ข่าวทั้งหมด

Date : 29 / 05 / 2016

  • Date : 29 / 05 / 2016
    คปพ.เสนอตั้งองค์การก๊าซแห่งชาติ

    คปพ.เสนอตั้งองค์การก๊าซแห่งชาติจัดการทั้งแหล่งสัมปทานและท่อก๊าซที่ถูกโอนคืนมาเป็นของรัฐ  พร้อมคัดค้านแนวทางการเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิม ในขณะที่กระทรวงพลังงานชง2แนวทางให้ กพช.ตัดสินใจ 30พ.ค.นี้ เน้นประเด็นความต่อเนื่องในการบริหารจัดการ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่29พ.ค.2559 ที่อาคารทีเอสทีทาวเวอร์ชั้น22 เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ซึ่งนำโดยนาย ธีรชัย ภูวนารถนรานุบาล,นางสาวรสนา โตสิตระกูล ,นาย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์,ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี,ดร.นพ สัตยาศัย,พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ, นาย รุ่งชัย จันทะสิงห์ ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน  คัดค้านแนวทางที่พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  จะเลือกใช้แนวทางการเจรจากับผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมรายเดิมทั้งบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำกัด ที่เป็นผู้รับสัมปทานในแปลงสำรวจ หมายเลขB10,B11,B12,B13 ครอบคลุมแหล่งเอราวัณและใกล้เคียง  และบริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน)หรือปตท.สผ. ที่เป็นผู้รับสัมปทาน ในแปลงสำรวจB15,B16,B17ครอบคลุมแหล่งบงกช  หลังจากที่สัมปทานของทั้งสองแหล่งใหญ่ หมดอายุในช่วงปี2565-2566 และไม่สามารถต่ออายุได้อีกตามกฏหมาย เพราะเคยผ่านการต่ออายุมาแล้ว เป็นระยะเวลา10ปี

    โดยคปพ.เสนอให้มีการเปิดประมูลอย่างเสรีเช่นเดียวกับการประมูลคลื่นความถี่4 Gที่โปร่งใสเป็นธรรม  และให้มีการจัดตั้งองค์การก๊าซแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่ เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินต่างๆที่จะถูกโอนกลับมาเป็นของรัฐหลังสิ้นสุด อายุสัมปทาน รวมทั้งท่อก๊าซในทะเล  ที่ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.) กำลังฟ้องร้องคดี ให้ ปตท.โอนคืนท่อก๊าซส่วนดังกล่าวกลับมาเป็นของรัฐ   โดยหากรัฐสามารถที่จะบริหารจัดการทั้งแหล่งผลิตปิโตรเลียมและท่อก๊าซในทะเลที่ถูกโอนกลับมาเป็นของรัฐทั้ง100% ได้  จะทำให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุดและประชาชนได้ใช้พลังงานในราคาที่เป็นธรรม

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงข้อเสนอของคปพ. ในส่วนของการจัดตั้งองค์การก๊าซแห่งชาติว่า  กระทรวงพลังงานมีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาขึ้นมาศึกษาดูความเป็นไปได้ และให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของการจัดตั้งเท่านั้น  โดยในการประชุม กพช. วันที่30 พ.ค. 2559 วาระการพิจารณาเรื่องแนวทางการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติที่สัมปทานจะสิ้นสุดอายุในปี2565-2566 จะมีการนำเสนอแนวทางให้ กพช.พิจารณาใน2 แนวทาง คือ1.การเจรจากับผู้รับสัมปทานรายเดิม และ2 การเปิดประมูลทั่วไปโดยมีเงื่อนไขที่รัฐต้องได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น  ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า กพช.จะเลือกแนวทางใด

    ทั้งนี้ แหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งเอราวัณและบงช ถือเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญ เพราะมีการผลิตก๊าซธรรมชาติรวมกันมากถึง 2,214ล้านลบ.ฟุตต่อวัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ ร้อยละ76 ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย ทั้งหมด  โดยหลังจากที่สัมปทานหมดอายุ ในปี2565-2566 จะยังมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่สามารถจะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ประมาณ10ปี  แต่ต้องมีการลงทุนเจาะหลุมผลิตเพิ่มอย่างต่อเนื่องทุกๆปี  โดยหากมีการบริหารจัดการไม่ต่อเนื่อง  ก็จะส่งผลต่อปริมาณการผลิต  และกระทบกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรม ปิโตรเคมี  และต้นทุนราคาพลังงานที่จะเพิ่มสูงขึ้น

     

     

Date : 27 / 05 / 2016

  • Date : 27 / 05 / 2016
    ปตท.ยังไม่ทิ้งธุรกิจถ่านหินในอินโดนีเซีย

    บอร์ด ปตท.มีมติไม่ขายทิ้งธุรกิจเหมืองถ่านหิน 2 แห่งในอินโดนีเซีย ในขณะนี้ ชี้ยังมีศักยภาพ แต่เปิดทางเจรจาหากใครเสนอราคาที่ดี  ในขณะที่ธุรกิจLNG เสนอแผนสร้างโครงการคลัง เฟส 2  ขนาด7.5 ล้านตันต่อปี ให้กพช.พิจารณา30 พ.ค.นี้

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการปตท. เมื่อวันที่27พ.ค.2559 ว่า ที่ประชุมมีมติไม่ขายหุ้นในเหมืองถ่านหินทั้ง 2 แห่งในอินโดนีเซีย โดยจะเก็บธุรกิจดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากเห็นว่า เป็นธุรกิจที่ยังสามารถสร้างกำไรได้  หลังจากที่มีแผนการลดต้นทุนเฉลี่ยให้ได้ต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ภายในปีนี้   จากที่ปัจุบันยังอยู่ที่ 54เหรียญสหรัฐฯต่อตัน

    บอร์ด ปตท.เห็นว่า หากขายธุรกิจถ่านหินทิ้งในช่วงนี้ก็จะไม่ได้กำไร เนื่องจากราคาถ่านหินโลกตกต่ำ ในขณะที่คุณภาพของถ่านหินจากเหมืองทั้ง 2 แห่ง มีค่าความร้อนสูง และเหมืองอยู่ใกล้ทะเล  ทำให้มีค่าใช้จ่ายในขนส่งถ่านหินต่ำและสามารถแข่งขันกับเหมืองอื่นๆได้   อย่างไรก็ตาม ยังเปิดทางเอาไว้ กรณีที่มีผู้เสนอซื้อในราคาที่ดีและมีความตั้งใจจริง ที่จะเข้ามาทำธุรกิจ ปตท.ก็พร้อมที่จะพิจารณาขาย

    นอกจากนี้ ปตท.ได้ส่งทีมงานไปศึกษาการลงทุนเหมืองถ่านหินมาดากัสการ์และบรูไน ซึ่งเป็นเหมืองใหม่ที่ยังไม่พัฒนา แต่หากมีต้นทุนสูงก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบพัฒนาและผลิต

    สำหรับธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือLNG นั้น บอร์ดปตท.มีมติให้เสนอโครงการสร้างคลังรับจ่าย(LNG) แห่งที่ 2 เฟสแรกขนาด7.5 ล้านตันต่อปี วง เงินลงทุนประมาณ  3.85 หมื่นล้านบาท หลังจากที่มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่ผ่านมา ให้ปตท.เป็นผู้พิจารณาเลือกการลงทุนระหว่างคลังขนาด 5 ล้านตันต่อปี  หรือ 7.5 ล้านตันต่อปี

    โดย ปตท.มองว่า ในอีก 5-6 ปีข้างหน้า คลัง LNG แห่งที่ 1 ขนาด 10 ล้านตันจะเต็มศักยภาพ ในการรองรับ  ในขณะที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งของเอกชนและของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) คือโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และเทพา ยังถูกคัดค้าน  ซึ่งหากโครงการดังกล่าวมีความล่าช้าออกไปจากแผนPDP2015 ก็จะต้องมีโรงไฟฟ้าก๊าซเข้ามาทดแทน ดังนั้น การลงทุนสร้างคลัง LNG แห่งที่ 2 เฟสแรกควรอยู่ที่ 7.5 ล้านตัน  เพื่อไม่ให้ประเทศขาดแคลนไฟฟ้า  นอกจากนี้ ยังสามารถลดต้นทุนการลงทุนได้กว่า 1,000 ล้านบาท    โดยแนวทางดังกล่าวจะมีการเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ( กพช.)ในวันที่ 30 พ.ค. นี้

  • Date : 27 / 05 / 2016
    ปตท.พร้อมทำคำชี้แจงคดีท่อก๊าซส่งศาลปกครองกลางภายใน30วัน
    ปตท.พร้อมส่งคำชี้แจงต่อศาลปกครองคดีท่อก๊าซภายใน30วัน หลังศาลปกครองกลางรับคำฟ้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันที่ผ่านมาดำเนินการครบถ้วนตามคำพิพากษา
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการปตท.เมื่อวันที่27พ.ค.2559ว่า ปตท.ได้รับหมายศาลปกครองกลางอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งหมายถึงศาลได้รับคำฟ้องคดีท่อก๊าซ ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ยื่นฟ้อง โดยศาลได้มีคำสั่งให้ปตท.ทำคำชี้แจงกรณี ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2550 ในการคืนท่อก๊าซฯครบถ้วนตามที่ศาลเคยมีคำสั่งไว้หรือไม่  โดยให้ทำคำชี้แจงกลับมายังศาลปกครองกลางภายใน 30 วัน
     
    อย่างไรก็ตามภายหลังจากได้รับหมายศาลดังกล่าวแล้ว ปตท.จะเริ่มแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าได้รับหมายศาลดังกล่าว และจะเริ่มส่งคำชี้แจงกลับไปยังศาลตามกฎหมาย
     
    “ปตท. ยืนยัน 100% ว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินการคืนท่อก๊าซฯครบถ้วนตามคำสั่งศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และการดำเนินการคืนท่อก๊าซฯที่ผ่านมาได้แจ้งต่อ ครม. กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง ศาล และตลท. อย่างต่อเนื่อง ว่าได้ทำอะไรไปบ้าง จนวันที่7 เม.ย. 2559 มติคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองสูงสุด ระบุไม่รับการพิจารณาคดีดังกล่าวอีกแล้ว ซึ่ง ปตท.ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากกว่านี้” นายเทวินทร์กล่าว
     
    นายเทวินทร์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามหากศาลเห็นว่าปตท.ยังทำไม่ครบถ้วนจริง ปตท.ก็พร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง แต่จะทำมากกว่าหรือน้อยกว่าที่ศาลมีคำสั่งไม่ได้ เพราะปตท.ไม่มีอำนาจ โดยหากคืนท่อก๊าซฯมากกว่าที่กฎหมายกำหนด ปตท.จะผิดกฎหมายมหาชน ของ ตลท.  
  • Date : 27 / 05 / 2016
    แนะปตท.ซื้อแหล่งผลิตปิโตรเลียมรักษาระดับการผลิตก๊าซในอ่าวไทย
    “อนันตพร” แนะ ปตท.ศึกษาความคุ้มค่าการเข้าซื้อหุ้นแหล่งผลิตก๊าซจากนักลงทุนต่างชาติ หลังทยอยประกาศขายออกมา ชี้หากไม่มีผู้ประกอบการรายใดสนใจ จะให้ปตท.สผ.เข้าซื้อเพื่อรักษาระดับการผลิตก๊าซฯในไทยให้ต่อเนื่อง
     
    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหารบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ว่า ให้ ปตท.ไปศึกษาความคุ้มค่าในการเข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่สำรวจและผลิตปิโตรเลียมต่างชาติที่ประกาศขายออกมา โดยเฉพาะบริษัท เชลล์ และกรณีบริษัท เชฟรอน ที่มีกระแสข่าวจะขายหุ้นแหล่งอาทิตย์ ที่จ.สงขลา อย่างไรก็ตามหากไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้าไปซื้อ ทาง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.)น่าจะมีความพร้อมเข้าไปซื้อเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซฯของไทย
     
    นอกจากนี้ยังมอบนโยบาย ให้ ปตท. เตรียมปรับตัวรองรับเทคโนโลยีด้านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ในไทย การเปลี่ยนแปลงเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงการปรับตัวทางธุรกิจทั้งด้านการลงทุนในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ปตท. มีแผนจะขยายธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน(non oil) ให้มากขึ้น ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในตัวปตท.มากขึ้น เช่น ธุรกิจอเมซอน ธุรกิจเมล็ดกาแฟ เป็นต้น
     
    พร้อมกันนี้ ปตท.ต้องการให้ภาครัฐดำเนินการจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ(ซุปเปอร์โฮลดิ้ง) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ แต่ควรออกหลักเกณฑ์ให้เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการกำกับดูแลได้ในอนาคต
     
    สำหรับแนวทางการสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) แห่งที่ 2 นั้น ได้ปริมาณที่คาดว่าจะสร้างรองรับก๊าซฯระหว่าง  5 ล้านตัน หรือ 7.5 ล้านตันต่อปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยจะให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน พิจารณาในวันที่ 30 พ.ค. 2559 นี้ โดยต้องดูความคุ้มทุนในการก่อสร้างเป็นหลัก รวมทั้งปริมาณการใช้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และผลกระทบต่อประชาชน จากค่าใช้บริการท่อก๊าซฯที่จะเกิดขึ้นด้วย
     
     
     

     

     

     

Date : 26 / 05 / 2016

  • Date : 26 / 05 / 2016
    กฏหมายใหม่คุมเข้มปั๊มมุ่งเอาผิดเจ้าของไม่ใช่คนเติมน้ำมัน

    อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานสยบข่าวลือโลกออนไลน์ คนเติมน้ำมันไม่ต้องรับโทษ ชี้กฏหมายใหม่ที่จะเริ่มบังคับใช้29พ.ค.นี้ มุ่งเอาผิดเฉพาะเจ้าปั๊มน้ำมันกรณีไม่ส่งพนักงานเข้าฝึกอบรมด้านความปลอดภัย และแจ้งผู้ใช้บริการให้งดใช้โทรศัพท์หรือดับเครื่องยนต์ขณะจอดเติมน้ำมัน โดยให้ระยะเวลาปรับตัว2ปี  

    จากกรณีที่มีการแชร์ข้อความผ่านทางโลกออนไลน์โดยเฉพาะ LINE และFacebook  กันมากว่า  ใครที่เข้าไปเติมน้ำมันและปั๊มแก๊สแล้วไม่ดับเครื่องยนต์  หรือนั่งคุยโทรศัพท์ จะมีโทษปรับ100,000 บาท หรือจำคุก 1ปี โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่29 พ.ค.นี้ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง และตื่นตระหนกกันนั้น

    นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า  เรื่องดังกล่าว เป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 29 พ.ค.นี้ โดยบังคับให้สถานประกอบการปั๊มน้ำมัน ปั๊มก๊าซหุงต้ม(LPG) ปั๊มก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์(NGV) คลังก๊าซ คลังน้ำมัน รถขนส่งน้ำมันและก๊าซ และร้านค้าจำหน่ายLPG จะต้องมีพนักงานคนไทยอย่างน้อย 1 คนที่ได้รับใบอนุญาตเป็นพนักงานปฏิบัติงานประจำในสถานประกอบดังกล่าว  ที่ต้องคอยดูแลความปลอดภัยในปั๊มน้ำมันและปั๊มแก๊ส  โดยแจ้งเตือนประชาชนผู้ใช้บริการ ให้ดับเครื่องยนต์ หรืองดคุยโทรศัพท์ขณะที่มีการจอดรถเพื่อเติมน้ำมัน   ซึ่งหากผู้ใช้น้ำมันไม่ปฏิบัติตาม  พนักงานก็จะต้องไม่เติมน้ำมันหรือแก๊สให้  

    “กฏหมายดังกล่าว จะเอาผิดกับเจ้าของปั๊มที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว  ไม่ใช่เอาผิดกับประชาชนผู้เติมน้ำมัน อย่างที่มีการลือกัน  โดยกฏหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่29พ.ค.2559 นี้เป็นต้นไป แต่จะให้ระยะเวลาเจ้าของปั๊มน้ำมันและปั๊มแก๊ส ได้มีระยะเวลาเตรียมความพร้อม2ปี  ซึ่งหากพ้นจากระยะเวลาที่ผ่อนปรนให้แล้วยังไม่การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม  ทางกรมก็จะประสานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับเจ้าของปั๊ม “นายวิฑูรย์ กล่าว

    โดยโทษตามกฎหมายมาตรา 66  จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับเงินไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    “ที่ผ่านมาจะพบว่า พนักงานปั๊มน้ำมันบางแห่งละเลยมาตรฐานความปลอดภัย บ้างก็ใช้โทรศัพท์มือถือ บ้างก็ปล่อยให้มีการเติมน้ำมันได้โดยลูกค้าไม่ดับเครื่องยนต์ หรือแม้กระทั่งมีการสูบบุรหรี่ใกล้จุดเติมน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อตัวพนักงานและลูกค้าที่มาใช้บริการ ซึ่งการฝึกอบรมให้ใบอนุญาตนี้จะกำหนดสิ่งที่ไม่ควรทำในการให้บริการลูกค้า เช่น ต่อไปจะเติมน้ำมันได้จะต้องดับเครื่องก่อนเท่านั้น หรือให้ลงจากรถในระหว่างการเติมน้ำมัน เป็นต้น หากไม่ปฏิบัติตามก็ไม่สามารถให้บริการเติมน้ำมันให้ได้ แต่หากพนักงานละเลยก็จะมีความผิดที่ตัวพนักงานเป็นหลัก ในส่วนของลูกค้าแม้จะไม่มีความผิดแต่ก็อยากจะขอความร่วมมือให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัยด้วย”นายวิฑูรย์ กล่าวย้ำ

    กรมธุรกิจพลังงานคาดว่ามีสถานประกอบการต่างๆ ประมาณ 38,000-39,000 แห่งที่จะต้องส่งพนักงานเข้าร่วมอบรมเพื่อรับใบอนุญาต โดยคาดว่าจะมีพนักงานที่มาอบรมทั้งสิ้น 1 แสนคน ส่วนสถานฝึกอบรมนั้น แต่เดิมมี 7 แห่ง แต่เมื่อกฎหมายใหม่ออกมา สถานฝึกอบรมจะต้องมาขอใบอนุญาตใหม่หมด ซึ่งสถานอบรมนั้นเป็นได้ทั้งนิติบุคคล ผู้ค้ามาตรา7 สถานศึกษา แต่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ของกรมฯ เท่านั้น

     

  • Date : 26 / 05 / 2016
    เชลล์จ่อเลิกจ้างพนักงานอีกระลอก2,200คน

    เชลล์จ่อเลิกจ้างพนักงานระลอกใหม่อีก2,200คน เชื่อไม่กระทบพนักงานในไทยเพราะมีเฉพาะธุรกิจดาว์นสตรีม

    สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า บริษัท รอยัล ดัทช์ เชลล์ เตรียมเลิกจ้างพนักงานอีกอย่างน้อย 2,200 คน ซึ่งในจำนวนนี้ 475 รายจะเป็นพนักงานที่อยู่ในธุรกิจน้ำมันและก๊าซของเชลล์ในประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์    

    การเตรียมปลดพนักงานในครั้งนี้ของเชลล์ เป็นผลมาจากการเข้าซื้อกิจการสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซจากกลุ่มบีจี (BG Group) รวมถึงภาวะราคาน้ำมันที่ตกต่ำมาอย่างยาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของเชลล์ ทำให้เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการที่ลดฮวบลงอย่างมากเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี โดยมีกำไรลดลงกว่า 80% มาอยู่ที่ 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากปีก่อนหน้าที่สามารถทำกำไรได้ถึง 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

    Paul Goodfellow, Vice President ของเชลล์อังกฤษและไอร์แลนด์ เปิดเผยว่า ภาวะตลาดยังคงเป็นสถานการณ์ที่ท้าทาย แม้ว่าบริษัทจะได้มีการปรับการดำเนินธุรกิจไปแล้ว ในขณะที่การเข้าควบรวมกิจการกับกลุ่มบีจีนั้น จะทำให้เชลล์มีโอกาสกระตุ้นผลการดำเนินงานของบริษัทในสถานการณ์ “ลดเพื่อรอด” (lower  for longer) โดยผู้บริหารของเชลล์กล่าวว่า บริษัทจำเป็นต้องลดฐานค่าใช้จ่ายลง ในขณะเดียวกันต้องเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตและปรับโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมกับการรวมกิจการและแผนธุรกิจในอนาคต

    ทั้งนี้ ผู้ถูกเลิกจ้างจำนวน 475 คนในอังกฤษ จะเป็นพนักงานจากสำนักงานใหญ่ในเมืองอเบอร์ดีน และบางส่วนเป็นพนักงานบนแท่นผลิตและโรงผลิตที่ Mossmorran โดยการเลย์ออฟครั้งล่าสุดนี้ คาดว่าจะดำเนินการภายในสิ้นปีนี้ ซี่งหากรวมกับการเลิกจ้างพนักงานและผู้รับเหมาช่วงของเชลล์ที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว จนทำให้จำนวนผู้ถูกเลิกจ้างมีทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 12,500 ตำแหน่ง

    ข้อมูล ณ สิ้นปี 2558 เชลล์ มีการจ้างงานทั้งสิ้นราว 90,000 ตำแหน่งทั่วโลก ในขณะที่กลุ่มบีจีมีการจ้างงาน 4,600 ตำแหน่ง สำหรับเชลล์ ก่อนหน้านี้เมื่อปีที่ผ่านมา ได้ประกาศเลิกจ้างไปแล้ว 7,500 ตำแหน่ง และเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ ได้ประกาศเลิกจ้างอีก 2,800 ตำแหน่ง

    ในขณะที่ทีมประชาสัมพันธ์บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว Energy News Center ว่า เชลล์ สำนักงานใหญ่ เคยประกาศปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพธุรกิจน้ำมัน ในช่วงแจ้งผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2558 ซึ่งในครั้งนั้นได้ประกาศจะปรับลดพนักงานลง 6,500 ตำแหน่งทั่วโลก และให้มีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยเห็นว่าภาคการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมในต่างประเทศอาจได้รับผลกระทบดังกล่าว 

    อย่างไรก็ตามในส่วนของการปรับลดพนักงาน 2,200 อัตรานั้น ทางเชลล์ ประเทศไทย ยังไม่ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวว่าจริง เท็จประการใด แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อพนักงานในประเทศไทย เนื่องจากธุรกิจเชลล์ในไทยเป็นธุรกิจขั้นปลาย (downstream) จึงไม่มีการปรับลดพนักงาน หรือ ปรับโครงสร้างองค์กร ทุกคนยังทำงานเป็นปกติ 

  • Date : 26 / 05 / 2016
    กกพ. ขยายเวลารับข้อเสนอขายไฟฟ้าชีวมวลพื้นที่ชายแดนใต้

    กกพ. ขยายเวลารับข้อเสนอขายไฟฟ้า เพิ่มอีก 7 วัน เป็นระหว่างวันที่ 15 –30 มิ.ย. 59 จากเดิม กำหนดให้ยื่นช่วง 15-21 มิ.ย. ระบุต้องการให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาในการจัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้ถูกต้องครบถ้วนมากยิ่งขึ้น เผยจะประกาศชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกขั้นตอนแรกแง่คุณสมบัติและข้อเสนอด้านเทคนิคภายใน 22 ก.ค. นี้ ก่อนแข่งราคาเป็นขั้นตอนสุดท้าย

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยถึงความพร้อมในการรับซื้อไฟฟ้าภายใต้โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ในอัตรารับซื้อแบบ Feed-in Tariff (FiT) ระยะที่ 1 ประเภทชีวมวล ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี) ว่า กกพ. ได้ประกาศขยายเวลารับข้อเสนอขายไฟฟ้า เพิ่มอีก 7 วัน เป็นในช่วงวันที่ 15 –30 มิถุนายน 2559 ระหว่างเวลา  09.00 น. – 16.00 น. ณ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน อาคารจตุรัสจามจุรี ชั้น 19   ถ.พญาไท กรุงเทพฯ จากเดิมที่กำหนดให้รับข้อเสนอ 5 วัน ในช่วงวันที่ 15 –21 มิถุนายน 2559 เนื่องจากต้องการให้ผู้ประกอบการได้มีเวลาในการจัดเตรียมเอกสารหลักฐานต่างๆ ให้ถูกต้องครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ กกพ. จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการประเมินคุณสมบัติและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค ภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2559  โดยสามารถติดตามข้อมูลรายละเอียดและความคืบหน้าอื่นๆ เกี่ยวกับโครงการได้ทาง www.erc.or.th หรือ Call Center โทร. 1204

    การรับซื้อเชื้อเพลิงประเภทชีวมวลในครั้งนี้ มีเป้าหมายการรับซื้อและกำลังการผลิตติดตั้งจำนวนไม่เกิน 36 เมกะวัตต์ และใช้วิธีการคัดเลือกแบบแข่งขันทางด้านราคา (Competitive Bidding) เช่นเดียวกันกับเชื้อเพลิงประเภทก๊าซชีวภาพที่ได้ประกาศผลการรับซื้อไปเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา

    ในส่วนของขั้นตอนการประเมินและคัดเลือกคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าประเภทชีวมวลนี้ จะเหมือนกับการคัดเลือกคำร้องและข้อเสนอขายไฟฟ้าประเภทก๊าซชีวภาพ โดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน โดยขั้นตอนแรกจะเป็นการตรวจสอบคุณสมบัติและประเมินข้อเสนอด้านเทคนิคของผู้ยื่น โดยผู้ยื่นต้องมีคุณสมบัติ เบื้องต้นของโครงการที่เสนอ เช่น จะต้องไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น กองทุนเพื่อส่งเสริมการ อนุรักษ์พลังงาน Adder หรือเงินอุดหนุนอื่นๆ หรือต้องไม่เคยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้ามาก่อน  เป็นต้น ซึ่งหากหากคุณสมบัติของผู้ยื่นไม่เป็นไปตามที่กำหนด ผู้ยื่นรายนั้นจะไม่ได้รับการประเมินในขั้นตอนต่อไป โดย กกพ. จะประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการประเมินคุณสมบัติและข้อเสนอด้านเทคนิคในเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพ. ภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2559 หลังจากนั้น จึงเริ่มการคัดเลือกในขั้นตอนที่ 2  คือ การประเมินข้อเสนอด้านราคาด้วยวิธีการเรียงลำดับราคา โดยเรียงลำดับผู้ยื่นที่เสนออัตราส่วนลด (เป็น %) ของอัตรา FiTF (FiT Fixed sinv อัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนคงที่) มากที่สุดก่อน และหากในกรณีที่มีผู้ยื่นเสนออัตราส่วนลดเท่ากัน ผู้ที่ยื่นก่อนจะมีสิทธิได้รับการพิจารณาคัดเลือกก่อน

    ทั้งนี้ FiTF หรือ อัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนคงที่ คือ อัตรารับซื้อไฟฟ้าที่คิดจากต้นทุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าและค่าดำเนินการและบำรุงรักษา (O&M) ตลอดอายุสัญญารับซื้อไฟฟ้า

Date : 25 / 05 / 2016

  • Date : 25 / 05 / 2016
    ชงกพช.เจรจารายเดิมบริหารแหล่งสัมปทานหมดอายุ
    กระทรวงพลังงานเตรียมชง กพช.พิจารณา 2 แนวทางสำหรับสัมปทานปิโตรเลียมเดิมที่จะหมดอายุ ชี้เจรจารายเดิมเรียกผลประโยชน์ให้รัฐเพิ่มเป็นขั้นแรก หากไม่เป็นผลจะเปิดประมูลแทน 
      
    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอ  2 แนวทางสำหรับสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี2565 และ2566 ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในวันที่ 30 พ.ค. 2559
     
    โดยแนวทางแรกนั้น กระทรวงพลังงานจะใช้วิธีเจรจากับผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมรายเดิมที่จะหมดอายุ ได้แก่ บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งมีแหล่งก๊าซฯเอราวัณจะหมดอายุในเดือน เม.ย. 2565 และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ซึ่งมีแหล่งก๊าซฯบงกช จะหมดอายุในเดือน มี.ค. 2566 โดยทั้งมีกำลังผลิตก๊าซฯรวมวันละ 3,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต 
     
    อย่างไรก็ตามการเจรจาจะอยู่บนพื้นฐานที่รัฐจะต้องได้ผลประโยชน์ที่มากกว่าระบบสัมปทานไทยแลนด์ 3 โดยระดับที่ภาครัฐพอใจคาดว่ารัฐจะต้องได้สัดส่วนผลประโยชน์ 80% และผู้รับสัปทานได้ 20% ซึ่งมากกว่าระบบไทยแลนด์ 3 เดิมที่รัฐได้ผลประโยชน์ 70% ผู้รับสัมปทานได้ 30% 
     
    ส่วนแนวทางที่ 2 คือการเปิดประมูลใหม่ แต่หากผู้ชนะประมูลไม่ใช่รายเดิมที่ดำเนินการอยู่แล้ว จะต้องไปเจรจากับรายเก่า เพื่อทำให้ปริมาณผลิตก๊าซฯอยู่ในระดับเท่าเดิมอย่างต่อเนื่อง แต่หากไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง อาจต้องแก้ไขโดยการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)จากต่างประเทศมาทดแทน 
     
    พล.อ.อนันตพร กล่าวด้วยว่า หาก กพช. เห็นชอบแล้ว กระทรวงพลังงานจะเริ่มเข้าไปเจรจา และนำผลที่ได้ไปเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการปิโตรเลียมอีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป  
     
    "กระทรวงพลังงานได้พิจารณาแล้ว สำหรับสัมปทานปิโตรเลียมเดิมที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 โดยแนวทางที่ไม่ทำแน่นอน คือการที่ภาครัฐจะเข้าไปดำเนินการเอง เพราะรัฐไม่มีงบประมาณมากขนาดนั้น คงต้องเปิดให้เอกชนดำเนินการ แต่กำหนดไว้เหลือเพียง 2 แนวทาง คือ เจรจากับรายเดิม เพื่อให้เสนอผลประโยชน์ให้รัฐมากขึ้น โดยใช้ระบบสัมปทานไทยแลนด์3 เป็นพื้นฐาน และหากเจรจาไม่เป็นผลก็จะเปิดประมูลแทน"พล.อ.อนันตพร กล่าว
     
    ส่วนการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนของคณะกฤษฎีกา และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทั้งนี้คาดว่าจะเปิดให้เอกชนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้ภายในปลายปี
  • Date : 25 / 05 / 2016
    บอร์ดกฟน.ตั้งชัยยงค์ พัวพงศกร เป็นผู้ว่ากฟน.คนใหม่

    บอร์ด กฟน.มีมติเห็นชอบตั้ง "ชัยยงค์ พัวพงศกร" รองผู้ว่าการเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบสื่อสาร เป็น ผู้ว่าการ กฟน.คนใหม่

    รายงานข่าวจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) แจ้งว่า ในการประชุมนัดที่ 665 ของ คณะกรรมการ กฟน.เมื่อวันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายชัยยงค์ พัวพงศกร รองผู้ว่าการเทคโนโลยีและระบบสื่อสาร กฟน. เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟน. คนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ กฟน.เสนอ แทนนายสมชาย โรจน์รุ่งวศินกุล ซึ่งจะครบวาระในวันที่ 4 กันยายน 2559 นี้ 

    สำหรับประวัติของ นายชัยยงค์ พัวพงศกร นั้น เกิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2501 อายุ 58 ปี จบปริญญาตรีสาขาไฟฟ้ากำลัง เกียรตินิยมอันดับ 2 จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ ปริญญาโทสาขาคอมพิวเตอร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   นอกจากนี้ยังได้ผ่านการอบรมหลักสูตรสำคัญๆ เช่น สถาบันพระปกเกล้า (ปปร.19 ปรม.11) ศาลปกครอง (บยป.5) สถาบันศศินทร์ (SEP27) สถาบันกรรมการบริษัทไทย (DCP219) 

    โดยผลงานที่น่าสนใจในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การนำระบบ ICT เข้ามาใช้ในการให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้า เช่น MEA Smart Life ซึ่งเป็น application บนสมาร์ทโฟนตัวแรกๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่สามารถให้บริการประชาชนผ่านมือถือมาตั้งแต่ปี 2556  ซึ่งปัจจุบันได้มีการขยายผลไปต่อเชื่อมกับระบบงานภาคสนาม (Field force Management) สำหรับการรับแจ้งและแก้ไขเหตุไฟฟ้าขัดข้องด้วยความรวดเร็ว  นอกจากนี้ยังเป็นผู้บริหารโครงการ GIS 1:1000 ซึ่งเป็นแผนที่ที่มีความละเอียดที่สุดที่มีในปัจจุบัน