ข่าวทั้งหมด

Date : 24 / 05 / 2016

  • Date : 24 / 05 / 2016
    ศาลปกครองกลางไม่รับคำฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีทวงคืนท่อก๊าซ ที่ยื่นฟ้องบุคคล
    ศาลปกครองกลาง ไม่รับคำฟ้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีทวงคืนท่อก๊าซฯ คำวินิจฉัยระบุการฟ้องตัวบุคคลไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งสั่งไม่เพิกถอนมติ ครม.เมื่อปี 2550 
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้ลงข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัววันนี้(24 พ.ค.) ระบุถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมา กรณีคืนท่อก๊าซธรรมชาติไม่ครบถ้วนว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2559 ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยไม่รับฟ้องคดีดังกล่าว เนื่องจากบุคคลที่ผู้ตรวจการฯฟ้องร้องนั้นบางคนพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว และบางคนไม่ได้มีตำแหน่งในขณะที่ยื่นฟ้อง พร้อมทั้งไม่มีเหตุแห่งการเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2550 และศาลฯยังไม่มีคำสั่งเรียกให้ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงานและ ปตท. ทำคำให้การสำหรับผู้ถูกฟ้องแต่อย่างใด
     
    ทั้งนี้ผู้ตรวจการฯ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง หมายเลขดำที่ 510/2559 หน่วยงานและบุคคล ดังต่อไปนี้
     (1) กระทรวงการคลัง 
     (2) นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)
     (3) นายกรณ์ จาติกวณิช (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)
     (4) ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี (อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง)
     (5) กระทรวงพลังงาน
     (6) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน)
     (7) นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน)
     (8) นายประสิทธิ์ สืบชนะ (อดีตรองอธิบดีกรมธนารักษ์)
     (9) นายอำนวย ปรีมนวงศ์ (อดีตที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์)
     (10) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
     (11) นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ (อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน))
     
    นายปิยสวัสดิ์ ระบุด้วยว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2559 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งยาวถึง 14 หน้า ไม่รับฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีนี้ในส่วนบุคคลโดยให้เหตุผลว่า "ผู้ตรวจการแผ่นดินตั้งใจฟ้องบุคคลในคดีนี้ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เมื่อบุคคลเหล่านี้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จึงมิใช่เจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย" และ "การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินตั้งใจยื่นฟ้องบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้มีตำแหน่งในขณะยื่นฟ้อง ณ วันที่ 4 เมษายน 2559 นั้น จึงย่อมไม่มีสิทธิฟ้องบุคคลธรรมดาได้
     
    นอกจากนั้น ในคำสั่ง ยังมีข้อความที่น่าสนใจคือ โดยที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 เป็นเพียงการกำหนดแนวทางการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.35/ 2550 เท่านั้นมติคณะรัฐมนตรี ดังกล่าวจึงมิได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่บุคคลใดที่จะเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีเพื่อเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้แต่อย่างใด
     
    ทั้งนี้ ศาลยังไม่มีคำสั่งเรียกให้ทำคำให้การสำหรับผู้ถูกฟ้องคดีที่เป็นองค์กร คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และปตท. แต่อย่างใด
     
  • Date : 24 / 05 / 2016
    ชงบอร์ดปตท.ชี้ชะตาธุรกิจถ่านหิน27พ.ค.นี้
    บอร์ด ปตท.เตรียมพิจารณาอนาคตธุรกิจถ่านหินในวันที่ 27 พ.ค.นี้  ซีอีโอ ระบุ 2 เหมืองถ่านหินเริ่มกลับมามีกำไร หลังลดต้นทุนสำเร็จ พร้อมระบุ ปตท.ได้ลงนามความร่วมมือศึกษาด้านก๊าซและนำ้มันกับเอกชนยักษ์ใหญ่ 2 รายของรัสเซีย เชื่อเป็นหุ้นส่วนที่ดีด้านพลังงานต่อกัน
     

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) ปตท.ในวันที่ 27 เดือน พ.ค.นี้ จะมีการนำเสนอเกี่ยวกับธุรกิจถ่านหินของ ปตท. เพื่อให้บอร์ดพิจารณาตัดสินใจอนาคตของธุรกิจนี้

     
    ทั้งนี้ที่ผ่านมาธุรกิจถ่านหินประสบปัญหาขาดทุนเพราะราคาตลาดโลกตกต่ำ อย่างไรก็ตามขณะนี้ ปตท.สามารถดำเนินการผลิตถ่านหินจาก 2 เหมืองเดิมได้แล้ว ด้วยการลดต้นทุนให้ต่ำกว่าราคาขาย ทำให้ธุรกิจยังคงมีกำไรอยู่ 
     
    "ปตท.ทำการลดต้นทุนทั้งด้านการผลิต ค่าใช้จ่ายการขนส่ง รวมทั้งตัดสินใจเลือกชะลอการผลิตเหมืองใดบ้าง และใช้กลไกการตลาดสำหรับการขายอย่างดีที่สุด เป็นต้น "นายเทวินทร์ กล่าว
     
    นายเทวินทร์  กล่าวด้วยว่า ปตท.ตั้งเป้าหมายผลิตถ่านหิน 8 ล้านตันภายในปีนี้ โดยไตรมาสแรกผลิตไปแล้ว 2 ล้านตัน และต้นทุนการผลิตขณะนี้อยู่ที่ 30 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน จากเดิมอยู่ที่ 35-40 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน 
     
    นายเทวินทร์  กล่าวว่า นอกจากนี้ ปตท.ได้ร่วมเดินทางไปกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อไปเยือนประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 17-19 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งการเดินทางไปในครั้งนี้ ปตท.ได้ร่วมลงนามศึกษาความร่วมมือด้านก๊าซธรรมชาติกับบริษัท ก๊าซพรอม (Gazprom) และบริษัท  โนวาเท็ก ( Novatekซึ่งเป็นบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย เพื่อศึกษาความร่วมมือด้านก๊าซฯระหว่างกัน โดยจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในอนาคตคาดว่าจะมีการซื้อขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ก่อน และจะมีการศึกษาการลงทุนและพัฒนาปิโตรเลียมต่อไปด้วย 
     
    "รัสเซียเป็นประเทศที่มีปริมาณการผลิตนำ้มันและก๊าซฯ อันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งไทยเห็นว่า น่าจะเป็นหุ้นส่วนที่ดีด้านพลังงานได้ จึงได้มีการลงนามศึกษาความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยเบื้องต้นไทยอาจจะซื้อก๊าซและน้ำมันดิบเข้ามาใช้ในไทยด้วย"นายเทวินทร์ กล่าว
     
     

           
           

Date : 23 / 05 / 2016

  • Date : 23 / 05 / 2016
    ปตท.คาดราคาน้ำมันดิบคืนสมดุล60เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลใน2-3ปีนี้
    ปตท.ชี้ราคาน้ำมันผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เตรียมปรับคืนสู่สมดุล 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลใน 2-3 ปีจากนี้ เผยผลกำไรไตรมาสแรกปี 2559 เพิ่มขึ้น 1,085 ล้านบาท จาก 4 ธุรกิจ NGV น้ำมันคอนเดนเสท เทรดดิ้งและไฟฟ้า คาดปีนี้NGV เลิกขาดทุน
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ อยู่ระดับ 30 สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งคาดว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดของราคาน้ำมันไปแล้ว และราคาจะทยอยกลับมาสู่จุดสมดุลใหม่ที่ 50-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า  เพราะขณะนี้สหรัฐฯ เริ่มทยอยลดกำลังการผลิตน้ำมันชั้นหินดินดาน(เชลล์ออยส์)ลงตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากไม่คุ้มค่าการผลิต ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทยอยปรับขึ้น แต่จะไม่กลับมาสูงมาก เพราะยังมีน้ำมันจากประเทศอิหร่านที่เตรียมปล่อยออกมาจำหน่ายสู่ตลาดโลกอีก
     
    อย่างไรก็ตามในปีนี้คาดว่าราคาน้ำมันจะเฉลี่ยอยู่ระดับ 35-40 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่ง ปตท.จะดูว่าการลงทุนระยะสั้นจะคุ้มค่าหรือไม่ แต่คาดว่าจะไม่กระทบการลงทุน เพราะส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการลงทุนระยะยาวจะต้องพิจารณาอีกที เพราะมองว่าราคาน้ำมันน่าจะอยู่ระดับสมดุลที่ 60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงคงต้องชะลอไปก่อน
     
    สำหรับผลการดำเนินงาน ปตท.ไตรมาสแรกของปี 2559 นั้น ยังเติบโตได้ดีจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(NGV) ธุรกิจน้ำมันและคอนเดนเสท ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจเทรดดิ้ง ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันได้แก่ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจปิโตรเคมีจากการกลั่นน้ำมัน และธุรกิจถ่านหิน
     
    โดย ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ จำนวน 23,669 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,085 ล้านบาท หรือ 4.8% จากไตรมาส 1 ปี 2558 ที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 22,584 ล้านบาท สาเหตุหลักจากต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ปรับลดลงมากตามราคาน้ำมันดิบที่ลดลงตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ทำให้ผลการดำเนินงานของ ปตท. ดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ในส่วนของการขายผลิตภัณฑ์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งNGVมีผลขาดทุนที่ลดลง
     
    “ ปตท. ขาดทุนธุรกิจ NGV มาตั้งแต่เริ่มธุรกิจเมื่อ 10 ปีก่อน สะสมรวมแล้วกว่า 1.3 แสนล้านบาท แต่จากนโยบายกลไกราคาเสรี NGV ทำให้ไตรมาสแรกนี้ ปตท.ขาดทุนลดลงเหลือ 937 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนถึง 3,005 ล้านบาท แต่ภายในปีนี้ปตท.คาดว่าจะไม่ต้องแบกภาระขาดทุนอีกต่อไป” นายเทวินทร์ กล่าว
     
    สำหรับผลการดำเนินงานบริษัทในเครือนั้น บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ยังอ่อนตัวลงตามราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบ ซึ่งลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลงเล็กน้อย โดยในส่วนของโรงกลั่นนั้น ค่าการกลั่นทางบัญชีปรับตัวลดลงจากกำไรขั้นต้นจากการกลั่นไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันที่ปรับลดลง ขณะที่ผลการดำเนินงานของโรงปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ปรับสูงขึ้นจากกำไรขั้นต้นต่อหน่วยผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น  นอกจากนั้น ในงวดนี้ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายก็ลดลงด้วย และจากค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ ที่แข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2558 ส่งผลให้บริษัทในกลุ่ม ปตท. มีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น
     
    ในไตรมาสที่ 1 ปี 2559 ปตท. และบริษัทย่อยมียอดขาย 386,940 ล้านบาท  ลดลง 24.9%  และมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ยและค่าเสื่อม( EBITDA) 71,343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8%  กำไรสุทธิต่อหุ้น 8.23 บาท เพิ่มขึ้น 4.3%
     
    “แม้กำไรสุทธิไตรมาส 1 ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และทิศทางราคาน้ำมันที่ค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผลการดำเนินงานของ กลุ่ม ปตท. ในปีนี้ แต่นโยบายการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพนั้นยังเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสภาวะราคาน้ำมันปัจจุบันที่ได้รับแรงกดดันจากปริมาณล้นตลาด”นายเทวินทร์ กล่าว 
  • Date : 23 / 05 / 2016
    ซีอีโอปตท.ย้ำคดีท่อก๊าซต้องยึดตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

    ซีอีโอปตท.พร้อมหารือกระทรวงคลัง,สตง. ตามคำแนะนำรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ ยืนยันกรณีท่อก๊าซ ต้องยึดตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด 

     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และ ปตท. กลับไปหารือกันกรณีความขัดแย้งเรื่องการทวงคืนท่อก๊าซธรรมชาติว่า การที่รองนายกฯให้หน่วยงานที่มีความเห็นต่างมาคุยกันถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สุดท้ายหากผลการหารืออกมายังเป็นความเห็นต่างกันเช่นเดิม ปตท. ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้  เนื่องจากที่ผ่านมา ปตท.ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างครบถ้วนแล้ว
     
    “เป็นเรื่องดีที่ให้หน่วยงานซึ่งที่มีความเห็นต่าง ได้มาคุยกัน มาคุยกันว่าเหลือใครที่ยังไม่ทำตามศาลฯบ้าง แต่ถ้าคุยแล้วยังเห็นต่างกันเหมือนเดิม ปตท.ก็ไม่รู้จะทำอะไรได้มากไปกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาดำเนินการตามคำสั่งศาลมาโดยตลอดอย่างครบถ้วนแล้ว” นายเทวินทร์ กล่าว
     
    สำหรับกระบวนการคืนท่อก๊าซฯที่ผ่านมา ปตท.ก็ดำเนินการตามและรายงานการดำเนินการให้ศาลทราบมาโดยตลอดถึง 9 ครั้ง แต่ต่อมายังมีคำฟ้องร้องต่อศาลฯอีกว่า ปตท.คืนท่อก๊าซฯไม่ครบถ้วน และทางศาลก็ยืนยันกลับมาถึง 5 ครั้ง ทั้งจากศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุด และมติของตุลาการศาลปกครองสูงสุดก็ยังระบุว่า ปตท.คืนท่อก๊าซฯครบถ้วนแล้ว อีกทั้งยังจำหน่ายคดีการฟ้องร้องว่า ปตท.คืนท่อก๊าซฯมาครบ ออกไปแล้วด้วย ซึ่งปตท. ขอยืนยันว่าไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้แล้ว  
     
    “ปตท.ในฐานะรัฐวิสาหกิจและบริษัท มหาชน ยืนยันที่จะกำกับกิจการที่ดีและถึงยึดตามความถูกต้องของกฎหมายด้วย  ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินการตามนโยบายภาครัฐ แต่เมื่อมีความขัดแย้งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปตท. ก็พร้อมไปชี้แจงและปฏิบัติตามตั้งแต่ปี 2550-2551 และรายงานให้ศาลฯทราบอย่างต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง แต่ก็ยังมีการฟ้องร้องว่าคืนท่อก๊าซฯไม่ครบถ้วนอีก และศาลฯพิจารณาหลายครั้ง จนมติของตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีมติว่าคืนครบถ้วนแล้ว และจำหน่ายการฟ้องร้องคดีออกไปแล้ว ดังนั้น ปตท.ไม่สามารถจะทำอะไรได้มากกว่านี้แล้ว ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำน้อยกว่าคำสั่งศาลแต่อย่างใด และทำครบถ้วนทุกอย่างแล้วด้วย”นายเทวินทร์ กล่าว

     

Date : 22 / 05 / 2016

  • Date : 22 / 05 / 2016
    ยอดใช้กลุ่มเบนซินเดือนเม.ย.เพิ่ม3.93%
    กรมธุรกิจพลังงาน เผยยอดใช้เบนซิน โซฮอล์ เดือนเม.ย. เพิ่ม 3.93% เหตุประชาชนแห่ใช้รถเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่การใช้ก๊าซ LPG และ NGV ปรับลดลง ชี้ยอดนำเข้า LPG พุ่ง 201.43% เพื่อ built stock 
     

    รายงานข่าวจากกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ยอดใช้น้ำมันประจำเดือน เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา  กลุ่มน้ำมันเบนซิน โซฮอล์ มียอดการใช้เพิ่มขึ้น 3.93% เมื่อเทียบกับเดือนมี.ค.2559 โดยมียอดใช้อยู่ที่ 29.51 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ทำให้ประชาชนเดินทางมากขึ้น  ขณะที่ยอดใช้น้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลง 4.74% อยู่ที่ 62.30 ล้านลิตรต่อวัน  เนื่องจากภัยแล้งทำให้ภาคเกษตรใช้ดีเซลน้องลง ประกอบกับโรงไฟฟ้าใช้ดีเซลลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมี.ค.2559 

     
    ส่วนสถานการณ์การใช้ก๊าซหุงต้ม(LPG)เดือนเม.ย.2559 ปรับตัวลดลง 1.77% อยู่ที่ 15.61 ล้านกิโลกรัมต่อวัน เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ หยุดดำเนินการใช้ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา แต่การนำเข้า LPG เดือนเม.ย.นี้ กลับปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง  201.43% อยู่ที่ 69 ล้านกิโลกรัม เนื่องจากมีการทำสัญญาเพื่อจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพื่อ built stock เพราะเดือนก่อนนำ LPG ที่เก็บไว้มาใช้ อีกทั้งในเดือนพ.ค.นี้ จะนำเข้าลดลง เหลือเพียง 1 ลำเรือเท่านั้น 
     
    ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(NGV) นั้น ลดลง 10.14% อยู่ที่ 7.61 ล้านกิโลกรัมต่อวัน เนื่องจากเดือนเม.ย.มีวันหยุดยาวทำให้รถบรรทุกขนส่งสินค้าไม่สามารถเดินรถได้ตามปกติ 
     
    สำหรับการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเดือนเม.ย. 2559 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 18.54% อยู่ที่ 1,046,027 บาร์เรลต่อวัน เป็นผลจากการนำเข้านำ้มันดิบเพิ่มขึ้น  26.68% อยู่ที่ 980,377 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมูลค่า 43,529 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปลดลง 39.51% อยู่ที่ 65,650 บาร์เรลต่อวัน มูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปลดลง 45.75% คิดเป็นมูลค่า 3,341 ล้านบาทต่อเดือน 
     
    ส่วนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ปรับลดลง 27.85% อยู่ที่ 110,290 บาร์เรลต่อวัน และมูลค่าส่งออกลดลง 28.73% คิดเป็นมูลค่า 4,838 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นการลดลงของน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันก๊าด น้ำมันอากาศยาน และน้ำมันเตา เนื่องจากโรงกลั่นกลับมาเดินเครื่องได้ตามปกติ 
  • Date : 22 / 05 / 2016
    เยอรมันเปิดGreen Banking5ประเทศในอาเซียนรวมไทย

    สนพ.เผย เยอรมันเปิดโครงการ“Green Banking”ใน 5 ประเทศอาเซียน ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนเป็นเวลา 3 ปี ผู้สนใจสมัครได้ตั้งแต่ 4 พ.ค.-1 ก.ค.นี้ 

     

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถาบันพลังงานหมุนเวียน (Renewables Academy AG – RENAC) ของประเทศเยอรมนี ได้เสนอให้มีโครงการใหม่ที่จะส่งเสริมศักยภาพและประสิทธิภาพในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน ในชื่อ “กรีนแบงกิ้ง” (Green Banking) สำหรับกลุ่มประเทศในเอเชีย ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย

    ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังงานสะอาด และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะมีการจัดอบรมและพัฒนาบุคลากรให้กับบุคลากรในธนาคารและสถาบันการเงินเพื่อได้รับโอกาสศึกษาความรู้ในเรื่องนี้ สำหรับนำไปใช้ต่อยอดธุรกิจ ซึ่งจะเป็นการช่วยขับเคลื่อนระบบการกู้-ยืม เพื่อสำหรับพัฒนาโครงการด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานให้คล่องตัวขึ้น

    โดยโครงการกรีนแบงกิ้ง รุ่นล่าสุดที่กำลังจะเปิดรับสมัครนั้น จะครอบคลุมระยะเวลา ระหว่างปี 2559 – 2561ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้พบปะกับตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธนาคารและผู้ประกอบการด้านพลังงานหมุนเวียนของประเทศเยอรมนี รวมทั้งโอกาสที่จะศึกษาดูงาน ณ สถานที่ปฏิบัติงานจริง ให้เข้าใจลักษณะธุรกิจและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโครงการอนุรักษ์พลังงาน (EE) รวมทั้งธุรกิจ ESCO และพลังงานทดแทน (RE) พร้อมทั้งมีการจัดเตรียมฝึกอบรมทางออนไลน์ อบรมเต็มหลักสูตร เช่น หลักสูตรผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินสีเขียว (Green Finance Specialist) การเข้าเยี่ยมกลุ่มตัวแทนและการประชุมแบบ B2B (ธุรกิจกับธุรกิจ) เป็นต้น

    ผู้ที่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ต้องเป็นบุคลากรจากสถาบันต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน, ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงาน, สถาบันและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมือง เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 4 พ.ค. – 1 ก.ค. 2559หรือสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.renac.de/en/current-projects/green-banking.

     

Date : 21 / 05 / 2016

  • Date : 21 / 05 / 2016
    IES ชูกระแสCOP21ผลักดันโรงไฟฟ้าพลังงานลม600เมกะวัตต์ในสปป.ลาว

    IES ชู กระแสCOP21ผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในสปป.ลาว ขนาด600เมกะวัตต์ ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ขายไฟฟ้าให้ประเทศไทย ในราคาถูกกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซ ชี้สถาบันการเงินระหว่างประเทศพร้อมสนับสนุนเงินกู้ แล้วกว่า1พันล้านเหรียญสหรัฐ

    โครงการ มอนสูน วินด์ พาวเวอร์  ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองดากจึง แขวงเซกอง และเมืองซานไซ  แขวงอัตตะบือ ทางตอนใต้ของประเทศลาว โดยอยู่ห่างจากเขตชายแดนจังหวัดอุบลราชธานีของไทย ประมาณ150 กิโลเมตร และห่างจากเขตชายแดนเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ประมาณ50 กิโลเมตร โดยมีบริษัทอิมแพค เอเนอยี่ กรุ๊ป ภายใต้บริษัทอิมแพค อิเล็คตรอนส์ สยาม จำกัด (IES) ซึ่งเป็นเอกชนไทยเป็นผู้พัฒนาโครงการ

    ทั้งไทยและลาว ต่างเป็นส่วนหนึ่งใน146 ประเทศ ที่ร่วมลงนาม ในความตกลงที่จะร่วมลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ สมัยที่21 หรือ COP21 ที่ปารีส เมื่อเดือนธันวาคมปี 2558 โดยประเทศที่ร่วมลงนามจะต้อง  จำกัดการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสนับสนุนการผิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เข้าสู่ระบบเพิ่มมากขึ้น  โดยโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลม ขนาด600เมกะวัตต์ หากดำเนินการได้สำเร็จตามแผน จะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 60.7 ล้านตันตลอดระยะเวลาโครงการ25ปี  เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน  จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลของสปป.ลาว สนับสนุนโครงการดังกล่าว

    นายวรมน ขำขนิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ มอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ถือเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแห่งแรกในลาว ที่บริษัทคนไทยเข้าไปพัฒนาโครงการ  โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนทั้งโครงการประมาณ 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาทโดยแบ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และสายส่งขนาด500KVอีกประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเชื่อมต่อกับประเทศผู้ซื้อไฟฟ้า โดยที่รัฐบาลสปป.ลาว ให้สิทธิ์ผู้พัฒนาโครงการในการขายกระแสไฟฟ้าให้กับใครก็ได้ ที่พร้อมรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับการขายกระแสไฟฟ้าให้กับประเทศไทยก่อนเป็นลำดับแรก เพราะจะทำให้ทั้งไทยและสปป.ลาวได้ผลประโยชน์ร่วมกัน

    สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการ ได้มีการลงนามความร่วมมมือด้านการดำเนินการก่อสร้าง(EPC) กับบริษัทเวสทัส(Vestas) ซึ่งเป็นผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของโลกจากยุโรป เพื่อให้การดำเนินการด้านวิศวกรรม ทางเทคนิคและการก่อสร้าง  โดยในส่วนของการสนับสนุนด้านเงินกู้นั้น ทาง International Finance Corporation หรือ IFC และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือADB ได้มีหนังสือแจ้งเจตจำนง(Letter of Intent)ในการสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการมูลค่ารวม10.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ70% ของค่าใช้จ่ายรวมของโครงการ

    นายวรมน กล่าวว่า โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ มีจุดเด่นในเรื่องของค่าไฟฟ้า เฉลี่ยตลอดอายุโครงการที่สามารถขายกลับมาให้ประเทศไทยได้ในอัตราประมาณ3.80บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่า การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้LNG เป็นเชื้อเพลิง

    อีกทั้งรัฐบาลไทยไม่จำเป็นต้องมีภาระในการอุดหนุนค่าไฟฟ้า ในรูปของFeed in Tariff –FiT ในอัตรา6.06 บาทต่อหน่วยเป็นระยะเวลา20ปี  เหมือนที่รัฐให้การส่งเสริมกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศ

    อีกประเด็นที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านไฟฟ้าของไทยคือ โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์  ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ตั้งอยู่รอบโครงการ กำลังการผลิตมากกว่า1,500เมกะวัตต์  ที่จะสามารถจะจ่ายไฟฟ้าเข้ามาในระบบสายส่ง500KV ของโครงการเพื่อขายกระแสไฟฟ้าให้กับประเทศไทยได้อีกในอนาคต

    สำหรับโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ นั้น บริษัทได้ทำบันทึกข้อตกลง(เอ็มโอยู) กับรัฐบาลสปป.ลาวตั้งแต่ปี 2554 ที่จะทำการศึกษาความเป็นไปได้ ทำการวัดข้อมูลความเร็วลมต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา 3 ปีโดย มีค่าเฉลี่ยความเร็วลมที่ 6 เมตรต่อวินาที  ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้า จึงได้ลงนามในสัญญาการพัฒนาโครงการมาตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2558 เป็นต้นมา โดยจากการวิเคราะห์ปริมาณข้อมูลลมที่วัดได้  พบว่ามีค่าเฉลี่ยของการผลิตไฟฟ้าในและวันค่อนข้างสม่ำเสมอโดยในช่วงกลางวันมีค่าเฉลี่ย48%  และช่วงกลางคืนมีค่าเฉลี่ย52%  จึงค่อนข้างมั่นใจว่าจะสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าของไทยได้