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ในแผนการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ที่จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น บริษัทได้กำหนด เป้าหมายปรับลดบุคลากรอีกจำนวนร้อยละ 20 หรือประมาณ 800 ตำแหน่งทั่วทั้งองค์กร ซึ่งรวมถึงพนักงานเชฟรอน และพนักงานบริษัทผู้รับเหมาชาวไทย ที่มีจำนวนรวม3,900คน โดยแบ่งเป็นพนักงานประมาณ 2,200 คน และมีพนักงานจากบริษัทผู้รับเหมาประมาณ 1,700 คน  จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ปรับลดพนักงานชาวต่างชาติไปแล้วมากกว่าร้อยละ 50และปรับลดพนักงานบริษัทผู้รับเหมาที่เป็นชาวต่างชาติเกือบทั้งหมด

    ภายใต้แผนการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2559 นี้ เป็นต้นไป  โดยในส่วนของการชดเชยผลกระทบให้กับพนักงานนั้น หากเป็นพนักงานที่มีอายุงานไม่เกิน6ปี บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้จำนวน6เดือนตามกฏหมาย และจ่ายพิเศษให้อีกตามจำนวนอายุงาน เช่นหากอยู่3ปี ก็จะได้รับเงินชดเชยพิเศษเพิ่มอีก3 เดือน และบวกค่าตกใจอีก2 เดือน  รวมเป็นค่าชดเชยที่ได้รับ 11 เดือน   อย่างไรก็ตามในส่วนของค่าชดเชยที่เพิ่มให้พิเศษนั้นสำหรับพนักงานที่ทำงานมานานกว่า12ปี   จะได้รับสูงสุดไม่เกิน12 เดือน

     

     

     

     

     

  • Date : 16 / 05 / 2016
    เดินหน้าเปิดขายซองประมูลโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา
    กฟผ.เปิดขายซองประกวดราคาโรงไฟฟ้าเทพา และโครงการจ้างก่อสร้างท่าเทียบเรือและระบบสายพานลำเลียงถ่านหินเทพา เร็วๆนี้ โดยการเปิดยื่นซองยังไม่มีผลทางกฎหมาย  ยืนยันจะออกเอกสารสนองรับราคา เมื่อโครงการฯผ่านEHIA และได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลแล้วเท่านั้น
     
     นายรัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. จะเปิดจำหน่ายเอกสารประกวดราคาด้านเทคนิคและราคา (Bidding Documents) สำหรับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.- 21 ก.ค. 2559 และกำหนดยื่นซองประกวดราคาในวันที่ 19 ต.ค. 2559 ส่วนการจ้างก่อสร้างท่าเทียบเรือและระบบสายพานลำเลียงถ่านหิน โครงการโรงไฟฟ้าเทพา จะเปิดจำหน่ายเอกสารประกวดราคา ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. – 25 ก.ค. 2559 และกำหนดยื่นซองประกวดราคา ในวันที่ 26 ต.ค. 2559
     
    ซึ่ง กฟผ. ขอยืนยันว่า การเปิดจำหน่ายเอกสารประกวดราคา รวมถึงการยื่นซองประกวดราคานี้ ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดย กฟผ. ได้ระบุเงื่อนไขการสงวนสิทธิ์การออกเอกสารสนองรับราคาไว้อย่างชัดเจนว่า จะออกเอกสารสนองรับราคา เมื่อโครงการฯ ได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รวมถึงได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ดำเนินโครงการอย่างครบถ้วนแล้วเท่านั้น
     
    นายรัตนชัย กล่าวว่า ตามที่ได้ระบุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP2015) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จะต้องเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2564 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ดังนั้น เพื่อให้โรงไฟฟ้าเทพาสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามแผน กฟผ. จึงต้องเริ่มดำเนินการจัดหาผู้รับเหมาเพื่อออกแบบ จัดหาอุปกรณ์ และก่อสร้างโรงไฟฟ้า คู่ขนานไปกับขั้นตอนการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)
     
     ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้าเทพา จะใช้เทคโนโลยีสะอาดประเภท Ultra Super Critical เพื่อให้การผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ส่วนโครงการท่าเทียบเรือและระบบสายพานลำเลียงถ่านหิน สำหรับโรงไฟฟ้าเทพานั้น จะเป็นระบบปิดทั้งหมด จึงไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน
     
     สำหรับกระบวนการการคัดเลือกผู้รับเหมา ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก คือ 1) กฟผ. จัดทำเอกสารประกวดราคา 2) ขายเอกสารประกวดราคา - ยื่นซองประกวดราคา 3) กฟผ. พิจารณาข้อเสนอและคัดเลือกผู้รับเหมา ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 1.5 - 2 ปี จากนั้นจึงเป็นช่วงของการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 ปี สำหรับโรงไฟฟ้าประเภทพลังความร้อน ทั้งนี้ ด้วยเวลาที่ค่อนข้างจำกัดนี้ กฟผ. จึงดำเนินการคู่ขนานกันไป แต่หากรายงาน EHIA ไม่ผ่านการพิจารณา และ ครม. ไม่อนุมัติการดำเนินโครงการ กฟผ. จะยกเลิกการประกวดราคาในครั้งนี้
     
                                                                                        
  • Date : 16 / 05 / 2016
    คาดสิงหาคมร่างแก้ไขกม.ปิโตรเลียมผ่านสนช.

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คาดอีก3เดือนร่าง แก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมเสร็จ พร้อมออกประกาศเชิญชวนสำรวจและผลิตได้ในปีนี้  ระบุต้องกำหนดรูปแบบและแปลงสำรวจใหม่หมด ส่วนแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุ คาดว่าจะสรุปรูปแบบการดำเนินการได้ใน 2เดือนนี้ 

    นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมพ.ศ....และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. ...อยู่ขั้นตอนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งในขั้นนี้ ครม.จะต้องเรียกกรมฯไปชี้แจง หากมีมติเห็นชอบก็ต้องส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาต่อไป ซึ่งหากไม่ติดขัดอะไรคาดว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะแล้วเสร็จ 3 เดือน และภายในปีนี้น่าจะออกประกาศเชิญชวนสำรวจสัมปทานปิโตรเลียมได้  

    อย่างไรก็ตามร่างกฎหมายดังกล่าวเบื้องต้นจะเปิดให้มีทั้งระบบสัมปทานปิโตรเลียม ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต ซึ่งกรมฯ จะมาพิจารณาว่าจะเปิดสำรวจในรูปแบบใดบ้าง รวมทั้งจะต้องกำหนดจำนวนแปลงสำรวจใหม่ทั้งหมด  จากเดิมเคยกำหนดไว้ 29 แปลง 

    ส่วนกรณีแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม 2 แหล่งที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 นั้น ขณะนี้เตรียมจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการปิโตรเลียมที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานใน 1-2 สัปดาห์นี้ เพื่อสรุปว่าจะดำเนินการอยางไร ก่อนจะนำผลสรุปเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป ซึ่งคาดว่าต้องได้ข้อสรุปใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศมีอย่างต่อเนื่อง

    นางบุญบันดาล กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้กรมฯ ได้หารือกับผู้ประกอบการปิโตรเลียมเกือบทั้งหมดในไทยกว่า 10 ราย ซึ่งเป็นทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ เพื่อขอดูแผนธุรกิจขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมระยะ 5 ปี ว่าได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกตกต่ำอย่างไร โดยกรมฯจะให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ เพื่อไม่ให้เกิดการปิดกิจการหรือปลดพนักงาน เบื้องต้นมีเพียงผู้ประกอบการบางรายหยุดการดำเนินงานที่ฐานการผลิตชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่มีปิดกิจการ ทั้งนี้กรมฯได้นัดพูดคุยกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ อย่างไรก็ตามคาดว่าหากราคาน้ำมันกลับมายืนระดับ 50-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จะเป็นราคาที่จูงใจให้เกิดการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอีกครั้ง   

     
  • Date : 16 / 05 / 2016
    พพ.คาดกฎหมายอนุรักษ์พลังงานในอาคารเริ่มบังคับใช้ปีหน้า
    พพ.เดินหน้าร่างกฎหมายการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร คาดเริ่มบังคับใช้ได้ปีหน้า สำหรับอาคารสร้างใหม่และอาคารปรับปรุงที่มีเนื้อที่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป พร้อมทยอยครอบคลุมถึงอาคารเนื้อที่ 2,000 ตารางเมตรในปี 2565 ระบุจะมีอาคารเกิดใหม่ไม่ต่ำกว่า 2,000 อาคารต่อปี  
     
    นายดนัย เอกกมล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า พพ.อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเกณฑ์มาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ( Building Energy Code) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้กับการก่อสร้างอาคารใหม่และอาคารเก่าที่จะปรับปรุงใหม่ ซึ่งต้องปฏิบัติตามการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร โดยเบื้องต้นคาดว่าในปี 2560 จะกำหนดใช้กับอาคารเนื้อที่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป จากนั้นในปี 2562 จะกำหนดใช้กับอาคารเนื้อที่ 5,000 ตารางเมตร และปี 2565 กำหนดใช้กับอาคารเนื้อที่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป  
     
    สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น ทาง พพ.จะหารือกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้ชำนาญการคุณวุฒิต่างๆ ในปลายเดือน พ.ค. นี้ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายฯ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว และจะนำผลสรุปเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)และออกเป็นประกาศกรมฯ เพื่อประกาศบังคับใช้ต่อไป
     
    อย่างไรก็ตามอาคารที่จะเริ่มนำร่องใช้กับกฎหมายดังกล่าวจะเป็นอาคารภาคเอกชนเนื้อที่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นได้ ซึ่งปัจจุบันอาคารเอกชนที่พร้อมเข้าร่วมนำร่องได้แก่ แสนสิริ ลุมพินี และ LPN เป็นต้น ส่วนอาคารภาครัฐนั้น มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่ผ่านมากำหนดให้อาคารภาครัฐที่สร้างใหม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอาคารอนุรักษ์พลังงานแล้ว และที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2552-2558  พพ. ได้ตรวจแบบและออกใบรับรองให้ 400  อาคารแล้ว แบ่งเป็นภาครัฐ 346 อาคารและ เอกชน 54 อาคาร แต่หากร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้วิศวกรวิชาชีพจะต้องเป็นผู้เซ็นต์รับรองและรับผิดชอบการสร้างอาคารให้ถูกต้องตามกฎการอนุรักษ์พลังงานร่วมด้วย ซึ่งหากพบว่าไม่ปฏิบัติตามจะไม่ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้าง รวมฝ่าผืนก่อสร้างจะมีโทษทั้งจำคุกและปรับต่อไป
     
    สำหรับแผนการดำเนินการบังคับใช้มาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานนี้ อยู่ภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) กำหนดเป้าหมายการผลักดันให้อาคารก่อสร้างใหม่มีการออกแบบอาคารให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยจะมีผลประหยัดพลังงานรวมจนถึงปี 2579 อยู่ที่ 13,686 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง หรือ  1,166 ตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ
     
    ทั้งนี้อาคารที่จะสร้างใหม่หรือปรับปรุงที่เข้าข่ายต้องดำเนินการตามร่างกฎหมายนี้ ได้แก่ 9 อาคาร คือ สถานพยาบาล สถานศึกษา สำนักงาน อาคารชุด อาคารชุมนุมคน โรงมหรสพ โรงแรม อาคารสถานบริการ และอาคารศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า
     
    โดยมาตฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานประกอบด้วย 6 มาตฐาน ได้แก่ 1.ระบบรอบอาคาร จะต้องมีค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของผนังด้านนอกอาคารและผนังหลังคา 2.ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง จะต้องมีระดับความส่องสว่างสำหรับงานแต่ละประเภทจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องและต้องใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุดไม่เกินค่าที่กำหนด 3.ระบบปรับอากาศ ในแต่ละประเภทและขนาดต่างๆ จะต้องมีค่าสัมประสิทธิ์สมรรถนะขั้นต่ำ ค่าประสิทธิภาพการให้ความเย็นและค่าพลังไฟฟ้าต่อตันความเย็นเป็นไปตามที่กำหนด
     
    4.อุปกรณ์ผลิตความร้อน จะต้องมีค่าประสิทธิภาพขั้นต่ำตามเกณฑ์ที่กำนหด 5.การใช้พลังงานรวม กรณีที่การออกแบบไม่เป็นไปตามมาตรฐานตามข้อ 1 ข้อ 2 หรือ ข้อ 3 ให้พิจารณาตามเกณฑ์การใช้พลังานโดยรวมขออาคารอ้างอิง โดยใช้หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณในการออกแบบอาคารแต่ละระบบที่กำหนด และ 6.การใช้พลังงานหมุนเวียน ในระบบต่างๆ ของอาคาร คือ การส่งเสริมใช้แสงธรรมชาติเพื่อการส่องสว่าง และการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์  
     
    นายเกียรติศักดิ์ รุ่นพระแสง รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและสหกิจศึกษา กล่าวว่า อาคารที่จะเข้าข่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายใหม่จะเป็นเฉพาะอาคารสร้างใหม่และอาคารที่จะปรับปรุง ซึ่งแต่ละปีจะมีอาคารสร้างใหม่ประมาณ 2,000 อาคาร และเป็นอาคารที่มีเนื้อที่เกิน 2,000 ตามรางเมตรด้วย ซึ่งบางปีมีการก่อสร้างมากกว่าอัตราดังกล่าวถึง 2 เท่า ตามสภาวะเศรษฐกิจ 
  • Date : 16 / 05 / 2016
    ปตท.ลดราคาNGVลง73สต.ต่อกก.
    ปตท. ประกาศปรับลดราคาก๊าซ NGV 73 สต./กก. เหลือ 12.63 บาท/กก. ตามราคาต้นทุนที่ปรับลดลง โดยมีผลตั้งแต่ 16 พ.ค.นี้
     
     
    นายสมเกียรติ เมสันธสุวรรณ  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ประกาศลดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV) ประจำเดือนพ.ค. 2559 ลง 73 สตางค์ต่อกิโลกรัม ตามราคาต้นทุนก๊าซฯในเดือน พ.ค.นี้ ส่งผลให้ราคาจำหน่ายปลีกหน้าปั๊มลดลงจาก 13.36 สตางค์ต่อกิโลกรัม เหลือเพียง 12.63 บาทต่อกิโลกรัม (สำหรับปั๊ม ในระยะทางไม่เกิน 50 กิโลเมตรจากสถานีจุดจ่ายก๊าซธรรมชาติหลัก เป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น)
     
    ส่วนปั๊มที่ระยะทางการขนส่งก๊าซฯเกิน 50กิโลเมตรขึ้นไปนับจากสถานีจ่ายก๊าซธรรมชาติหลัก  ปตท. จะทยอยปรับอัตราค่าขนส่งก๊าซฯเพิ่มขึ้นเป็นแบบขั้นบันได ทำให้ราคาขายปลีกก๊าซเอ็นจีวีในบางพื้นที่ลดลงไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะทางการขนส่งฯในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้การปรับลดราคาขายปลีกก๊าซNGV มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. 2559 เวลา  00.01 น. เป็นต้นไป
     
    "ปตท.พร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐที่ต้องการให้ลอยตัวราคาNGVตามต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งทำให้ราคาขายก๊าซ NGVมีทั้งปรับราคาฯขึ้นหรือลดราคาฯตามต้นทุนก๊าซฯ ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน การปรับราคาขาย NGV ในครั้งนี้เป็นการลดราคาขายฯ 3 ครั้งติดต่อกันนับตั้งแต่เริ่มใช้นโยบายราคาฯลอยตัวของรัฐตั้งแต่เดือนมี.ค.เป็นต้นมา นอกจากนี้การลอยตัวราคาNGVตามต้นทุนยังเป็นการสนับสนุนการเปิดเสรีสำหรับธุรกิจก๊าซ NGV  เพื่อให้ภาคเอกชนรายอื่นเข้ามาบทบาทในการดำเนินธุรกิจและเกิดการแข่งขันกันมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์สูงสุด” นายสมเกียรติ กล่าว

Date : 15 / 05 / 2016

  • Date : 15 / 05 / 2016
    สหภาพ ปตท.ออกโรงยื่นหนังสือร้องทุกข์รัฐบาลปมคืนท่อก๊าซ

    สหภาพ ปตท.ฯ เตรียมยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อนายกฯ และครม. 18 พ.ค. นี้ กรณีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคทวงคืนท่อก๊าซทั้งๆที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเป็นที่สุดแล้วระบุเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท.และบั่นทอนกำลังใจพนักงาน 

     น.ส.อัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า สหภาพแรงงาน ปตท. เตรียมยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 18 พ.ค. 2559 ในเวลา 10.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ บริษัท ปตท. กรณีมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคพยายามให้ข้อมูลสาธารณชนว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินให้รัฐไม่ครบถ้วน และฟ้องร้องต่อศาลปกครองหลายครั้ง แม้ศาลฯจะวินิฉัยว่า ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม

    ซึ่งการฟ้องร้องดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการดำเนินงานของ ปตท.และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท. และเป็นการบั่นทอนกำลังใจของพนักงาน ปตท.เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ภายหลังจากยื่นหนังสือถึงนายกฯและครม.แล้ว สหภาพ ปตท.ฯจะจัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2559 ในเวลา 13.00 น. ที่อาคารปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ปตท.ด้วย

     สำหรับหนังสือที่สหภาพแรงงาน ปตท. เตรียมยื่นต่อนายกฯและครม.มีสาระสำคัญว่า

    “นับตั้งแต่ 14 ธ.ค. 2550 ที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาและคำวินิจฉัยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ต้องคืนให้แก่รัฐ ซึ่งฟ้องร้องโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งต่อมาได้มีการดำเนินการจนกระทั่งได้มีการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนกระทรวงการคลังครบถ้วน และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2551 ว่า ปตท.ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ฟ้องร้องยังคงฟ้องร้อง และพยายามให้ข้อมูลต่อสาธารณชนว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วย และฟ้องร้องต่อศาลฯอีกหลายครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายศาลฯได้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา

    และเมื่อวันที่ 4เม.ย. 2559 ประธานผู้ตรวจเงินแผ่นดินได้ฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อกรณีดังกล่าวอีก โดยครั้งนี้มีประเด็นข้อสงสัย สหภาพแรงงานที่คัดค้านการแปรรูป แต่ถูกปิดปากด้วยหุ้นที่ให้กับฝ่ายบริหารและพนักงาน ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง เป็นการดูหมิ่นสหภาพแรงงานและพนักงาน ปตท.เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการให้สิทธิพนักงานจองหุ้น ปตท. นั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการให้พนักงานมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัท หรือ ESOP (Employee Stock Ownership Plan) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของบริษัทชั้นนำของโลก ซึ่งการดำเนินการเป็นไปด้วยความสุจริตตามหลักธรรมาภิบาล

    อีกทั้งเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2559 คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) เห็นพ้องกับผลการตรวจสอบของ สตง.ที่ให้ไว้ก่อนมีคำสั่งศาลฯ 26 ธ.ค. 2551 ว่า ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินไม่เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และ มติ ครม.  ทั้งๆที่ เมื่อ 20 ก.พ. 2552 สตง.ได้มีหนังสือแจ้งต่อ ปตท.และเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองว่า ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินฯไม่ครบ แต่ถือคำวินิจฉัยของศาลฯเป็นที่ยุติ

     การดำเนินการครั้งแล้วครั้งเล่า ที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัยในการดำเนินงานของ ปตท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐ กรณีการปฏิบัติตามคำพิพากาของศาลปกครองสูงสุดว่ายังไม่ครบถ้วน ย่อมเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นสมบัติของชาติ อีกทั้งเป็นการบั่นทอนกำลังใจของพนักงาน ปตท. เป็นอย่างมาก

     ทั้งนี้ สหภาพ ปตท.ฯเห็นว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2551 , หนังสือจาก สตง. ถึงศาลปกครองเมื่อ 20 ก.พ. 2552 , หนังสือจากศาลปกครองถึง สตง. เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2552 ซึ่งแจ้งไปยัง สตง.ว่า ผู้ถูกฟ้องดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว , มติครม.ที่รับทราบเรื่องการแบ่งแยกทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2553 รวมถึงล่าสุดคือ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 ยังคงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด เมื่อ 21 พ.ค. 2558 ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลฯ วันที่ 26 ธ.ค. 2551 นั้น ล้วนเป็นข้อมูลที่ควรจะสร้างความมั่นใจว่า ปตท.ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และควรยุติการฟ้องร้องต่อศาลฯ ว่า ปตท.คืนทรัพย์สินไม่ครบตามคำพิพากษาของศาลที่มีมาอย่างยาวนานเกือบทศวรรษได้แล้ว

     แต่ด้วยยังมีการเสนอให้มีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองอีก โดยครั้งนี้ผู้เสนอได้นำเรียนให้ ครม.ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลฯด้วย ดังนั้น สหภาพ ปตท.ฯจึงตัดสินใจนำเรื่องร้องทุกข์ต่อนายกฯและครม. เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ ปตท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของชาติ ที่จำเป็นต้องได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนเพื่อความมั่นคงขององค์กร ที่มีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศชาติ สหภาพฯ ขอยืนยันว่า การดำเนินการแปรรูป ปตท.ให้เป็น บริษัท (มหาชน) นั้น สหภาพฯ และพนักงาน ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการแปรรูป ปตท. อย่างจริงจัง โดย ปตท.ยังคงสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจและปัจจุบัน ปตท.ยังคงปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้เช่นเดียวกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย”